นราธิวาส

ปิดจ๊อบคดียิงตำรวจ สภ.ตากใบ จับตายคนร้าย 2 ศพ ยึดปืนคืน

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามีข่าวความคืบหน้าสำคัญจากจังหวัดนราธิวาส เกี่ยวกับกรณีการติดตามตัวผู้ก่อเหตุรุนแรง ซึ่งล่าสุดเจ้าหน้าที่สามารถ ปิดจ๊อบคดียิงตำรวจ สภ.ตากใบ จับตายคนร้าย 2 ศพ ควบคุมตัว 11 คน ยึดปืนกลับมาได้ 2 กระบอก ถือเป็นความสำเร็จในการบังคับใช้กฎหมายและกวาดล้างเครือข่ายผู้กระทำผิดในพื้นที่ชายแดนใต้ครับ

รายละเอียดการ ปิดจ๊อบคดียิงตำรวจ สภ.ตากใบ จับตายคนร้าย 2 ศพ ควบคุมตัว 11 คน ยึดปืนกลับมาได้ 2 กระบอก

จากเหตุการณ์ปะทะดุเดือดที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ตากใบ ต้องสูญเสียและได้รับบาดเจ็บนั้น ทางเจ้าหน้าที่ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้สนธิกำลังทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ออกติดตามไล่ล่าคนร้ายอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งนำมาสู่การ ปิดจ๊อบคดียิงตำรวจ สภ.ตากใบ จับตายคนร้าย 2 ศพ ควบคุมตัว 11 คน ยึดปืนกลับมาได้ 2 กระบอก ในวันนี้ครับ

เบื้องหลังการทำงานของเจ้าหน้าที่

จากการตรวจสอบเส้นทางการหลบหนี เจ้าหน้าที่สืบทราบว่าคนร้ายที่ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะครั้งแรกได้กบดานอยู่ในพื้นที่ อ.สุคิริน จ.นราธิวาส จึงได้ทำการปิดล้อมและใช้มาตรการทางกฎหมายโดยเริ่มจากการเจรจา แต่คนร้ายเลือกที่จะยิงต่อสู้ทำให้เกิดการปะทะกันนานกว่า 30 นาที จนนำไปสู่การวิสามัญคนร้าย 2 ราย คือนายสะหมาน และนายอับดุลมูคลีส

  • ยึดอาวุธปืนพกขนาด .38 ของเจ้าหน้าที่กลับคืนมาได้ 1 กระบอก
  • ยึดอาวุธปืนพกกึ่งอัตโนมัติ 9 มม. อีก 1 กระบอก
  • ควบคุมตัวผู้ให้การสนับสนุนและพักพิงรวม 11 คน เพื่อขยายผลดำเนินคดี

เหตุการณ์นี้ถือเป็นการสะท้อนความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการติดตามผู้กระทำความผิดมาลงโทษ การขยายผลครั้งนี้ไม่เพียงแต่ทำลายเครือข่ายก่อเหตุในคดี สภ.ตากใบ เท่านั้น แต่ยังพบความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์โจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามีอีกด้วย ซึ่งทางผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาสยืนยันว่าจะมีการขยายผลจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างถึงที่สุด

ในส่วนของอาวุธปืนที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึดมาได้นั้น ถือเป็นหลักฐานสำคัญในการเชื่อมโยงคดีความมั่นคงในพื้นที่ เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ครอบครัวเจ้าหน้าที่ที่สูญเสียไป และเป็นการคืนความสงบสุขให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้ทั้งพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และการทำงานร่วมกันของทุกฝ่าย เพื่อให้บ้านเมืองกลับมาปลอดภัยอีกครั้ง

สำหรับประชาชนท่านใดที่มีเบาะแสหรือข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้ที่ยังหลบหนี สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้ทันที เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่น่าอยู่ครับ

ที่มา – ปิดจ๊อบคดียิงตำรวจ สภ.ตากใบ จับตายคนร้าย 2 ศพ ควบคุมตัว 11 คน ยึดปืนกลับมาได้ 2 กระบอก

“บิ๊กราญ” นำทีมปิดล้อม วิสามัญ 2 ศพ คดียิงตำรวจ สภ.ตากใบ

เรียกได้ว่าเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความสนใจให้กับพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก สำหรับกรณีล่าสุดที่ “บิ๊กราญ” นำทีมปิดล้อม วิสามัญ 2 ศพ คดียิงตำรวจ สภ.ตากใบ หลังจากที่กลุ่มคนร้ายเหิมเกริมใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้เจ้าหน้าที่ ทำให้เกิดเหตุปะทะกันอย่างดุเดือดกลางสวนปาล์มน้ำมันในจังหวัดนราธิวาส จนเป็นเหตุให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้กล้าต้องเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บหลายนาย

“บิ๊กราญ” นำทีมปิดล้อม วิสามัญ 2 ศพ คดียิงตำรวจ สภ.ตากใบ หลังคนร้ายเหิมยิงสู้

เหตุการณ์ความไม่สงบนี้เริ่มต้นจากวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ตากใบ ได้ลงพื้นที่เพื่อบังคับใช้กฎหมายและติดตามตัวกลุ่มคนร้าย จนกระทั่งเกิดการปะทะกันรุนแรง ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พล.ต.อ.สำราญ นวลมา หรือ “บิ๊กราญ” รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้นำทัพร่วมกับพล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ และพล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 สนธิกำลังเข้าปิดล้อมตรวจค้นบ้านพักเป้าหมายในพื้นที่ ต.เกียร์ อ.สุคิริน จ.นราธิวาส

เปิดปมเหตุ “บิ๊กราญ” นำทีมปิดล้อม วิสามัญ 2 ศพ คดียิงตำรวจ สภ.ตากใบ

ระหว่างการเข้าจับกุม กลุ่มผู้ต้องหาซึ่งคาดว่าเป็นนายสะหมาน มะลี และนายอับดุลมูคลิส ปูเต๊ะ ได้ใช้อาวุธปืนยิงเปิดทางเพื่อต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ ทำให้เกิดการปะทะกันอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การวิสามัญคนร้ายทั้ง 2 รายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ส่วนคนร้ายรายที่เหลือเจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตามตัวอย่างกระชั้นชิด

สรุปเหตุการณ์สำคัญ:

  • เหตุปะทะเริ่มต้นจากการเข้าจับกุมผู้ต้องหาคดีอาญาร้ายแรง
  • มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 2 นาย และบาดเจ็บอีก 4 นาย
  • เจ้าหน้าที่เข้าปิดล้อมและเกิดการปะทะก่อนวิสามัญคนร้าย 2 ราย
  • อยู่ระหว่างการขยายผลล่าตัวผู้ต้องหาที่เหลืออีก 1 ราย

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจขอเน้นย้ำไปยังประชาชนในพื้นที่ว่า การให้ที่พักพิงหรือช่วยเหลือผู้ต้องหาที่หลบหนีถือเป็นความผิดร้ายแรงตามกฎหมาย และจะถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น เหตุการณ์ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าเจ้าหน้าที่จะสามารถติดตามผู้ต้องหาที่เหลือมาลงโทษได้รวดเร็วเพียงใด

ที่มา – “บิ๊กราญ” นำทีมปิดล้อม วิสามัญ 2 ศพ คดียิงตำรวจ สภ.ตากใบ เหิมยิงต่อสู้ ปะทะเดือด

มือปืนยิงตำรวจชุดสืบ สภ.ตากใบ เสียชีวิต 2 นาย เป็นฝีมือ 6 คนร้ายยิงจุดตรวจบูเก๊ะซามี

มือปืนยิงตำรวจชุดสืบ สภ.ตากใบ เสียชีวิต 2 นาย เป็นฝีมือ 6 คนร้ายยิงจุดตรวจบูเก๊ะซามี

เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กลับมาเป็นประเด็นที่น่ากังวลอีกครั้ง หลังจากเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญเมื่อคนร้ายใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 โจมตีเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.ตากใบ จ.นราธิวาส จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 2 นาย และได้รับบาดเจ็บ 4 นาย ถือเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญที่เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายต้องเร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างเร่งด่วน

เปิดปมเหตุ มือปืนยิงตำรวจชุดสืบ สภ.ตากใบ เสียชีวิต 2 นาย เป็นฝีมือ 6 คนร้ายยิงจุดตรวจบูเก๊ะซามี

จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่า มือปืนยิงตำรวจชุดสืบ สภ.ตากใบ เสียชีวิต 2 นาย เป็นฝีมือ 6 คนร้ายยิงจุดตรวจบูเก๊ะซามี โดยกลุ่มคนร้ายกลุ่มนี้มีประวัติก่อเหตุมาอย่างโชกโชน รวมถึงคดีสำคัญต่างๆ ในพื้นที่นราธิวาส ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานความมั่นคงได้ระดมกำลังปิดล้อมพื้นที่สวนปาล์มเพื่อกดดันคนร้ายอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีรายชื่อผู้ต้องสงสัยที่ระบุตัวได้เบื้องต้นแล้ว ดังนี้:

  • นายฮัลฮาบีบ เจ๊ะตู (มีหมายจับ 4 คดี)
  • นายบะกรี สะมะแอ (มีหมายจับ 2 คดี)
  • นายอับดุลฮาเรม เจ๊ะตู (มีหมายจับ 3 คดี)

ในส่วนของคนร้ายอีก 3 รายที่เหลือนั้น เจ้าหน้าที่กำลังรวบรวมหลักฐานและเร่งแกะรอยจากพยานบุคคล รวมถึงพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เช่น ปลอกกระสุนปืนเอ็ม 16 และอาวุธปืนชนิดต่างๆ ที่พบในจุดเกิดเหตุ ซึ่งชี้ชัดว่ากลุ่มคนร้ายมีการวางแผนเตรียมการมาเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องความปลอดภัยของชาวบ้านในพื้นที่ที่เข้าไปตัดผลปาล์ม ทำให้การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวังสูงสุดเพื่อลดความสูญเสียต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์

ความคืบหน้าล่าสุด เจ้าหน้าที่เชื่อว่าคนร้ายที่ก่อเหตุอาจมีการหลบหนีออกนอกประเทศผ่านเส้นทางธรรมชาติทางเรือ อย่างไรก็ตาม การทำงานของเจ้าหน้าที่ 3 ฝ่ายยังคงเข้มข้นเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้โดยเร็วที่สุด แม้สถานการณ์ในพื้นที่ยังคงมีความตึงเครียด แต่เจ้าหน้าที่ทุกคนยังคงยืนหยัดทำหน้าที่เพื่อความสงบสุขของพี่น้องประชาชนในพื้นที่

ในฐานะประชาชน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากระบวนการยุติธรรมจะสามารถติดตามจับกุมกลุ่มคนร้ายมาดำเนินคดีได้สำเร็จโดยเร็ว เพื่อเรียกขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและชาวบ้านในพื้นที่ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของเจ้าหน้าที่ผู้กล้าทั้งสองท่านที่เสียสละชีวิตเพื่อรักษาความสงบในบ้านเมืองของเรา

ที่มา – มือปืนยิงตำรวจชุดสืบ สภ.ตากใบ เสียชีวิต 2 นาย เป็นฝีมือ 6 คนร้ายยิงจุดตรวจบูเก๊ะซามี

ทร. หนุน ทบ. ดูแลพื้นที่นราธิวาส กำชับ ศรชล. ดูแลชายแดนทางน้ำ

จากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเหตุการณ์ลอบยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ล่าสุดทางกองทัพเรือได้ออกมาแสดงความชัดเจนถึงแนวทางการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อรักษาความปลอดภัยให้พี่น้องประชาชนและเจ้าหน้าที่

ทร. หนุน ทบ. ดูแลพื้นที่นราธิวาส กำชับ ศรชล. ดูแลชายแดนทางน้ำ

พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ได้เปิดเผยว่า กองทัพเรือพร้อมเต็มที่ในการเป็นหน่วยสนับสนุนกองทัพบกเพื่อดูแลความมั่นคงภายใน โดยพื้นที่เกิดเหตุหลักยังคงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกองทัพบก อย่างไรก็ตาม กองทัพเรือได้มีการประชุมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อให้ทุกหน่วยงานมีความพร้อม และพร้อมเข้าสนับสนุนทันทีหากได้รับการร้องขอ

การดำเนินงานของ ทร. หนุน ทบ. ดูแลพื้นที่นราธิวาส กำชับ ศรชล. ดูแลชายแดนทางน้ำ

ในส่วนของพื้นที่รับผิดชอบของหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ทางกองทัพเรือได้เน้นย้ำเรื่องการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด โดยพล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ ได้ระบุรายละเอียดการปฏิบัติงานว่า ขณะนี้กองทัพเรือทำงานร่วมกับ ฉก.นราธิวาส อย่างใกล้ชิด ครอบคลุม 5 อำเภอ ได้แก่

  • อ.เมือง
  • อ.บาเจาะ
  • อ.ยี่งอ
  • อ.ตากใบ
  • อ.สุไหงโก-ลก

โดยมีการปรับเปลี่ยนแผนการตั้งด่านและตรวจค้นอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน สำหรับการทำงานของศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ทางผู้บัญชาการทหารเรือได้สั่งการให้ตรวจตราความผิดปกติตั้งแต่เขตท่าเรือใน จ.นราธิวาส เพื่อระงับเหตุตั้งแต่ต้นทาง โดยยึดถือความปลอดภัยของประชาชนเป็นที่ตั้ง ทร. หนุน ทบ. ดูแลพื้นที่นราธิวาส กำชับ ศรชล. ดูแลชายแดนทางน้ำ ถือเป็นภารกิจสำคัญที่กองทัพเรือให้ความสำคัญอย่างสูงสุด

ในประเด็นเรื่องแนวคิดการสร้างรั้วชายแดนไทย-มาเลเซีย แนวที่ 10 ของ กอ.รมน. ทางเสนาธิการทหารเรือระบุว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องดูรายละเอียดเชิงนโยบายต่อไป ทั้งนี้ การทำงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ยังคงเป็นไปอย่างรัดกุม แม้จะมีคำถามเรื่องเส้นทางการหลบหนีของผู้ก่อเหตุ แต่ทางกองทัพขอสงวนรายละเอียดไว้เพื่อไม่ให้กระทบต่อผลการปฏิบัติการเชิงยุทธวิธี

เราหวังว่าการบูรณาการกำลังระหว่างกองทัพเรือและกองทัพบกในครั้งนี้ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขและปลอดภัยที่สุดครับ

ที่มา – ทร. หนุน ทบ. ดูแลพื้นที่นราธิวาส กำชับ ศรชล. ดูแลชายแดนทางน้ำ

ปูนบำเหน็จ 2 ตำรวจกล้า สภ.ตากใบ เลื่อนยศเป็น พล.ต.ต.

นับเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความโศกเศร้าให้กับพี่น้องประชาชนชาวไทยเป็นอย่างมาก เมื่อมีการรายงานเหตุการณ์การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ตากใบ จังหวัดนราธิวาส ที่ต้องสูญเสียบุคลากรผู้กล้าไปในการปฏิบัติงานเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ ซึ่งล่าสุดทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ออกมาประกาศถึงการ ปูนบำเหน็จ 2 ตำรวจกล้า สภ.ตากใบ เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ เลื่อนยศเป็น “พล.ต.ต.” เพื่อเป็นการสดุดีในความกล้าหาญและเป็นขวัญกำลังใจให้กับครอบครัวผู้สูญเสีย

ปูนบำเหน็จ 2 ตำรวจกล้า สภ.ตากใบ เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ เลื่อนยศเป็น “พล.ต.ต.”

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมากล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดย ด.ต.วิทยา ชายพรมแก้ว และ จ.ส.ต.อัมราน ฮะ ได้เสียสละชีวิตขณะลงพื้นที่ตรวจค้นเป้าหมายด้วยจิตวิญญาณผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างเต็มภาคภูมิ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงได้ดำเนินการดูแลสิทธิประโยชน์และเยียวยาครอบครัวอย่างเต็มที่ตามระเบียบราชการ

รายละเอียดการปูนบำเหน็จและสิทธิประโยชน์

สำหรับมาตรการที่ทางหน่วยงานได้ดำเนินการหลังจากเกิดเหตุ ปูนบำเหน็จ 2 ตำรวจกล้า สภ.ตากใบ เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ เลื่อนยศเป็น “พล.ต.ต.” นั้น ประกอบไปด้วยรายละเอียดดังนี้:

  • การมอบเงินช่วยเหลือครอบครัวของ ด.ต.วิทยา ชายพรมแก้ว เป็นจำนวนเงิน 3,278,560 บาท
  • การมอบเงินช่วยเหลือครอบครัวของ จ.ส.ต.อัมราน ฮะ เป็นจำนวนเงิน 3,079,130 บาท
  • การเลื่อนเงินเดือนกรณีพิเศษสูงสุด 10 ขั้น
  • การพิจารณาเลื่อนยศสูงขึ้นเป็น “พล.ต.ต.” เพื่อเชิดชูเกียรติเป็นครั้งสุดท้าย

นอกจากนี้ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังไม่ลืมที่จะดูแลเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก 4 นายที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เดียวกัน โดยเน้นย้ำเรื่องการรักษาพยาบาลที่ดีที่สุดและการเยียวยาตามสิทธิประโยชน์อย่างครบถ้วนเพื่อให้ข้าราชการตำรวจทุกนายมั่นใจได้ว่าความเสียสละของพวกเขาจะได้รับการดูแลอย่างสมเกียรติ

เหตุการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นเครื่องเตือนใจถึงความยากลำบากและอันตรายที่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ปฏิบัติงานจริงต้องเผชิญในทุกๆ วัน การที่ภาครัฐให้ความสำคัญกับ ปูนบำเหน็จ 2 ตำรวจกล้า สภ.ตากใบ เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ เลื่อนยศเป็น “พล.ต.ต.” จึงเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงการเห็นคุณค่าของผู้ที่ทำหน้าที่ปกป้องความสงบสุขของประเทศอย่างแท้จริง ทางทีมงานขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้กล้าทุกท่าน และหวังว่ามาตรการเยียวยานี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยบรรเทาความสูญเสียได้บ้างในยามที่ยากลำบากที่สุด

ที่มา – ปูนบำเหน็จ 2 ตำรวจกล้า สภ.ตากใบ เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ เลื่อนยศเป็น “พล.ต.ต.”

อาลัย 2 ตำรวจกล้า สภ.ตากใบ จ.ส.ต.ฮัมราน – ด.ต.วิทยา

นับเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความโศกเศร้าให้กับพี่น้องประชาชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นอย่างมาก เมื่อมีการรายงานเหตุสลดใจจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส กับการ อาลัย 2 ตำรวจกล้า สภ.ตากใบ จ.ส.ต.ฮัมราน – ด.ต.วิทยา ที่เสียชีวิตขณะเข้าทำภารกิจปราบปรามยาเสพติด เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา

อาลัย 2 ตำรวจกล้า สภ.ตากใบ จ.ส.ต.ฮัมราน – ด.ต.วิทยา

เหตุการณ์ความไม่สงบและการต่อสู้กับกลุ่มอิทธิพลมืดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเป็นภารกิจที่เสี่ยงอันตรายอยู่เสมอ สำหรับกรณี อาลัย 2 ตำรวจกล้า สภ.ตากใบ จ.ส.ต.ฮัมราน – ด.ต.วิทยา นั้น เกิดขึ้นระหว่างที่ชุดสืบสวน สภ.ตากใบ ได้เข้าตรวจสอบเป้าหมายคดียาเสพติด ณ บ้านบึงฉลาม ตำบลไพรวัน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส แต่คนร้ายได้ใช้อาวุธปืนยิงสวนกลับมา จนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 2 นาย และได้รับบาดเจ็บอีก 4 นาย ซึ่งถือเป็นการสูญเสียบุคลากรผู้กล้าหาญไปอย่างน่าเสียดาย

รายละเอียดเหตุการณ์และความคืบหน้า

หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ทางกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้เปิดเผยรายชื่อเจ้าหน้าที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ดังนี้:

  • จ.ส.ต.ฮัมราน ฮะ (เสียชีวิต)
  • ด.ต.วิทยา ชายพรมแก้ว (เสียชีวิต)
  • ส.ต.ท.ไตรทศ กุลสันถวะศิริ (ได้รับบาดเจ็บ)
  • ด.ต.วรรณุชิต แซ่ค้อ (ได้รับบาดเจ็บ)
  • ร.ต.ท.กิตติพงษ์ ศรีขำ (ได้รับบาดเจ็บ)
  • ด.ต.พรรณกิจ ศรีณะกิจจา (ได้รับบาดเจ็บ)

ในขณะนี้ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายกำลังเร่งดำเนินการปิดล้อมและตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายเพื่อไล่ล่าคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้โดยเร็วที่สุด แม้การ อาลัย 2 ตำรวจกล้า สภ.ตากใบ จ.ส.ต.ฮัมราน – ด.ต.วิทยา จะเป็นสิ่งที่สังคมร่วมแสดงความรู้สึก แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างความปลอดภัยและการสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ครอบครัวผู้สูญเสีย รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย

พวกเราทุกคนขอร่วมส่งกำลังใจให้กับครอบครัวของวีรบุรุษผู้กล้า และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเจ้าหน้าที่ที่ได้รับบาดเจ็บทั้ง 4 นาย จะหายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว การปฏิบัติหน้าที่เพื่อพิทักษ์สันติราษฎร์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นภารกิจที่เสียสละและยิ่งใหญ่ ควรค่าแก่การยกย่องและเชิดชูเกียรติเป็นอย่างยิ่ง เราขอสดุดีในความกล้าหาญของตำรวจทั้ง 2 นายที่สละชีพเพื่อรักษาความสงบสุขของสังคมไทย

ที่มา – อาลัย 2 ตำรวจกล้า สภ.ตากใบ “จ.ส.ต.ฮัมราน – ด.ต.วิทยา” เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่

เปิดสัญจรแล้ว เส้นทางวางบึม-ยิงทหารพรานดับ 5 ศพ ตันหยงมัส

เปิดสัญจรแล้ว เส้นทางวางบึม-ยิงทหารพรานดับ 5 ศพ ตันหยงมัส

หลังจากเหตุการณ์ความไม่สงบที่สร้างความสะเทือนใจให้แก่คนในพื้นที่และคนไทยทั้งประเทศ เมื่อกลุ่มผู้ก่อเหตุได้ลอบวางระเบิดและซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่ทหารพรานจนเป็นเหตุให้มีการสูญเสียบุคลากรกล้าถึง 5 นาย บริเวณตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ล่าสุดบรรยากาศในพื้นที่เริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว

การที่เจ้าหน้าที่ประกาศ เปิดสัญจรแล้ว เส้นทางวางบึม-ยิงทหารพรานดับ 5 ศพ ตันหยงมัส ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่าฝ่ายความมั่นคงสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และเร่งดำเนินการตรวจสอบหลักฐานจนมั่นใจในความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในพื้นที่

มาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดหลังเกิดเหตุ

แม้จะมีการเปิดเส้นทาง แต่ภารกิจสำคัญของหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 คือการคงความปลอดภัยขั้นสูงสุด โดยมีการตั้งด่านตรวจค้นยานพาหนะและบุคคลต้องสงสัยอย่างละเอียดในจุดสำคัญ เพื่อป้องกันการก่อเหตุซ้ำซ้อนและสร้างความมั่นใจให้แก่คนในชุมชน

สิ่งที่น่าชื่นชมคือความเข้มแข็งของชาวบ้านในพื้นที่ตันหยงมัส แม้จะมีการประกาศใช้กฎอัยการศึก แต่บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยในตลาดสดกลับมาคึกคักอีกครั้ง ดังนี้:

  • ชาวบ้านเข้าใจและคุ้นชินกับมาตรการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่มาเป็นอย่างดี
  • บรรยากาศการค้าขายในตลาดเทศบาลตำบลตันหยงมัสกลับมาเป็นปกติ
  • ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือกับด่านตรวจเป็นอย่างดี เพื่อความสงบสุขของส่วนรวม

ท้ายที่สุด การเปิดสัญจรแล้ว เส้นทางวางบึม-ยิงทหารพรานดับ 5 ศพ ตันหยงมัส ไม่ได้เป็นเพียงการคืนเส้นทางให้ประชาชน แต่ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ ที่พร้อมจะเดินหน้าใช้ชีวิตต่อไปด้วยความเข้มแข็งและไม่หวั่นไหวต่อสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นครับ

ที่มา – เปิดสัญจรแล้ว เส้นทางวางบึม-ยิงทหารพรานดับ 5 ศพ “ตันหยงมัส” ตั้งด่านตรวจเข้ม

พบศพ รอง ผบ.ร้อย.ทพ.4511 เสียชีวิตภายในห้องพัก จ.นราธิวาส

พบศพ รอง ผบ.ร้อย.ทพ.4511 เสียชีวิตภายในห้องพัก จ.นราธิวาส

ถือเป็นข่าวที่น่าสลดใจอย่างยิ่งสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เมื่อมีการรายงานว่าได้มีการ พบศพ รอง ผบ.ร้อย.ทพ.4511 เสียชีวิตภายในห้องพักฐานปฏิบัติการ จ.นราธิวาส โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นภายในฐานปฏิบัติการบ้านสาเมาะ อำเภอระแงะ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา สร้างความโศกเศร้าให้กับเพื่อนร่วมงานและครอบครัวเป็นอย่างมาก

เปิดสาเหตุของการสูญเสียครั้งนี้

จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบว่า ผู้เสียชีวิตคือ ร.อ.สัญชัย ตะปาน อายุ 49 ปี ซึ่งเป็นนายทหารที่ปฏิบัติหน้าที่มาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี ในพื้นที่กรมทหารพรานที่ 45 สำหรับรายละเอียดของการ พบศพ รอง ผบ.ร้อย.ทพ.4511 เสียชีวิตภายในห้องพักฐานปฏิบัติการ จ.นราธิวาส นั้น เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุและพบอาวุธปืนข้างกาย อย่างไรก็ตาม ผบ.ฉก.ทพ.45 ได้ออกมาชี้แจงเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องว่าเหตุการณ์นี้เกิดจากภาวะสุขภาพส่วนตัว

สิ่งที่สังคมควรทราบเกี่ยวกับสาเหตุที่แท้จริง:

  • ผู้เสียชีวิตมีประวัติการรักษาโรคซึมเศร้ามานานกว่า 10 ปี
  • ไม่เกี่ยวข้องกับความเครียดจากเหตุการณ์โจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามีแต่อย่างใด
  • เป็นการตัดสินใจด้วยเหตุผลด้านสุขภาพจิตส่วนบุคคลที่สะสมมานาน

ข่าวการ พบศพ รอง ผบ.ร้อย.ทพ.4511 เสียชีวิตภายในห้องพักฐานปฏิบัติการ จ.นราธิวาส เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพจิตของคนรอบข้างมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงหรือผู้ที่มีความเครียดสะสม หากพบสัญญาณเตือนหรือความผิดปกติ ควรได้รับการสนับสนุนและรักษาจากผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียที่ไม่คาดคิดเช่นนี้ขึ้นอีก

สุดท้ายนี้ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งไปยังครอบครัวของ ร.อ.สัญชัย ตะปาน ที่ต้องสูญเสียเสาหลักของครอบครัวไป การเข้าใจและให้กำลังใจซึ่งกันและกันในสังคมถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในยามที่เกิดเหตุการณ์เปราะบางเช่นนี้

ที่มา – พบศพ รอง ผบ.ร้อย.ทพ.4511 เสียชีวิตภายในห้องพักฐานปฏิบัติการ จ.นราธิวาส เผยป่วยซึมเศร้า

“บิ๊กดุลย์” น้ำตาคลอ ขอโทษปมเข้าใจผิดห้ามใช้คำว่าไล่ล่า

“บิ๊กดุลย์” น้ำตาคลอ ขอโทษปมเข้าใจผิดห้ามใช้คำว่าไล่ล่า

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองและพูดถึงกันอยู่ในขณะนี้ สำหรับกรณีที่ “บิ๊กดุลย์” น้ำตาคลอ ขอโทษปมเข้าใจผิดห้ามใช้คำว่าไล่ล่า จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าท่านอาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับลูกน้องที่สูญเสียไปจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ซึ่งล่าสุดเจ้าตัวได้ออกมาเปิดใจผ่านสื่อมวลชนด้วยท่าทีที่หนักแน่นแต่แฝงไปด้วยความรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง

หากย้อนกลับไปดูเหตุการณ์นี้ เมื่อช่วงวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ได้ให้สัมภาษณ์ชี้แจงถึงประเด็นดราม่าดังกล่าว โดยยืนยันว่าการที่ท่านออกมาให้สัมภาษณ์เรื่องการไม่ใช้คำว่า “ไล่ล่า” นั้น เป็นเพราะต้องการระมัดระวังในเรื่องของการยกระดับความขัดแย้ง แต่กลับกลายเป็นว่าสื่อสารออกไปไม่ครบจนทำให้เกิดความเข้าใจผิดไปว่าไม่รักลูกน้อง ซึ่งแน่นอนว่าประเด็น “บิ๊กดุลย์” น้ำตาคลอ ขอโทษปมเข้าใจผิดห้ามใช้คำว่าไล่ล่า นี้ สร้างความสะเทือนใจให้แก่เจ้าตัวไม่น้อย เพราะชีวิตทหารที่ผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชน ย่อมเข้าใจความเสียสละของลูกน้องดีที่สุด

เหตุผลเบื้องหลังคำพูดที่ถูกตีความผิดพลาด

ท่าน รมว.กลาโหม ได้กล่าวย้ำอย่างชัดเจนว่า “ลูกน้องต้องไม่ตายฟรี” และได้รับสั่งให้แม่ทัพภาคที่ 4 เร่งติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุมาลงโทษให้ได้ โดยท่านได้อธิบายประเด็นที่หลายคนสงสัยเพิ่มเติมดังนี้:

  • หัวใจของการเป็นทหารยังคงเหมือนเดิม ไม่เคยเปลี่ยนไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด
  • การเลือกใช้คำพูดในฐานะรัฐมนตรีต้องมีความเหมาะสมเพื่อไม่ให้เป็นการเติมไฟในพื้นที่
  • ความผิดพลาดในการสื่อสารที่ทำให้สังคมเข้าใจผิดว่าท่านไม่เสียใจกับการสูญเสียของลูกน้อง

หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่าทำไมเรื่องนี้ถึงกลายเป็นประเด็นใหญ่โต? คำตอบอาจอยู่ที่ความคาดหวังของประชาชนที่อยากเห็นท่าทีที่แข็งกร้าวจากผู้นำทัพในยามที่เกิดเหตุร้ายแรง แต่การที่ “บิ๊กดุลย์” น้ำตาคลอ ขอโทษปมเข้าใจผิดห้ามใช้คำว่าไล่ล่า ในครั้งนี้ก็นับเป็นการแสดงความรับผิดชอบและพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะอยู่ในตำแหน่งบริหารทางเมือง แต่หัวใจของท่านยังคงอยู่กับลูกน้องที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญเสมอมา

บทเรียนในครั้งนี้ทำให้เราเห็นว่า “การสื่อสาร” เป็นเรื่องละเอียดอ่อน โดยเฉพาะในบริบทของความปลอดภัยและความมั่นคงที่คนไทยแทบทั้งประเทศให้ความสนใจ ความจริงใจที่สื่อออกมาผ่านน้ำตาในวันนี้ น่าจะช่วยคลี่คลายข้อสงสัยและทำให้ประชาชนเข้าใจเจตนาของท่าน รมว.กลาโหม มากยิ่งขึ้น ในฐานะคนทำงาน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เห็นกระบวนการยุติธรรมนำตัวคนผิดมาลงโทษได้โดยเร็วที่สุด เพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารพรานผู้เสียสละทั้ง 5 นาย

ที่มา – “บิ๊กดุลย์” น้ำตาคลอ ขอโทษสื่อสารไม่ครบ ทำคนเข้าใจผิดว่าไม่รักลูกน้อง ปมห้ามใช้คำว่าไล่ล่า

Scroll to top