ทหารไทยปะทะกัมพูชา

กพท. ห้ามบินโดรน พื้นที่ 7 จังหวัด พ.ย.นี้

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ประกาศคำสั่ง “ห้ามบินโดรน” ในบางอำเภอของพื้นที่ 7 จังหวัด ที่มีความเสี่ยงกระทบต่อความมั่นคงในช่วงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 16-30 พฤศจิกายน 2568

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา กพท. ได้ออกประกาศฉบับที่ 10 เรื่อง “ห้ามบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (Drone) ในพื้นที่ที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศในช่วงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา” โดยสถานการณ์โดยรวมยังคงอยู่ในระดับที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หน่วยงานด้านความมั่นคงได้ประสานงานกับ กพท. เพื่อกำหนดพื้นที่ห้ามบินโดรนอย่างเด็ดขาดในระดับอำเภอของ 7 จังหวัด ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16-30 พฤศจิกายน 2568 หรือจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

กพท. ห้ามบินโดรน ในพื้นที่ใดบ้าง?

พื้นที่ที่ถูกกำหนดให้ห้ามบินโดรนเด็ดขาด มีดังนี้:

  • 1. จังหวัดสระแก้ว: อำเภอคลองหาด, อำเภออรัญประเทศ, อำเภอโคกสูง และอำเภอตาพระยา
  • 2. จังหวัดบุรีรัมย์: อำเภอละหานทราย และอำเภอบ้านกรวด
  • 3. จังหวัดศรีสะเกษ: อำเภอภูสิงห์, อำเภอขุนหาญ และอำเภอกันทรลักษ์
  • 4. จังหวัดสุรินทร์: อำเภอพนมดงรักษ์, อำเภอกาบเชิง, อำเภอสังขะ และอำเภอบัวเชด
  • 5. จังหวัดอุบลราชธานี: อำเภอเขมราฐ, อำเภอนาดาล, อำเภอโพธิ์ไทร, อำเภอศรีเมืองใหม่, อำเภอโขงเจียม, อำเภอสิรินธร, อำเภอบุณฑริก, อำเภอนาจะหลวย และอำเภอน้ำยืน
  • 6. จังหวัดตราด: อำเภอเมืองตราด, อำเภอบ่อไร่ และอำเภอคลองใหญ่
  • 7. จังหวัดจันทบุรี: อำเภอเมืองจันทบุรี, อำเภอโป่งน้ำร้อน และอำเภอสอยดาว

นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่อื่นๆ ที่ถูกจำกัดการบินด้วยเช่นกัน:

  • พื้นที่รัศมี 9 กิโลเมตร (5 ไมล์ทะเล) รอบสนามบินที่กำหนด
  • พื้นที่ที่หน่วยงานด้านความมั่นคงประกาศเพิ่มเติมเป็นการเฉพาะ

เงื่อนไขในการทำการบินโดรนในพื้นที่ที่ไม่ถูกห้าม

สำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานโดรนในพื้นที่ที่ไม่ถูกห้าม จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้:

  • ผู้ใช้งานต้องขึ้นทะเบียนผู้บังคับโดรนและโดรนกับ CAAT ให้ถูกต้องครบถ้วน
  • ยื่นคำขออนุญาตปฏิบัติการบินล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน ผ่านระบบแอปพลิเคชัน UAS Portal หรือ uasportal.caat.or.th
  • ปฏิบัติการบินที่ความสูงไม่เกิน 90 เมตร (300 ฟุต) เหนือพื้นดิน
  • สามารถบินได้ในเวลา 06.00–18.00 น. หากต้องการบินนอกช่วงเวลาดังกล่าว ต้องขออนุญาตจาก CAAT แต่ห้ามบินในช่วงเวลา 00.01–04.00 น. ทุกกรณี
  • เมื่อได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติการบินแล้ว ก่อนการปฏิบัติการบินทุกครั้ง ให้ผู้ได้รับอนุญาตแจ้งข้อมูลพื้นที่ที่ปฏิบัติการบิน วันและเวลา และวัตถุประสงค์การปฏิบัติการบินต่อ CAAT ผ่านแอปพลิเคชัน UAS Portal และแจ้งต่อ ศบตอ.น. อีเมล : [email protected]
  • การปฏิบัติการบินที่แตกต่างจากเงื่อนไขที่กำหนด ต้องยื่นคำขออนุญาตและเอกสารเพิ่มเติมต่อ CAAT ผ่าน UAS Portal

กพท. ระบุว่า การออกประกาศฉบับที่ 10 นี้ เป็นผลมาจากการประเมินสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง และพบว่ายังมีบางพื้นที่ที่จำเป็นต้องคงมาตรการห้ามบินโดรน เพื่อรองรับการปฏิบัติการด้านความมั่นคงที่ยังคงดำเนินอยู่ อย่างไรก็ตาม กพท. ให้ความสำคัญกับวิถีชีวิตของประชาชนและภาคธุรกิจ จึงได้ผ่อนคลายข้อจำกัดให้สามารถใช้งานโดรนได้ในเกือบทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดอย่างเข้มงวด

กพท. จะติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะทบทวนมาตรการให้สอดคล้องกับสภาพความมั่นคงในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้การใช้งานโดรนในประเทศเป็นไปอย่างสมดุล ปลอดภัย และไม่กระทบต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ

หากคุณเป็นผู้ใช้งานโดรน ควรตรวจสอบพื้นที่และเงื่อนไขการบินให้ละเอียดก่อนทำการบินทุกครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิดกฎหมายและรักษาความปลอดภัยในการใช้งานโดรน

ที่มา – กพท. ประกาศห้ามบินโดรน ในบางอำเภอพื้นที่ 7 จังหวัดแนวชายแดน ตั้งแต่ 16-30 พ.ย.

ชายแดนโคกสูง สระแก้ว ยังเงียบสงบแต่เฝ้าระวัง

สถานการณ์บริเวณบ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว ชายแดนโคกสูง จ.สระแก้ว ยังคงเงียบสงบ แต่เจ้าหน้าที่ยังคงตรึงกำลังเข้มงวด เฝ้าระวังเหตุฉุกเฉิน และลาดตระเวนตรวจสอบความผิดปกติต่อเนื่อง เพื่อรักษาความปลอดภัยในพื้นที่

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศโดยรอบบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ยังคงเงียบสงบผิดปกติ แม้ภายนอกจะดูเหมือนไม่มีความเคลื่อนไหวที่ชัดเจน แต่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หลังจากเมื่อวานนี้คณะ AOT ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบจุดปฏิบัติการแนวชายแดน ซึ่งเป็นบริเวณที่เคยเกิดความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชาในอดีต

กองกำลังบูรพายังคงตรึงกำลังอย่างเข้มแข็งตลอดแนวชายแดน โดยจัดกำลังพลลาดตระเวนสลับเปลี่ยนเวรตลอดทั้งวันทั้งคืน เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน นอกจากนี้ ยังมีการใช้โดรนบินสำรวจพื้นที่หลัก 2 จุด คือ บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว เพื่อรวบรวมข้อมูลภาพรวมของพื้นที่ชายแดน ตรวจสอบความเคลื่อนไหวจากฝั่งกัมพูชา และสังเกตความเปลี่ยนแปลงที่อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ป่ารกทึบ ซึ่งยากต่อการสังเกตด้วยสายตาเปล่า

แม้ว่าสถานการณ์โดยรวมจะดูสงบ แต่เจ้าหน้าที่ยังคงยืนยันว่าไม่สามารถวางใจได้ เนื่องจากในช่วงหลายวันที่ผ่านมา มีรายงานเหตุการณ์ยิงปริศนาเกิดขึ้น อีกทั้งข้อมูลจากการข่าวที่ต้องจับตาอย่างต่อเนื่อง ทำให้กองกำลังในพื้นที่ยังคงเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด

ในส่วนของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ทั้งสองฝั่งชายแดนโคกสูง จ.สระแก้ว ยังคงดำเนินชีวิตตามปกติ โดยต่างฝ่ายต่างเฝ้าระวังสถานการณ์ ยืนยันว่าในขณะนี้ยังไม่มีเหตุการณ์ใดที่น่าเป็นห่วงเกิดขึ้น

ชายแดนโคกสูง จ.สระแก้ว สถานการณ์เงียบสงบ แต่เจ้าหน้าที่ยังคงตรึงกำลังเฝ้าระวัง

ความสำคัญของการเฝ้าระวังชายแดนโคกสูง จ.สระแก้ว

การที่เจ้าหน้าที่ยังคงตรึงกำลังและเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ชายแดนโคกสูง จ.สระแก้ว แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน การเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดช่วยป้องกันการเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น

สถานการณ์ที่เงียบสงบในปัจจุบันอาจเป็นเพียงชั่วคราว การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงไปจึงเป็นสิ่งสำคัญ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนต่อไป

ดังนั้น การรายงานสถานการณ์ที่เป็นจริงและเป็นปัจจุบันจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ทุกคนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง และสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม

การรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน ไม่เพียงแต่เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เท่านั้น แต่ยังเป็นความรับผิดชอบของทุกคนในสังคม เราทุกคนควรให้ความร่วมมือและสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างสังคมที่สงบสุขและปลอดภัยสำหรับทุกคน

ที่มา – ชายแดนโคกสูง จ.สระแก้ว สถานการณ์เงียบสงบ แต่เจ้าหน้าที่ยังคงตรึงกำลังเฝ้าระวัง

อันวาร์คุยทรัมป์! ไทย-กัมพูชา พร้อม**เจรจาแก้ปัญหาชายแดน**

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ ล่าสุด นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าในความพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยเน้นย้ำว่าทั้งไทยและกัมพูชายังคงพร้อมที่จะใช้การเจรจาและการทูตเพื่อหาทางออกร่วมกัน

นายอันวาร์ อิบราฮิม ในฐานะประธานหมุนเวียนของอาเซียน ได้มีการพูดคุยกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุดในบริเวณพรมแดนไทย-กัมพูชา โดยนายอันวาร์ได้ยืนยันว่าทั้งสองประเทศมีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาผ่านช่องทางการเจรจา

อันวาร์คุย โดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำไทย-กัมพูชา พร้อมเจรจาแก้ปัญหาชายแดน

ในข้อความที่โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว นายอันวาร์ระบุว่า เขาได้แสดงออกถึงความพร้อมของทั้งกัมพูชาและไทยที่จะยังคงเลือกใช้ช่องทางการเจรจาแก้ปัญหาชายแดน และความพยายามทางการทูตเป็นเส้นทางสู่การแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพ เขายังได้ยืนยันว่าทั้งสองประเทศได้ถอนกำลังทหารออกจากพรมแดนแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่ได้ตกลงกันไว้ภายใต้กรอบปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์

นอกจากนี้ นายอันวาร์ยังได้แสดงความยินดีกับบทบาทที่กระตือรือร้นของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งได้ติดต่อกับนายกรัฐมนตรีของทั้งกัมพูชาและไทย เพื่อให้มั่นใจว่าความแตกต่างใด ๆ จะได้รับการจัดการอย่างเป็นระเบียบ เพื่อรับประกันเสถียรภาพและความปรองดองในภูมิภาค

ประเด็นสำคัญที่นายอันวาร์เน้นย้ำคือ การที่ทั้งไทยและกัมพูชาเลือกที่จะแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีผ่านการเจรจา ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติ รวมถึงสหรัฐอเมริกา

ความสำคัญของการเจรจาแก้ปัญหาชายแดน

ความสำคัญของการเจรจาแก้ปัญหาชายแดนนั้นอยู่ที่การสร้างความเข้าใจร่วมกัน ลดความตึงเครียด และป้องกันความขัดแย้งที่อาจบานปลาย การเจรจาเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความอดทน ความเข้าใจ และความยืดหยุ่นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

การแก้ไขปัญหาชายแดนไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ภาคประชาสังคม และประชาชนทั้งสองประเทศ การสร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจและความเข้าใจเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนกระบวนการเจรจาให้ประสบความสำเร็จ

แนวทางการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างยั่งยืน

  • การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ
  • การส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ชายแดน
  • การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีผ่านการเจรจาและการทูต
  • การเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของแต่ละประเทศ

การเจรจาแก้ปัญหาชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องและยาวนาน การที่ทั้งสองประเทศยังคงยึดมั่นในแนวทางการเจรจาและการทูตเป็นสัญญาณที่ดี และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี การสนับสนุนจากนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศที่มีบทบาทสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกา ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้กระบวนการเจรจาคืบหน้าไปได้ด้วยดี

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน การแก้ไขปัญหาต้องอาศัยความเข้าใจและความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การเจรจาเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ทั้งสองประเทศสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างสันติวิธีและยั่งยืน

ในอนาคต หวังว่าทั้งไทยและกัมพูชาจะสามารถบรรลุข้อตกลงที่ยุติธรรมและเป็นประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งจะนำไปสู่ความสงบสุขและเสถียรภาพในภูมิภาค

ที่มา – อันวาร์คุย โดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำไทย-กัมพูชา พร้อมเจรจาแก้ปัญหาชายแดน

กองกำลังบูรพา กวาดล้างทุ่นระเบิด คืนความปลอดภัย

กองทัพภาคที่ 1 กองกำลังบูรพา ยังคงเดินหน้าภารกิจสำคัญอย่างต่อเนื่อง นั่นคือการกวาดล้างทุ่นระเบิด และคืนพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยได้รับผลกระทบจากภัยสงครามในอดีต การดำเนินงานครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพในการสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หน่วยเฉพาะกิจที่ 12 (ฉก.12) ภายใต้การปฏิบัติของหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 1 ร่วมกับกองพันทหารช่างที่ 2 ยังคงปฏิบัติภารกิจตรวจสอบและเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างเข้มข้นในพื้นที่อันตรายที่ต้องสงสัย บริเวณบ้านหนองจาน พื้นที่ C อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว การปฏิบัติการนี้เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 และมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

กองกำลังบูรพา เร่งกวาดล้างทุ่นระเบิด

ผลการปฏิบัติงานประจำวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 มีรายละเอียดดังนี้:

  • พื้นที่ปฏิบัติงานประจำวัน: 968 ตารางเมตร
  • พื้นที่ปฏิบัติงานสะสม: 2,453 ตารางเมตร จากพื้นที่ทั้งหมด 288,457 ตารางเมตร คิดเป็นความคืบหน้า 0.85%

ในวันดังกล่าว หน่วยชุดตรวจค้นสามารถดำเนินงานได้เต็มพื้นที่ที่กำหนดไว้ ในขณะที่ชุดเครื่องจักรได้ใช้รถ BearCat สนับสนุนภารกิจในการตัดและกำจัดวัชพืช เพื่ออำนวยความสะดวกในการตรวจค้นทุ่นระเบิด ผลการปฏิบัติงานในวันนั้นไม่พบทุ่นระเบิดเพิ่มเติม แต่เจ้าหน้าที่ยังคงปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวังอย่างสูงสุด

ผลการดำเนินงานของกองกำลังบูรพา ในการกวาดล้างทุ่นระเบิด

นับตั้งแต่เริ่มภารกิจจนถึงปัจจุบัน หน่วยฯ ได้ตรวจพบทุ่นระเบิดแล้วรวม 7 ทุ่น แยกเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN จำนวน 5 ทุ่น, POMZ-2 จำนวน 1 ทุ่น, PMD-6M จำนวน 1 ทุ่น และไม่พบทุ่นระเบิดดักรถถังในพื้นที่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอันตรายที่แฝงตัวอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว และความจำเป็นในการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง

ภารกิจกวาดล้างทุ่นระเบิดของกองกำลังบูรพา ไม่ได้เป็นเพียงการกำจัดวัตถุอันตรายเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความหวังให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน การคืนพื้นที่ปลอดภัยให้กับพวกเขาสามารถทำให้พวกเขากลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข สามารถทำการเกษตรได้อย่างไม่ต้องกังวล และเด็กๆ สามารถวิ่งเล่นได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องหวาดกลัว

การดำเนินงานของกองกำลังบูรพา ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามอย่างต่อเนื่องในการฟื้นฟูความปลอดภัยให้กับชุมชนชายแดน และคืนพื้นที่ปลอดภัยให้แก่ประชาชนในเขตอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว การกวาดล้างทุ่นระเบิดเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา ความอดทน และความเชี่ยวชาญ แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน

นอกจากการกวาดล้างทุ่นระเบิดแล้ว กองทัพยังได้ดำเนินโครงการอื่นๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน เช่น การสร้างถนน การพัฒนาแหล่งน้ำ และการส่งเสริมอาชีพ เพื่อให้พวกเขามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและสามารถพึ่งพาตนเองได้

การทำงานอย่างหนักและเสียสละของเจ้าหน้าที่ทุกนายที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ ถือเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง พวกเขาเหล่านี้คือผู้ปิดทองหลังพระที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อสร้างความปลอดภัยและความสุขให้กับประชาชน

แม้ว่าการกวาดล้างทุ่นระเบิดจะเป็นงานที่ยากลำบากและอันตราย แต่กองกำลังบูรพา ยังคงมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติภารกิจนี้ให้สำเร็จลุล่วง เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข และมีอนาคตที่สดใสรออยู่เบื้องหน้า

ที่มา – “กองกำลังบูรพา” เดินหน้ากวาดล้างทุ่นระเบิดต่อเนื่อง คืนพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชน

ผู้ว่าฯ สระแก้ว ยันไม่สั่งอพยพ ปชช. ทหารตรึงกำลัง

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ล่าสุด ผู้ว่าฯ สระแก้ว ยืนยันว่ายังไม่มีคำสั่งอพยพประชาชน แม้จะได้ยินเสียงปืนและเสียงคล้ายระเบิดบริเวณชายแดนกัมพูชา พร้อมทั้งยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ทหารยังคงตรึงกำลังตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรักษาความปลอดภัยในพื้นที่

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ กองกำลังบูรพา พร้อมด้วย นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ได้เดินทางไปยังบริเวณ ชรบ. ของหมู่บ้านหนองหญ้าแก้ว โดย พ.อ.ชัยณรงค์ ได้พูดคุยกับนางวราภรณ์ ทอง ชาวบ้านที่อพยพเมื่อวานนี้ (12 พ.ย.) พร้อมให้กำลังใจ

นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าฯ สระแก้ว กล่าวว่า ได้มาเยี่ยมชาวบ้านและบัญชาการสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง บังเกอร์หลุมหลบภัยมีความพร้อมรองรับชาวบ้าน ทำให้รู้สึกสบายใจและอุ่นใจที่ทุกอย่างเตรียมพร้อม แต่ขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นต้องอพยพ เพียงแต่ให้ประชาชนอยู่ในที่ปลอดภัยใกล้ชุมชน เนื่องจากจังหวัดยังไม่มีคำสั่งอพยพ ต่างจากฝั่งกัมพูชาที่มีการสั่งอพยพไปแล้ว

“รอบนอกเราเตรียมพร้อมทุกด้าน ไม่ต้องห่วงชาวบ้านขวัญกำลังใจดี เพราะมีการลำดับขั้นตอนและการซักซ้อมไว้อย่างดี ทั้งในส่วนของผู้ป่วยติดเตียง และเครื่องอุปโภคบริโภค” นายปริญญา กล่าว

พ.อ.ชัยณรงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์เมื่อวานนี้ (12 พ.ย.) ตั้งแต่เวลา 16.00 น. ที่มีเสียงปืนดังขึ้น และเวลาประมาณ 18.55 น. ที่มีเสียงคล้ายระเบิด แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นอาวุธจากฝั่งกัมพูชา เสียงดังกล่าวห่างจากจุดตรวจประมาณ 600 เมตร สถานการณ์ในพื้นที่ยังคงปกติ แต่ยังคงเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

“เรื่องความระแวงหรือหวาดกลัวของชาวบ้าน ให้สอบถามจากชาวบ้านเอง แต่ผมเชื่อว่าชาวบ้านมีขวัญกำลังใจดีและเข้าใจสถานการณ์ กำลังพลก็มีขวัญกำลังใจดีเช่นกัน และพร้อมปฏิบัติหน้าที่” พ.อ.ชัยณรงค์ กล่าว และเสริมว่า พล.ต.เบญจพล ได้แสดงความเป็นห่วงและมาให้กำลังใจลูกน้องและประชาชนเมื่อคืนที่ผ่านมา

ผู้ว่าฯ สระแก้ว ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ตรึงกำลังตลอด 24 ชั่วโมง แม้จะไม่ทราบว่าทางกัมพูชาจะก่อความวุ่นวายอีกหรือไม่ แต่ก็เตรียมพร้อมอยู่เสมอ ส่วนเรื่องการปักหมุดชั่วคราววันที่ 17 พ.ย.นี้ยังไม่มีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

ผู้ว่าฯ สระแก้ว ยืนยันยังไม่สั่งอพยพประชาชน เจ้าหน้าที่ทหารตรึงกำลัง 24 ชั่วโมง

สถานการณ์ชายแดนสระแก้วยังคงเป็นที่จับตา แม้จะยังไม่มีการอพยพ แต่เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายก็ยังคงเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การมีสติและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนในพื้นที่

สถานการณ์ล่าสุด: ผู้ว่าฯ สระแก้วยันไม่สั่งอพยพ

สถานการณ์ชายแดนสระแก้วยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง แม้จะยังไม่มีสัญญาณที่บ่งบอกถึงความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น แต่การเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ก็เป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

  • ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้
  • เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่

ถึงแม้ว่าสถานการณ์จะยังไม่น่ากังวล แต่การไม่ประมาทและเตรียมพร้อมอยู่เสมอ จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ผู้ว่าฯ สระแก้ว ยืนยันยังไม่สั่งอพยพประชาชน เจ้าหน้าที่ทหารตรึงกำลัง 24 ชั่วโมง

รร.ชายแดนศรีสะเกษเปิดเรียนปกติ รับมือฉุกเฉิน

สถานการณ์ชายแดนศรีสะเกษยังคงต้องเฝ้าระวัง แต่โรงเรียนในพื้นที่ยังคงเปิดเรียนตามปกติ โดยมีการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างเต็มที่ ผู้อำนวยการโรงเรียนยืนยันว่าครูและนักเรียนได้ซักซ้อมแผนอพยพเป็นประจำ และมีการจัดเตรียมบังเกอร์ถึง 18 แห่ง เพื่อรองรับสถานการณ์ไม่คาดฝัน นี่คือเรื่องราวของ รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงเรียนบ้านภูมิซรอลวิทยา ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทย-กัมพูชาเพียง 12 กิโลเมตร ยังคงเปิดการเรียนการสอนตามปกติ แม้ว่าสถานการณ์ชายแดนจะยังคงตึงเครียดและต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โรงเรียนแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่เสี่ยงที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

โรงเรียนบ้านภูมิซรอลวิทยาเคยได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะระหว่างทหารไทยและกัมพูชาเมื่อปี 2554 บริเวณปราสาทพระวิหาร กระสุนปืนใหญ่จากฝั่งกัมพูชาเคยตกใส่หลังคาอาคารเรียน ทำให้เกิดความเสียหายบางส่วน เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ครู นักเรียน และชาวบ้านในพื้นที่ต้องเรียนรู้การปฏิบัติตัวเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

บรรยากาศล่าสุดที่โรงเรียนบ้านภูมิซรอลวิทยาเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย นักเรียนแต่งกายเรียบร้อยเดินทางมาเรียนหนังสือตามปกติ โดยมีคณะครูและผู้บริหารคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่มีประกาศหยุดเรียนแต่อย่างใด

นายทศพร คำปลิว ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านภูมิซรอลวิทยา กล่าวว่า โรงเรียนเปิดทำการเรียนการสอนตามปกติ และนักเรียน ครู ยังคงปฏิบัติงานตามตารางเรียนเดิม แม้โรงเรียนจะอยู่ในพื้นที่ใกล้ชายแดน แต่ไม่ได้ตื่นตระหนก เพราะมีการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุและการอพยพอยู่เสมอ โดยทำงานร่วมกับทหาร อำเภอ และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถอพยพนักเรียนออกจากพื้นที่ได้อย่างปลอดภัยหากเกิดเหตุ

รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน

ผู้อำนวยการโรงเรียนยังกล่าวอีกว่า สภาพจิตใจของครูและนักเรียนยังดีอยู่ ทุกคนเข้าใจสถานการณ์และไม่ตื่นตระหนก หากไม่มีสัญญาณเตือนหรือเสียงปืนใหญ่ดังขึ้น โรงเรียนก็จะยังคงเปิดเรียนตามปกติ แต่ก็มีการเตรียมพร้อมตลอดเวลา โดยจัดเตรียมหลุมหลบภัยและบังเกอร์ 18 แห่งทั่วบริเวณโรงเรียน เพื่อให้นักเรียนสามารถหลบภัยได้ทันทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

นอกจากนี้ นักเรียนยังได้รับการฝึกอบรมเรื่องการเอาตัวรอดและการอพยพอยู่เป็นประจำ ทุกคนรู้ว่าหากเกิดเหตุจะต้องไปที่ใดและต้องทำอย่างไรให้ปลอดภัย

ความสำคัญของการเตรียมพร้อมที่ รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน

การที่ รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน นั้นสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะให้การศึกษาแก่เด็กๆ อย่างต่อเนื่อง แม้ในสถานการณ์ที่ท้าทาย การเตรียมพร้อมด้านความปลอดภัยต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความห่วงใยที่โรงเรียนมีต่อครูและนักเรียน

การที่โรงเรียนยังคงเปิดการเรียนการสอนตามปกติ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ปกครองและชุมชนว่า โรงเรียนสามารถดูแลบุตรหลานของตนได้อย่างปลอดภัย และพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน การฝึกอบรมและการซักซ้อมแผนเป็นประจำ ช่วยให้ทุกคนมีความเข้าใจและสามารถปฏิบัติตามแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน เป็นเรื่องที่น่ายกย่องและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับโรงเรียนอื่นๆ ในพื้นที่เสี่ยงภัย การให้ความสำคัญกับการศึกษาควบคู่ไปกับความปลอดภัย จะช่วยให้เด็กๆ สามารถเติบโตและเรียนรู้อย่างมีความสุข แม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก

ที่มา – รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน

ไทยประณามกัมพูชายิง! บิดเบือนข้อเท็จจริง

รัฐบาลไทยยืนยันกัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน ประณามละเมิดอธิปไตยไทยชัดเจน ใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ ซัดกลับ “มาลี” บิดเบือนข้อเท็จจริง ย้ำไทยมีสิทธิป้องกันตนเอง

เมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า รัฐบาลไทยขอประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชาอย่างรุนแรงที่ใช้อาวุธยิงเข้ามายังพื้นที่ฝั่งไทยก่อน โดยเฉพาะในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน รัฐบาลไทยประณามกัมพูชา เปิดฉากยิงเข้าไทย การกระทำนี้ถือเป็นการยั่วยุและไม่เคารพต่อข้อตกลงระหว่างประเทศ

รัฐบาลยืนยันตามรายงานจากกองทัพบกว่า เมื่อเวลา 16.00 น. กองกำลังบูรพาได้รายงานเหตุทหารกัมพูชาใช้อาวุธปืนยิงเข้ามายังฝั่งไทย ซึ่งฝ่ายไทยได้ดำเนินการอย่างระมัดระวังและอยู่ในกรอบของ “กฎการใช้กำลัง” (Rules of Engagement) โดยเข้าแนวกำบังและยิงแจ้งเตือนเพื่อป้องกันตนเอง เหตุการณ์กินเวลาประมาณ 10 นาที ก่อนสถานการณ์จะสงบลงโดยไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตในฝ่ายไทย

โฆษกรัฐบาล ระบุต่อไปว่า การที่ฝ่ายกัมพูชาใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ ถือเป็นการละเมิดหลักมนุษยธรรมสากลอย่างร้ายแรง ซึ่งประเทศไทยไม่อาจยอมรับได้ และถือเป็นพฤติกรรมที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพลเรือนในสถานการณ์ความขัดแย้ง รัฐบาลไทยขอเรียกร้องให้กัมพูชาหยุดการกระทำยั่วยุทุกรูปแบบ เคารพอธิปไตยของไทย และยุติการบิดเบือนข้อเท็จจริงต่อสื่อมวลชนและประชาชนของตัวเอง การยิงก่อนในครั้งนี้เป็นการก่อกวนและละเมิดข้อตกลงสันติภาพระหว่างสองประเทศโดยตรง

ส่วนกรณีที่ พลโทหญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงต่อสาธารณะว่า ไทยเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน และมีพลเรือนกัมพูชาได้รับบาดเจ็บนั้น นายสิริพงศ์ ยืนยันว่าเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงโดยสิ้นเชิง “ข้อเท็จจริงคือฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้ยิงก่อน ขณะที่ฝ่ายไทยตอบโต้เพื่อป้องกันตนเองอย่างจำกัดและอยู่ในกรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ” รัฐบาลไทยประณามกัมพูชา เปิดฉากยิงเข้าไทยอย่างชัดเจน พร้อมยืนยันความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

รัฐบาลไทยประณามกัมพูชา เปิดฉากยิงเข้าไทย

ทำไมรัฐบาลไทยประณามกัมพูชา เปิดฉากยิงเข้าไทย?

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ได้สร้างความตึงเครียดให้กับทั้งสองประเทศ รัฐบาลไทยได้ออกมาประณามการกระทำของกัมพูชาอย่างรุนแรง เนื่องจากเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน การใช้อาวุธยิงเข้ามาในพื้นที่ของประเทศไทย เป็นการกระทำที่ไม่อาจยอมรับได้ และรัฐบาลไทยจำเป็นต้องออกมาปกป้องอธิปไตยของตนเอง

การที่กัมพูชาออกมากล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายยิงก่อนนั้น เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง และสร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชน ซึ่งรัฐบาลไทยได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหานี้อย่างหนักแน่น และยืนยันว่าฝ่ายไทยได้ตอบโต้เพื่อป้องกันตนเองเท่านั้น โดยปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด

สถานการณ์เช่นนี้ ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้ รัฐบาลไทยจึงเรียกร้องให้กัมพูชายุติการกระทำยั่วยุทุกรูปแบบ และหันมาเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี เพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การที่รัฐบาลไทยประณามกัมพูชา เปิดฉากยิงเข้าไทย นั้นแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนชาวไทย รัฐบาลไทยพร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทาง เพื่อให้สถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติ และรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่รัฐบาลไทยออกมาแสดงท่าทีอย่างแข็งกร้าวต่อการกระทำของกัมพูชา เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยจะไม่ยอมอ่อนข้อให้กับภัยคุกคามใดๆ และพร้อมที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติอย่างเต็มที่ รัฐบาลไทยประณามกัมพูชา เปิดฉากยิงเข้าไทย เพราะเป็นการกระทำที่ไม่เป็นมิตรและส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ที่มา – รัฐบาลไทยประณามกัมพูชา เปิดฉากยิงเข้าไทย ซัด “มาลี” บิดเบือนข้อเท็จจริง

กัมพูชายิงต่อเนื่อง! ชาวบ้านอพยพ

สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชายังคงน่าติดตาม พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้วยังคงได้ยินเสียงปืนจากฝั่งกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ต้องอพยพเข้าไปยังหลุมหลบภัยเพื่อความปลอดภัย ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงตรึงกำลังรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

กัมพูชายังยิงต่อเนื่อง ชาวบ้านหนองหญ้าแก้วอพยพเข้าบังเกอร์ จนท.ตรึงกำลัง

เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์จากบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ว่าได้เกิดเหตุการณ์ที่ฝ่ายกัมพูชายิงปืนเล็กเข้ามาบริเวณบังเกอร์ฝั่งไทย กองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) จึงได้ยิงเตือนและโต้ตอบกลับไป เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นประมาณ 10 นาที ก่อนที่จะสงบลง เบื้องต้นไม่มีรายงานความสูญเสียของฝ่ายไทย

ล่าสุดเมื่อเวลา 19.45 น. ได้มีเสียงตามสายจากผู้ใหญ่บ้านประกาศให้ชาวบ้านในพื้นที่อพยพไปยังหลุมหลบภัยของหมู่บ้านที่มีอยู่ 2 จุด โดยเน้นย้ำให้กลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และเด็ก อพยพก่อน เนื่องจากยังมีเสียงปืนดังมาจากฝั่งกัมพูชาเป็นระยะ ซึ่งลักษณะของเสียงที่ได้ยินคล้ายกับเสียงปืนเล็ก เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงยังคงประจำการเพื่อดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนอย่างเต็มที่

การเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ กัมพูชายังยิงต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้ ทางหมู่บ้านได้มีการซักซ้อมแผนอพยพในกรณีฉุกเฉินมาแล้วหลายครั้ง ทำให้การอพยพกลุ่มเปราะบางในครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและรวดเร็ว ชาวบ้านส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี บางส่วนที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเปราะบางยังคงพักอาศัยอยู่ในบ้านของตนเอง และพยายามใช้ชีวิตตามปกติ แม้จะมีความกังวลใจกับสถานการณ์ กัมพูชายังยิงต่อเนื่อง ที่เกิดขึ้น

ทางเจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่ให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้นำชุมชนและเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของทุกคน สถานการณ์ กัมพูชายังยิงต่อเนื่อง นี้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนเป็นอย่างมาก และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างสันติวิธีต่อไป

ในขณะที่สถานการณ์ยังคงไม่แน่นอน การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันภายในชุมชนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เราหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นในเร็ววัน

ที่มา – กัมพูชายังยิงต่อเนื่อง ชาวบ้านหนองหญ้าแก้วอพยพเข้าบังเกอร์ จนท.ตรึงกำลัง

บ้านหนองหญ้าแก้ว: ชาวบ้านหลบภัย ตรึงกำลังเข้ม

สถานการณ์ล่าสุดที่บ้านหนองหญ้าแก้ว เมื่อเวลา 19.22 น. ชาวบ้านเริ่มทยอยเข้าไปหลบในบังเกอร์ เจ้าหน้าที่ยังคงตรึงกำลังเข้ม เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

จากรายงานของผู้สื่อข่าว สถานการณ์ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว หลังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบที่บริเวณชายแดน โดยมีรายงานว่าฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธปืนเล็ก ยิงเข้ามาบริเวณบังเกอร์ฝั่งไทย ซึ่งกองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) ได้ดำเนินการยิงเตือนและตอบโต้เหตุการณ์ดังกล่าว ใช้เวลาประมาณ 10 นาที สถานการณ์จึงกลับสู่สภาวะปกติ จากการตรวจสอบเบื้องต้น ฝ่ายไทยไม่พบการสูญเสียใดๆ

ณ เวลา 19.22 น. เจ้าหน้าที่ทหาร, ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังคงตรึงกำลังในพื้นที่ 100% เพื่อเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด ต่อมาพบว่ามีชาวบ้านบางส่วนเริ่มวิ่งเข้าไปหลบภัยในหลุมหลบภัยที่จัดเตรียมไว้

บ้านหนองหญ้าแก้ว: ชาวบ้านหลบภัยในบังเกอร์

สถานการณ์ตึงเครียดที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ทำให้หลายฝ่ายกังวลถึงความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน

มาตรการช่วยเหลือประชาชนที่บ้านหนองหญ้าแก้ว

หน่วยงานภาครัฐได้เตรียมพร้อมมาตรการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยมีการจัดเตรียมอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ ไว้ให้พร้อม นอกจากนี้ ยังมีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัย และให้คำแนะนำแก่ประชาชนในการปฏิบัติตนเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

การอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย เป็นอีกหนึ่งมาตรการที่อาจถูกนำมาใช้ หากสถานการณ์มีความรุนแรงมากขึ้น โดยมีการเตรียมแผนการอพยพ และจัดเตรียมสถานที่รองรับผู้ที่ได้รับผลกระทบไว้แล้ว

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีคำสั่งให้อพยพประชาชนออกจากพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว เจ้าหน้าที่ยังคงประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และจะแจ้งให้ประชาชนทราบ หากมีความจำเป็นต้องอพยพ

สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ คือการที่ประชาชนในพื้นที่ต้องตั้งสติ และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

นอกจากนี้ ประชาชนควรติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ และหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความตื่นตระหนก และความสับสน

สถานการณ์ชายแดนเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน และมีความผันผวนอยู่เสมอ การมีสติ และความร่วมมือจากทุกฝ่าย จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้

เป็นกำลังใจให้พี่น้องประชาชนชาวบ้านหนองหญ้าแก้ว และขอให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นโดยเร็ว

ที่มา – ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ชาวบ้านเริ่มเข้าไปหลบในบังเกอร์ เจ้าหน้าที่ตรึงกำลังเข้ม

Scroll to top