ทะเลาะวิวาท

ชายคลั่งขี่ จยย. ขึ้น M6 ทะเลาะ รปภ. ดับ 1 เจ็บ 1

ชายคลั่งขี่ จยย. ขึ้น M6 เจอ รปภ. ระงับเหตุ เกิดทะเลาะวิวาท ดับ 1 ศพ เจ็บ 1 ราย

เกิดเหตุสลดบนเส้นทางมอเตอร์เวย์ M6 ช่วง ต.บัวลอย อ.หนองแค จ.สระบุรี เมื่อชายคลั่งขี่ จยย. ขึ้น M6 เจอ รปภ. ระงับเหตุ เกิดทะเลาะวิวาท ดับ 1 ศพ เจ็บ 1 ราย ท่ามกลางความตื่นตกใจของเจ้าหน้าที่และชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง โดยเหตุการณ์นี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อหัวหน้า รปภ. พยายามเข้าห้ามปรามชายผู้ก่อเหตุที่ขี่รถจักรยานยนต์ขึ้นมาบนเส้นทางที่ยังไม่เปิดให้บริการ

รายละเอียดเหตุการณ์ชายคลั่งขี่ จยย. ขึ้น M6 เจอ รปภ. ระงับเหตุ เกิดทะเลาะวิวาท ดับ 1 ศพ เจ็บ 1 ราย

เหตุการณ์ระทึกขวัญครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุทะเลาะวิวาทและมีการใช้อาวุธบริเวณริมถนนมอเตอร์เวย์ M6 กม.ที่ 33 เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบร่างของนายฉลอง ด่านณรงค์ อายุ 49 ปี หัวหน้าชุดสายตรวจ รปภ. นอนเสียชีวิตอยู่ในพงหญ้าริมทาง สภาพร่างกายพบร่องรอยการต่อสู้และรอยแผลที่หน้าอก เบื้องต้นสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากภาวะหัวใจล้มเหลวฉับพลันในระหว่างการเผชิญหน้า

สำหรับผู้ก่อเหตุคือ นายธีระชัย อายุ 41 ปี ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกอาวุธปืนยิงที่กลางหลังและถูกมีดแทงที่ชายโครง โดยเจ้าหน้าที่ได้เร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการวิกฤต ซึ่งพฤติกรรมในครั้งนี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับสังคมเป็นอย่างมาก เพราะเป็นเหตุการณ์ ชายคลั่งขี่ จยย. ขึ้น M6 เจอ รปภ. ระงับเหตุ เกิดทะเลาะวิวาท ดับ 1 ศพ เจ็บ 1 ราย ที่ไม่ควรเกิดขึ้นในพื้นที่ทำงานของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย

  • สาเหตุเบื้องต้น: ผู้ก่อเหตุพยายามใช้มอเตอร์เวย์ที่ยังไม่เปิดให้บริการ
  • ความรุนแรง: มีการใช้อาวุธทั้งปืนและมีดในการต่อสู้
  • การปฏิบัติหน้าที่: รปภ. จำเป็นต้องพกอาวุธเพื่อป้องกันตัวจากเหตุลักทรัพย์สายไฟที่มีบ่อยครั้ง

จากการสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้อง พบว่า รปภ. รายนี้เป็นเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเทมาโดยตลอด และมักต้องเผชิญกับกลุ่มคนร้ายที่เข้ามาขโมยสายไฟบนมอเตอร์เวย์อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งถือเป็นพื้นที่เสี่ยงภัย การสูญเสียในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการสูญเสียบุคลากรที่ตั้งใจทำงานในพื้นที่อันตราย นอกจากนี้ ครอบครัวของผู้เสียชีวิตยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงความปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่ของ รปภ. ที่ต้องทำงานเพียงลำพังในพื้นที่กว้างขวางและล่อแหลม

สรุปแล้ว เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ให้กับหน่วยงานที่ดูแลความปลอดภัย ควรเพิ่มมาตรการในการป้องกันเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดฝันร้ายซ้ำรอยเดิม ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มกำลังสายตรวจหรือติดตั้งอุปกรณ์สื่อสารที่รัดกุมกว่าเดิม การรักษาความปลอดภัยบนถนนมอเตอร์เวย์ที่มีความยาวและซับซ้อนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และเราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสียในครั้งนี้ด้วยครับ

ที่มา – ชายคลั่งขี่ จยย. ขึ้น M6 เจอ รปภ. ระงับเหตุ เกิดทะเลาะวิวาท ดับ 1 ศพ เจ็บ 1 ราย

ไร้ปาฏิหาริย์ พบร่างลุงบุญอยู่ วัย 61 ในป่ายาง ห่างจุดถูกลากขึ้นซาเล้ง 3 กม.

เชื่อว่าหลายคนคงติดตามข่าวสะเทือนขวัญที่จังหวัดตราดกันมาตลอด สำหรับกรณีการหายตัวไปของลุงบุญอยู่ วัย 61 ปี ล่าสุดมีรายงานข่าวเศร้าออกมาว่า ไร้ปาฏิหาริย์ พบร่างลุงบุญอยู่ วัย 61 ในป่ายาง ห่างจุดถูกลากขึ้นซาเล้ง 3 กม. ซึ่งเป็นจุดจบที่ไม่ใครอยากให้เกิดขึ้นในเหตุการณ์อุกอาจครั้งนี้

สรุปเหตุการณ์สลด ไร้ปาฏิหาริย์ พบร่างลุงบุญอยู่ วัย 61 ในป่ายาง ห่างจุดถูกลากขึ้นซาเล้ง 3 กม.

เหตุการณ์เริ่มต้นจากนายวิทวัส หรือ มอส อายุ 32 ปี ได้ใช้ไม้กระหน่ำตีนายบุญอยู่จนอาการปางตาย ก่อนจะตัดสินใจลากร่างขึ้นรถซาเล้งแล้วหลบหนีไป แม้ในตอนแรกผู้ก่อเหตุจะพยายามมอบตัวและอ้างว่าลุงบุญอยู่กระโดดลงจากรถวิ่งหนีหายไปเอง แต่จากการกดดันทางเจ้าหน้าที่ ทำให้ในที่สุดต้องยอมเผยข้อมูลความจริง จนนำไปสู่การค้นหาครั้งสำคัญ

รายละเอียดการค้นหาและหลักฐานที่พบ

หลังจากมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่กู้ภัย ตลอดจนผู้นำชุมชนและชาวบ้านในพื้นที่ร่วมกันค้นหาตามเบาะแสที่ได้รับ จนกระทั่งเวลาประมาณ 10.00 น. ความหวังที่จะพบคุณลุงยังมีชีวิตอยู่ก็ดับวูบลง เมื่อสุดท้ายชาวบ้านพบร่างในสภาพนอนคว่ำหน้า เสื้อผ้าไม่สมประกอบในป่ายางพารา

  • พบร่างในป่ายางห่างจากจุดแรกเหตุประมาณ 3 กิโลเมตร
  • พบรถซาเล้งก่อเหตุสีน้ำเงินจอดทิ้งไว้ห่างออกไปกว่า 10 กิโลเมตร
  • มีการพบถังขี้ยางและอุปกรณ์ภายในรถซาเล้งเป็นหลักฐานสำคัญ

ความจริงที่ว่า ไร้ปาฏิหาริย์ พบร่างลุงบุญอยู่ วัย 61 ในป่ายาง ห่างจุดถูกลากขึ้นซาเล้ง 3 กม. เป็นสิ่งที่สร้างความเสียใจให้กับครอบครัวและชาวบ้านในพื้นที่อย่างมาก พฤติกรรมอุกอาจของผู้ก่อเหตุครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่สังคมรับไม่ได้เป็นอย่างยิ่ง ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ได้นำร่างส่งชันสูตรเพื่อเร่งดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

ในมุมมองของเหตุการณ์นี้ ถือเป็นอุทาหรณ์ถึงความรุนแรงในสังคมที่เกิดขึ้นจากการขาดสติและอารมณ์ชั่ววูบ เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของลุงบุญอยู่ หวังว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดครับ

ที่มา – ไร้ปาฏิหาริย์ พบร่าง “ลุงบุญอยู่” วัย 61 ในป่ายาง ห่างจุดถูกลากขึ้นซาเล้ง 3 กม.

หนุ่มโหด ทำร้ายลุง 61 ปางตาย ทนถูกเจ้าหน้าที่กดดันไม่ไหว ให้ญาติพาเข้ามอบตัว

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำเอาชาวบ้านในพื้นที่ตำบลทุ่งนนทรี อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด ต้องหวาดผวาไปตามๆ กัน กับเหตุการณ์ หนุ่มโหด ทำร้ายลุง 61 ปางตาย ทนถูกเจ้าหน้าที่กดดันไม่ไหว ให้ญาติพาเข้ามอบตัว หลังจากที่ก่อเหตุสะเทือนขวัญใช้ไม้กระหน่ำตีนายบุญอยู่ วัย 61 ปี จนได้รับบาดเจ็บสาหัสและหายตัวไปอย่างปริศนา

หนุ่มโหด ทำร้ายลุง 61 ปางตาย ทนถูกเจ้าหน้าที่กดดันไม่ไหว ให้ญาติพาเข้ามอบตัว

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุทะเลาะวิวาท ณ ซอยนาคประสิทธิ์ โดยพบว่านายวิทวัส หรือ ‘มอส’ วัย 32 ปี คือผู้ลงมือทำร้ายร่างกายผู้สูงอายุจนปางตาย ก่อนจะลากร่างไปขึ้นรถซาเล้งและทิ้งปืนไว้ดูต่างหน้า 2 กระบอก สร้างความตื่นตระหนกให้กับคนในชุมชนเป็นอย่างมาก ซึ่งพฤติกรรมของ หนุ่มโหด ทำร้ายลุง 61 ปางตาย ทนถูกเจ้าหน้าที่กดดันไม่ไหว ให้ญาติพาเข้ามอบตัว รายนี้ กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงความอำมหิต

เบื้องหลังการมอบตัวและการเค้นสอบเครียด

หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองร่วมมือกันปิดล้อมพื้นที่ด้วยความกดดันอย่างหนัก นายมอสที่หลบหนีอยู่ก็ได้ติดต่อผ่านญาติเพื่อขอเข้ามอบตัวที่ สภ.เขาสมิง โดยในขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสอบปากคำอย่างหนักเพื่อหาที่อยู่ของลุงบุญอยู่ แต่ผู้ต้องหายังคงปากแข็งและอ้างว่าลุงบุญอยู่กระโดดลงจากรถไปเอง ซึ่งเป็นข้ออ้างที่เจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อ

  • ตำรวจและกู้ภัยยังคงปูพรมค้นหาในสระน้ำและบริเวณใกล้เคียง
  • ผู้ต้องหายังคงให้การปฏิเสธในเรื่องจุดที่อำพรางร่าง
  • ญาติพยายามเข้ามาดูแลเพื่อป้องกันเหตุบานปลาย

ความคืบหน้าล่าสุดของการสอบสวน หนุ่มโหด ทำร้ายลุง 61 ปางตาย ทนถูกเจ้าหน้าที่กดดันไม่ไหว ให้ญาติพาเข้ามอบตัว คือการที่ตำรวจยังคงทำงานแข่งกับเวลา เพื่อหาตัวผู้บาดเจ็บให้พบโดยเร็วที่สุด แม้ผู้ก่อเหตุจะพยายามบ่ายเบี่ยง แต่เชื่อว่าร่องรอยหลักฐานที่มีกำลังมัดตัวผู้ต้องหาได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้จะยุติลงโดยเร็ว และขอให้เจ้าหน้าที่สามารถนำตัวลุงบุญอยู่กลับมาได้ทันเวลา ความปลอดภัยของคนในสังคมถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด และขอให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายเช่นนี้ขึ้นอีก หากใครมีข้อมูลเพิ่มเติมขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

ที่มา – หนุ่มโหด ทำร้ายลุง 61 ปางตาย ทนถูกเจ้าหน้าที่กดดันไม่ไหว ให้ญาติพาเข้ามอบตัว

หนุ่มวัย 32 คว้าไม้กระหน่ำตีลุง 61 ปางตาย ก่อนลากร่างขึ้นซาเล้ง

เหตุการณ์สุดสะเทือนขวัญที่ทำเอาชาวบ้านในพื้นที่ตำบลทุ่งนนทรี อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด ต้องขวัญผวา เมื่อเกิดคดี หนุ่มวัย 32 คว้าไม้กระหน่ำตีลุง 61 ปางตาย ก่อนลากร่างขึ้นซาเล้ง หลบหนีไปอย่างอุกอาจ ท่ามกลางความตกใจของผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์ จนไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยเหลือเพราะเกรงอันตราย

สรุปเหตุการณ์ หนุ่มวัย 32 คว้าไม้กระหน่ำตีลุง 61 ปางตาย ก่อนลากร่างขึ้นซาเล้ง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นวันที่ 30 มิถุนายน 2569 โดยกล้องวงจรปิดสามารถจับภาพขณะที่ นายวิทวัส หรือ ‘มอส’ อายุ 32 ปี ก่อเหตุทำร้ายร่างกาย นายบุญอยู่ อายุ 61 ปี ขณะกำลังเดินออกกำลังกาย โดยมีการใช้ไม้กระหน่ำตีจนเหยื่อนอนแน่นิ่ง ก่อนจะพาร่างขึ้นรถซาเล้งขับหนีไปอย่างใจเย็น ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตามตัวอย่างเร่งด่วน

เบาะแสสำคัญและพฤติกรรมของผู้ก่อเหตุ

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบที่สวนทุเรียนของผู้ก่อเหตุ เจ้าหน้าที่พบเพียงกองเลือดและอาวุธปืนอีก 2 กระบอกทิ้งไว้ ต่างจากการที่ชาวบ้านให้ข้อมูลว่าผู้ก่อเหตุรายนี้มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และมักมีอาการหลอนจนทำให้หลายคนหวาดระแวง ไม่กล้าให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่เพราะเกรงว่าจะถูกย้อนกลับมาทำร้าย

  • พบรอยเลือดจำนวนมากในสวนทุเรียน
  • ตรวจพบอาวุธปืนสั้นและปืนลูกซองตกอยู่ในที่เกิดเหตุ
  • เจ้าหน้าที่คาดว่าผู้ก่อเหตุมีอาการคลุ้มคลั่งจากฤทธิ์ยาเสพติด
  • ขณะนี้ชุดประดาน้ำกำลังค้นหาร่างผู้บาดเจ็บในสระน้ำท้ายสวน

คดี หนุ่มวัย 32 คว้าไม้กระหน่ำตีลุง 61 ปางตาย ก่อนลากร่างขึ้นซาเล้ง ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความรุนแรงในสังคม แต่ยังชี้ให้เห็นถึงอันตรายจากปัญหายาเสพติดที่ใกล้ตัวเรามากขึ้น ความปลอดภัยของคนในชุมชนกลายเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเฝ้าระวังและช่วยกันเป็นหูเป็นตา เพื่อให้สังคมของเราน่าอยู่และปลอดภัยกว่าเดิม หากใครพบเห็นบุคคลในภาพหรือเบาะแสเพิ่มเติม โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยด่วนที่สุดครับ

ที่มา – หนุ่มวัย 32 คว้าไม้กระหน่ำตีลุง 61 ปางตาย ก่อนลากร่างขึ้นซาเล้ง เร่งติดตามตัว

มือแทงหนุ่มไส้ทะลัก เป็นตำรวจ CIB จริง ยศ สิบตำรวจตรี อ้างป้องกันตัว

มือแทงหนุ่มไส้ทะลัก เป็นตำรวจ CIB จริง ยศ สิบตำรวจตรี อ้างป้องกันตัว

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อมีข่าวเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายกันที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งผู้บาดเจ็บถูกแทงจนลำไส้ทะลัก โดยในคลิปเผยให้เห็นผู้ก่อเหตุสวมเสื้อหน่วยงาน CIB ซึ่งประเด็นที่สังคมจับตามองคือ มือแทงหนุ่มไส้ทะลัก เป็นตำรวจ CIB จริง ยศ สิบตำรวจตรี อ้างป้องกันตัว หรือไม่ ซึ่งล่าสุดทางผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรสีคิ้วได้ออกมายืนยันข้อเท็จจริงแล้ว

สรุปเหตุการณ์ มือแทงหนุ่มไส้ทะลัก เป็นตำรวจ CIB จริง ยศ สิบตำรวจตรี อ้างป้องกันตัว

จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2569 โดยฝั่งผู้ก่อเหตุคือ ส.ต.ต.พงศธร เจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้ให้การอ้างว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการป้องกันตัว เนื่องจากผู้บาดเจ็บมีประวัติป่วยจิตเวชและพกอาวุธมีดมาด้วย โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • ผู้บาดเจ็บได้ไปก่อเหตุทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายชาวบ้านรายอื่นก่อนหน้านี้
  • เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดูแลร้านค้าตามคำขอร้องของญาติเจ้าของร้าน
  • เกิดการเผชิญหน้าและยื้อแย่งอาวุธมีดกันจนนำไปสู่เหตุสลด
  • ญาติของผู้บาดเจ็บยืนยันจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

ทางด้าน พ.ต.อ.ธัชพล ชิณวงศ์ ผู้กำกับการ สภ.สีคิ้ว ได้ยืนยันว่าหน่วยงานไม่ได้นิ่งนอนใจและจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา แม้ มือแทงหนุ่มไส้ทะลัก เป็นตำรวจ CIB จริง ยศ สิบตำรวจตรี อ้างป้องกันตัว ก็ตาม โดยจะไม่มีการช่วยเหลือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างเด็ดขาด เนื่องจากทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ขณะนี้ทางพนักงานสอบสวนกำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานจากกล้องวงจรปิดและพยานแวดล้อมเพื่อสรุปสำนวนคดี

เหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำหรับประชาชน การกระทบกระทั่งกันโดยมีอาวุธเข้ามาเกี่ยวข้องไม่เคยนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดี สำหรับผู้ที่กังวลว่าคดีนี้จะมีการแทรกแซงหรือไม่นั้น ทางผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมาได้ลงมาสั่งการและควบคุมการทำงานของพนักงานสอบสวนด้วยตัวเอง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสที่สุดแก่ทุกฝ่ายครับ

ที่มา – มือแทงหนุ่มไส้ทะลัก เป็นตำรวจ CIB จริง ยศ “สิบตำรวจตรี” อ้างป้องกันตัว

สาววัย 36 ผวา อ้างถูกหนุ่มข้างห้องตามจีบ พอไม่รับรัก เจอซัดหมัดใส่ไม่ยั้ง

เชื่อว่าใครที่อาศัยอยู่หอพักหรือคอนโดก็น่าจะเคยเจอปัญหาเพื่อนบ้านกันบ้าง แต่ในกรณีล่าสุดนี้ถือว่าน่ากลัวและรุนแรงมากครับ เมื่อมีเหตุการณ์ สาววัย 36 ผวา อ้างถูกหนุ่มข้างห้องตามจีบ พอไม่รับรัก เจอซัดหมัดใส่ไม่ยั้ง จนได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่พัทยา สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้อยู่อาศัยในย่านนั้นเป็นอย่างมากครับ

สาววัย 36 ผวา อ้างถูกหนุ่มข้างห้องตามจีบ พอไม่รับรัก เจอซัดหมัดใส่ไม่ยั้ง

เหตุการณ์ระทึกขวัญนี้เกิดขึ้นในช่วงเช้ามืดวันหนึ่งที่อพาร์ทเมนท์แห่งหนึ่งในซอยเทพประสิทธิ์ พัทยา โดยทางเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุทำร้ายร่างกายจนมีผู้บาดเจ็บ เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุพบหญิงสาวรายหนึ่งได้รับบาดเจ็บฟกช้ำตามตัวและมีแผลที่ปากและคิ้ว เลือดไหลนอง ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันทีครับ

ชนวนเหตุของ สาววัย 36 ผวา อ้างถูกหนุ่มข้างห้องตามจีบ พอไม่รับรัก เจอซัดหมัดใส่ไม่ยั้ง

จากการสอบถามผู้เสียหาย เธอระบุว่าต้นเหตุมาจากเพื่อนข้างห้องที่แอบตามจีบเธอมานานกว่า 5-6 เดือนตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่ ซึ่งเธอก็พยายามปฏิเสธและหลบหน้ามาตลอด จนกระทั่งวันนี้หลังจากเลิกงานกลับมาถึงห้องก็ปะทะคารมกัน จนถูกฝ่ายชายลงมือทำร้ายร่างกายอย่างบ้าคลั่ง โดยอ้างเรื่องการคุยโทรศัพท์เสียงดังเป็นชนวนเหตุบังหน้า

สาเหตุหลักที่น่าตกใจของเรื่องมีดังนี้:

  • ความพยายามในการตามตื๊อของฝ่ายชายที่ฝ่ายหญิงไม่ได้เล่นด้วย
  • การสะสมความหงุดหงิดที่ระบายออกมาผ่านความรุนแรง
  • ข้ออ้างเรื่องเสียงดังที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนให้เกิดการใช้กำลัง

ทางพลเมืองดีที่เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ได้ยินเสียงทะเลาะกันตั้งแต่ชั้น 4 ลงมาถึงด้านล่างหน้าหอพัก ถึงแม้จะพยายามเข้าไปห้ามปรามแล้ว แต่ผู้ก่อเหตุก็ยังตามมาทำร้ายซ้ำอีก ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมที่รุนแรงและอันตรายมากครับ ส่วนตัวผู้ก่อเหตุในขณะนี้ได้หลบหนีไปก่อนที่เจ้าหน้าที่จะมาถึง โดยขณะนี้ตำรวจกำลังเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด

เหตุการณ์ สาววัย 36 ผวา อ้างถูกหนุ่มข้างห้องตามจีบ พอไม่รับรัก เจอซัดหมัดใส่ไม่ยั้ง เป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญมากสำหรับคนที่ใช้ชีวิตอยู่หอพักลำพัง หากใครกำลังเผชิญกับการคุกคามลักษณะนี้ อย่ารอช้าครับ ควรปรึกษาเจ้าของหอพัก แจ้งนิติบุคคล หรือรีบติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของเราเองครับ อย่าปล่อยให้คนที่มีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงลอยนวลเด็ดขาด

ที่มา – สาววัย 36 ผวา อ้างถูกหนุ่มข้างห้องตามจีบ พอไม่รับรัก เจอซัดหมัดใส่ไม่ยั้ง

คนไทย-ต่างชาติ ซัดกันนัว เก๋งเข้าเกียร์อาร์ ถอยทับสาวติดใต้ท้องรถ

เหตุการณ์ระทึก คนไทย-ต่างชาติ ซัดกันนัว เก๋งเข้าเกียร์อาร์ ถอยทับสาวติดใต้ท้องรถ

กลายเป็นประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันสนั่นโซเชียล เมื่อมีคลิปวิดีโอเหตุการณ์ คนไทย-ต่างชาติ ซัดกันนัว เก๋งเข้าเกียร์อาร์ ถอยทับสาวติดใต้ท้องรถ บริเวณใกล้ท่าเรือแหลมบาลีฮาย จ.ชลบุรี สร้างความตกใจให้กับผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์เป็นอย่างมาก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งเต็มไปด้วยความชุลมุนวุ่นวายและอันตรายถึงชีวิต

สรุปเหตุการณ์ คนไทย-ต่างชาติ ซัดกันนัว เก๋งเข้าเกียร์อาร์ ถอยทับสาวติดใต้ท้องรถ

จากภาพเหตุการณ์ นายวรายุทธ พลเมืองดีที่อยู่ในที่เกิดเหตุเล่าว่า ในขณะที่กำลังกลับบ้านหลังจากไปตกหมึก ได้เห็นกลุ่มชาวต่างชาติและหญิงไทยทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรง มีการไล่ต่อยและฉุดกระชากกัน จนกระทั่งเกิดเหตุไม่คาดฝันเมื่อรถเก๋งคันหนึ่งเข้าเกียร์ถอยหลังทับร่างหญิงสาวคนหนึ่งจนมุดเข้าไปอยู่ใต้ท้องรถ เหล่าพลเมืองดีนับสิบคนต้องรีบเข้าไปช่วยกันยกรถเพื่อนำร่างคนเจ็บออกมา โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • เหตุเกิดช่วงเวลาประมาณ 04.59 น. ใกล้ท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮาย
  • กลุ่มคู่กรณีเป็นชาวต่างชาติและหญิงไทย ซึ่งมีความสัมพันธ์เป็นแฟนกัน
  • ผู้บาดเจ็บคือ น.ส.พิมภิมล อายุ 20 ปี ได้รับบาดเจ็บกระดูกสะโพกหัก
  • หลังเกิดเหตุ คนขับรถได้รีบนำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา

กล้องวงจรปิดเผยให้เห็นนาทีรถเก๋งคันก่อเหตุขับย้อนศรมาจอดเทียบ ก่อนจะเกิดการปะทะกันอย่างดุเดือดระหว่างกลุ่มชายต่างชาติและผู้หญิงในที่เกิดเหตุ ซึ่งเหตุการณ์ คนไทย-ต่างชาติ ซัดกันนัว เก๋งเข้าเกียร์อาร์ ถอยทับสาวติดใต้ท้องรถ ในครั้งนี้ถือเป็นอุทาหรณ์เรื่องการควบคุมอารมณ์ในที่สาธารณะได้เป็นอย่างดี แม้ว่าในเบื้องต้นจะยังไม่มีการแจ้งความดำเนินคดี แต่ภาพที่ปรากฏออกมาแสดงให้เห็นถึงความสูญเสียที่อาจหลีกเลี่ยงได้หากทุกฝ่ายใช้สติในการแก้ไขปัญหามากกว่าการใช้ความรุนแรง

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา จะดำเนินการเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบสวนเพิ่มเติมอย่างไร เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และหวังว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของไทย

ที่มา – คนไทย-ต่างชาติ ซัดกันนัว เก๋งเข้าเกียร์อาร์ ถอยทับสาวติดใต้ท้องรถ

เปิดคำสารภาพ ไรเดอร์แทงลุงวัย 61 ปี ดับหน้าตลาดสด หลังประสานขอมอบตัว

เหตุการณ์สุดสะเทือนใจในจังหวัดสมุทรปราการ เมื่อไรเดอร์หนุ่มก่อเหตุแทงลุงวัย 61 ปี จนเสียชีวิตหน้าตลาดสด สร้างความฮือฮาให้กับชาวเน็ตและชาวบ้านในพื้นที่ ล่าสุดผู้ก่อเหตุได้ประสานญาติเพื่อมอบตัวกับตำรวจแล้ว วันนี้เราจะมาดูรายละเอียดทั้งหมดของคดีนี้กัน

เปิดคำสารภาพ ไรเดอร์แทงลุงวัย 61 ปี ดับหน้าตลาดสด หลังประสานขอมอบตัว

จากรายงานของผู้สื่อข่าว เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2569 เวลาประมาณ 18.00 น. พ.ต.อ.ประภาส มั่งคั่ง รอง ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ ได้รับแจ้งจาก พ.ต.ท.ประยูร ปัตตุลี รอง ผกก.สส.สภ.พระสมุทรเจดีย์ ว่า ไรเดอร์ผู้ก่อเหตุได้ติดต่อผ่านญาติเพื่อขอเข้ามอบตัว หลังจากหลบหนีไปกบดานบ้านญาติในจังหวัดสระบุรี ผู้ต้องหาคือ นายชัชรินทร์ หรือ เอิร์ธ อายุ 33 ปี ชาวกรุงเทพมหานคร

หลังมอบตัว เจ้าหน้าที่สอบปากคำนายเอิร์ธนาน 30 นาที ก่อนนำตัวไปตรวจค้นบ้านพักในซอยประชาอุทิศ 84 ยึดรถจักรยานยนต์ฮอนด้า จีออโน่ พลัส สีเหลือง เสื้อคลุมไรเดอร์สีเขียว หมวกฮูดสีดำ กางเกงขายาวสีขาว และรองเท้าแตะที่ใช้ในวันเกิดเหตุ ส่วนมีดที่ใช้แทงทิ้งลงคลองสาธารณะไปแล้ว

เปิดคำสารภาพ ไรเดอร์แทงลุงวัย 61 ปี: แผนประกอบคำรับสารภาพ

เจ้าหน้าที่นำนายเอิร์ธไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ โดยจุดแรกหน้าตลาดสยามไนท์มาร์เก็ต ที่ซึ่งลุงผู้ตายต่อยนายเอิร์ธ 3 ครั้ง ก่อนที่นายเอิร์ธจะใช้มีดแทงตอบโต้ 1 ครั้ง แล้วขี่รถหนีไปบ้านพัก ใช้เวลาเพียง 2 นาที จากนั้นไปจุดที่สอง หน้าร้านขายของชำท้ายซอย ซึ่งเป็นจุดเริ่มเถียงกัน ใช้เวลา 2 นาทีเช่นกัน ตลอดการทำแผน นายเอิร์ธไม่ยอมพูดกับสื่อ

  • จุดแรก: หน้าตลาดสยามไนท์มาร์เก็ต – ถูกต่อย 3 ครั้ง แทง 1 ครั้ง หนีใน 2 นาที
  • จุดที่สอง: หน้าร้านขายของชำ – จอดรถเถียงกัน 2 นาที
  • กลับสภ.พระสมุทรเจดีย์

นายเอิร์ธให้การว่า ขี่รถตรงมาพอลุงสมาน (ผู้ตาย) ออกมาจากซอย จึงบีบแตรเตือนเพราะกลัวอุบัติเหตุ แล้วจอดคุยกัน นายเอิร์ธเตือนว่าขับแบบนี้เสี่ยงอุบัติเหตุ แต่ลุงด่าหยาบคาย นายเอิร์ธเลยขี่ออกไป ต่อมาลุงตามหลังมา นายเอิร์ธจอดหน้าตลาดสด ห่าง 300 เมตร เพื่อถามว่ามีอะไร ลุงมีอาการมึนเมา นายเอิร์ธไม่อยากยุ่ง แต่ลุงลงรถชกต่อย 3 ครั้ง นายเอิร์ธเลยชักมีดพับแทงป้องกันตัว 1 ครั้ง แล้วหนี

ตรวจประวัติ พบว่านายเอิร์ธเคยต้องโทษเสพสารเสพติดปี 2563 ที่สภ.พระสมุทรเจดีย์ ตำรวจแจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่น และพกพาอาวุธมีดในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร ก่อนส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อ

วิเคราะห์เหตุการณ์: ป้องกันตัวหรือฆาตกรรม?

คดีเปิดคำสารภาพ ไรเดอร์แทงลุงวัย 61 ปี ดับหน้าตลาดสด หลังประสานขอมอบตัวนี้ ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าการกระทำของไรเดอร์เป็นการป้องกันตัวจริงหรือไม่ ลุงผู้ตายอายุ 61 ปี มีอาการมึนเมา ขณะที่ไรเดอร์อายุ 33 ปี พกมีดติดตัว การชกต่อย 3 ครั้งก่อนแทง อาจเข้าข่ายป้องกันตัวได้ แต่การใช้มีดที่เป็นอาวุธอาจเกินกว่าเหตุ

ในมุมมองของกฎหมายไทย การป้องกันตัวต้องสมเหตุสมผล ไม่เกินกว่าเหตุ และไม่ใช่การโจมตีตอบโต้ คดีนี้คงต้องรอผลตรวจสอบพยานหลักฐานเพิ่มเติม เช่น กล้องวงจรปิด และผลชันสูตรศพ เพื่อยืนยันตำแหน่งบาดแผล

เหตุการณ์นี้เตือนใจให้เราระมัดระวังการขับขี่บนท้องถนน โดยเฉพาะในย่านตลาดที่คึกคัก ไรเดอร์ซึ่งเป็นอาชีพเสี่ยงภัย ควรหลีกเลี่ยงการโต้เถียง และแจ้งตำรวจหากเกิดปัญหาแทนการใช้ความรุนแรง

นอกจากนี้ ยังสะท้อนปัญหาสังคม เช่น การดื่มสุราแล้วขับขี่ของผู้สูงอายุ และประวัติยาเสพติดของผู้ต้องหา ซึ่งอาจมีส่วนทำให้เหตุการณ์บานปลาย

คุณคิดอย่างไรกับคดีนี้? การป้องกันตัวด้วยมีดถือว่าถูกต้องหรือไม่? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อเตือนภัยให้เพื่อนๆ กันนะครับ

ที่มา – เปิดคำสารภาพ ไรเดอร์แทงลุงวัย 61 ปี ดับหน้าตลาดสด หลังประสานขอมอบตัว

ลูกคลั่ง มีดแทงพ่อดับ ก่อนซิ่ง จยย. หนี

เหตุการณ์สุดสะเทือนใจเกิดขึ้นในจังหวัดสมุทรสาคร เมื่อ ลูกคลั่ง มีดแทงพ่อดับ ก่อนซิ่ง จยย. หนี แม่ผู้สูญเสียเผยว่า เพิ่งพาสามีไปทำบุญวันเกิดเมื่อวานก่อนหน้านี้ เรื่องราวนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ทำให้หลายคนตระหนักถึงปัญหาสุขภาพจิตและยาเสพติดในครอบครัว

ลูกคลั่ง มีดแทงพ่อดับ ก่อนซิ่ง จยย. หนี เกิดอะไรขึ้นบ้าง

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 22 เมษายน 2569 ว่าที่ ร.ต.ต.ณัฎฐิภัทร นาคสังข์ รองสารวัตรสอบสวน สภ.กระทุ่มแบน ได้รับแจ้งเหตุทำร้ายร่างกายภายในบ้านพักหมู่ 13 ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร เจ้าหน้าที่รีบรุดไปตรวจสอบพร้อมทีมแพทย์โรงพยาบาลมหาชัย 2 และเทศบาลนครอ้อมน้อย

ที่เกิดเหตุ พบผู้เสียชีวิตชื่อนายเดือน อายุ 69 ปี ถูกของมีคมแทงที่ลำตัว 3 แผล เลือดไหลนอง เจ้าหน้าที่ปฐมพยาบาลทันทีก่อนนำส่งโรงพยาบาล แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา ภายในบ้านชั้นสองห้องนอนมีคราบเลือดกระจายไปจนถึงบันไดและชั้นล่าง

ผู้ก่อเหตุคือลูกชายแท้ๆ

ผู้ก่อเหตุคือ นายกฤษดา อายุ 44 ปี ลูกชายของผู้ตาย หลังก่อเหตุแล้วขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป โดยไม่สวมเสื้อ มีเพียงเสื้อสีเขียวพันคอ นางแตงกวา อายุ 65 ปี ภรรยาของผู้ตายและแม่ของผู้ก่อเหตุ เล่าว่าลูกชายมีอาการทางจิตเวช เคยเสพยาเสพติดแต่เลิกมาเกือบ 10 ปี มาระยะหลังติดเหล้าขาว สูญงานบ่อย และเมื่องานเหล้าก็ขาดสติ ทะเลาะกับครอบครัว โดยเฉพาะพ่อ แต่ไม่เคยลงมือทำร้ายจริงจัง

ที่ผ่านมา ลูกชายขู่ฆ่าหรือเผาบ้านบ่อยครั้ง ครอบครัวเคยเรียกตำรวจส่งโรงพยาบาล แต่โรงพยาบาลให้กลับหลังนอนคืนเดียว ทั้งที่ครอบครัวขอส่งไปสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ซึ่งมีประวัติรักษา แม่คอยให้ยาและระวังเงินไม่ให้ซื้อเหล้า เช้านี้ลูกขอเงิน 200 บาทซ่อมรถ แม่ให้ไป แต่พ่อโทรบอกว่าเอาไปซื้อเหล้า ทำให้แม่กังวล และเหตุการณ์ก็เกิดขึ้น

เมื่อวานเพิ่งพาสามีทำบุญวันเกิดใส่บาตร วันนี้กลับถูกลูกแทงตาย แม่เชื่อว่าสามีหมดบุญแค่นี้ ลูกชายคนเล็กเล่าว่าพี่ชายอาละวาด ใช้ขวดเหล้าทำร้ายพ่อขณะกินข้าว ลูกเล็กช่วยไม่ทัน พี่ชายหันทำร้าย เลยล็อกตัวในห้อง พ่อหนีไม่ทันถูกแทงจุดสำคัญ ผู้ก่อเหตุออกหาเพื่อนบ้านแต่ไม่มีใครรับ เลยซิ่งหนี

เพื่อนบ้านและตำรวจชี้แจง

เพื่อนบ้านยอมรับว่าพ่อลูกคู่นี้ทะเลาะบ่อย จนชินชา วันนี้ได้ยินเสียงแต่ไม่สนใจ ผู้ตายเป็นคนดี ดูแลครอบครัว 4 คน ผู้ก่อเหตุดื่มเหล้าขาวแต่ไม่ทะเลาะกับภายนอก หลังก่อเหตุนุ่งกางเกงในมีเลือด เพื่อนบ้านกลัวไม่เปิดบ้าน เลยเปลี่ยนกางเกงขับหนี

พ.ต.อ.พศพงศ์ มณฑา ผกก.สภ.กระทุ่มแบน สั่งชุดสืบสวนไล่ล่า คาดจับได้เร็วเพราะไม่มีเสื้อผ้า เงิน หรือที่หลบภัยนอกจากจยย.

  • ปัญหาสุขภาพจิตในครอบครัวต้องได้รับการดูแลจริงจัง
  • การติดเหล้าและยาเสพติดนำพาความสูญเสีย
  • ระบบโรงพยาบาลควรมีมาตรฐานส่งต่อผู้ป่วยจิตเวช

เหตุการณ์ ลูกคลั่ง มีดแทงพ่อดับ ก่อนซิ่ง จยย. หนี สะท้อนปัญหาสังคมที่เราต้องช่วยกันแก้ไข หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการคล้ายนี้ ควรปรึกษาแพทย์หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อป้องกันโศกนาฏกรรมแบบนี้

สุดท้าย แม่ขอให้ตำรวจจับตัวมาให้ได้ และให้รับกรรมตามที่ก่อ เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ว่าครอบครัวต้องสื่อสารและขอความช่วยเหลือแต่เนิ่นๆ

ที่มา – ลูกคลั่ง มีดแทงพ่อดับ ก่อนซิ่ง จยย. หนี แม่เผยเพิ่งพาสามีไปทำบุญวันเกิด

Scroll to top