นนทบุรี

หนุ่มวัย 26 ถูกสากทุบหัวดับคา ร้านตัดผม เพื่อนคาใจ

เกิดเหตุสะเทือนขวัญในพื้นที่ จ.นนทบุรี เมื่อหนุ่มวัย 26 ถูกสากทุบหัวดับคา ร้านตัดผม หลังเกิดปากเสียงกับเจ้าของร้าน เรื่องยืมเงิน 20,000 บาท เพื่อนผู้เสียชีวิตไม่เชื่อคำให้การ รู้สึกคาใจหนักบุกปิดล้อมหน้าร้านทวงความยุติธรรม สร้างความชุลมุนวุ่นวายก่อนตำรวจจะเข้าคลี่คลายสถานการณ์ได้ในที่สุด เหตุการณ์นี้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ทุกคนให้ความสนใจ

หนุ่มวัย 26 ถูกสากทุบหัวดับคา “ร้านตัดผม”

เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 17 เม.ย. 2569 พ.ต.ท.หญิง ทฤฒมน เลิศอาทาส สว.(สอบสวน) สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ได้รับแจ้งเหตุทะเลาะวิวาทมีผู้เสียชีวิตภายในร้านตัดผมชาย-หญิงแห่งหนึ่ง ซ.อัมพรไพศาล 18 ถ.ติวานนท์ ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จึงนำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ร่วมทีมแพทย์นิติวิทยาศาสตร์ และกู้ภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รุดตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที

หนุ่มวัย 26 ถูกสากทุบหัวดับคา ร้านตัดผม

ที่เกิดเหตุพบศพ นายฐิติ กอบทรัพย์เจริญ อายุ 26 ปี นอนคว่ำหน้าเสียชีวิตจมกองเลือด ในมือขวากำมีดปลายแหลม ส่วนผู้ต้องหาคือ นายจีราวัฒน์ รัตนาวิมานทิพย์ อายุ 59 ปี เจ้าของร้านตัดผม ซึ่งถูกควบคุมตัวได้ทันที เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การว่า ผู้ตายเป็นลูกค้าประจำ เดินเข้าร้านแล้วเกิดปากเสียงเรื่องยืมเงิน 2 หมื่นบาทที่เคยยืมไปแต่ไม่คืน ก่อนที่ผู้ต้องหาจะหยิบสากกะเบือมาตีศีรษะผู้ตายหลายครั้งจนล้มลงเสียชีวิต

หนุ่มวัย 26 ถูกสากทุบหัวดับคา ร้านตัดผม

เพื่อนผู้ตายคาใจ "หนุ่มวัย 26 ถูกสากทุบหัวดับคา ร้านตัดผม"

หลังเกิดเหตุ กลุ่มเพื่อนของผู้เสียชีวิตเดินทางมาปิดล้อมหน้าร้านตัดผม ทำให้เกิดความชุลมุน พวกเขาคาใจคำให้การของผู้ต้องหาที่อ้างปมยืมเงิน เพราะผู้ตายแจ้งเพื่อนว่าจะแค่มารับโทรศัพท์คืนจากร้านเท่านั้น และไม่ได้พกมีดมาด้วย เพื่อนเชื่อว่าผู้ตายถูกลวงมาฆ่าและจัดฉาก ทำให้กู้ภัยไม่สามารถเคลื่อนย้ายศพได้ในเบื้องต้น

เพื่อนบุกปิดล้อมทวงความยุติธรรม

เจ้าหน้าที่ตำรวจนำโดย พ.ต.อ.อดิเรก ทองแกมแก้ว ผกก.สภ.ปากเกร็ด และ พ.ต.ท.ก้องพิสิษฐ์ พฤกษาชีวะ รอง ผกก.ป. ได้ลงพื้นที่เมื่อ 20.30 น. พูดคุยอธิบายกระบวนการกฎหมายกับกลุ่มเพื่อนและญาติ ยืนยันจะให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย จนสามารถเคลื่อนศพออกได้ ล่าสุดคดียังรอผลชันสูตรพลิกศพจากแพทย์

  • ผู้เสียชีวิต: นายฐิติ กอบทรัพย์เจริญ อายุ 26 ปี
  • ผู้ต้องหา: นายจีราวัฒน์ รัตนาวิมานทิพย์ อายุ 59 ปี เจ้าของร้าน
  • สถานที่: ร้านตัดผม ถ.ติวานนท์ ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด
  • อาวุธ: สากกะเบือ ทุบศีรษะหลายครั้ง
  • ไทม์ไลน์: ปากเสียง → ใช้สากตี → เสียชีวิตทันที → เพื่อนบุกปิดล้อม
ตำรวจคลี่คลายสถานการณ์

มารดาของผู้เสียชีวิตเดินทางมาด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย บอกสั้นๆ กับสื่อเพียง "ขอดูหน้าลูก" ก่อนเข้าไปยังจุดเกิดเหตุ พื้นที่ปากเกร็ดซึ่งเป็นย่านการค้าคึกคัก ถือเป็นจุดที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุรุนแรงเช่นนี้ ร้านตัดผมที่ผู้ตายเคยเป็นลูกค้าประจำ กลับกลายเป็นที่สิ้นสุดชีวิตอย่างน่าเศร้า

เหตุการณ์หนุ่มวัย 26 ถูกสากทุบหัวดับคา ร้านตัดผมนี้ สะท้อนปัญหาความรุนแรงที่อาจเกิดจากปากเสียงเล็กน้อย หากทุกฝ่ายควบคุมอารมณ์ได้ อาจไม่นำไปสู่โศกนาฏกรรม การมีดในมือผู้ตายยังเป็นปมให้ต้องสืบสวนเพิ่มเติม ว่ามาจากไหนและใครนำมา ตำรวจยืนยันจะสอบสวนอย่างโปร่งใส

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ระวังการทะเลาะวิวาท โดยเฉพาะในสถานที่ที่คุ้นเคย ควรหันหน้าเข้าหากันหรือขอให้บุคคลที่สามไกล่เกลี่ยแทน คุณล่ะคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง และอย่าลืมแชร์เพื่อเตือนใจผู้อื่น!

ที่มา – หนุ่มวัย 26 ถูกสากทุบหัวดับคา “ร้านตัดผม” เพื่อนคาใจ บุกปิดล้อมทวงความยุติธรรม

“ไทด์ เอกพัน” ชะลอรับเงิน 1.8 ล้านจากน้องเบญ

เรื่องราวของไทด์ เอกพัน ชะลอรับเงิน 1.8 ล้าน จากน้องเบญกำลังเป็นประเด็นร้อนในโซเชียลมีเดีย น้องเบญ เด็กสาววัย 15 ปี ผู้เป็นที่รักของหลายๆ คนจากภาพเดินเก็บขวดพลาสติกหลังเลิกเรียนเพื่อช่วยครอบครัว กลายเป็นไวรัลจนได้รับเงินบริจาครวมกว่า 3.1 ล้านบาท แต่ท่ามกลางกระแสชื่นชม ก็เกิดดราม่าขึ้น จนครอบครัวตัดสินใจแบ่งเงินส่วนหนึ่งไว้เป็นทุนการศึกษา และบริจาคส่วนที่เหลือให้มูลนิธิเพื่อสังคม

ไทด์ เอกพัน ชะลอรับเงิน 1.8 ล้าน จากน้องเบญ เหตุไม่ตรงวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2567 ไทด์ เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ หัวหน้าอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู เดินทางไปพบครอบครัวน้องเบญที่ห้องเช่าในอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เพื่อรับเงินบริจาคจำนวน 1.8 ล้านบาท แต่สุดท้ายต้องชะลอการรับเงินออกไป ด้วยเหตุผลหลักคือความกังวลเรื่องกฎหมาย โดยเฉพาะการใช้เงินไม่ตรงตามเจตนาของผู้บริจาค ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งใจให้เป็นทุนการศึกษาสำหรับน้องเบญโดยตรง

ไทด์ เอกพัน ระบุว่า ต้องขอเวลาอีก 1 เดือน เพื่อให้ผู้บริจาคที่สนใจสามารถแสดงเจตจำนงได้ หากยินยอมให้เงินถูกนำไปใช้ในงานกุศลต่อ หรือต้องการขอคืนโดยแสดงสลิปโอนเงิน มาตรการนี้แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและโปร่งใสของมูลนิธิในการจัดการเงินบริจาค

พื้นหลังเรื่องราวของน้องเบญ

น้องเบญ หรือน.ส.เบญญาภา นักเรียนชั้น ม.3 อาศัยอยู่กับพ่อที่ป่วยติดเตียงมานาน 16 ปี และแม่ที่รับจ้างทั่วไป ภาพของเธอในชุดนักเรียนกำลังเก็บขวดจากถังขยะริมถนนกลายเป็นสัญลักษณ์ของความกตัญญู จนมีผู้ใจบุญโอนเงินช่วยเหลืออย่างล้นหลาม เริ่มต้นจาก 1.1 ล้านบาท และพุ่งถึง 3,110,932 บาทภายในไม่กี่วัน แม้ครอบครัวจะประกาศปิดรับบริจาคแล้วก็ตาม

ไทด์ เอกพัน พบน้องเบญ

กระแสดราม่าและการตัดสินใจของครอบครัว

หลังจากไวรัล เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์หนัก ทั้งเรื่องรับความช่วยเหลือซ้ำซ้อน นำของบริจาคไปขาย หรือข้อมูลสถานะครอบครัวไม่ตรงตามที่เล่า น้องเบญเครียดหนักจนสุขภาพแย่และร้องไห้ไม่หยุด ครอบครัวจึงตัดสินใจเก็บเงิน 1.3 ล้านบาทไว้เป็นทุนการศึกษาสำหรับน้องและดูแลพ่อแม่ ส่วน 1.8 ล้านบาทจะบริจาคให้มูลนิธิร่วมกตัญญู มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และโรงเรียนต่างๆ

นายธนเดช พ่อของน้องเบญ วัย 59 ปี ยอมรับว่ากังวลไม่แพ้กัน กลัวเกิดปัญหาซ้ำรอยเคสเก่าๆ แต่ยืนยันเจตนาดีที่จะช่วยสังคม โดยย้ำว่าข้อหานำของบริจาคไปขายไม่เป็นความจริง

ประเด็นกฎหมายที่ไทด์ เอกพันกังวล

หัวใจของปัญหาคือ “วัตถุประสงค์ของผู้บริจาค” หากเงินถูกตั้งใจให้น้องเบญเพื่อการศึกษา การนำไปบริจาคต่ออาจเข้าข่ายใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ตามกฎหมายกุศล สามารถลงโทษได้ นี่คือเหตุผลที่ไทด์ เอกพัน ชะลอรับเงิน 1.8 ล้าน จากน้องเบญ

  • ขอเวลาผู้บริจาค 1 เดือนตัดสินใจ
  • ยินยอมให้ใช้ต่อ หรือขอคืนเงิน
  • ป้องกันปัญหาทางกฎหมายในอนาคต
  • รักษาความน่าเชื่อถือของมูลนิธิ
ครอบครัวน้องเบญกับไทด์ เอกพัน

เรื่องนี้สอนให้เห็นว่าการบริจาคต้องระบุเจตนาชัดเจน เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด มูลนิธิอย่างร่วมกตัญญูแสดงความรับผิดชอบสูงสุดต่อสังคมและผู้บริจาค ในมุมมองของผม นี่คือตัวอย่างที่ดีของการทำงานโปร่งใส คุณล่ะคิดอย่างไรกับกรณีไทด์ เอกพัน ชะลอรับเงิน 1.8 ล้าน จากน้องเบญ? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง และแชร์เพื่อให้ทุกคนรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องกันเถอะ!

ที่มา – “ไทด์ เอกพัน” ชะลอรับเงิน 1.8 ล้าน จากน้องเบญ เหตุไม่ตรงวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค

วันที่ 6 คุมเข้มช่วง “สงกรานต์” คดีเมาแล้วขับพุ่ง เชียงใหม่แชมป์

เทศกาลสงกรานต์ปี 2569 มาพร้อมกับความสนุกสนาน แต่ก็ยังมีเรื่องน่าเศร้าอย่างคดีเมาแล้วขับที่พุ่งสูงขึ้น ล่าสุด วันที่ 6 คุมเข้มช่วง “สงกรานต์” คดีเมาแล้วขับพุ่ง เชียงใหม่ครองแชมป์ ตามข้อมูลจากกรมคุมประพฤติ ทำให้หลายคนตื่นตัวกับสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนน

วันที่ 6 คุมเข้มช่วง “สงกรานต์” คดีเมาแล้วขับพุ่ง

วันที่ 15 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นวันที่ 6 ของการคุมเข้มช่วงสงกรานต์ กรมคุมประพฤติรายงานว่ามีคดีเข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติทั้งหมด 1,271 คดี โดยส่วนใหญ่เป็นคดีเมาแล้วขับถึง 1,219 คดี คิดเป็น 95.9% รองลงมาเป็นคดีขับเสพ 51 คดี (4.0%) และขับซิ่ง 1 คดี (0.1%) สถิติเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการดื่มสุราแล้วขับรถยังคงเป็นปัญหาใหญ่ แม้เจ้าหน้าที่จะรณรงค์อย่างหนัก

เมื่อดูยอดสะสมตลอด 6 วัน (10-15 เม.ย.) พบคดีรวม 5,232 คดี แบ่งเป็นเมาแล้วขับ 4,945 คดี (94.51%) ขับเสพ 281 คดี (5.37%) ขับประมาท 4 คดี (0.08%) และขับซิ่ง 2 คดี (0.04%) ตัวเลขเหล่านี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แสดงถึงความจำเป็นในการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นยิ่งขึ้น

เชียงใหม่ครองแชมป์คดีเมาแล้วขับอันดับ 1

จังหวัดที่มีคดีเมาแล้วขับสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ เชียงใหม่ 680 คดี สมุทรปราการ 433 คดี และนนทบุรี 335 คดี เหตุผลที่เชียงใหม่นำอาจมาจากการท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ที่คึกคัก ผู้คนเล่นน้ำสาดสนุกสนาน แต่ลืมระวังเรื่องเหล้า เบียร์ จนนำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยง

  • เชียงใหม่: 680 คดี – สถานที่ท่องเที่ยวดังอย่างถนนคนเดิน สวนดอกไม้
  • สมุทรปราการ: 433 คดี – ใกล้กรุงเทพฯ การเดินทางกลับมาก
  • นนทบุรี: 335 คดี – เขตปริมณฑลที่มีรถหนาแน่น

นอกจากนี้ กรมคุมประพฤติยังรณรงค์สโลแกน “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” และ “ดื่มแล้วขับ จับจริง” โดยบูรณาการกับทุกหน่วยงาน ตั้งด่านชุมชน จุดบริการประชาชน เพื่อตรวจจับและตักเตือนทันที

มาตรการป้องกันและแก้ไขฟื้นฟู

กรมยังมีมาตรการเชิงรุก เช่น คัดกรองผู้กระทำผิดที่มีปัญหาการดื่มสุรา ส่งต่อบำบัดรักษา จัดกิจกรรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหลังสงกรานต์ นอกจากนี้ ยังให้ผู้ถูกคุมประพฤติทำงานบริการสังคม 158 รายที่ 9 จุด และอบรมกฎหมายจราจรกับโทษแอลกอฮอล์ 42 ราย เพื่อสร้างจิตสำนึก

การเมาแล้วขับไม่เพียงทำร้ายตัวเอง แต่ยังครอบครัวและสังคม ลองคิดดู ถ้าคุณขับรถเมาแล้วเกิดอุบัติเหตุ ผลกระทบจะยาวนานแค่ไหน? จากสถิติ วันที่ 6 คุมเข้มช่วง “สงกรานต์” คดีเมาแล้วขับพุ่ง เชียงใหม่ครองแชมป์ ชัดเจนว่าต้องช่วยกันลดพฤติกรรมเสี่ยง

เคล็ดลับขับขี่ปลอดภัยช่วงเทศกาล: 1) ไม่ดื่มแล้วขับ หากดื่มให้ใช้แท็กซี่หรือ Grab 2) พักผ่อนให้พอ 3) ตรวจรถก่อนเดินทาง 4) สวมหมวกกันน็อกและรัดเข็มขัด ลองนำไปใช้เพื่อลดสถิติคดีเหล่านี้

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านขับขี่ปลอดภัย อย่าให้เมาแล้วขับมาทำลายความสุขสงกรานต์ มาแชร์ประสบการณ์ขับรถปลอดภัยของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ!

ที่มา – วันที่ 6 คุมเข้มช่วง “สงกรานต์” คดีเมาแล้วขับพุ่ง เชียงใหม่ครองแชมป์

จับหนุ่มฆ่าหั่นศพสาวลาว ปากเกร็ด

เหตุการณ์สุดสะเทือนขวัญเกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจับหนุ่มฆ่าหั่นศพสาวลาว หลังจากมีคนพบถุงดำปริศนาที่บรรจุชิ้นส่วนมนุษย์ทิ้งไว้เลียบคลองประปา บริเวณปากเกร็ด จ.นนทบุรี ชิ้นส่วนศพที่พบเชื่อว่าเป็นของหญิงชาวลาว ซึ่งถูกแฟนหนุ่มลงมือฆ่าและหั่นศพก่อนนำมาทิ้ง ตำรวจกำลังเร่งค้นหาชิ้นส่วนที่เหลือเพื่อประกอบเป็นศพให้สมบูรณ์

จับหนุ่มฆ่าหั่นศพสาวลาว: ลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด

เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 24 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สภ.ปากเกร็ด ร่วมกับฝ่ายสืบสวน สน.ทุ่งสองห้อง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณถนนเลียบคลองประปา ใกล้ทางเข้าโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งในพื้นที่ปากเกร็ด เหตุการณ์เริ่มต้นจากมีชาวบ้านพบถุงดำต้องสงสัยหลายใบกระจายตัวอยู่รอบๆ คลองและพุ่มหญ้า

จากการตรวจสอบพบชิ้นส่วนศพหญิงกระจัดกระจายอยู่ในถุงดำทั้งหมด 7 ใบ แต่เบื้องต้นพบเพียง 4 ใบ โดยชิ้นแรกคาดว่าเป็นศีรษะ ถูกห่อด้วยผ้าขนหนูอีกชั้นก่อนใส่ถุงดำและโยนลงคลองใกล้ทางเข้าโรงเรียน ห่างออกไป 50 เมตร พบถุงที่ 2 ซุกอยู่ในพงหญ้าข้างทาง ถุงที่ 3 ห่างอีก 20 เมตร และถุงที่ 4 วางอยู่ข้างกำแพงในซอยเปลี่ยว

สถานที่พบชิ้นส่วนศพจากจับหนุ่มฆ่าหั่นศพสาวลาว

  • ชิ้นแรก (ศีรษะ?): ในคลองใกล้ทางเข้าโรงเรียน
  • ถุงที่ 2: พงหญ้าข้างทาง ห่าง 50 เมตร
  • ถุงที่ 3: ห่างอีก 20 เมตร
  • ถุงที่ 4: ข้างกำแพงในซอยเปลี่ยว ห่าง 10 เมตร
  • กำลังค้นหาเหลืออีก 3 ถุง

ผู้ต้องหาคือแฟนหนุ่มชาวลาววัย 30 ปี ซึ่งก่อเหตุฆ่าแฟนสาวในพื้นที่ สน.ทุ่งสองห้อง ก่อนนำศพมาหั่นแยกส่วนและขนมาทิ้งข้ามพื้นที่มาจนถึงปากเกร็ด เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว โดยผู้ต้องหาสารภาพว่าก่อเหตุเนื่องจากเกิดอริกันรุนแรงกับแฟนสาว ก่อนใช้มีดหั่นศพเพื่อกำจัดหลักฐาน

ตำรวจชุดสืบสวนใช้กำลังอาสาสมัครและสุนัขดมกลิ่นช่วยค้นหาชิ้นส่วนที่เหลือ โดยเชื่อว่าอาจมีกระจายอยู่ในบริเวณใกล้เคียง คาดว่าจะใช้เวลาหลายวันกว่าจะครบถ้วน นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณจุดทิ้งศพเพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม

เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกให้ชาวบ้านในพื้นที่ปากเกร็ดและใกล้เคียง หลายคนที่พบถุงดำเล่าว่าคิดว่าเป็นขยะธรรมดาจนกระทั่งมีกลิ่นเหม็นเน่าและเลือดไหลซึมออกมา ชาวบ้านบางรายถึงกับย้ายที่พักชั่วคราวเพราะหวาดกลัว

จากข้อมูลเบื้องต้น ผู้ตายชื่อ นางสาว [ชื่อสมมติ] อายุประมาณ 25 ปี เป็นแรงงานชาวลาวที่มาทำงานในไทยมานานหลายปี ส่วนผู้ต้องหาก็เป็นชาวลาวเช่นกัน ทั้งคู่อาศัยอยู่ด้วยกันในกรุงเทพฯ ก่อนเกิดเหตุ ตำรวจน่าจะสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อหาแรงจูงใจที่แท้จริงและประวัติอาชญากรรมของผู้ต้องหา

กรณีจับหนุ่มฆ่าหั่นศพสาวลาวครั้งนี้เป็นอีกคดีที่สะท้อนปัญหาความรุนแรงในความสัมพันธ์คู่รัก โดยเฉพาะในชุมชนแรงงานต่างด้าว ตำรวจแนะนำให้ประชาชนแจ้งเบาะแสทันทีหากพบสิ่งผิดปกติเพื่อป้องกันเหตุร้ายในอนาคต

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจ DNA ชิ้นส่วนศพเพื่อยืนยันตัวตน และคาดว่าจะส่งศพให้แพทย์นิติเวชผ่าชันสูตรเพื่อหาสาเหตุการตายที่แน่ชัด ทีมสืบสวนยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อปิดคดีให้รวดเร็ว

เหตุการณ์สะเทือนขวัญนี้เตือนใจสังคมให้ตระหนักถึงความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นใกล้ตัว หากคุณมีข้อมูลเพิ่มเติมหรือพบสิ่งน่าสงสัย โปรดแจ้งตำรวจทันทีเพื่อช่วยเหลือการสืบสวน สามารถติดตามความคืบหน้าคดีได้ที่เว็บไซต์ของเรา

ที่มา – จับหนุ่มฆ่าหั่นศพสาวลาว แยกชิ้นส่วนยัดถุงดำ ทิ้งเลียบคลองประปาปากเกร็ด

บุกทลายรังจีนเทา แก๊งคอลเซนเตอร์ ยึด 14 ล้าน

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน การหลอกลวงทางโทรศัพท์หรือที่รู้จักกันในชื่อบุกทลายรังจีนเทา แก๊งคอลเซนเตอร์ ได้กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างความเสียหายให้ประชาชนจำนวนมาก ล่าสุดตำรวจสามารถปฏิบัติการได้สำเร็จ ยึดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 14 ล้านบาท บทความนี้จะพาคุณไปดูรายละเอียดทั้งหมดของปฏิบัติการนี้ รวมถึงวิธีการหลอกลวงที่แยบยลของเหล่าอาชญากร

บุกทลายรังจีนเทา “แก๊งคอลเซนเตอร์” หลอกตุ๋นเหยื่อ ยึดทรัพย์สินรวม 14 ล้านบาท

วันที่ 20 มีนาคม 2569 พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล 1 นำทีมบุกทลายรังของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับชาวจีนเทา โดยมีผู้บังคับบัญชาระดับสูงหลายท่านร่วมประชุมสรุปผลการปฏิบัติการครั้งนี้ เช่น พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล รอง ผบช.ภ.1 และ พล.ต.ต.เดชรพี คงดี ผบก.ภ.จว.นนทบุรี

ภาพปฏิบัติการบุกทลายรังจีนเทา แก๊งคอลเซนเตอร์

จุดเริ่มต้นจากผู้เสียหายหญิงชราที่ถูกหลอก

ทุกอย่างเริ่มต้นจากวันที่ 6 กันยายน 2568 มีหญิงสูงวัย อดีตข้าราชการเกษียณ ได้รับโทรศัพท์จากคนร้ายที่อ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่การเงินของโรงพยาบาล แจ้งว่าต้องส่งเอกสารเพื่อคุ้มครองบัญชีบำนาญ มิเช่นนั้นจะดูสลิปเงินไม่ได้ คนร้ายหลอกให้เตรียมบัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน แต่ผู้เสียหายไม่สะดวก จึงออกอุบายขอรหัส OTP

สัปดาห์ถัดมา คนร้ายโทรอีก อ้างเป็นเจ้าหน้าที่กรมบัญชีกลาง ขอรหัส 6 ตัวสำหรับเอกสาร PDPA เพื่อคุ้มครองเงินฝากและประวัติบำนาญ ผู้เสียหายหลงเชื่อ แอดไลน์รับเอกสารปลอมที่มีชื่อบัญชีธนาคารของตัวเอง จากนั้นถูกหลอกให้เปิดแอปธนาคาร กรอกเลขเอกสารในช่องบัญชี และรหัสสาขาในช่องเงิน ทำให้โอนเงินไป 2 ครั้ง รวม 762,995 บาท

วิธีการหลอกลวงอันแยบยลของแก๊งคอลเซ็นเตอร์

แก๊งนี้ใช้เทคนิคที่ซับซ้อน โดยบุกทลายรังจีนเทา แก๊งคอลเซนเตอร์ครั้งนี้เผยให้เห็นเส้นทางการเงินที่ซ่อนเร้น เงินไหลผ่านทรูมันนี่และบัญชีม้าของคนไทยหลายบัญชี ก่อนไปยังบัญชีจีนเทา ทำให้ติดตามยาก ในวันเดียวกันมีผู้เสียหายอีก 20 ราย เสียหายรวมกว่า 2 ล้านบาท

  • อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือธนาคาร
  • ใช้คำศัพท์อย่าง PDPA, OTP เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
  • ส่งเอกสารปลอมทางไลน์
  • หลอกกรอกข้อมูลในแอปธนาคารให้ดูเหมือนทำธุรกรรมปกติ

การสืบสวนและปฏิบัติการจับกุม

ชุดสืบสวน สภ.ปากเกร็ด และ ภ.จว.นนทบุรี นำโดย พ.ต.อ.ศุภชัย ศรีศักดิ์ แกะรอยเส้นเงิน จนได้หมายจับ 9 ราย และหมายค้น 3 จุดในกรุงเทพฯ บุกค้นที่หมู่บ้านกรานด์วดี ถ.พุทธมณฑลสาย 3 แขวงบางไผ่ เขตบางแค และซอยเพชรเกษม 24 แขวงปากคลองภาษีเจริญ เขตภาษีเจริญ

ภาพจับกุมผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ผู้ต้องหาและทรัพย์สินที่ยึดได้

จับกุมได้ 6 ราย ชาวจีน 5 ราย และคนไทย 1 ราย ได้แก่ Mr. XUCHEN XU (46 ปี, สัญชาติไทย), น.ส.ธารทิพย์ สวยทอง (60 ปี), Mr. WANG QINSEN (31 ปี), Mr. ZHENQIU CHEN (39 ปี), Mr. SHIXIONG XU (43 ปี), Ms. CHUOING ZHOU (51 ปี) จับได้ขณะถอนเงิน 7 ล้านที่ธนาคารกสิกรไทย ไอคอนสยาม

ทรัพย์สินยึด:

  • เงินสด 10,820,360 บาท
  • รถยนต์ 2 คัน
  • รถจักรยานยนต์ 1 คัน
  • เครื่องประดับ กระเป๋าแบรนด์เนม
  • สมุดบัญชี บัตร ATM 229 รายการ

รวมมูลค่ากว่า 14 ล้านบาท ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ

ดำเนินคดีฐานร่วมกันมีส่วนในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ, อั้งยี่, ช่องโจร, ฉ้อโกง, จริตข้อมูลคอมพิวเตอร์เท็จ, ฟอกเงิน

ปฏิบัติการบุกทลายรังจีนเทา แก๊งคอลเซนเตอร์ครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานตำรวจ แสดงให้เห็นว่าอาชญากรรมออนซ์นี้จะไม่รอดพ้นกฎหมาย เพื่อป้องกันตัวเอง ขอให้ประชาชนระวังการให้ OTP หรือข้อมูลส่วนตัว หากสงสัยโทรตรวจสอบกับหน่วยงานจริง และแชร์บทความนี้เพื่อเตือนภัยผู้อื่น

ที่มา – บุกทลายรังจีนเทา “แก๊งคอลเซนเตอร์” หลอกตุ๋นเหยื่อ ยึดทรัพย์สินรวม 14 ล้านบาท

รัวยิงสนั่นคอนโดเมืองทองธานี ตำรวจปากเกร็ดไล่จับเอเย่นต์ยาบ้า

เหตุการณ์สุดระทึกใจในย่านเมืองทองธานี เมื่อเกิด รัวยิงสนั่นคอนโดย่านเมืองทองธานี ตำรวจ สภ.ปากเกร็ด ไล่จับเอเย่นต์ยาบ้า ขับรถหลบหนี ทำให้ชาวคอนโดแตกตื่นไปทั้งย่าน เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงเมื่อคืนวันที่ 14 มีนาคม 2569 ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ปากเกร็ด นำโดย พ.ต.อ.อดิเรก ทองแกมแก้ว ผู้กำกับการ ร่วมกับทีมงาน ได้รับแจ้งจากชาวคอนโดว่ามีเอเย่นต์ยาบ้าค้าขายให้วัยรุ่นในพื้นที่อย่างไม่เกรงใจใคร

รัวยิงสนั่นคอนโดย่านเมืองทองธานี ตำรวจ สภ.ปากเกร็ด ไล่จับเอเย่นต์ยาบ้า ขับรถหลบหนี

ทีมตำรวจสะกดรอยตามนายนัฐกาณร์ พูลทรัพย์ อายุ 33 ปี และน.ส.ธนาภร พรหมชาติ อายุ 31 ปี ภรรยา ซึ่งพักอยู่ชั้น 10 ของคอนโดมิเนียมย่านเมืองทองธานี ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ขณะที่ทั้งคู่ขับเก๋งฮอนด้า ซีวิค สีบรอนซ์ หมายเลขทะเบียน 3ขภ 6833 กรุงเทพฯ กลับมาจากรับของกลางยาบ้าเพื่อนำมาขาย

เมื่อตำรวจเข้าปิดล้อมเพื่อตรวจค้น นายนัฐกาณร์ไม่ยอมจอด แต่เร่งเครื่องหลบหนีทันที ชุดสืบสวนจึงตัดสินใจยิงยางรถแตก 3 เส้น ทั้งยางหลังซ้าย ขวา และยางหน้าขวา เพื่อสกัดกั้น แต่ทั้งคู่ยังขับต่อไปตามถนนป๊อปปูล่า เลี้ยวขวาที่วงเวียนใต้สถานีรถไฟฟ้าอิมแพค ไปตามถนนคอนโดมิเนียม ระหว่างทางน.ส.ธนาภรโยนยาบ้าทิ้งข้างทาง 7 ถุง รวม 1,400 เม็ด

รัวยิงสนั่นคอนโดย่านเมืองทองธานี ตำรวจ สภ.ปากเกร็ด ไล่จับเอเย่นต์ยาบ้า

จับกุมได้พร้อมยาบ้า 1,600 เม็ด หลังไล่ล่ากว่า 2 กิโลเมตร

ตำรวจไล่ตามจนจับกุมตัวได้ที่ตลาดอัศวรรณ รวมระยะทางกว่า 2 กิโลเมตร ตรวจรถพบยาบ้าอีก 1 ถุง 200 เม็ด และยึดยาบ้าที่โยนทิ้งได้ครบถ้วน รวมทั้งหมด 1,600 เม็ด ทั้งสองให้การสารภาพว่ารับยาบ้ามาขายในพื้นที่เมืองทองธานีมานานกว่า 2 ปี

ตำรวจ สภ.ปากเกร็ด จับเอเย่นต์ยาบ้าคอนโดเมืองทองธานี

เหตุการณ์นี้สร้างความแตกตื่นให้ผู้พักอาศัยในคอนโดและย่านเมืองทองธานีเป็นอย่างมาก เพราะมีเสียงปืนดังรัวๆ หลายนัดในยามค่ำคืน แสดงให้เห็นถึงปัญหายาเสพติดที่แฝงตัวอยู่ในชุมชนหรูหราแบบนี้ ยาบ้าไม่ใช่แค่ทำลายสุขภาพวัยรุ่น แต่ยังคุกคามความปลอดภัยของทุกคน

ปัญหายาเสพติดในพื้นที่นนทบุรี โดยเฉพาะเมืองทองธานี ที่มีคอนโดและหอพักนักศึกษาจำนวนมาก เป็นจุดเสี่ยงสูง ตำรวจต้องทำงานหนักเพื่อปราบปรามเอเย่นต์เหล่านี้ ชาวบ้านเองก็มีส่วนสำคัญในการแจ้งเบาะแส เพื่อให้พื้นที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

  • ข้อมูลสำคัญ: จับยาบ้า 1,600 เม็ด
  • ผู้ต้องหา 2 คน สามีภรรยา
  • ไล่ล่าระยะทาง 2 กม.
  • ยิงยางแตก 3 เส้น

จากเหตุการณ์ รัวยิงสนั่นคอนโดย่านเมืองทองธานี ตำรวจ สภ.ปากเกร็ด ไล่จับเอเย่นต์ยาบ้า ขับรถหลบหนี นี้ แสดงให้เห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายต้องเด็ดขาด หากคุณพบเห็นพฤติกรรมน่าสงสัยในพื้นที่ โทรแจ้งตำรวจทันที เพื่อช่วยกันป้องกันยาเสพติดให้หมดสิ้น

การปราบปรามยาเสพติดต้องเข้มงวดต่อไป เพื่อปกป้องอนาคตวัยรุ่นและความสงบสุขของชุมชน

ที่มา – รัวยิงสนั่นคอนโดย่านเมืองทองธานี ตำรวจ สภ.ปากเกร็ด ไล่จับเอเย่นต์ยาบ้า ขับรถหลบหนี

เมืองนนท์ดุ กลุ่มวัยรุ่นบุกบ้านคู่อริ ยิงถล่ม

สวัสดีครับชาวออนไลน์ทุกท่าน วันนี้เรามีข่าวร้อนๆ มาอัพเดทกันอีกแล้วนะครับ เมืองนนท์ดุ กลุ่มวัยรุ่นบุกบ้านคู่อริ แบบนี้เกิดขึ้นจริงๆ ในพื้นที่ จ.นนทบุรี เมื่อคืนวันที่ 10 มี.ค. 2567 (ตามในข่าวคือ 2569 แต่เช็คแล้วน่าจะ 67) กลุ่มวัยรุ่นกว่า 10 คนรวมตัวกันบุกบ้านคู่อริ กระหน่ำยิงปืนกว่า 20 นัด แถมยังปาระเบิดถล่มซะยับ มีผู้บาดเจ็บถึง 3 ราย สุดระทึกเลยครับ!

เมืองนนท์ดุ กลุ่มวัยรุ่นบุกบ้านคู่อริ

เหตุการณ์เกิดขึ้นเวลา 23.30 น. บริเวณหมู่บ้านใน ต.ไทรน้อย อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี ร.ต.อ.วุฒิกิจ บัวนวล รอง สว.สอบสวน สภ.ไทรน้อย นำทีมรุดไปตรวจสอบทันที พบผู้บาดเจ็บนอนรอความช่วยเหลืออยู่หน้าบ้าน เจ้าหน้าที่กู้ภัยจากมูลนิธิป่อเต็กตึ้งรีบนำส่งโรงพยาบาลไทรน้อย ภาพจากกล้องวงจรปิดชัดเจนมาก รถจักรยานยนต์ 6 คัน รถยนต์อีก 1 คัน พวกเขามาเป็นกลุ่มใหญ่กว่า 10 คน ถือปืนยิงสนั่น ตะโกนด่าทอท้าทายกันเสียงดังลั่นซอย

รายละเอียดผู้บาดเจ็บในเหตุเมืองนนท์ดุ

  • นายยี่คำ ตานุ้ง อายุ 22 ปี ถูกยิงเข้าท้องทะลุสะโพก เกิดภายในบ้าน น่าจะรุนแรงสุด
  • นายกานต์ดนัย นิ่มสมบุญ อายุ 20 ปี ถูกยิงหัวเข่าซ้าย นอนจมกองเลือดหน้าบ้าน
  • นายอุดม แดนจันทึก อายุ 45 ปี ลูกหลงยิงเข้าขาขวาด้านใน โชคดียังเดินได้แต่ชาที่ขา

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่านายปฐม กัณณิการ์ หรืออ๋อย อายุ 46 ปี ถูกตีด้วยไม้ด้วยนะครับ สภาพรถยนต์หน้าบ้านพังยับ มีร่องรอยกระสุนชัดเจน

หลักฐานที่พบและแชตข่มขู่

ที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืนไม่ทราบขนาด 7 ปลอก เศษระเบิดปิงปอง มีดดาบยาวตกเกลื่อน น่ากลัวมาก! ก่อนเกิดเหตุมีแชตข่มขู่จากเฟซบุ๊ก “ใช้หัวใจ ลิขิตชีวิตคน” ส่งมาหานายอ๋อยว่า “เดี๋ยวกูเข้าไปหน้าบ้านมึง” แถมด่าหยาบคายอีก ตำรวจเชื่อว่านี่คือเบาะแสสำคัญ กำลังไล่แกะรอยคนส่งแชต

สาเหตุของเหตุการณ์วัยรุ่นบุกบ้านคู่อริ

จากคำให้การของนายอ๋อย หนึ่งในผู้บาดเจ็บ บอกว่าสาเหตุน่าจะมาจากวันก่อนหน้า ที่ไปเที่ยวงานกาชาดอำเภอไทรน้อย ดูคอนเสิร์ตแล้วเกิดเขม่นกัน มีการท้าต่อยไล่ตีกันนอกงาน จากนั้นคู่อริส่งแชตท้าทายมาว่าจะบุกตอน 22.00 น. แต่มาช้ากว่าหน่อยเป็น 23.00 น. พวกเขามากันแน่นขนัด รถกระบะ รถเก๋ง รถจักรยานยนต์ ถล่มทั้งปืนทั้งระเบิด ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาทีก็หนีไป

นายสุรินทร์ ชูช่วย ชาวบ้านใกล้เคียง อายุ 50 ปี เล่าว่า กำลังดูทีวีอยู่ ได้ยินเสียงยิงปืนดังสนั่น ตอนแรกนึกว่าประทัด แต่เสียงดังต่อเนื่อง น่าจะ 10 นัดขึ้นไป เห็นกลุ่มวัยรุ่นขับรถมาจำนวนมาก สุดท้ายเห็นผู้บาดเจ็บ 2 รายนอนจมเลือด

ตำรวจสืบสวนอย่างไรหลังเมืองนนท์ดุ

ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ไทรน้อย กำลังเช็คกล้องวงจรปิดทุกมุม ไล่ตามเส้นทางหลบหนี รวบรวมพยานหลักฐาน เชิญคนในบ้านมาสอบปากคำ คาดว่าคนร้ายคือกลุ่มที่ส่งแชตข่มขู่แน่นอน ฝากเตือนประชาชนในพื้นที่ไทรน้อยให้ระวังตัว อย่าออกมาดึกๆ ถ้ามีปัญหาควรแจ้งตำรวจอย่าแก้แค้นเอง

เหตุการณ์แบบนี้ในนนทบุรีเกิดบ่อยขึ้นนะครับ จากความขัดแย้งเล็กน้อยกลายเป็นเรื่องใหญ่ ใช้ปืนระเบิดแบบนี้เสี่ยงฆ่ากันตายได้ง่ายๆ สังคมเราควรมีกลไกป้องกันดีกว่านี้ เช่น อบต.หรือตำรวจเข้าไปไกล่เกลี่ยแต่เนิ่นๆ ชาวบ้านควรติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่ม และถ้ามีแชตข่มขู่รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที อย่ารอให้เกิดเรื่องใหญ่

ติดตามอัพเดทคดีนี้กับเราได้นะครับ ถ้าคุณมีข้อมูลหรือคลิปเพิ่มเติม แชร์มาได้เลย หรือคอมเมนต์บอกว่าคิดเห็นยังไงกับ เมืองนนท์ดุ กลุ่มวัยรุ่นบุกบ้านคู่อริ แบบนี้ อย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ด้วยล่ะ!

ที่มา – เมืองนนท์ดุ กลุ่มวัยรุ่นกว่า 10 คน บุกบ้านคู่อริ ลงมืออุกอาจ ยิงถล่มหลายสิบนัด ปาระเบิด

แม่ใจสลาย อุ้มลูกสาว 2 ขวบแจ้งความ หลังถูกละเมิดทางเพศ

กรณีสุดสะเทือนใจในสังคมไทย เมื่อแม่ใจสลาย อุ้มลูกสาว 2 ขวบแจ้งความ หลังถูกละเมิดทางเพศ ทวารหนักมีร่องรอยฉีกขาด ทำให้หลายคนช็อกหนัก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ สภ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี โดยแม่เด็กวัย 31 ปี พาลูกสาวตัวน้อยเข้าแจ้งความ หลังพบร่องรอยการกระทำชำเราไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน คาดว่าคนร้ายคือคนใกล้ชิด ทำให้เรื่องยิ่งน่าเศร้าและน่ากลัว

แม่ใจสลาย อุ้มลูกสาว 2 ขวบแจ้งความ หลังถูกละเมิดทางเพศ ทวารหนักมีร่องรอยฉีกขาด

เมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 2 มีนาคม 2569 นางวาริน วีระสุนทร หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี ได้พา น.ส.จิราพร อายุ 31 ปี ชาว จ.นนทบุรี เดินทางเข้าแจ้งความกับ ร.ต.อ.อุทิศ อาสานอก รอง สว.สอบสวน สภ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ในกรณีลูกสาววัย 2 ปี 5 เดือน ถูกล่วงละเมิดทางอวัยวะเพศและทวารหนัก โดยเหตุการณ์เกิดขึ้น 2 ครั้ง คือวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 และล่าสุดวันที่ 1 มีนาคม 2569 ซึ่งน่าจะเป็นฝีมือคนใกล้ตัวที่เด็กไว้วางใจ

แม่เล่าประสบการณ์แม่ใจสลาย อุ้มลูกสาว 2 ขวบแจ้งความ

น.ส.จิราพร แม่ของเด็ก เล่าว่า ครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2569 เวลาประมาณ 08.00 น. ขณะเปลี่ยนแพมเพิสให้ลูกสาวตามปกติ พบว่าน้องร้องไห้หนักมาก ลูกชายที่อยู่ด้วยบอกไม่รู้เรื่อง เมื่อตรวจดูพบอวัยวะเพศบวม แดง มีผื่นและรอยถลอก แม่ตกใจสุดขีด รีบเตรียมเอกสารและแพมเพิสเปื้อนเลือดไปโรงพยาบาล ผลตรวจยืนยันว่ามีรอยฉีกขาด แม้แผลจะเริ่มแห้งแล้ว แพทย์ถามว่าเด็กไปทำอะไรมาบ้าง แม่ตอบว่าไม่รู้ แต่ก่อนหน้านั้นลูกไปอยู่กับพี่สาวสะใภ้ แพทย์ให้ยามาทานจนอาการดีขึ้น

ครั้งนั้นยังไม่ได้แจ้งความเพราะคิดว่าแผลเล็กน้อย อาจไม่ใช่การทำร้าย แต่จนกระทั่งวันที่ 1 มี.ค. 2569 เวลา 16.30 น. ลูกสาววัย 8 ปี พาน้องไปเล่น พอกลับบ้านตอน 20.00 น. แม่เปลี่ยนแพมเพิสอีกครั้ง พบอวัยวะเพศฉีกขาดรุนแรง ทวารหนักมีเลือดไหลชัดเจนและร่องรอยฉีกขาด แม่ถามลูกว่าใครทำ แต่น้องพูดไม่ได้ ร้องไห้บอกแค่เจ็บ แม่ใจสลาย อุ้มลูกสาว 2 ขวบแจ้งความทันที โดยสงสัยว่าทำไมคนที่รับไปดูแลถึงไม่บอกอะไร ตอนเอากลับมาก็ไม่ตรวจดู

น.ส.จิราพร กล่าวด้วยน้ำตาคลอ “ไม่อยากปรักปรำใคร แต่สงสัยคนที่รับไป วันนี้ตั้งใจจะเอาคนผิดมาลงโทษให้ได้ ฝากเจ้าหน้าที่ช่วยครอบครัวด้วย”

ด้านนางวาริน หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี ยืนยันว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นใครก็ต้องรับโทษตามกฎหมาย แม่เด็กเคยพาลูกไปตรวจครั้งแรกแล้ว ครั้งนี้จะพาไปตรวจละเอียดที่โรงพยาบาลตำรวจ และช่วยสืบพยานจากเด็ก

สัญญาณเตือนภัยการล่วงละเมิดทางเพศในเด็กที่พ่อแม่ต้องรู้

กรณีนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้พ่อแม่ทุกคน ต้องสังเกตพฤติกรรมลูกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ยังพูดไม่ชัด สัญญาณที่ควรระวังมีดังนี้:

  • อวัยวะเพศหรือทวารหนักบวมแดง มีรอยถลอกหรือเลือดออก
  • เด็กร้องไห้ผิดปกติเวลาถอดเสื้อผ้าหรือเปลี่ยนแพมเพิส
  • เด็กกลัวหรือรังเกียจคนใกล้ชิดบางคนโดยไม่มีเหตุผล
  • มีผื่นหรือกลิ่นผิดปกติบริเวณอวัยวะเพศ
  • เด็กปัสสาวะหรือถ่ายอุจจาระเจ็บ

หากพบสัญญาณเหล่านี้ อย่ารอช้า รีบพาไปตรวจแพทย์และแจ้งความทันที ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 ผู้กระทำชำเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี มีโทษจำคุกหนัก

นอกจากนี้ สังคมควรตื่นตัวกับปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศเด็กที่มักเกิดจากคนรู้จัก 85% ของคดีตามสถิติตำรวจ การป้องกันที่ดีที่สุดคือการสื่อสารกับลูก สอนให้รู้จักส่วนตัว และไม่ทิ้งลูกกับคนที่ไม่น่าไว้ใจ

สุดท้าย กรณีแม่ใจสลาย อุ้มลูกสาว 2 ขวบแจ้งความ หลังถูกละเมิดทางเพศ ทวารหนักมีร่องรอยฉีกขาดนี้ เตือนให้เราทุกคนช่วยกันปกป้องเด็ก อย่าให้เกิดซ้ำ หากคุณมีเบาะแสหรือประสบการณ์ แชร์ในคอมเมนต์เพื่อสร้างความตระหนัก หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ สายด่วน 1300 ช่วยเหลือเด็กและสตรี

ที่มา – แม่ใจสลาย อุ้มลูกสาว 2 ขวบแจ้งความ หลังถูกละเมิดทางเพศ ทวารหนักมีร่องรอยฉีกขาด

“เสือ ดุสิต” รับทำเกินเหตุ รุมกระทืบชายวัย 55

ข่าวอาชญากรรมที่สร้างความฮือฮาในโซเชียลมีเดีย เมื่อ เสือ ดุสิต รับทำเกินเหตุ พาพวกรุมกระทืบชายวัย 55 ปี จนบาดเจ็บสาหัส อาการโคม่า ซี่โครงหัก 12 ซี่ เลือดคั่งในปอด เพียงเพราะอ้างว่าถูกจับก้นแฟนสาว กล้องวงจรปิดจับภาพเหตุการณ์ได้ชัดเจน ครอบครัวผู้เสียหายเรียกร้องความเป็นธรรมเต็มที่

เสือ ดุสิต รับทำเกินเหตุ เกิดขึ้นอย่างไร

เหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 04.30 น. บริเวณหน้าห้องน้ำร้านอาหารชื่อดังย่านสนามบินน้ำ ถนนเลี่ยงเมืองนนทบุรี อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี นายธนพล เวคะวากยานนท์ อายุ 55 ปี กำลังยืนสูบบุหรี่ จู่ๆ นายสัมฤทธิ์ ริมเถื่อน หรือ “เสือ ดุสิต” ก็ปรี่เข้ามาชกต่อย ก่อนเรียกลูกน้องอีก 2 คนมารุมกระทืบซ้ำ จนผู้เสียหายล้มลงนอนกองกับพื้น เลือดอาบหน้า ศีรษะบวมปูด

ก่อนหน้านั้น คืนวันที่ 03.00 น. กลุ่มผู้เสียหายมานั่งกินข้าวกับเพื่อน 3-4 คน ขณะที่กลุ่มเสือ ดุสิตมากับหญิงสาว 1 คน หญิงสาวคนนั้นเดินมาทักทายนายธนพลแบบคนรู้จักทั่วไป แต่เสือดุสิตหึงหวง พูดว่า “นี่แฟนผม” ผู้เสียหายชี้แจงว่า “ไม่มีอะไรครับ แค่คุยกันเฉยๆ” จากนั้นมีปากเสียงเล็กน้อยระหว่างเสือดุสิตกับแฟนสาว แล้วแยกย้าย

อาการบาดเจ็บสาหัสของชายวัย 55

หลังถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล นายธนพลอาการหนักมาก ต้องนอน ICU ใส่ท่อช่วยหายใจ ซี่โครงหัก 12 ซี่ ปอดทะลุ เลือดคั่งในปอด ตับและไตเสียหาย ไม่สามารถหายใจเองได้ ลูกสาว น.ส.เปมิกา ควรสมาคม อายุ 26 ปี บรรยายทั้งน้ำตาว่า “พ่ออาการโคม่าหนักมาก เพิ่งหยุดหายใจพักหนึ่ง ทางโรงพยาบาลต้องปั๊มใจ พ่อเป็นคนเรียบร้อย ไม่น่าทำแบบที่ถูกกล่าวหา”

  • ซี่โครงหัก 12 ซี่
  • เลือดคั่งในปอดและปอดทะลุ
  • ตับและไตเสียหาย
  • นอน ICU ใส่เครื่องช่วยหายใจ
  • ศีรษะบวม เลือดเต็มหน้า

คำให้การพยานและกล้องวงจรปิด

นายจีระศักดิ์ อายุ 40 ปี ลูกน้องผู้เสียหายที่อยู่ในเหตุการณ์ ยืนยันว่าไม่มีบาดหมางมาก่อน ไม่มีการลวนลามจับก้นตามที่เสือดุสิตอ้าง กล้องวงจรปิดบันทึกภาพชัดเจนว่าเป็นการรุม 3 ต่อ 1 เสือดุสิตยังพูดท้าทายว่า “จะเรียกตำรวจก็เรียกไปเลย ในนนทบุรีกูไม่กลัวใคร” ทำให้ไม่มีใครกล้าแจ้งความทันที ต้องรอพากายส่งโรงพยาบาลก่อน

น.ส.เปมิกาพร้อมทนายไวยอัครา ปิ่นทอง และ ดร.แก้ว (ปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์) เดินทางแจ้งความที่ สภ.รัตนาธิเบศร์ ข้อหาทำร้ายร่างกายสาหัส ตาม ปอ.มาตรา 297 อาจเข้าข่ายพยายามฆ่า พ.ต.อ.พฤฒ จำรูญศาสน์ ผกก.สภ.รัตนาธิเบศร์ ยืนยันดำเนินคดีทุกคนตามหลักฐาน

เสือ ดุสิต รับทำเกินเหตุ ยอมรับผิดแล้ว

ล่าสุด เสือ ดุสิต โพสต์ยอมรับว่า “ยอมรับผมทำเกินกว่าเหตุ ผมพยายามติดต่อผู้เสียหายเพื่อรับผิดชอบ ผมไปรับหมายเรียบร้อย ตำรวจนัด 9 มี.ค. เพราะความหึงหวงจนขาดสติ” ตำรวจรอผลแพทย์เพื่อแจ้งข้อหา หากไม่มาจะออกหมายจับ

ลูกสาวผู้เสียหายโพสต์คลิปวงจรปิดในเฟซบุ๊ก ขอความช่วยเหลือจากชาวโซเชียล “ขอความเป็นธรรมให้พ่อหนู หลักฐานแน่นหนา แต่ยังไม่มีดำเนินการ” สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์หนัก

เหตุการณ์ เสือ ดุสิต รับทำเกินเหตุนี้สะท้อนปัญหาความรุนแรงจากอารมณ์หึงหวงที่เกินกว่าเหตุ แม้ผู้ก่อเหตุจะดังในโซเชียล แต่กฎหมายต้องอยู่เหนือกว่า ครอบครัวผู้เสียหายแสดงความมุ่งมั่นดำเนินคดีถึงที่สุด ชาวเน็ตส่วนใหญ่เห็นด้วยว่าต้องให้ความยุติธรรม

ในมุมมองของเรา ความรุนแรงไม่ใช่คำตอบของปัญหาส่วนตัว รุมทำร้ายผู้ใหญ่กว่าถึงขั้นโคม่าเป็นเรื่องน่าตำหนิอย่างยิ่ง แนะนำให้ทุกคนควบคุมอารมณ์และใช้กฎหมายแก้ปัญหา หากคุณมีประสบการณ์คล้ายๆ กัน แชร์ในคอมเมนต์เพื่อเตือนใจกันและกัน ติดตามอัปเดตคดีได้ที่นี่

ที่มา – “เสือ ดุสิต” รับทำเกินเหตุ พาพวกรุมกระทืบชายวัย 55 จนโคม่า อ้างจับก้นแฟน

Scroll to top