นนทบุรี

เทศบาลนครปากเกร็ด ชวนร่วมประเพณีตักบาตรพระสงฆ์ทางเรือ 2568

เทศบาลนครปากเกร็ด ชวนร่วมประเพณีตักบาตรพระสงฆ์ทางเรือ 2568

เทศบาลนครปากเกร็ด ชวนร่วมประเพณีตักบาตรพระสงฆ์ทางเรือ 2568 เป็นกิจกรรมที่น่าประทับใจมากสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการทำบุญและวัฒนธรรมไทยโบราณ โดยจะจัดขึ้นในวันที่ 7 – 8 ตุลาคม 2568 ณ บริเวณท่าน้ำปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เพื่อสืบสานและอนุรักษ์ประเพณีของชาวไทยเชื้อสายรามัญหรือชาวมอญให้คงอยู่สืบไป

เทศบาลนครปากเกร็ด ชวนร่วมประเพณีตักบาตรพระสงฆ์ทางเรือ 2568

ในวันที่ 3 ตุลาคม 2568 นายวิชัย บรรดาศักดิ์ นายกเทศมนตรีนครปากเกร็ด พร้อมด้วยนางปริญดา เชาว์อรัญ รองปลัดเทศบาลนครปากเกร็ด และนายธนิต สุขทอง ตัวแทนภาคประชาชน ได้ร่วมกันแถลงข่าวเกี่ยวกับงานประเพณีนี้ โดยกำหนดการหลักคือการทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ทางเรือที่ท่าเทียบเรือต่างๆ เช่น ท่าเทียบเรือวัดบางจาก, ท่าเทียบเรือวัชรีวงศ์, ท่าเทียบเรือวัดตำหนักเหนือ, ท่าเทียบเรือวัดเกาะพญาเจ่ง, ท่าเทียบเรือวัดปรมัยยิกาวาส วรวิหาร และท่าเทียบเรือวัดสนามเหนือ นี่คือโอกาสดีๆ ที่ทุกคนสามารถมาร่วมทำบุญได้อย่างใกล้ชิดกับธรรมชาติและชุมชน

ภาพงานประเพณีตักบาตรพระสงฆ์ทางเรือ

นอกจากการตักบาตรแล้ว ยังมีกิจกรรมสนุกๆ อีกมากมาย เช่น การเปิดให้รับชมเรือรับบิณฑบาตที่ตกแต่งอย่างสวยงามจากชุมชนในอำเภอปากเกร็ด ขบวนแห่อัญเชิญพระพุทธรูปไม้แกะสลักปางเปิดโลก การแสดงนิทรรศการที่เล่าประวัติความเป็นมาของประเพณีตักบาตรพระสงฆ์ทางเรือ สาธิตการทำอาหารพื้นบ้าน การออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนและอาหารพื้นบ้าน รวมถึงการแสดงวัฒนธรรมไทยมอญ การรำสไบมอญ และการแสดงจากคณะลิเกชื่อดัง ทุกอย่างจัดขึ้นที่บริเวณท่าน้ำปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ทำให้บรรยากาศคึกคักและเต็มไปด้วยสีสัน

ประวัติและความสำคัญของประเพณีตักบาตรทางน้ำ

ประเพณีตักบาลพระสงฆ์ทางเรือ หรือที่รู้จักกันในชื่อการตักบาตรทางน้ำ เป็นพิธีกรรมสำคัญที่เกิดขึ้นในวันปวารณาออกพรรษา ตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ในสมัยโบราณ ชาวรามัญหรือชาวมอญเชื่อว่าวันนี้คือวันที่พระพุทธเจ้าทรงเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มาสู่โลกมนุษย์ จึงมีการตักบาตรที่ริมน้ำหน้าวัดสำคัญในชุมชน เรียกว่า “ตักบาตรพระร้อย” หรือ “ตักบาตรทางเรือ” โดยพระสงฆ์จากวัดต่างๆ จะมารับบิณฑบาตตั้งแต่เช้า ชาวบ้านเตรียมของใส่บาตรไว้ทั้งสองฝั่งแม่น้ำ เรือแต่ละลำตกแต่งงดงาม มีฝีพายร้องรำทำเพลงประกอบจังหวะพายเรือแบบมอญดั้งเดิม ทำให้พิธีนี้สนุกสนานและมีเอกลักษณ์ ปัจจุบันประเพณีนี้หาชมได้ยาก แต่เทศบาลนครปากเกร็ด ชวนร่วมประเพณีตักบาตรพระสงฆ์ทางเรือ 2568 เพื่อรักษาไว้

ภาพเรือรับบิณฑบาต

เทศบาลนครปากเกร็ดได้ประสานงานกับชุมชน หน่วยงาน และวัดต่างๆ ในอำเภอปากเกร็ด เพื่อให้งานนี้สำเร็จลุล่วง ในปีนี้มีเรือรับบิณฑบาตจำนวน 33 ลำ จากชุมชนต่างๆ เช่น วัดบางจาก, ศิษย์วัดบางจาก, สุวัฒน์ พินโทแก้ว, วัดสนามเหนือ, วัดไผ่ล้อม 1, วัดไผ่ล้อม 2, ชุมชนหมู่ 6, จิตอาสาปากเกร็ดร่วมใจ 3 หมู่ 3, ศิษย์ยานุศิษย์อดีตเจ้าอาวาสวัดปรมัยฯ, ชุมชนบ้านโอ่งอ่าง, ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5, วัดเสาธงทอง, ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4, รร.วัดปรมัยฯ, ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2, ขุนศึกวัดโพธิ์บ้านอ้อย, หมู่ 1 เกาะเกร็ด, ชุมชนเกาะเกร็ด หมู่ 1 (วัดฉิมพลี), หมู่ 1 เกาะเกร็ด by สุรศักดิ์, ชมรมพ่อบ้านแม่บ้าน, กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีเทศบาลนครปากเกร็ด, วัดศาลากุล, วัดสลักเหนือ, วัดปรมัยยิกาวาส, ปากเกร็ดร่วมใจ 5, สภาวัฒนธรรมอำเภอปากเกร็ด, กำนันเกาะ หมู่ 3, ชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน (บางตะไนย์), วัดเตย, สมาคมไทย-รามัญ, อบต.เกาะเกร็ด, วัดฉิมพลี และวัดกลางเกร็ด

  • การตักบาตรทางเรือ: สร้างความศรัทธาและสืบสานวัฒนธรรม
  • กิจกรรมเสริม: แสดงวัฒนธรรมไทยมอญ รำสไบมอญ และลิเก
  • สถานที่: ท่าน้ำปากเกร็ด สะดวกสำหรับคนนนทบุรีและใกล้เคียง

ประเพณีนี้ไม่เพียงช่วยอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม แต่ยังส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน ทำให้ชาวปากเกร็ดและผู้มาเยือนได้สัมผัสกับความงดงามของไทยมอญแท้ๆ หากคุณกำลังมองหาโอกาสทำบุญที่แตกต่าง อย่าพลาดเทศบาลนครปากเกร็ด ชวนร่วมประเพณีตักบาตรพระสงฆ์ทางเรือ 2568 นี้ มาร่วมกันสร้างความทรงจำดีๆ และช่วยรักษาประเพณีให้คงอยู่ตลอดไป

ที่มา – เทศบาลนครปากเกร็ด ชวนร่วมประเพณีตักบาตรพระสงฆ์ทางเรือ 2568

ฤทธิ์พายุฝนถล่มปากเกร็ด หลังคาปลิวไกล 30 เมตร

ฤทธิ์พายุฝนถล่มปากเกร็ด หลังคาปลิวไกล 30 เมตร

ในช่วงเช้ามืดของวันที่ตุลาคม 2568 พื้นที่อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ได้รับผลกระทบจากพายุฝนฟ้าคะนองที่รุนแรงอย่างไม่คาดคิด ส่งผลให้เกิดความเสียหายหลายแห่ง โดยเฉพาะเหตุการณ์ ฤทธิ์พายุฝนถล่มปากเกร็ด หอบโครงสร้างหลังคาคาร์แคร์ในปั๊มน้ำมันปลิวไกลราว 30 เมตร ซึ่งกลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวบ้านในย่านเมืองทองธานี

ภาพเหตุการณ์พายุถล่มปากเกร็ด

ฤทธิ์พายุฝนถล่มปากเกร็ด หอบโครงสร้างหลังคาคาร์แคร์ในปั๊มน้ำมันปลิวไกลราว 30 เมตร

พายุฝนที่พัดกระหน่ำนานเกือบ 1 ชั่วโมง ได้สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อโครงสร้างต่างๆ ในพื้นที่ โดยเฉพาะที่ปั๊มน้ำมันบางจาก เลขที่ 50/1192 หมู่ 9 ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเมืองทองธานี โครงสร้างหลังคาของคาร์แคร์ขนาดใหญ่ประมาณ 5×10 เมตร ถูกแรงลมพัดหอบปลิวไปไกลถึง 30 เมตร ข้ามหลังคาตู้จ่ายน้ำมันไปกองรวมกับอาคารพาณิชย์ที่เป็นร้านกาแฟด้านตรงข้าม

ผู้สื่อข่าวที่ลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่า แรงกระแทกจากโครงสร้างเหล็กที่ปลิวมาทำให้ผนังอาคารร้านกาแฟบุบสลาย และหลังคาบางส่วนของตู้จ่ายน้ำมันในปั๊มก็เสียหายเช่นกัน โชคดีที่เหตุการณ์ ฤทธิ์พายุฝนถล่มปากเกร็ด หอบโครงสร้างหลังคาคาร์แคร์ในปั๊มน้ำมันปลิวไกลราว 30 เมตร นี้ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ทางปั๊มน้ำมันต้องปิดให้บริการชั่วคราว โดยมีทีมช่างและรถเครนเข้ามาจัดการเคลื่อนย้ายซากโครงสร้างออกจากพื้นที่ทันที

ภาพโครงสร้างหลังคาที่ปลิว
ภาพความเสียหายจากพายุ

สาเหตุและผลกระทบของพายุฝนถล่มในปากเกร็ด

สาเหตุหลักของเหตุการณ์นี้มาจากพายุฤดูฝนที่แรงลมสูงเกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นลักษณะของพายุโทรปิคอลที่พบบ่อยในประเทศไทยช่วงปลายฝนต้นหนาว ผลกระทบไม่เพียงแต่ทำให้ปั๊มน้ำมันหยุดชะงัก แต่ยังส่งผลต่อการจราจรในย่านเมืองทองธานีที่พลุกพล่าน ชาวบ้านหลายรายเล่าว่าฝนตกหนักและลมแรงจนมองไม่เห็นถนน สร้างความหวาดกลัวให้กับผู้ที่ต้องเดินทางแต่เช้ามืน

นอกจากนี้ ฤทธิ์พายุฝนถล่มปากเกร็ด หอบโครงสร้างหลังคาคาร์แคร์ในปั๊มน้ำมันปลิวไกลราว 30 เมตร ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความเปราะบางของโครงสร้างอาคารในพื้นที่ชานเมืองกรุงเทพฯ ที่มักเผชิญพายุบ่อยครั้ง

เคล็ดลับป้องกันอันตรายจากพายุฝน

เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่อย่างอำเภอปากเกร็ดเตรียมตัวรับมือกับพายุในอนาคต เราได้รวบรวมเคล็ดลับสำคัญดังนี้:

  • ตรวจสอบโครงสร้างบ้านและอาคาร: ดูแลหลังคาและส่วนที่ยื่นออกมาทุก 6 เดือน เพื่อป้องกันการปลิวจากลมแรง
  • ติดตามพยากรณ์อากาศ: ใช้แอปพลิเคชันจากกรมอุตุนิยมวิทยาเพื่อรับแจ้งเตือนพายุล่วงหน้า
  • เตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉิน: เก็บไฟฉาย วิทยุ และเสบียงอาหารในที่ปลอดภัย
  • หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง: หากฝนตกหนัก อย่าอยู่ใกล้ป้ายโฆษณาหรือโครงสร้างหลวม

การเตรียมพร้อมเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์แบบ ฤทธิ์พายุฝนถล่มปากเกร็ด หอบโครงสร้างหลังคาคาร์แคร์ในปั๊มน้ำมันปลิวไกลราว 30 เมตร ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เหตุการณ์พายุครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงพลังของธรรมชาติที่เราไม่สามารถควบคุมได้ แต่ด้วยการวางแผนและความระมัดระวัง เราสามารถปกป้องชีวิตและทรัพย์สินได้ หากคุณอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ลองแบ่งปันประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารพายุฝนเพื่อความปลอดภัย

ที่มา – ฤทธิ์พายุฝนถล่มปากเกร็ด หอบโครงสร้างหลังคาคาร์แคร์ในปั๊มน้ำมันปลิวไกลราว 30 เมตร

ตรวจสอบโครงกระดูกมนุษย์บนตึกร้างแจ้งวัฒนะ

เหตุการณ์ที่สร้างความฮือฮาในย่านแจ้งวัฒนะ จังหวัดนนทบุรี เมื่อไม่นานมานี้ คือการค้นพบ โครงกระดูกมนุษย์ บนตึกร้าง ย่านแจ้งวัฒนะ ซึ่งกลายเป็นข่าวใหญ่ที่ทุกคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะหลังจากที่เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบและยืนยันตัวตนของผู้เสียชีวิตได้แล้ว

โครงกระดูกมนุษย์ บนตึกร้าง ย่านแจ้งวัฒนะ

เรื่องราวเริ่มต้นจากกรณีที่ชายหนุ่มรายหนึ่งทำโทรศัพท์มือถือหาย แต่สุดท้ายก็ได้คืนมา อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาเปิดดูภาพในเครื่อง กลับพบภาพถ่ายของโครงกระดูกมนุษย์ที่ดูน่าขนลุก ทำให้เกิดความตกใจและแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที จากนั้นทีมตำรวจชุดสืบสวน สภ.ปากเกร็ด ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่ตึกร้างในซอยแจ้งวัฒนะ-ปากเกร็ด ทันที

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า โครงกระดูกมนุษย์ บนตึกร้าง ย่านแจ้งวัฒนะ นี้เป็นของชายวัย 55 ปี ชื่อนายหล้า คำอินบุตร ชาวอำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง ร่างกายแห้งกรังและกระดูกผุพัง สวมเสื้อผ้าที่เปื่อยยุ่ย คาดว่าอยู่ในสภาพนี้มานานกว่า 3-4 เดือน โดยพบกระเป๋าสะพายและกระเป๋าสตางค์ที่มีบัตรประชาชนของผู้เสียชีวิต ทำให้สามารถระบุตัวตนได้อย่างรวดเร็ว

เส้นทางชีวิตของผู้เสียชีวิต

ญาติของนายหล้าเล่าว่า ผู้เสียชีวิตออกจากบ้านที่จังหวัดเชียงใหม่เมื่อหลายปีก่อน โดยบอกว่าจะมาทำงานในกรุงเทพฯ แต่หลังจากนั้นก็ขาดการติดต่อไปนานกว่า 1 ปี พี่ชายของเขายืนยันว่าผู้เสียชีวิตเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ไป ทำให้ไม่สามารถติดต่อกันได้ หลังจากทราบข่าวการค้นพบร่าง เขาจะเข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับเจ้าหน้าที่ต่อไป

ส่วนชายที่ถ่ายภาพโครงกระดูกคือนายศรายุทธ วงษ์เจริญ หรือบาส อายุ 30 ปี เขาเล่าว่าในวันนั้นเขาเก็บโทรศัพท์ที่ทำตกไว้ได้ และเนื่องจากเคยเข้าไปในตึกร้างแห่งนี้มาก่อน จึงตัดสินใจเดินเล่นและถ่ายรูปเซลฟี่ แต่บังเอิญขึ้นไปชั้น 3 แล้วเจอโครงกระดูก ทำให้ตกใจและถ่ายภาพไว้ นายบาสเคยถูกจับคดีลักทรัพย์มาก่อน และมักเข้าไปในตึกร้างเพื่อนอนพักหรือเก็บของเก่า แต่ไม่เคยขึ้นชั้นบนมาก่อน

หลังจากคืนโทรศัพท์ให้เจ้าของแล้ว ตำรวจก็ตามมาสอบสวนที่บ้านของเขา นายบาสยอมรับว่าตกใจมากเพราะไม่เคยเห็นศพมาก่อน และภาพยังติดตาจนกินข้าวไม่ลง เขาเข้าไปในตึกเฉพาะตอนกลางคืนเท่านั้น แต่คราวนี้เป็นตอนกลางวันที่ทำให้เจอเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

เจ้าหน้าที่จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์และอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู ได้นำร่างส่งชันสูตรเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง ซึ่งเบื้องต้นยังไม่ทราบแน่ชัด แต่คาดว่าอาจเกิดจากอุบัติเหตุหรือสุขภาพ

  • การค้นพบโครงกระดูกในตึกร้างแสดงให้เห็นถึงปัญหาคนหายตัวไปในเมืองใหญ่
  • ตึกร้างในย่านแจ้งวัฒนะอาจเป็นจุดอันตรายที่ต้องเฝ้าระวัง
  • การแจ้งเบาะแสอย่างรวดเร็วช่วยให้ระบุตัวตนได้ทันเวลา

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้สังคมตระหนักถึงความปลอดภัยในพื้นที่ร้าง และความสำคัญของการติดต่อญาติผู้ใหญ่ที่หายไปนาน หากคุณมีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ โครงกระดูกมนุษย์ บนตึกร้าง ย่านแจ้งวัฒนะ หรือเคยพบเห็นอะไรผิดปกติในพื้นที่ใกล้เคียง กรุณาแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อช่วยเหลือการสืบสวน

ในมุมมองของผม เหตุการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่ากรุงเทพฯ และปริมณฑลยังมีมุมมืดที่ซ่อนเร้น ผู้คนจำนวนมากอาจเผชิญชะตากรรมคล้ายกันโดยไม่มีใครรู้ หากเราร่วมมือกันรายงานข้อสงสัย จะช่วยลดโอกาสเกิดเหตุซ้ำรอยได้

ที่มา – ตรวจสอบแล้ว “โครงกระดูกมนุษย์” บนตึกร้าง ย่านแจ้งวัฒนะ พบเป็นชายวัย 55 ปี

หนุ่มช็อกหนัก มือถือหายได้คืนเจอภาพโครงกระดูก

ในยุคที่โทรศัพท์มือถือกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การทำมือถือหายถือเป็นเรื่องน่าหนักใจ แต่สำหรับชายคนหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี กลับกลายเป็นเหตุการณ์ช็อกหนักยิ่งกว่าเดิม เมื่อได้มือถือคืนแต่กลับพบภาพโครงกระดูกมนุษย์ที่ทำให้ต้องรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ เรื่องราวนี้กลายเป็นกระแสในโลกออนไลน์ทันที

หนุ่มช็อกหนัก ทำมือถือหายแล้วได้คืน แต่เปิดเจอภาพ “โครงกระดูก” ยังไม่รู้เป็นศพใคร

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อเช้ามืดของวันหนึ่ง ชายหนุ่มรายนี้ทำโทรศัพท์มือถือหายบริเวณทางเข้าซอยแจ้งวัฒนะ 14 จังหวัดนนทบุรี หลังจากนั้นไม่นาน เขาสามารถติดต่อผู้ที่เก็บโทรศัพท์ได้และขับรถไปรับคืนที่หน้าร้านเซเว่นอีเลฟเว่นหน้าซิตี้รีสอร์ต ผู้เก็บโทรศัพท์เป็นชายที่ดูเหมือนมีสติไม่ปกติ แต่ก็คืนโทรศัพท์ให้โดยไม่มีปัญหา

เมื่อกลับถึงบ้านและเปิดดูโทรศัพท์ หนุ่มรายนี้ต้องช็อกหนักเมื่อพบภาพถ่ายโครงกระดูกมนุษย์นอนอยู่บนที่นอนเก่าๆ ในตึกร้างแห่งหนึ่ง ภาพดังกล่าวถูกถ่ายโดยผู้ที่เก็บโทรศัพท์ไป ราวกับว่าเขาลากโทรศัพท์ไปถ่ายสถานที่นั้นโดยบังเอิญหรือตั้งใจ หนุ่มเจ้าของโทรศัพท์รีบโพสต์ภาพลงเฟซบุ๊กของตนเองในชื่อ Kung Nattapon Kff พร้อมข้อความเล่าเรื่องราวทั้งหมดและขอให้ผู้ที่พบเห็นช่วยประสานงานกับตำรวจหรือหน่วยกู้ภัย เพื่อตรวจสอบตึกร้างตามพิกัดที่ปรากฏในภาพ เผื่อเจ้าของโครงกระดูกนั้นอยาก ‘กลับบ้าน’

โพสต์ดังกล่าวแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในโลกออนไลน์ ผู้คนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็น บางคนแสดงความเห็นใจ บางคนสงสัยในตัวผู้เก็บโทรศัพท์ และหลายคนเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบเพื่อหาความจริง เรื่องนี้ไม่เพียงสร้างความตื่นตระหนก แต่ยังจุดประกายให้ผู้คนตระหนักถึงปัญหาคนเร่ร่อนและอาคารร้างในเมืองที่อาจซ่อนอันตรายไว้

การตรวจสอบของเจ้าหน้าที่หลังพบโครงกระดูก

ล่าสุด เมื่อเวลา 17.30 น. ของวันที่ 30 กันยายน 2568 ร้อยตำรวจเอกอิศราวุฒิ นาคยา รองผู้บังคับการสอบสวน สถานีตำรวจภูธรปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ได้รับแจ้งเหตุพบโครงกระดูกมนุษย์บนอาคารร้างในซอยแจ้งวัฒนะ-ปากเกร็ด 43/1 ใกล้โชว์รูมรถยนต์บนถนนแจ้งวัฒนะ ตำบลคลองเกลือ เจ้าหน้าที่จึงรีบรุดไปตรวจสอบพร้อมแพทย์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่กู้ภัยจากมูลนิธิร่วมกตัญญู

จากการตรวจสอบ พบอาคารร้างสูง 4 ชั้นที่ถูกทิ้งไว้โดยไม่ดูแล บนชั้น 4 มีโครงกระดูกนอนหงายอยู่บนเสื่อเก่าๆ ในสภาพเหลือแต่กระดูก คาดว่าผู้เสียชีวิตมานานราว 3-4 เดือนแล้ว ไม่พบเอกสารหรือหลักฐานใดๆ ที่บ่งบอกตัวตนของผู้ตาย เจ้าหน้าที่คาดเดาว่าน่าจะเป็นคนเร่ร่อนที่มาพักอาศัยในอาคารนี้ และเสียชีวิตจากอาการป่วยหรือเหตุผลอื่นๆ

แม้ยังไม่ทราบสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัด แต่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนเพิ่มเติม รวมถึงตรวจสอบกล้องวงจรปิดรอบบริเวณและสอบถามพยานเพื่อหาว่าโครงกระดูกนี้เป็นของใคร เรื่องนี้ทำให้เกิดคำถามถึงการดูแลอาคารร้างในพื้นที่ชานเมืองที่อาจกลายเป็นที่หลบภัยของคนไร้บ้าน และเสี่ยงต่อเหตุการณ์เช่นนี้

  • อาคารร้างในนนทบุรี: ปัญหาที่ถูกละเลยมานาน
  • คนเร่ร่อนในเมือง: ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่
  • บทเรียนจากโทรศัพท์มือถือ: เทคโนโลยีที่นำไปสู่การค้นพบ

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงเป็นเรื่องเศร้า แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างในสังคมที่เราต้องช่วยกันแก้ไข หากคุณอาศัยในพื้นที่ใกล้เคียงหรือมีข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อช่วยเหลือในการสืบสวน เรื่องแบบนี้อาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้ และการตื่นตัวของเราจะช่วยป้องกันในอนาคต

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ หนุ่มช็อกหนัก ทำมือถือหายแล้วได้คืน แต่เปิดเจอภาพ “โครงกระดูก” ยังไม่รู้เป็นศพใคร นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าชีวิตในเมืองใหญ่มีด้านมืดที่เราอาจไม่รู้จัก ลองคิดดูสิ ถ้าเราเป็นเจ้าของโครงกระดูกนั้น หรือถ้าเราเก็บโทรศัพท์เจอภาพแบบนี้ เราจะทำอย่างไร? มันทำให้เราต้องใส่ใจสังคมมากขึ้น

ที่มา – หนุ่มช็อกหนัก ทำมือถือหายแล้วได้คืน แต่เปิดเจอภาพ “โครงกระดูก” ยังไม่รู้เป็นศพใคร

สืบภาค 1 บุกจับเว็บพนัน UFA-D รวบ สท.ลพบุรี

สืบภาค 1 บุกจับเว็บพนัน UFA-D รวบ สท.ลพบุรี ขณะขับรถมาเยี่ยม 3 ผู้ต้องหาที่โรงพัก

ในเหตุการณ์ที่สร้างความฮือฮาในแวดวงข่าวอาชญากรรม ตำรวจสืบสวนภาค 1 ได้นำกำลังบุกตรวจค้นเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ชื่อดังอย่าง UFA-D ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี ส่งผลให้มีการจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด 4 ราย โดยหนึ่งในนั้นคือสมาชิกสภาเทศบาล (สท.) จากลพบุรีที่ถูกจับได้คาหนังคาเขาขณะขับรถเข้ามาเยี่ยมผู้ต้องหาคนอื่นๆ ที่โรงพัก การจับกุมครั้งนี้ไม่เพียงแต่แสดงถึงความเด็ดขาดของเจ้าหน้าที่ แต่ยังเผยให้เห็นถึงเครือข่ายการพนันที่ซ่อนตัวอยู่ในชุมชนท้องถิ่น

สืบภาค 1 บุกจับเว็บพนัน UFA-D รวบ สท.ลพบุรี ขณะขับรถมาเยี่ยม 3 ผู้ต้องหาที่โรงพัก

การปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 06.30 น. ของวันที่ 26 กันยายน 2567 โดยมี พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 1 (ผบก.สส.ภ.1) เป็นผู้นำทีม ร่วมกับ พล.ต.ต.อภิรักษ์ เวชกาญจนา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดลพบุรี (ผบก.ภ.จ.ลพบุรี) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอีกหลายนาย พวกเขาบุกเข้าตรวจค้นจุดต่างๆ ในพื้นที่ลพบุรีและใกล้เคียง เพื่อกวาดล้างเครือข่ายพนันออนไลน์ที่ผิดกฎหมาย

จุดแรกของการตรวจค้นอยู่ที่ห้องพักในโรงแรมแห่งหนึ่ง หมู่ 8 ตำบลป่าตาล อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ที่นั่น เจ้าหน้าที่จับกุมตัว นายณัฐวุฒิ นาคสกุล อายุ 27 ปี ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดลพบุรีที่ 220/2567 ตามด้วยจุดที่สองที่บ้านพักในหมู่ 2 ตำบลกกโก อำเภอเมืองลพบุรี จับกุม นายณภดล อ่อนบุรี อายุ 27 ปี ตามหมายจับที่ 223/2567 และจุดที่สามที่บ้านในหมู่ 4 ตำบลบ้านโปร่ง อำเภอหนองโดน จังหวัดสระบุรี จับกุม นายศักดิ์ชาย กัณหวรรณ อายุ 27 ปี ตามหมายจับที่ 222/2567

รายละเอียดข้อกล่าวหาและของกลางจากการจับกุม

ผู้ต้องหาทั้งสามรายนี้ถูกกล่าวหาในข้อหาหลักคือ ร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น บาคาร่าและสล็อตแมชชีน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานฟอกเงิน นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังตรวจยึดของกลางสำคัญหลายรายการจากจุดตรวจค้นทั้งสามจุดและจุดอื่นๆ อีก รวม 6 รายการ จำนวน 38 ชิ้น โดยมีอาวุธปืนพกสั้นขนาด .45 จำนวน 1 กระบอก พร้อมกระสุน 21 นัด โทรศัพท์มือถือ 8 เครื่อง สมุดบัญชีธนาคาร 2 เล่ม ซิมการ์ด 2 ซิม และคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 2 เครื่อง

ของกลางเหล่านี้เป็นหลักฐานสำคัญที่เชื่อมโยงกับการดำเนินกิจกรรมพนันออนไลน์ของเครือข่าย UFA-D ซึ่งมีเงินหมุนเวียนในบัญชีธนาคารราว 1-2 ล้านบาทต่อเดือน แสดงให้เห็นถึงขนาดของธุรกิจผิดกฎหมายนี้ที่สร้างความเสียหายให้กับสังคมอย่างมหาศาล

ต่อมาในช่วงบ่าย เวลา 16.00 น. เกิดเหตุการณ์พลิกผันที่น่าติดตาม เมื่อ นายศุภวัฒ มานะกิจภิญโญ อายุ 43 ปี ชาวตำบลท่าศาลา อำเภอเมืองลพบุรี ซึ่งมีตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลท่าศาลา (สท.) ขับรถยนต์เข้ามาที่สถานีตำรวจภูธรเมืองลพบุรี เพื่อเยี่ยมผู้ต้องหาทั้งสามรายที่ถูกจับกุมก่อนหน้า ทันทีที่เจ้าหน้าที่เห็นตัวเขา ก็แสดงหมายจับศาลจังหวัดลพบุรีที่ 225/2567 ทันที โดยข้อกล่าวหาของนายศุภวัฒนั้นคล้ายคลึงกัน คือ ร่วมกันจัดให้มีการเล่นพนันออนไลน์ ร่วมฟอกเงิน และสมคบฟอกเงิน

นายศุภวัฒให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่ยอมรับว่าตนเองคือบุคคลตามหมายจับจริง การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาที่โรงพัก สร้างความตกตะลึงให้กับผู้เห็นเหตุการณ์

พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ เปิดเผยว่า การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่สั่งการให้กวาดล้างอาชญากรรมทางออนไลน์และการพนันทุกประเภท โดยได้รับการสนับสนุนจาก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้บังคับบัญชาระดับสูงอีกหลายท่าน ตำรวจสืบสวนภาค 1 ได้สืบสวนติดตามเครือข่ายนี้มานาน รวบรวมพยานหลักฐานจนออกหมายจับได้ครบถ้วน หลังจากนี้ ผู้ต้องหาทั้งหมดจะถูกนำตัวส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองลพบุรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

การจับกุมสืบภาค 1 บุกจับเว็บพนัน UFA-D รวบ สท.ลพบุรี ขณะขับรถมาเยี่ยม 3 ผู้ต้องหาที่โรงพัก ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นชัยชนะของเจ้าหน้าที่เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้กับนักการเมืองและบุคคลสาธารณะที่อาจหลงคิดว่าตนเองอยู่เหนือกฎหมาย การพนันออนไลน์กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่กัดกินสังคมไทย หากไม่มีการปราบปรามอย่างเข้มข้น ผลกระทบจะยิ่งรุนแรงมากขึ้น

สำหรับผู้อ่านที่สนใจเรื่องราวอาชญากรรมและการปราบปรามพนันออนไลน์ สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อสร้างความตระหนักรู้และป้องกันตนเองจากภัยเหล่านี้ หากคุณมีประสบการณ์หรือเห็นเบาะแส สามารถแจ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่ได้ทันที เพื่อช่วยกันสร้างสังคมที่ปลอดภัย

ที่มา – สืบภาค 1 บุกจับเว็บพนัน UFA-D รวบ สท.ลพบุรี ขณะขับรถมาเยี่ยม 3 ผู้ต้องหาที่โรงพัก

ระทึก! รถเมล์เสียหลักชนสำนักงานที่นนทบุรี

เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญที่จังหวัดนนทบุรี เมื่อ “รถเมล์ปรับอากาศ” เสียหลักพุ่งชนสำนักงานด้านหน้าอู่รถโดยสารประจำทาง ส่งผลให้เสาอาคารได้รับความเสียหายอย่างหนัก ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังรอผู้เชี่ยวชาญจากวิศวกรรมสถานเข้าตรวจสอบโครงสร้างอาคารอย่างละเอียด เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อการทรุดตัวที่อาจเกิดขึ้น

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 15:50 น. พ.ต.อ.พฤฒ จำรูญศาสน์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ได้รับแจ้งเหตุรถโดยสารประจำทางปรับอากาศ เสียหลักพุ่งชนอาคารสำนักงาน ได้รับความเสียหาย บริเวณหน้าอู่รถประจำทาง เขตเดินรถที่ 7 ถนนบางกรวย-ไทรน้อย ฝั่งตะวันตก มุ่งหน้าอำเภอไทรน้อย ตำบลบางบัวทอง อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี หลังรับแจ้งเหตุ จึงรีบเดินทางไปยังที่เกิดเหตุเพื่อตรวจสอบสถานการณ์

ในที่เกิดเหตุ พบรถโดยสารประจำทางปรับอากาศ สาย 516 หมายเลขทะเบียน 12-2550 กรุงเทพมหานคร ได้ชนทะลุรั้วกำแพงของอู่รถ พุ่งเข้าไปชนกับเสาปูนของอาคารสำนักงานอย่างจัง จนทำให้เสาอาคารได้รับความเสียหาย และรถโดยสารอยู่ในสภาพค้ำยันกับตัวอาคาร นอกจากนี้ ยังมีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย คือ นางสาวกัณหา วันแต่ง อายุ 56 ปี ซึ่งเป็นคนขับรถเมล์คันดังกล่าว ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ มีอาการมึนงง และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษาต่อไป นอกจากนี้ยังพบว่ามีรถจักรยานยนต์จำนวน 2 คัน ซึ่งจอดอยู่ด้านหลังอาคารสำนักงาน ถูกชนได้รับความเสียหายไปด้วย

นายสมหมาย ชูเลิศ หัวหน้ากอง 1 เขต 7 เปิดเผยว่า ในเบื้องต้นยังไม่สามารถระบุสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุได้ ต้องรอสอบถามรายละเอียดจากคนขับรถอีกครั้ง หลังจากที่ได้รับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลแล้ว แต่เบื้องต้นจากการตรวจสอบ ไม่พบอาการบาดเจ็บสาหัสตามร่างกาย มีเพียงอาการมึนศีรษะ ซึ่งจะต้องทำการสแกนสมองเพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดอีกครั้ง

จากการสอบถามคนขับรถประจำทางในเบื้องต้น ก่อนที่จะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ทราบว่า ขณะที่รถโดยสารประจำทางปรับอากาศคันดังกล่าว กำลังขับออกจากอู่รถเมล์ เพื่อที่จะเลี้ยวซ้ายกลับรถเข้าสู่ถนนบางกรวย-ไทรน้อย ฝั่งตะวันตก คนขับแจ้งว่า พวงมาลัยของรถไม่สามารถหมุนกลับคืนได้ ทำให้ตกใจและเหยียบคันเร่งแทนที่จะเหยียบเบรก ทำให้รถพุ่งชนรั้วกำแพง และอาคารสำนักงาน จนได้รับความเสียหายทั้งตัวรถและอาคาร

รถเมล์เสียหลักชนสำนักงาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากเหตุการณ์ รถเมล์เสียหลักชนสำนักงาน ดังกล่าว ทำให้ยังไม่สามารถเคลื่อนย้ายรถโดยสารประจำทางปรับอากาศคันที่เกิดเหตุได้ เนื่องจากส่วนท้ายของรถยังยื่นออกมาบนถนนบางกรวย-ไทรน้อย และส่วนหัวของรถยังติดอยู่กับเสาอาคารสำนักงานที่ได้รับความเสียหาย ผู้อำนวยการอู่รถมีความกังวลว่า หากเร่งรีบเคลื่อนย้ายรถออก อาจทำให้เสาอาคารที่ถูกชนเกิดการรับน้ำหนักไม่ไหว และทรุดตัวพังลงมา

ดังนั้น จึงต้องรอให้ทางวิศวกรรมสถานเข้ามาตรวจสอบโครงสร้างอาคารสำนักงานอย่างละเอียดเสียก่อน จึงจะสามารถดำเนินการเคลื่อนย้ายรถออกได้ ซึ่งส่งผลให้การจราจรบนถนนบางกรวย-ไทรน้อย มุ่งหน้าอำเภอไทรน้อย เกิดการจราจรติดขัดสะสมเป็นทางยาว เนื่องจากเสียช่องจราจรทางด้านซ้ายไป 1 ช่องทาง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องนำแผงไฟจราจรมากั้น เพื่อให้สัญญาณเตือน และอำนวยความสะดวกด้านการจราจรบนถนนแทน

ผลกระทบจากเหตุการณ์ รถเมล์เสียหลักชนสำนักงาน

  • อาคารสำนักงานได้รับความเสียหาย
  • รถจักรยานยนต์ 2 คันเสียหาย
  • คนขับรถเมล์เสียหลักชนสำนักงาน ได้รับบาดเจ็บ
  • การจราจรติดขัด

เหตุการณ์ รถเมล์เสียหลักชนสำนักงาน ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการบำรุงรักษารถโดยสารประจำทางอย่างสม่ำเสมอ และการฝึกอบรมพนักงานขับรถให้มีความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – เหตุระทึกที่นนทบุรี “รถเมล์” เสียหลักทะลุกำแพง พุ่งชนเสาอาคารสำนักงานหน้าอู่รถ

ตร.รวบหนุ่มขนยาบ้า 2 ล้านเม็ดคว้ามีดแทง

ตำรวจสนธิกำลังบุกรวบหนุ่มขนยาบ้ากว่า 2 ล้านเม็ด คว้ามีดทำร้ายตัวเองหนีผิด! เกิดเหตุระทึกขวัญเมื่อตำรวจเข้าจับกุมหนุ่มขับรถกระบะขนยาบ้าจำนวนมหาศาลกว่า 2 ล้านเม็ดภายในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี ผู้ต้องหาตกใจเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามหลบหนีขึ้นรถและคว้ามีดพกแทงตัวเองอาการสาหัส ก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 21.00 น. ของวันที่ 29 สิงหาคม 2568 พ.ต.อ.วุฒิชัย สุคนธวิท ผกก.สภ.ชัยพฤกษ์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ได้รับการประสานงานจาก พ.ต.อ.มงคล ออมทรัพย์ ผกก.3 กองบังคับการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด (บก.สกส.) บช.ปส. เพื่อขอความร่วมมือในการปิดล้อมตรวจค้นรถต้องสงสัยที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการขนส่งยาเสพติดภายในปั๊มน้ำมันริมถนนทางหลวงหมายเลข 9 ต.คลองข่อย จึงได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนและสายตรวจ สนธิกำลังกับตำรวจ ปส. เข้าทำการปิดล้อมและตรวจค้นอย่างละเอียด

เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึง พบรถกระบะยี่ห้ออีซูซุ สีบรอนซ์ หมายเลขทะเบียนเชียงใหม่ จอดเติมน้ำมันอยู่ในปั๊มน้ำมันดังกล่าว โดยมีนายอภิชาติ ภัควุฒินันท์ อายุ 34 ปี ชาวจังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้ขับขี่ยืนอยู่ข้างรถ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าจับกุม แต่นายอภิชาติ เมื่อเห็นตำรวจได้รีบวิ่งเข้าไปในรถและใช้มีดพกแทงที่หน้าท้องของตนเองจนได้รับบาดเจ็บสาหัส เจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญูจึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลปากเกร็ด 2 อย่างเร่งด่วน

จากการตรวจค้นภายในรถกระบะ พบยาบ้าจำนวนมากบรรจุอยู่ในกระสอบถึง 19 กระสอบ รวมทั้งสิ้น 2,092,000 เม็ด วางเรียงซ้อนกันอยู่ภายในรถ โดยมีตะกร้าผลไม้เปล่าวางทับอยู่ด้านบนเพื่อหวังจะปกปิดและอำพรางสายตาของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

พ.ต.อ.มงคล เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากสายข่าวว่ารถเป้าหมายคันนี้จะทำการขนส่งยาเสพติดจากทางภาคเหนือเพื่อลำเลียงเข้าสู่พื้นที่ชั้นในของประเทศ เมื่อรถคันดังกล่าวขับผ่านด่านตรวจพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ เจ้าหน้าที่จึงได้สะกดรอยตามมาจนกระทั่งพบว่ารถเป้าหมายได้ขับมาตามถนนสายเอเชียมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพมหานคร และได้เลี้ยวเข้าไปเติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมันในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี จึงได้ประสานงานกับตำรวจ สภ.ชัยพฤกษ์ เพื่อขอความร่วมมือในการเข้าตรวจค้นและจับกุม ก่อนที่นายอภิชาติจะตัดสินใจทำร้ายตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงความผิด อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ทราบแน่ชัดว่ายาบ้าจำนวนดังกล่าวมีปลายทางอยู่ที่ใด ทางตำรวจ ปส. กำลังเร่งสืบสวนขยายผลเพื่อติดตามจับกุมผู้ร่วมขบวนการที่เหลือต่อไป

ล่าสุด มีรายงานข่าวว่า นายอภิชาติ ผู้ต้องหาที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุการณ์ดังกล่าว ได้เสียชีวิตลงแล้วในวันนี้ (30 ส.ค.)

ตร.รวบหนุ่มขนยาบ้า 2 ล้านเม็ดคว้ามีดแทง

คดีหนุ่มขนยาบ้า 2 ล้านเม็ดคว้ามีดแทง: อุทาหรณ์ยาเสพติด

คดีนี้เป็นอีกหนึ่งอุทาหรณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาอย่างหนักของยาเสพติดในสังคมไทย การที่หนุ่มคนหนึ่งยอมที่จะทำร้ายตัวเองสาหัสถึงขั้นเสียชีวิตเพื่อที่จะหลีกหนีความผิดจากการขนยาบ้าจำนวนมหาศาล แสดงให้เห็นว่าขบวนการค้ายาเสพติดนั้นมีความรุนแรงและน่ากลัวเพียงใด

การบุกรวบหนุ่มตร.รวบหนุ่มขนยาบ้า 2 ล้านเม็ดคว้ามีดแทงครั้งนี้ เป็นผลมาจากความร่วมมือของตำรวจหลายหน่วยงานที่ทำงานกันอย่างเข้มแข็งในการสกัดกั้นการแพร่ระบาดของยาเสพติด อย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามสำคัญอีกมากมายที่ต้องหาคำตอบ เช่น ยาบ้าเหล่านี้มีที่มาจากไหน ใครเป็นผู้สั่งการ และเครือข่ายยาเสพติดนี้มีใครเกี่ยวข้องบ้าง

การแก้ไขปัญหายาเสพติดนั้น ไม่สามารถทำได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อป้องกันไม่ให้ยาเสพติดเข้ามาทำลายชีวิตและอนาคตของเยาวชนไทย

การจับกุมหนุ่มตร.รวบหนุ่มขนยาบ้า 2 ล้านเม็ดคว้ามีดแทง อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการทลายเครือข่ายยาเสพติดขนาดใหญ่ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสังคม เพื่อป้องกันไม่ให้คนรุ่นใหม่ตกเป็นเหยื่อของยาเสพติด และทำให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่สำหรับทุกคน

เรื่องราวของหนุ่มตร.รวบหนุ่มขนยาบ้า 2 ล้านเม็ดคว้ามีดแทงนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสิ้นหวัง และผลกระทบอันร้ายแรงของยาเสพติดที่สามารถผลักดันให้คนคนหนึ่งตัดสินใจทำในสิ่งที่เลวร้ายที่สุด หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นบทเรียนให้กับสังคม และกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือในการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง

ที่มา – ตร. บุกรวบหนุ่มขนยาบ้ากว่า 2 ล้านเม็ด คว้ามีดทำร้ายตัวเองหนีผิด

รวบ 29 นักพนัน! เปิดบ้านเล่นพนัน ไทรม้า นนทบุรี

ตำรวจบุกรวบกลางดึก 29 นักพนัน เปิดบ้านเล่นพนัน ย่าน ต.ไทรม้า จ.นนทบุรี พร้อมของกลางเพียบ อ้างไม่ได้เบิดบ่อน ชักชวนกันเล่นหลังจากกลับมาจากทำบุญ

เมื่อเวลา 23.00 น. วันที่ 16 ส.ค. 68 พ.ต.อ.สมชาย แจ้งธรรมา ผกก.สภ.บางศรีเมือง จ.นนทบุรี พ.ต.ท.ธนอรรถ ขันติคเชนชาติ รอง ป.พ.ต.ท.สมพร โพธิ์ศรี สว.สส. นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนและสายตรวจ กว่า 20 นาย บุกจับลักลอบเล่นการพนัน ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง พื้นที่ ต.ไทรม้า อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี

ที่เกิดเหตุ พบเป็นบ้านเดี่ยวเนื้อที่ 100 ตารางวา กำลังตำรวจได้ซุ่มดูเพื่อรอจังหวะ ก่อนจะมีคนในบ้านเปิดประตูออกมา ตำรวจได้วิ่งสวนเข้าไปจับกุม พบนักพนันกำลังสุมหัวเล่นไพ่เก้าเก สามารถรวบนักพนันได้ 29 คน ชาย 10 หญิง 19 คน ของกลาง ไพ่ 6 สำรับ ไม้เขี่ยไพ่ 14 อัน เงิน 4,900 บาท เก้าอี้พลาสติก 15 ตัว กล้องวงจรปิด 1 ตัว ได้ยึดไว้เป็นของกลาง ก่อนนำตัวมาดำเนินคดี มีนายตรีเทพ จิระอัษฎางค์ อายุ 47 ปี รับเป็นเจ้าของบ้าน 

รวบ 29 นักพนัน เปิดบ้านเล่นพนัน ย่าน ต.ไทรม้า จ.นนทบุรี

พ.ต.อ.สมชาย แจ้งธรรมา ผกก.กล่าวว่า เมื่อช่วงประมาณ 21.00 น. ตำรวจสืบทราบว่าที่บ้านหลังดังกล่าว ได้มีการรวมตัวแอบลักลอบเล่นการพนัน จึงได้นำกำลังตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ ไปดักซุ่มดูพบมีคนเข้าออกจำนวนมาก พอได้จังหวะมีคนออกจากในบ้านมา ตำรวจได้เข้าไปพบนักพนันกำลังเล่นพนันไพ่เก้าเก จากการสอบถามทราบว่า นักพนันเป็นคนรู้จักกันได้ชักชวนกันมาจากหลายพื้นที่ ทั้งกรุงเทพ นนทบุรี นครปฐม 

จากการสอบถามนักพนันอ้างว่า เมื่อช่วงเช้าพวกตนได้ไปทำบุญ หลังจากทำบุญเสร็จได้มากินข้าวที่บ้าน และชวนกันเล่นพนัน ไม่ได้เป็นบ่อนแต่อย่างใด 

หลังจับกุมนำตัวนักพนันพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.บางศรีเมือง ดำเนินคดีข้อหา ร่วมกันลักลอบเล่นการพนันไพ่เก้าเก พนันเอาทรัพย์สินโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนนายตรีเทพ จิระอัษฎางค์ อายุ 47 ปี เจ้าของบ้าน ถูกดำเนินคดี เป็นเจ้าบ้านจัดให้มีการเล่นการพนัน

บุกรวบกลางดึก 29 นักพนัน เปิดบ้านเล่นพนัน ย่าน ต.ไทรม้า จ.นนทบุรี

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา ตำรวจได้บุกเข้าจับกุมนักพนันจำนวน 29 ราย ที่กำลังลักลอบเล่นการพนันภายในบ้านหลังหนึ่งในตำบลไทรม้า อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นปฏิบัติการที่สำคัญในการปราบปรามการพนันในพื้นที่

รายละเอียดการจับกุมนักพนันในไทรม้า

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับการลักลอบเล่นการพนันในพื้นที่ดังกล่าว โดย พ.ต.อ.สมชาย แจ้งธรรมา ผกก.สภ.บางศรีเมือง ได้นำทีมตำรวจเข้าตรวจสอบและจับกุมนักพนันได้ทั้งหมด 29 คน พร้อมของกลางจำนวนมาก

ของกลางที่ตรวจยึดได้ประกอบด้วย ไพ่ 6 สำรับ, ไม้เขี่ยไพ่ 14 อัน, เงินสด 4,900 บาท, เก้าอี้พลาสติก 15 ตัว และกล้องวงจรปิด 1 ตัว ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกนำไปใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี

ข้อหาและการดำเนินคดี

นักพนันทั้งหมดถูกตั้งข้อหาร่วมกันลักลอบเล่นการพนันไพ่เก้าเก พนันเอาทรัพย์สินโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนเจ้าของบ้านคือ นายตรีเทพ จิระอัษฎางค์ ถูกดำเนินคดีในข้อหาเป็นเจ้าบ้านจัดให้มีการเล่นการพนัน ซึ่งมีโทษทางกฎหมายที่แตกต่างกันไป

การจับกุมครั้งนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปราบปรามการพนันในทุกรูปแบบ และเป็นการเตือนให้ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบของการพนันที่อาจนำไปสู่ปัญหาต่างๆ ในสังคม การ บุกรวบกลางดึก 29 นักพนัน เปิดบ้านเล่นพนัน ย่าน ต.ไทรม้า จ.นนทบุรี เป็นผลมาจากการทำงานอย่างหนักของตำรวจและข้อมูลที่ได้รับจากประชาชน

อย่างไรก็ตาม การอ้างว่าเป็นการเล่นพนันหลังจากการทำบุญนั้น เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะการกระทำดังกล่าวถือว่าผิดกฎหมายและขัดต่อศีลธรรมอันดี การ บุกรวบกลางดึก 29 นักพนัน เปิดบ้านเล่นพนัน ย่าน ต.ไทรม้า จ.นนทบุรี ครั้งนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

การที่นักพนันอ้างว่าไม่ได้เล่นการพนันเพื่อแสวงหาผลกำไร แต่เป็นการเล่นเพื่อความสนุกสนานหลังจากการทำบุญนั้น ไม่สามารถนำมาเป็นข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดได้ เพราะกฎหมายระบุไว้อย่างชัดเจนว่าการเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นความผิด

จากเหตุการณ์ บุกรวบกลางดึก 29 นักพนัน เปิดบ้านเล่นพนัน ย่าน ต.ไทรม้า จ.นนทบุรี นี้ เราได้เห็นถึงความสำคัญของการรักษากฎหมายและศีลธรรมในสังคม การพนันไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายให้กับผู้เล่นเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อครอบครัวและสังคมโดยรวมด้วย ดังนั้น การร่วมมือกันในการสอดส่องดูแลและแจ้งเบาะแสการกระทำผิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – บุกรวบกลางดึก 29 นักพนัน เปิดบ้านเล่นพนัน ย่าน ต.ไทรม้า จ.นนทบุรี

สั่งฟ้อง! คดีขโมยข้อสอบจุฬาฯ ไซเบอร์ 1 ยัน

คดี ขโมยข้อสอบจุฬา ยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด “ไซเบอร์ 1” ออกมายืนยันความโปร่งใสในการดำเนินคดี ขโมยข้อสอบจุฬา พร้อมทั้งมั่นใจในพยานหลักฐานที่มีอยู่ หลังสรุปสำนวนสั่งฟ้องผู้ต้องหา 3 รายต่ออัยการ

คืบหน้าคดีขโมยข้อสอบจุฬาฯ

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00 น. ณ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เมืองทองธานี พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าในคดีขโมยข้อสอบจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่า เมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวน สอท.1 ได้มีความเห็นส่งสำนวนการสอบสวน พร้อมความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ให้กับพนักงานอัยการ

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่เกิดคดีโกงข้อสอบจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีการสั่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนและทำการสืบสวนมาโดยตลอด โดยอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่จุฬาฯ มาเป็นผู้กล่าวหาร่วมกับตำรวจ จากนั้นก็มีการสืบสวนสอบสวนจนกระทั่งพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหา 3 คน ประกอบด้วย ดร.หญิง 1 ราย และตำรวจยศนายพันอีก 2 นาย ซึ่งทางเจ้าหน้าที่มั่นใจในพยานหลักฐาน จึงสรุปสำนวนการสอบสวนพร้อมความเห็นการสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 3 คนให้กับทางอัยการเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

มั่นใจพยานหลักฐานคดีขโมยข้อสอบจุฬา

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามเพิ่มเติมว่า นอกจากผู้ต้องหาทั้ง 3 รายแล้ว ยังพบบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ ทาง ผบก.สอท.1 ยืนยันว่าไม่มี และยืนยันว่าการดำเนินงานในคดีนี้เป็นไปอย่างตรงไปตรงมา หากมีหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงใครก็จะดำเนินคดีกับบุคคลนั้น

คดีนี้เป็นที่จับตามองของสังคม เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการทุจริตในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อความยุติธรรมและโอกาสทางการศึกษาของเยาวชน การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถรวบรวมพยานหลักฐานและสั่งฟ้องผู้ต้องหาได้ ถือเป็นความคืบหน้าที่สำคัญในการดำเนินคดีนี้

สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ หากพบว่ามีการกระทำผิดจริง ก็จะต้องได้รับโทษตามกฎหมาย เพื่อเป็นตัวอย่างไม่ให้เกิดการกระทำผิดในลักษณะเดียวกันอีกในอนาคต การโกงข้อสอบไม่เพียงแต่เป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบันการศึกษา แต่ยังเป็นการทำลายอนาคตของตัวเองและผู้อื่นอีกด้วย

  • ความสำคัญของความซื่อสัตย์: คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของความซื่อสัตย์และการยึดมั่นในคุณธรรมจริยธรรม
  • ผลกระทบต่อสังคม: การโกงข้อสอบส่งผลเสียต่อสังคมโดยรวม เพราะทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในการแข่งขัน และบั่นทอนความน่าเชื่อถือของระบบการศึกษา
  • บทลงโทษ: ผู้ที่กระทำการทุจริตในการสอบจะต้องได้รับบทลงโทษตามกฎหมาย เพื่อเป็นแบบอย่างให้ผู้อื่นไม่กล้ากระทำผิด

คดี ขโมยข้อสอบจุฬา ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและป้องกันการทุจริตในทุกระดับ เพื่อรักษาความยุติธรรมและสร้างสังคมที่โปร่งใส หวังว่าคดีนี้จะเป็นอุทาหรณ์ให้กับทุกคนว่าการกระทำที่ไม่ซื่อสัตย์ย่อมนำมาซึ่งผลเสียที่ร้ายแรง

การที่ “ไซเบอร์ 1” ออกมายืนยันความตรงไปตรงมาในคดีนี้ ทำให้ประชาชนมีความมั่นใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจมากยิ่งขึ้น และหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะดำเนินไปอย่างถูกต้องและรวดเร็ว เพื่อให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษตามกฎหมาย และสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากคดีนี้

ที่มา – สั่งฟ้อง ดร. กับ 2 นายตำรวจ เอาผิดคดี “ขโมยข้อสอบจุฬา” “ไซเบอร์ 1” ยันตรงไปตรงมา

Scroll to top