ทหารไทยปะทะกัมพูชา

สดุดีวีรชน! ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน กลับลพบุรี

ความสูญเสียครั้งใหญ่ของชาติ! สดุดีทหารกล้า “ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน” ผู้เสียสละชีพเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ บริเวณช่องอานม้า ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากการโจมตีด้วยจรวด BM-21 จากฝั่งกัมพูชา เตรียมนำร่างอันกล้าหาญกลับสู่บ้านเกิดที่จังหวัดลพบุรี เพื่อให้ครอบครัวและญาติมิตรได้ประกอบพิธีทางศาสนา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 08.13 น. ที่ผ่านมา (12 ธันวาคม) เมื่อกัมพูชาได้ยิงจรวด BM-21 จำนวน 3 ชุด เข้าใส่เนิน 677 ทำให้ ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน สังกัด รพศ.1 พัน.2 ตำแหน่ง พนง.วิทยุ ถูกสะเก็ดระเบิดเข้าที่ศีรษะ และเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ สร้างความเศร้าสลดใจแก่เพื่อนทหารและผู้บังคับบัญชาเป็นอย่างยิ่ง

นอกจาก สดุดีทหารกล้า “ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน” แล้ว ยังมีทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เดียวกัน ได้แก่ ส.ท.พีรภัทร เจนจบ สังกัด รพศ.1 พัน.1 ถูกยิงที่แขนซ้าย และ ส.อ.สุรศักดิ์ สระแสง สังกัด รพศ.1 พัน.2 ถูกสะเก็ดระเบิดเข้าที่เบ้าตา ทั้งสองนายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วน

ร่างของ สดุดีทหารกล้า “ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน” ได้ถูกเคลื่อนย้ายจากโรงพยาบาลสนามไปยังแผนกนิติเวช โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อเวลา 13.20 น. เพื่อดำเนินการชันสูตรตามขั้นตอนทางกฎหมาย

สดุดีทหารกล้า “ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน”

หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการชันสูตรแล้ว ร่างของ ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน จะถูกนำไปบำเพ็ญกุศล ณ พุทธสถานมณฑลทหารบกที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อให้เพื่อนทหารและประชาชนทั่วไปได้ร่วมไว้อาลัย ก่อนที่จะเคลื่อนย้ายกลับไปยังบ้านเกิดที่จังหวัดลพบุรี เพื่อประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

กำหนดการเคลื่อนย้ายร่าง ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน

  • เคลื่อนย้ายร่างจากโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ไปยังพุทธสถานมณฑลทหารบกที่ 22
  • ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศล ณ พุทธสถานมณฑลทหารบกที่ 22
  • เคลื่อนย้ายร่างกลับบ้านเกิดที่จังหวัดลพบุรี (วันและเวลาจะแจ้งให้ทราบต่อไป)

เหตุการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของกองทัพไทย และเป็นเครื่องเตือนใจให้เห็นถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของทหารกล้า ผู้พร้อมที่จะพลีชีพเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย ให้รอดพ้นจากภัยคุกคามทั้งปวง ขอสดุดีและไว้อาลัยต่อ สดุดีทหารกล้า “ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน” และขอเป็นกำลังใจให้แก่ครอบครัวและญาติมิตรของผู้เสียชีวิต

เหตุการณ์ความรุนแรงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในอดีต ได้สร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของทั้งสองฝ่าย การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจา จึงเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เศร้าสลดเช่นนี้ขึ้นอีก

ขอให้ดวงวิญญาณของ ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน สู่สุคติ และขอให้ครอบครัวของท่านเข้มแข็ง ก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้านี้ไปให้ได้

ที่มา – สดุดีทหารกล้า “ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน” เตรียมนำร่างเดินทางกลับบ้านเกิดที่ จ.ลพบุรี

ชาวบ้านสร้างหลุมหลบภัยแทนอพยพ ฝากทหารเป็นของขวัญปีใหม่

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ยังคงตึงเครียด แม้จะมีศูนย์พักพิงสำหรับผู้ที่ต้องการอพยพ แต่ชาวบ้านบางส่วนเลือกที่จะ “ชาวบ้านสร้างหลุมหลบภัยแทนอพยพ” พวกเขาลงทุนสร้างบังเกอร์หลุมหลบภัยส่วนตัว เพื่อใช้เป็นที่กำบังในกรณีฉุกเฉิน แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยในทรัพย์สินและความมุ่งมั่นที่จะปกป้องบ้านเกิดของตนเอง

ชาวบ้านสร้างหลุมหลบภัยแทนอพยพ

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้จะยังได้ยินเสียงปืนดังจากชายแดนสุรินทร์เป็นระยะ แต่ชาวบ้านใน อ.บ้านกรวดจำนวนหนึ่งตัดสินใจที่จะไม่ทิ้งบ้าน พวกเขาลงทุนซื้อท่อซีเมนต์ จ้างรถแบคโฮ และรถบรรทุก 6 ล้อ เพื่อขุดหลุมหลบภัยในบริเวณบ้านของตนเอง นอกจากนี้ ยังเตรียมพร้อมขนย้ายสิ่งของจำเป็นใส่รถยนต์ส่วนตัว เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเลวร้ายลง

นายพล นนทบท ชาวบ้านวัย 52 ปี จาก อ.บ้านกรวด เปิดเผยว่า เขาไม่สะดวกที่จะอพยพไปยังศูนย์พักพิง จึงตัดสินใจสร้างบังเกอร์หลุมหลบภัย เพื่อเป็นที่หลบภัยสำหรับตนเองและเพื่อนบ้าน “ชาวบ้านสร้างหลุมหลบภัยแทนอพยพ” เป็นการป้องกันไว้ก่อน หากสถานการณ์ไม่รุนแรงก็ถือว่าเป็นเรื่องดีไป

ในหมู่บ้านของนายพล มีชาวบ้านอพยพไปยังศูนย์พักพิงกว่า 70% แต่เขาและเพื่อนบ้านที่เหลือเลือกที่จะอยู่ต่อ เพื่อดูแลทรัพย์สินและช่วยผู้นำชุมชน รวมถึง ชรบ. รักษาความปลอดภัยให้กับหมู่บ้าน การตัดสินใจ “ชาวบ้านสร้างหลุมหลบภัยแทนอพยพ” แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความเสียสละของคนในชุมชน

ความสำคัญของหลุมหลบภัยที่ชาวบ้านสร้างขึ้น

การที่ชาวบ้านตัดสินใจสร้างหลุมหลบภัยด้วยตนเอง สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกไม่มั่นคงและความกังวลต่อสถานการณ์ชายแดน พวกเขาต้องการที่จะพึ่งพาตนเองและเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น หลุมหลบภัยเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่กำบัง แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความเข้มแข็งและความสามัคคีของชุมชนอีกด้วย

  • การเตรียมพร้อม: หลุมหลบภัยช่วยให้ชาวบ้านมีสถานที่ปลอดภัยในกรณีฉุกเฉิน
  • ความอุ่นใจ: การมีหลุมหลบภัยทำให้ชาวบ้านรู้สึกอุ่นใจและมั่นใจมากขึ้น
  • การพึ่งพาตนเอง: การสร้างหลุมหลบภัยด้วยตนเองแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการพึ่งพาตนเอง

นอกจากนี้ ชาวบ้านยังได้ฝากกำลังใจไปยังทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวหน้า ขอให้ทหารทุกนายสู้เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ และหวังว่าสถานการณ์จะไม่ยืดเยื้อเกินไปนัก พวกเขาปรารถนาให้ทหารไทยได้รับชัยชนะกลับมา เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับคนไทยทั้งประเทศ เพื่อให้ทุกคนได้ร่วมเฉลิมฉลองปีใหม่ด้วยกันอย่างมีความสุข

สิ่งที่ชาวบ้านทำนั้น แสดงถึงความรักชาติและความห่วงใยต่อกองทัพที่เสียสละ พวกเขาไม่ได้เพียงแค่ปกป้องตนเอง แต่ยังส่งกำลังใจให้ทหารหาญที่ปกป้องประเทศชาติอีกด้วย สิ่งที่ “ชาวบ้านสร้างหลุมหลบภัยแทนอพยพ” ไม่ใช่แค่ที่หลบภัย แต่มันคือสัญลักษณ์ของความกล้าหาญ ความสามัคคี และความรักชาติที่ฝังลึกอยู่ในใจของคนไทย

ที่มา – ชาวบ้านสร้างหลุมหลบภัยแทนอพยพ ฝากทหารรักษาอธิปไตย เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่

ลูกปืนใหญ่ 155 มม. พุ่งแหวกอากาศในเวลากลางคืน

ลูกปืนใหญ่ขนาด 155 มิลลิเมตร พุ่งแหวกอากาศในเวลากลางคืน เป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจของชาวบ้านในแถบแนวชายแดนที่อยู่ใกล้เคียงกับพื้นที่ของการปะทะ เมื่อมองจากระยะไกล ลูกปืนใหญ่ 155 มิลลิเมตร ดูเหมือนลูกไฟดวงเล็กเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วจากฝั่งไทยมุ่งตรงไปยังฐานปฎิบัติการของทหาร มองเห็นได้อย่างชัดเจน หลังจากนั้น เสียงระเบิด ที่เกิดจากการยิง ถึงจะตามมา 

แรงระเบิดจากปากกระบอก ส่งเสียงตึงสนั่นได้ยินไปไกลเป็น 10 กิโลเมตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นกระสุนระเบิดแรงสูง (HE)  หรือแม้แต่กระสุนอัจฉริยะที่นำทางตัวเองด้วยเซ็นเซอร์อินฟราเรดเพื่อค้นหาเป้าหมาย เมื่อมองจากระยะไกล ชาวบ้านจะเห็นลูกไฟกลมเล็กๆ เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ส่องสว่างท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดมิด ลูกปืนใหญ่ 155 มิลลิเมตร เปลี่ยนค่ำคืนแถวช่องบก ช่องอานม้าและพื้นที่แถวพรมแดนทางฝั่งตะวันออกของไทยให้กลายเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจของเทคโนโลยีและประสิทธิภาพทางการทหารของกองทัพไทยทั้งสามเหล่าทัพ นั่นรวมถึงการผสานกำลังของทหารพรานและ กองกำลัง ตชด ในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

ที่เราเห็นเป็นแสงไฟจากกระสุน นั่นเป็นกระสุนต่อระยะแบบ Base Bleed ที่พ่นก๊าซออกมาท้ายกระสุน ลดความปั่นป่วนของกระแสอากาศและแรงต้าน ทำให้ยิงไกลขึ้น 

กระสุนระเบิดแรงสูง บางประเภท อาจมีแสงส่องนำวิถี ทำให้เส้นโค้งยาวของมันดูเหมือนเส้นสีส้มหรือสีแดงเรืองแสงพาดผ่านท้องฟ้าก่อนที่จะเกิดการระเบิดขนาดใหญ่และสว่างจ้า

กระสุนนำวิถี: กระสุน “อัจฉริยะ” เช่น SMArt 155 ใช้เซ็นเซอร์และสามารถสร้างรูปแบบเฉพาะตัว เมื่อปล่อยกระสุนย่อย บางครั้งนำวิถีด้วยอินฟราเรด ทำให้เกิดรูปแบบแสงหรือคลื่นกระแทกขณะพุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วที่แตกต่างกัน

ตัวกระสุนเอง: กระสุนขนาด 155  มิลลิเมตร มีขนาดใหญ่ (ยาวประมาณ 2 ฟุต หนัก 100 ปอนด์) และเดินทางด้วยความเร็วสูงมาก (มากกว่า 1800 ฟุตต่อวินาที)  คิดเป็นประมาณ 548.64 เมตรต่อวินาที (m/s) หรือแปลงเป็นกิโลเมตรต่อชั่วโมง (km/h) จะได้ความเร็วประมาณ 1,975 กิโลเมตรต่อชั่วโมง  โดยใช้ค่าประมาณ 1 ฟุต = 0.3048 เมตร และ 1 เมตร/วินาที = 3.6 km/h. ดังนั้น วิถีโค้งของลูกปืนใหญ่ 155 มิลลิเมตรซึ่งตามมาด้วยเสียงระเบิดดังกึกก้องเมื่อกระทบเป้าหมาย จึงเป็นทั้งภาพและเสียงที่ทรงพลังและน่าเกรงขามแม้จะมองสังเกตการณ์จากระยะไกล

ระยะยิงของกระสุนปืนใหญ่ขนาด 155 มิลลิเมตรในแต่ละชนิดนั้นแตกต่างกันอย่างมาก มีระยะตั้งแต่กระสุนระเบิดแรงสูงพื้นฐานที่ยิงได้ไกลประมาณ 24-30 กิโลเมตร ไปจนถึงกระสุนปืนใหญ่แบบนำวิถีระยะไกลขั้นสูง (ER-GAP) เช่น Excalibur ที่ยิงได้ไกล 40-50 กิโลเมตรขึ้นไป และเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่ให้ผลลัพธ์ 80-110 กิโลเมตร แรงระเบิดของมันนั้นมหาศาล  ใช้ระเบิดแรงสูง (HE) หรือกระสุนย่อยสำหรับเป้าหมาย ทำให้เกิดแรงระเบิดและการแตกกระจายของสะเก็ดระเบิด ระยะยิงจึงขึ้นอยู่กับชนิดของกระสุนและระบบปืน สำหรับลูกปืนใหญ่ 155 มิลลิเมตรแบบระเบิดแรงสูงมาตรฐาน (HE) : ทำระยะของการยิงวิถีโค้งประมาณ 24-30 กิโลเมตร จากปืนใหญ่ฮาวิตเซอร์สมัยใหม่ โดยใช้หน่วยฐานระบาย (BB) เพื่อระยะยิงที่ดีขึ้น

(HE) เป็นลูกปืนใหญ่ 155 มิลลิเมตร ที่ถูกใช้งานมากที่สุด บรรจุด้วย TNT หรือวัตถุระเบิดที่มีประสิทธิภาพคล้ายกัน ออกแบบมาเพื่อทำลายกำลังพล ยานพาหนะขนาดเล็ก และสิ่งก่อสร้าง ด้วยแรงระเบิดและการแตกกระจายที่รุนแรง

 DPICM (Dual-Purpose Improved Conventional Munition): บรรจุระเบิดขนาดเล็กหลายสิบลูกหรือที่เรียกว่า ลูกปราย เพื่อครอบคลุมพื้นที่การทำลายในวงกว้าง ทั้งกลุ่มทหาร/ยานเกราะเบา

แรงกระแทก : เมื่อกระสุนกระทบเป้าหมาย ดินระเบิดจะระเบิดอย่างรุนแรง  

ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อระยะและผลกระทบ

ระบบปืน: ความยาวลำกล้องปืนใหญ่ การออกแบบ

ปริมาณดินปืน : ปริมาณดินปืนที่แตกต่างกันของลูกปืนใหญ่แต่ละชนิด  ให้พลังงานที่แตกต่างกัน

การออกแบบตัวกระสุน : แน่นอนว่าต้องขึ้นตรงกับหลักอากาศพลศาสตร์ ด้วยรูปทรงเพรียวบาง ระบบระบายแรงดันจากฐาน/ระบบช่วยขับเคลื่อนด้วยจรวด ช่วยเพิ่มระยะยิงได้อย่างมาก

ระบบนำทาง : ระบบนำทางด้วย GPS/เลเซอร์ ช่วยให้โจมตีเป้าได้อย่างแม่นยำ ช่วยลดจำนวนกระสุนเพราะแม่นราวกับผีจับยัดเลยทีเดียว  

ลูกปืนใหญ่ 155 มม. พุ่งแหวกอากาศในเวลากลางคืน

ข้อได้เปรียบทางยุทธวิธี แสงสว่างนำวิถีของลูกกระสุนปืน 155 มิลลิเมตร ช่วยให้ทหารราบซึ่งทำหน้าที่ตรวจการณ์หน้ามองเห็นได้ในขณะที่กระสุนพุ่งเข้าโจมตีเป้าหมายอย่างแม่นยำแม้ในเวลากลางคืน หรือในพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณ GPS นั่นแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถของปืนใหญ่สมัยใหม่ที่กองทัพไทยมีประจำการ การผสมผสานระหว่างความเร็ว ขนาด และพลังงานในการทำลายล้าง สร้างการแสดงแสนยานุภาพทางทหารที่น่าจดจำ.

ลูกปืนใหญ่ 155 มม. ที่มีความทันสมัย ทำให้เกิดความได้เปรียบในการสู้รบ และปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างมีประสิทธิภาพ

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected]  
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom  
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/       

ที่มา – เมื่อลูกปืนใหญ่ไทยขนาด 155 มิลลิเมตร พุ่งแหวกอากาศในเวลากลางคืน

กองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดน กัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมือ

กองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดนฝั่ง จ.สระแก้ว ระบุมีกำลังพลเสียชีวิต 2 คน ขณะที่การดำเนินกลยุทธ์ยึดพื้นที่ “บ้านคลองแผง-บ้านหนองจาน” ยังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางการระดมยิงจรวด BM-21 และปืนใหญ่จากกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ปัญหาสำคัญคือปัจจุบันกัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมือในการปล่อยตัวคนไทยกลับประเทศ

กองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดน กัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมือ

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.สระแก้ว ประจำวัน โดยกองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) ยังคงปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 4 แล้ว สรุปการปฏิบัติที่สำคัญได้ดังนี้

สถานการณ์ล่าสุดตามพื้นที่ชายแดน: กองทัพภาคที่ 1 สรุป

  • พื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา: การดำเนินกลยุทธ์เพื่อยึดพื้นที่ยังคงดำเนินอยู่ ฝ่ายกัมพูชายังคงระดมยิงอย่างต่อเนื่องด้วยอาวุธ BM-21, ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิด
  • พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง: สามารถยึดครองพื้นที่ได้ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568 และได้วางกำลังตั้งรับตามแนวอ้างสิทธิ์ ฝ่ายกัมพูชายังคงระดมยิงด้วยอาวุธ BM-21 ประมาณ 40 นัด, ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิด
  • พื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง: อยู่ระหว่างการดำเนินกลยุทธ์เพื่อยึดพื้นที่เช่นกัน โดยฝ่ายกัมพูชายังคงระดมยิงด้วยอาวุธ BM-21, ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิดอย่างต่อเนื่อง
  • พื้นที่บ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ: มีการวางกำลังคุ้มครองพื้นที่ นอกจากนี้ บริเวณด่านถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ ฝ่ายไทยได้เตรียมการเปิดด่านเพื่อรับคนไทยจากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชากลับประเทศ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรับตัวและคัดกรองตามขั้นตอน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) พร้อมส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการคัดแยกและตรวจสอบหลักฐานการเข้า-ออกประเทศตามกฎหมายต่อไป ที่สำคัญคือจนถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายกัมพูชาในการปล่อยตัวคนไทยกลับเข้าประเทศ ซึ่งยังคงอยู่ระหว่างการเจรจาของทั้งสองฝ่าย
  • พื้นที่ อ.คลองหาด: วางกำลังคุ้มครองพื้นที่

สถานการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้น มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บเดิม 14 นาย แต่มีกำลังพลสูญเสียเพิ่มเติมคือเสียชีวิต 2 นาย และได้รับบาดเจ็บ 20 นาย ทำให้สรุปยอดกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน มีผู้บาดเจ็บรวม 34 นาย และเสียชีวิต 2 นาย

กองทัพภาคที่ 1 ขอยืนยันว่าจะปฏิบัติงานตามภารกิจอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยการปฏิบัติการทางทหารจะดำเนินการภายใต้กฎการปะทะและสิทธิในการป้องกันตนเอง จนกว่าภัยคุกคามในพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว จะยุติลง เพื่อรักษาอธิปไตยของไทยและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เห็นความสำคัญของการรักษาความมั่นคงของชาติ และความเสียสละของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัย การติดตามข่าวสารและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่เป็นสิ่งที่เราทำได้ในฐานะประชาชนคนไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นที่กัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมือในการส่งคนไทยกลับประเทศ การเจรจาและหาทางออกร่วมกันเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ

ที่มา – กองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดน กัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมือส่งคนไทยกลับบ้าน

F-16 ทิ้งไข่ 4 ลูกที่ตราด: รายงานล่าสุด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.ตราด ตึงเครียด หลังมีรายงานว่าเครื่องบิน F-16 บินทิ้งไข่ 4 ลูก ใส่แนวคูทหารกัมพูชา บริเวณบ้าน 3 หลัง สร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่ มาติดตามรายละเอียดของเหตุการณ์ F-16 ทิ้งไข่ 4 ลูก ใส่แนวคูทหารกัมพูชา บริเวณบ้าน 3 หลัง ใน จ.ตราด กัน

F-16 ทิ้งไข่ 4 ลูก ใส่แนวคูทหารกัมพูชา บริเวณบ้าน 3 หลัง ใน จ.ตราด

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ได้เกิดเหตุการณ์ที่สร้างความตื่นตระหนกบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านจังหวัดตราด โดยมีรายงานว่าเครื่องบิน F-16 ซึ่งสนับสนุนปฏิบัติการของกองทัพเรือ ได้ทำการทิ้งระเบิดจำนวน 4 ลูก ลงบนแนวคูที่ทหารกัมพูชาขุดไว้ บริเวณใกล้เคียงกับบ้านเรือนประชาชนในตำบลชำราก อำเภอเมืองตราด

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 15.55 น. โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลายแนวป้องกันที่ทหารกัมพูชาสร้างขึ้น ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเข้ายึดพื้นที่ของนาวิกโยธินไทย หลังจากเครื่องบิน F-16 ทิ้งระเบิดแล้ว เรือรบและปืนใหญ่ภาคพื้นดินก็ได้ทำการยิงสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดกลุ่มควันดำขนาดใหญ่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า

รายละเอียดเหตุการณ์ F-16 ทิ้งไข่ 4 ลูก ที่ตราด

หลังจากการโจมตีทางอากาศและภาคพื้นดิน ช่วงเวลาประมาณ 16.10 น. ได้มีการปะทะกันด้วยปืนเล็กเป็นเวลาประมาณ 1 นาที ก่อนที่เสียงปืนใหญ่จะดังขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายนาที สถานการณ์บริเวณชายแดนยังคงตึงเครียด และมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด

เหตุการณ์ F-16 ทิ้งไข่ 4 ลูก ใส่แนวคูทหารกัมพูชา บริเวณบ้าน 3 หลัง ใน จ.ตราด นี้ ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่เกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตนเอง ทางหน่วยงานภาครัฐได้เร่งให้ความช่วยเหลือและดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน การแก้ไขปัญหาจำเป็นต้องใช้ความอดทนและความเข้าใจ เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น การเจรจาและการใช้สันติวิธีเป็นแนวทางที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นคงและความสงบสุขในภูมิภาค

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน

การที่ F-16 ทิ้งไข่ 4 ลูก ใส่แนวคูทหารกัมพูชา บริเวณบ้าน 3 หลัง ใน จ.ตราด ถือเป็นเหตุการณ์ที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ที่มา – F-16 บินทิ้งไข่ 4 ลูก ใส่แนวคูทหารกัมพูชา บริเวณบ้าน 3 หลัง ใน จ.ตราด

กรมศิลป์ยัน! ปราสาทตาควายซ่อมแซมได้

จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ส่งผลกระทบต่อโบราณสถานสำคัญอย่างปราสาทตาควาย ล่าสุดสำนักศิลปากรที่ 10 ได้ออกมาให้ความมั่นใจว่า ปราสาทตาควายซ่อมแซมได้ อย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้ต้องรอให้สถานการณ์ความขัดแย้งสงบลงเสียก่อนจึงจะสามารถเข้าดำเนินการสำรวจและบูรณะได้อย่างเต็มที่

นายทศพร ศรีสมาน ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา ซึ่งดูแลรับผิดชอบโบราณสถานในพื้นที่อีสานใต้ ได้แก่ สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครราชสีมา และชัยภูมิ ได้กล่าวถึงกรณีปราสาทตาควายถูกใช้เป็นบังเกอร์ในการสู้รบและได้รับความเสียหายว่า ทางกรมศิลปากรไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้เตรียมการที่จะเข้าสำรวจความเสียหายทันทีที่สถานการณ์เอื้ออำนวย

ปราสาทตาควายซ่อมแซมได้ จริงหรือ?

ผู้อำนวยการทศพร กล่าวว่า จากภาพที่ปรากฏ สภาพของปราสาทตาควายในปัจจุบันพบว่าส่วนยอดของปราสาทได้พังทลายลงมาอันเนื่องมาจากความรุนแรงของการสู้รบ อย่างไรก็ตาม ทางกรมศิลปากรได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบโบราณสถานตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะโบราณสถานที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบนี้แล้ว

“ถึงแม้ว่าสถานการณ์ชายแดนยังไม่สงบ ทำให้ยังไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบรายละเอียดได้ แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย คณะกรรมการจะเข้าสำรวจและประเมินความเสียหายอย่างละเอียด เพื่อวางแผนการบูรณะซ่อมแซมต่อไป” นายทศพรกล่าว นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่าปราสาทตาเมือนธมและปราสาทคนา อาจได้รับผลกระทบจากการปะทะในครั้งนี้ด้วย

ขั้นตอนการบูรณะปราสาทตาควาย

นายทศพรยังกล่าวเสริมอีกว่า ปราสาทตาควายซ่อมแซมได้ และสามารถบูรณะให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิมได้ เนื่องจากที่ผ่านมาเคยมีกรณีโบราณสถานอื่นๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักศิลปากรที่ 10 ได้รับความเสียหายมากกว่าปราสาทตาควายเสียอีก แต่ก็สามารถบูรณะให้กลับมาสวยงามได้ดังเดิม

สำหรับขั้นตอนในการบูรณะนั้น จะเริ่มจากการขุดค้นทางโบราณคดี การจัดทำแบบแปลน การทำรูปแบบรายการสำหรับการบูรณะ และนำไปสู่ขั้นตอนการบูรณะซ่อมแซมจริง ซึ่งเป็นกระบวนการที่เป็นมาตรฐานในการบูรณะโบราณสถานทุกแห่ง

ดังนั้น จึงขอยืนยันว่า ปราสาทตาควายซ่อมแซมได้ แน่นอน เพียงแต่ต้องรอให้สถานการณ์สงบลงก่อน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

การบูรณะโบราณสถานไม่เพียงแต่เป็นการรักษาทรัพย์สินทางวัฒนธรรม แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์และเอกลักษณ์ของชาติ การที่สำนักศิลปากรที่ 10 ยืนยันว่าปราสาทตาควายสามารถซ่อมแซมได้ จึงเป็นข่าวดีที่สร้างความหวังให้กับผู้ที่รักและหวงแหนมรดกทางวัฒนธรรมของไทย

ที่มา – สำนักศิลปากรที่ 10 ยันปราสาทตาควายซ่อมแซมได้ แต่ต้องรอเหตุปะทะสงบก่อน

ด่วน! ด่านอรัญประเทศ-ปอยเปต: กัมพูชาไม่ยอมปล่อยคนไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ด่านอรัญประเทศ-ปอยเปตตึงเครียดอย่างมาก เมื่อทางการกัมพูชายังไม่อนุญาตให้คนไทยเดินทางกลับประเทศ ทำให้มีคนไทยตกค้างอยู่บริเวณชายแดนเป็นจำนวนมาก รายงานล่าสุดระบุว่ามีคนไทยไม่ต่ำกว่า 3,000 คนที่รอข้ามแดนกลับประเทศไทย

ถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่สถานทูตไทย นายอำเภออรัญประเทศ และผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว จะได้พยายามประสานงานกับ pihak Kamboja เพื่อให้เกิดความชัดเจนและอำนวยความสะดวกให้แรงงานชาวกัมพูชาเดินทางกลับประเทศแล้วก็ตาม สถานการณ์ กัมพูชาไม่ยอมปล่อยคนไทยกลับเข้าประเทศ ยังคงไม่คลี่คลาย

กัมพูชาไม่ยอมปล่อยคนไทยกลับเข้าประเทศ

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศที่ด่านอรัญประเทศยังคงชุลมุนวุ่นวาย เนื่องจากมีชาวกัมพูชาจำนวนมากเดินทางมารวมตัวกันเพื่อรอข้ามแดนกลับประเทศ ท่ามกลางการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวดจากเจ้าหน้าที่ไทย ฝ่ายไทยได้จัดระเบียบพื้นที่และอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่เพื่อให้การเดินทางกลับประเทศของชาวกัมพูชาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่น่ากังวลคือ กัมพูชาไม่ยอมปล่อยคนไทยกลับเข้าประเทศ ตามกำหนดการเดิมที่วางไว้ ณ เวลา 10.00 น. แม้จะมีการนัดหมายและประสานงานล่วงหน้าแล้วก็ตาม แหล่งข่าวในพื้นที่รายงานว่าเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองกัมพูชามีความพยายามเรียกเก็บเงินจากคนไทยบางคนที่ต้องการเดินทางกลับ ทำให้เกิดความล่าช้าและความตึงเครียดเพิ่มขึ้น

หลังจากได้รับรายงานเรื่องการเรียกเก็บเงิน เจ้าหน้าที่สถานทูตไทยและนายอำเภออรัญประเทศได้เข้าประสานงานกับเจ้าหน้าที่กัมพูชาเพื่อขอความชัดเจน และยืนยันว่าคนไทยต้องได้รับการปล่อยตัวโดยไม่ต้องจ่ายเงินใดๆ ทั้งสิ้น

ความคืบหน้าล่าสุด: สถานการณ์ กัมพูชาไม่ยอมปล่อยคนไทยกลับเข้าประเทศ

แหล่งข่าวยืนยันว่าการเจรจามีความคืบหน้า โดยเจ้าหน้าที่กัมพูชายอมปล่อยตัวคนไทยทั้งหมดและจะไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายใดๆ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการเตรียมการส่งตัวกลับมายังฝั่งไทย

เมื่อคนไทยเดินทางกลับมาถึงฝั่งไทยแล้ว จะเข้าสู่กระบวนการคัดกรองตามมาตรการที่กำหนดไว้ ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคล การซักถามความปลอดภัย เพื่อคัดแยกกลุ่มต่างๆ ให้ชัดเจน หลังจากผ่านขั้นตอนทั้งหมดแล้ว เจ้าหน้าที่จะอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับภูมิลำเนาต่อไป

สถานการณ์โดยรวมยังคงต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากปริมาณผู้รอเดินทางทั้งสองฝ่ายยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ชายแดนที่เกิดขึ้น

ล่าสุดเมื่อเวลาประมาณ 13.00 น. มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่กัมพูชายังคงกักตัวคนไทยที่ต้องการเดินทางกลับเข้าประเทศไทยไว้บริเวณฝั่งกัมพูชา และบางส่วนถูกไล่กลับไปยังอาคารสำนักงานในฝั่งปอยเปต คาดว่ามีจำนวนประมาณ 3,000 คน ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียด แม้ว่าผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้วจะเข้าไปเจรจาแล้วก็ตาม สถานการณ์ กัมพูชาไม่ยอมปล่อยคนไทยกลับเข้าประเทศ ยังไม่คลี่คลาย

สถานการณ์ที่ด่านอรัญประเทศยังคงเป็นจุดที่หลายฝ่ายจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งขั้นตอนการปล่อยตัวคนไทยจากฝั่งกัมพูชา ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วงต่อไป

การที่ กัมพูชาไม่ยอมปล่อยคนไทยกลับเข้าประเทศ ในครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อคนไทยจำนวนมากที่ต้องการเดินทางกลับภูมิลำเนาอย่างเร่งด่วน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งของไทยและกัมพูชาควรเร่งแก้ไขปัญหาและอำนวยความสะดวกให้คนไทยเดินทางกลับประเทศได้อย่างปลอดภัยและรวดเร็ว

ที่มา – ด่วน ด่านอรัญประเทศ-ปอยเปต ตึงเครียด “กัมพูชา” ไม่ยอมปล่อยคนไทยกลับเข้าประเทศ

ศุภจี ย้ำ! ขัดแย้งชายแดน ไม่โยงเจรจาภาษีสหรัฐฯ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ย้ำจุดยืนชัด สถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา ไม่ควรเชื่อมโยงกับการเจรจาภาษี รัฐบาลพร้อมเดินหน้าเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ตามกรอบข้อตกลง

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การเจรจาภาษีกับสหรัฐที่อยู่ระหว่างการเจรจาในรายละเอียด และมีเป้าหมายอยากให้ได้ข้อสรุปภายในสิ้นปีนี้นั้น เบื้องต้นไทยจะยังดำเนินการเจรจาต่อไปในช่องทางต่างๆ แม้ว่าสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐจะส่งหนังสือมาระงับการเจรจาชั่วคราวไว้ก่อนจนกว่าสถานการณ์ความขัดแย้งจะยุติลง แต่ทีมไทยแลนด์ได้ส่งหนังสือยืนยันว่า ยังมีความประสงค์ที่จะเจรจาต่อ ส่วนจะสรุปได้ทันสิ้นปีนี้หรือไม่ ขณะนี้ยังไม่ทราบ เพราะประเทศอื่นๆ ก็มีความล่าช้าเช่นกัน ส่วนกรณีที่มีความกังวลว่าทางสหรัฐฯ อาจจะนำมาตรการภาษีมาใช้เป็นเงื่อนไขต่อรองกับไทย ในเรื่องสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ส่วนตัวมองว่า เป็นคนละเรื่องที่ไม่ควรนำมาเกี่ยวข้องกัน เนื่องจากไทยจำเป็นต้องปกป้องอธิปไตย ดูแลความปลอดภัยของประชาชน

“ประเทศไทยไม่ใช่ฝ่ายเริ่มต้นเหตุการณ์ และไม่ใช่ผู้กระทำผิด การปฏิบัติของฝ่ายไทยเป็นการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสีย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้นานาประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา ก็ได้รับทราบแล้ว แต่หากสหรัฐฯ จะตัดสินใจนำเหตุการณ์ชายแดนมาเชื่อมโยงกับประเด็นทางการค้า ก็ถือเป็นสิทธิ์ของสหรัฐ แต่ไทยเห็นว่า ทั้ง 2 เรื่องไม่ควรเกี่ยวข้องกัน” นางศุภจีกล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงว่า การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ยังไม่จำเป็นต้องให้จบภายในกรอบเวลา 30 วัน เนื่องจากการค้าการขายเป็นการเจรจาแบบสองทาง ซึ่งทั้งสหรัฐฯ และไทยต้องได้ประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย ที่การเจรจายังไม่คืบหน้า เพราะแม้สหรัฐฯ จะตั้งเป้าว่าจะเจรจากับอินโดนีเซียให้เสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน แต่ปัจจุบันเข้ามาเกือบกลางเดือนธันวาคมก็ยังคุยไม่เสร็จ ขณะที่ไทยและเวียดนามก็ยังไม่มีการเจรจาเพิ่มเติมเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ย้ำว่า ไทยมีความจริงใจและมีความพร้อมที่จะให้การเจรจาจบภายในสิ้นปีนี้ หากสหรัฐฯ พร้อม ไทยก็พร้อมทันที แต่หากสหรัฐฯ ยังไม่พร้อมก็ไม่ถือว่าไทยเสียหายใด ๆ เนื่องจากขณะนี้ไทยยังคงได้รับอัตราภาษี 19% เช่นเดิม และยังไม่มีทีท่าว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ย้ำชัดเจนว่า ประเด็นความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ควรโยงการเจรจาภาษีสหรัฐฯ การเจรจาด้านภาษีเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ทั้งสองฝ่ายควรได้รับ และไม่ควรนำมาเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองหรือความมั่นคง การที่ประเทศไทยแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ พร้อมทั้งยังคงเปิดประตูสำหรับการเจรจาทางการค้าที่เป็นธรรมและเป็นประโยชน์ร่วมกัน

ศุภจี ย้ำ! ขัดแย้งชายแดน ไม่โยงเจรจาภาษีสหรัฐฯ

สถานการณ์การเจรจาภาษีระหว่างไทยและสหรัฐฯ ยังคงต้องติดตามกันต่อไป แม้ว่าจะมีอุปสรรคและความไม่แน่นอนอยู่บ้าง แต่การที่รัฐบาลไทยยังคงเดินหน้าเจรจา ไม่โยงการเจรจาภาษีสหรัฐฯ กับปัญหาชายแดน ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าไทยยังคงให้ความสำคัญกับการค้าและการลงทุนกับสหรัฐฯ

ท่าทีของนางศุภจี สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาชายแดนและการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ในฐานะที่เป็นสองประเด็นที่แยกจากกัน และจะดำเนินการแก้ไขปัญหาแต่ละด้านอย่างเต็มที่

ทำไมไทยถึงยืนยันว่าไม่ควรโยงการเจรจาภาษีสหรัฐฯ กับปัญหาชายแดน?

เหตุผลหลักที่ไทยยืนยันว่า ไม่ควรโยงการเจรจาภาษีสหรัฐฯ กับปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา คือ

  • ทั้งสองประเด็นเป็นเรื่องที่แตกต่างกัน การนำมาเชื่อมโยงกันจะทำให้การแก้ไขปัญหาซับซ้อนยิ่งขึ้น
  • ไทยต้องการปกป้องอธิปไตยและรักษาความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญของรัฐบาล
  • การเจรจาภาษีเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ไม่ควรนำมาเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง

ดังนั้น แม้ว่าสถานการณ์ชายแดนจะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน แต่ไทยก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ อย่างจริงจัง โดยหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ร่วมกันได้ในที่สุด

การที่รัฐบาลไทยยืนกรานว่า สถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ควรโยงการเจรจาภาษีสหรัฐฯ เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าไทยต้องการแก้ไขปัญหาแต่ละด้านอย่างตรงจุดและไม่ต้องการให้ประเด็นหนึ่งมาเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาอีกประเด็นหนึ่ง การเดินหน้าเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

ที่มา – “ศุภจี” ย้ำจุดยืน ปมขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ควรโยงการเจรจาภาษีสหรัฐฯ

ทภ.1 แจ้ง: คนไทยติดค้างกัมพูชา ต้องคัดกรอง

กองทัพภาคที่ 1 แจ้งคนไทยติดค้างกัมพูชาเข้าประเทศ ต้องผ่านการคัดกรอง หากพบมีความผิด ถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.68 รายงานข่าวจาก กองทัพภาคที่ 1 แจ้งข้อมูลคนไทยที่ไทยติดค้างกัมพูชา และต้องการจะเดินทางกลับเข้าประเทศ ต้องผ่านกระบวนการรับตัว และคัดกรอง ดังต่อไปนี้

1. ตรวจสอบ NRM (คัดแยกเหยื่อ) โดย เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท

  • 1.1 ออกถูกต้องตามกฎหมาย (มี passport หรือ border pass ยังไม่หมดอายุ)
  • 1.2 ออกถูกต้องตามกฎหมาย (มี passport หรือ border pass แต่หมดอายุ)
  • 1.3 ออกนอกประเทศผิดช่องทาง

2. ตรวจสอบการกระทำความผิด (หมายจับ หรือ case ID) หรือไม่ โดย เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คลองลึก

  • 2.1 มีความผิด ให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย
  • 2.2 ไม่มีความผิด ส่งตัวไปต่อที่ สำนักงานพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) โดยได้เลือกสถานที่ตั้งการคัดกรอง ไว้เพื่อพิจารณาเป็นที่ตั้ง ดังนี้
    • 2.2.1 มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตสระแก้ว ต.วัฒนานคร อ.วัฒนานคร
    • 2.2.2 กองร้อยอาสาสมัครรักษาดินแดน จังหวัดสระแก้ว
    • 2.2.3 สโมสรมณฑลทหารบกที่ 19 ต.ท่าเกษม อ.เมือง

โดยใช้เจ้าหน้าที่จากหน่วยงาน ดังนี้

  • 1. ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง
  • 2. สถานีตำรวจภูธรคลองลึก
  • 3. ชุดควบคุมกรมทหารพรานที่ 12
  • 4. อาสาสมัครรักษาดินแดน อำเภออรัญประเทศ
  • 5. กองร้อยควบคุมฝูงชน
  • 6. ตำรวจท่องเที่ยว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเวลา 09.30 น. คนไทยติดค้างกัมพูชากลุ่มหนึ่งประมาณ 100 คน ที่เข้าไปทำงาน ในฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา ได้ทยอยเดินทางมาที่ด่านตม.กัมพูชา ฝั่งตรงข้ามด่านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อรอทางการกัมพูชา ผลักดันเพื่อกลับเข้าประเทศไทย คาดว่าจะเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายในประเทศไทยต่อไป.

ทภ.1 แจ้ง: คนไทยติดค้างกัมพูชา ต้องคัดกรอง

สถานการณ์คนไทยติดค้างกัมพูชาที่ต้องการเดินทางกลับประเทศไทยเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง กองทัพภาคที่ 1 ได้วางมาตรการคัดกรองอย่างเข้มงวดเพื่อดูแลความปลอดภัยและรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ กระบวนการนี้มีความละเอียดอ่อนและครอบคลุมหลายด้าน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการเดินทางกลับประเทศของคนไทยจะเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นธรรม

ขั้นตอนการคัดกรองคนไทยติดค้างกัมพูชา

ขั้นตอนการคัดกรองแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก ได้แก่ การตรวจสอบเอกสารและการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม ขั้นตอนแรก เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจะทำการตรวจสอบเอกสารการเดินทาง เช่น หนังสือเดินทาง (passport) หรือบัตรผ่านแดน (border pass) เพื่อยืนยันตัวตนและความถูกต้องของเอกสาร หากเอกสารหมดอายุหรือไม่ถูกต้อง จะมีการดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด

ในส่วนของการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม เจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.คลองลึก จะทำการตรวจสอบว่าบุคคลนั้นมีหมายจับหรือมีประวัติเกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรมหรือไม่ หากพบว่ามีประวัติอาชญากรรม จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายไทย การคัดกรองนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำและการรักษาความปลอดภัยของประชาชน

สำหรับผู้ที่ไม่มีความผิด จะถูกส่งตัวไปยัง สำนักงานพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) เพื่อรับการดูแลและให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ เช่น การให้คำปรึกษา การช่วยเหลือด้านการเงิน และการจัดหางาน เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ

สถานที่ที่ใช้ในการคัดกรองได้แก่ มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตสระแก้ว, กองร้อยอาสาสมัครรักษาดินแดน จังหวัดสระแก้ว และสโมสรมณฑลทหารบกที่ 19 ซึ่งแต่ละสถานที่ได้รับการจัดเตรียมเพื่อให้เหมาะสมกับการคัดกรองและการให้ความช่วยเหลือแก่คนไทยติดค้างกัมพูชาที่เดินทางกลับประเทศ

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการคัดกรองประกอบด้วย ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง, สถานีตำรวจภูธรคลองลึก, ชุดควบคุมกรมทหารพรานที่ 12, อาสาสมัครรักษาดินแดน อำเภออรัญประเทศ, กองร้อยควบคุมฝูงชน และตำรวจท่องเที่ยว การทำงานร่วมกันของหน่วยงานเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้กระบวนการคัดกรองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกด้าน

การเดินทางกลับประเทศไทยของคนไทยติดค้างกัมพูชาจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการมีมาตรการช่วยเหลือและดูแลที่เหมาะสม การคัดกรองจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการรักษาความปลอดภัยของประเทศ และให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ต้องการกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในประเทศไทย

การดำเนินการคัดกรองอย่างเข้มงวดและมีประสิทธิภาพ จะช่วยให้เราสามารถดูแลคนไทยที่ต้องการกลับประเทศได้อย่างเหมาะสม และป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ร่วมกันเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังเดินทางกลับบ้านเกิดนะครับ

ที่มา – ทภ.1 แจ้งคนไทยติดค้างกัมพูชา ต้องคัดกรองก่อนเข้าประเทศ พบมีความผิดถูกดำเนินคดี

Scroll to top