นราธิวาส

อุกอาจมาก นายกฯ สั่ง เสธ.ทบ.ลงใต้ด่วน หลังกราดยิงนราธิวาส

อุกอาจมาก นายกฯ สั่ง เสธ.ทบ.ลงใต้ด่วน หลังกราดยิงนราธิวาส

เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กลับกลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากอีกครั้ง หลังจากเกิดเหตุสุดสะเทือนใจที่คนร้ายบุกกราดยิงและขว้างไปป์บอมบ์ใส่จุดตรวจบูเก๊ะซามี อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ทหารพรานต้องสูญเสียถึง 5 นาย และยังมีชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเด็กน้อยวัยเพียง 10 ขวบ เรื่องนี้ทำให้นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ถึงกับออกปากว่า อุกอาจมาก นายกฯ สั่ง เสธ.ทบ.ลงใต้ด่วน หลังกราดยิงนราธิวาส ในทันที

มาตรการเร่งด่วนเรียกคืนความเชื่อมั่น

หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ได้รับคำสั่งตรงจากนายกรัฐมนตรีให้รีบลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาสโดยด่วนที่สุด เพื่อติดตามสถานการณ์และวางมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย นายอนุทินได้เน้นย้ำกับฝ่ายความมั่นคงว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ และต้องมีการแสดงศักยภาพในการป้องกันปราบปรามรวมถึงการข่าวที่มีประสิทธิภาพมากกว่าที่ผ่านมา

นายกรัฐมนตรียังได้ให้สัมภาษณ์ด้วยความกังวลว่า การที่สถานการณ์เกิดขึ้นบ่อยครั้งทำให้ประชาชนในพื้นที่ขาดความมั่นใจ ซึ่งนโยบายสำคัญที่มอบหมายให้หน่วยงานความมั่นคงไปดำเนินการทันที ได้แก่:

  • เร่งเสริมกำลังเจ้าหน้าที่ในทุกจุดเสี่ยงทั่วพื้นที่
  • ยกระดับความเข้มงวดในการหาข่าวเชิงลึกเพื่อป้องกันการก่อเหตุ
  • เพิ่มความชัดเจนและความคืบหน้าในกระบวนการเจรจาสันติภาพ
  • ปฏิบัติการด้วยความเฉียบขาดเพื่อกวาดล้างกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ

มองอนาคตความสงบสุขในพื้นที่

การที่ อุกอาจมาก นายกฯ สั่ง เสธ.ทบ.ลงใต้ด่วน หลังกราดยิงนราธิวาส ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการตอบโต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่อย่างสูงสุด แม้ว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุจะเป็นกลุ่มที่คาดเดาปฏิกิริยาได้ยาก แต่ทางฝ่ายความมั่นคงก็ต้องมีความพร้อมและปรับตัวให้เท่าทันสถานการณ์ให้ได้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กลับคืนสู่พี่น้องประชาชนโดยเร็วที่สุด

ในมุมมองของผม สถานการณ์ในชายแดนใต้เปราะบางเกินกว่าที่จะปล่อยให้เกิดเหตุสลดซ้ำแล้วซ้ำเล่า การที่นายกฯ ลงมาสั่งการเองแบบนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ ซึ่งทุกคนในประเทศกำลังเฝ้าดูความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้จริง หากฝ่ายความมั่นคงสามารถคุมสถานการณ์และได้รับความร่วมมือจากคนในพื้นที่อย่างดี เชื่อว่าสันติสุขย่อมเกิดขึ้นได้แน่นอน

ที่มา – อุกอาจมาก นายกฯ สั่ง เสธ.ทบ.ลงใต้ด่วน เรียกคืนเชื่อมั่น หลังคนร้ายกราดยิงนราธิวาส

นายกฯ ประณามเหตุไปป์บอมบ์นราธิวาส ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย

เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กลับมาระอุอีกครั้ง เมื่อเกิดเหตุสลด นายกฯ ประณามเหตุไปป์บอมบ์นราธิวาส ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย พร้อมกำชับหน่วยงานเร่งเยียวยาครอบครัวผู้สูญเสียอย่างเต็มที่ หลังคนร้ายลงมืออย่างอุกอาจกลางจุดตรวจเทศบาลบูเก๊ะซามี อำเภอระแงะ สร้างความสะเทือนใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ

นายกฯ ประณามเหตุไปป์บอมบ์นราธิวาส ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย

เหตุการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นการกระทำที่มุ่งทำร้ายเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างชัดเจน ส่งผลให้เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ โดยทางรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและได้เร่งออกคำสั่งให้หน่วยงานด้านความมั่นคง ทั้งกองทัพภาคที่ 4 และ กอ.รมน.ภาค 4 สน. บูรณาการกำลังติดตามจับกุมคนร้ายมาลงโทษโดยเร็วที่สุด นายกฯ ประณามเหตุไปป์บอมบ์นราธิวาส ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย อย่างรุนแรง โดยมองว่าเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพูดคุยสันติภาพในพื้นที่

มาตรการเร่งด่วนของรัฐบาล

หลังจากเกิดเหตุการณ์ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมลงพื้นที่ทันที เพื่อดูสถานการณ์และวางมาตรการป้องกันในอนาคต อีกทั้งยังเน้นย้ำเรื่องดังต่อไปนี้:

  • เร่งติดตามผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีด้วยกฎหมายสูงสุด
  • เยียวยาครอบครัวเจ้าหน้าที่ทหารพรานที่เสียชีวิตอย่างสมเกียรติ
  • ปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ให้รัดกุมกว่าเดิม
  • สร้างความเชื่อมั่นและให้กำลังใจประชาชนในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส

สถานการณ์รุนแรงในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าขบวนการก่อการร้ายยังคงมีเป้าหมายในการสร้างความหวาดกลัว แต่รัฐบาลขอยืนยันว่าจะไม่ยอมให้ผู้ก่อเหตุลอยนวลอย่างแน่นอน การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ต่อจากนี้จะต้องมีความแม่นยำและตอบโต้กับกลุ่มอิทธิพลเถื่อนด้วยมาตรการทางกฎหมายที่เด็ดขาดที่สุด

เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของ “ทหารกล้า” ทุกนายที่ต้องจากไปในปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้ และหวังว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก หากคุณติดตามข่าวสารความมั่นคง จะพบว่าความสามัคคีของคนในชาติคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด ร่วมกันส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างปลอดภัยครับ

ที่มา – นายกฯ ประณามเหตุไปป์บอมบ์นราธิวาส ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย มอบ รมว.กลาโหม ลงพื้นที่เยียวยาสูงสุด

เปิดเบาะแสกลุ่มคนร้ายชุดดำยิงถล่มจุดตรวจบูเก๊ะซามี ดับ 5 ศพ

เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กลับมาสร้างความสะเทือนใจอีกครั้ง เมื่อมีการเปิดเบาะแสกลุ่มคนร้ายชุดดำขับกระบะ-จยย. ยิงถล่มจุดตรวจบูเก๊ะซามี ทหารพรานดับ 5 ศพ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์อุกอาจที่สร้างความสูญเสียให้กับเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่อย่างมหาศาล โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่บริเวณจุดตรวจบูเก๊ะซามี อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ในช่วงเย็นวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา

เจาะลึกเบาะแสกลุ่มคนร้ายชุดดำขับกระบะ-จยย. ยิงถล่มจุดตรวจบูเก๊ะซามี ทหารพรานดับ 5 ศพ

จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบว่า กลุ่มคนร้ายมีการวางแผนมาเป็นอย่างดี มีการแบ่งหน้าที่ชัดเจนโดยใช้ยานพาหนะรวม 3 คัน ทั้งรถจักรยานยนต์นำทางและคุ้มกัน รวมถึงรถกระบะนิสสันสีดำสำหรับปฏิบัติการที่มีคนร้ายแต่งกายชุดดำสวมหมวกปีกสีดำรวม 6 คน นั่งท้ายรถพร้อมอาวุธครบมือ ทั้งปืนและระเบิดไปป์บอมบ์ ซึ่งการโจมตีครั้งนี้ไม่ได้หวังเพียงแค่ทำลายจุดตรวจ แต่เป็นการมุ่งหมายต่อชีวิตเจ้าหน้าที่โดยตรง

รายละเอียดการปฏิบัติการของกลุ่มคนร้ายในการก่อเหตุสะเทือนขวัญ

จากการเปิดเบาะแสกลุ่มคนร้ายชุดดำขับกระบะ-จยย. ยิงถล่มจุดตรวจบูเก๊ะซามี ทหารพรานดับ 5 ศพ ทำให้เราเห็นถึงความเหี้ยมโหดของกลุ่มผู้ก่อเหตุ ซึ่งได้แก่

  • รถนำทาง: รถจักรยานยนต์ Honda Wave 110 สีแดง
  • รถปฏิบัติการ: รถยนต์กระบะนิสสัน 4 ประตู สีดำ
  • รถคุ้มกัน/ตามหลัง: รถจักรยานยนต์ Honda Wave สีขาว

ความสูญเสียในครั้งนี้มีกำลังพลทหารพรานจากร้อย ทพ.4509 สละชีพรวม 5 นาย ได้แก่ จ.ส.อ.ธีระยุทธ โสมะเกิด, อส.ทพ.วิมล ดาบทอง, อส.ทพ.ณัฐสิทธิ์ แก้วเสนา, อส.ทพ.ซอลาฮูดิง ปิ และ อส.ทพ.ซากีรียา เจ๊ะน๊ะ นอกจากนี้ยังมีประชาชนผู้บริสุทธิ์ได้รับบาดเจ็บอีก 2 ราย ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีอย่างเร่งด่วน

เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของฮีโร่ผู้กล้าทั้ง 5 นาย การปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องบ้านเมืองและประชาชนเป็นสิ่งที่น่ายกย่องเสมอ และหวังว่าหน่วยงานความมั่นคงจะสามารถนำตัวผู้กระทำความผิดมาสู่กระบวนการยุติธรรมได้โดยเร็ว เพื่อคืนความสงบสุขและความเชื่อมั่นให้กับคนในพื้นที่ภาคใต้อีกครั้ง

ที่มา – เปิดเบาะแสกลุ่มคนร้ายชุดดำขับกระบะ-จยย. ยิงถล่มจุดตรวจบูเก๊ะซามี ทหารพรานดับ 5 ศพ

รับทราบคาร์บอมบ์นราธิวาส นายกฯ บอกเกิดจากหลายสาเหตุ ย้ำทุกฝ่ายทำเต็มที่

รับทราบคาร์บอมบ์นราธิวาส นายกฯ บอกเกิดจากหลายสาเหตุ ย้ำทุกฝ่ายทำเต็มที่

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลให้กับพี่น้องประชาชนอีกครั้ง เมื่อเกิดเหตุความไม่สงบขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ โดยล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาพูดถึงกรณี รับทราบคาร์บอมบ์นราธิวาส นายกฯ บอกเกิดจากหลายสาเหตุ ย้ำทุกฝ่ายทำเต็มที่ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับคนในพื้นที่และคนไทยทั้งประเทศว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

สถานการณ์ในพื้นที่และความมุ่งมั่นของรัฐบาล

จากการให้สัมภาษณ์ท่ามกลางภารกิจที่สวนนงนุช พัทยา นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเพียงอย่างเดียว หน้าที่หลักที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือการปกป้องชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน ไม่ให้เหตุการณ์รุนแรงส่งผลกระทบต่อความเดือดร้อนของชาวบ้านในพื้นที่อย่างเด็ดขาด โดยมีการประสานงานกับฝ่ายความมั่นคงทั้งทหารและหน่วยงานข่าวกรองอย่างใกล้ชิด

หากถามถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา ท่านนายกฯ ได้ให้รายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • การยกระดับงานข่าวกรอง: เพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันเหตุร้ายก่อนจะเกิดขึ้นจริง
  • ความร่วมมือระหว่างประเทศ: ดำเนินการพูดคุยกับฝ่ายมาเลเซียอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม
  • การเจรจาสันติสุข: ยืนยันว่าการเดินหน้าเจรจาสันติสุขชายแดนใต้ยังคงดำเนินต่อไปโดยมีเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบดูแลโดยเฉพาะ

หลายคนอาจสงสัยว่าการที่นายกฯ ออกมายืนยันว่า รับทราบคาร์บอมบ์นราธิวาส นายกฯ บอกเกิดจากหลายสาเหตุ ย้ำทุกฝ่ายทำเต็มที่ นั้น จะเห็นผลลัพธ์อย่างไร เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ รัฐบาลจะสามารถบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ได้อย่างเข้มแข็งขึ้น เพื่อพยายามรักษาสถานการณ์ให้อยู่ในภาวะปกติและลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด

สุดท้ายนี้ ในฐานะคนไทย เราคงต้องให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ปฏิบัติงานด้วยความเสี่ยงในพื้นที่ชายแดนใต้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีสันติวิธีและการเจรจาทางการทูต จะสามารถนำความสงบสุขกลับคืนสู่พื้นที่ได้ในเร็ววัน สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด การวิเคราะห์ถึงต้นเหตุของปัญหาเป็นเรื่องสำคัญ แต่การร่วมมือกันให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลยเช่นกัน

ที่มา – รับทราบคาร์บอมบ์นราธิวาส นายกฯ บอกเกิดจากหลายสาเหตุ ย้ำทุกฝ่ายทำเต็มที่

อุกอาจ คนร้ายลอบคาร์บอมบ์หน้า สภ.ตันหยง นราธิวาส โชคดีไร้เจ็บ-ตาย

อุกอาจ คนร้ายลอบคาร์บอมบ์หน้า สภ.ตันหยง นราธิวาส โชคดีไร้เจ็บ-ตาย

เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นสิ่งที่ทุกคนต่างเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด ล่าสุดเกิดเหตุการณ์อุกอาจ คนร้ายลอบคาร์บอมบ์หน้า สภ.ตันหยง นราธิวาส โชคดีไร้เจ็บ-ตาย สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงค่ำวันที่ 21 ก.ค. 69 บริเวณ สภ.ตันหยง (หลังเก่า) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับทางเข้าพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์

สรุปเหตุการณ์ระทึกขวัญที่ สภ.ตันหยง

จากการรายงานเบื้องต้น คนร้ายได้ใช้แผนประทุษกรรมโดยการขับรถยนต์เก๋งโตโยต้า รุ่นโซลูน่า เข้ามาจอดบริเวณหน้าโรงพัก จากนั้นได้จังหวะทำการเข็นรถให้ไหลเข้าไปยังตัวอาคาร ก่อนจะรีบวิ่งไปซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของเพื่อนร่วมขบวนการหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานก็เกิดระเบิดขึ้นจนเพลิงลุกท่วมรถยนต์คันดังกล่าว

  • ผลกระทบต่อสถานที่: กำแพงรั้วพังถล่ม อาคารข้างเคียงได้รับความเสียหาย และมีรถกระบะเสียหายจากเปลวเพลิง 1 คัน
  • ความโชคดีในเหตุการณ์: แม้จะเกิดความเสียหายด้านทรัพย์สินอย่างหนัก แต่ในเหตุการณ์นี้ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด

ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานความมั่นคง รวมถึง พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบร่องรอยและเก็บหลักฐานอย่างละเอียด โดยเชื่อว่าเหตุการณ์ อุกอาจ คนร้ายลอบคาร์บอมบ์หน้า สภ.ตันหยง นราธิวาส โชคดีไร้เจ็บ-ตาย นี้ เป็นฝีมือของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่ต้องการสร้างสถานการณ์ให้เกิดความหวาดกลัวและปั่นป่วนในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส

เราคงต้องร่วมเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัย และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์ความไม่สงบจะคลี่คลายลงในเร็ววัน เพื่อความสงบสุขของพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ครับ

ที่มา – อุกอาจ คนร้ายลอบคาร์บอมบ์หน้า สภ.ตันหยง นราธิวาส โชคดีไร้เจ็บ-ตาย

ป่วนนราธิวาส คนร้ายเผากล้องวงจรปิดและยิงตู้คอมบายเนอร์ 3 จุด

ป่วนนราธิวาส คนร้ายเผากล้องวงจรปิดและยิงตู้คอมบายเนอร์ 3 จุด

เกิดเหตุการณ์ไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้จนได้ครับ โดยล่าสุดได้รับรายงานว่าเกิดเหตุ ป่วนนราธิวาส คนร้ายเผากล้องวงจรปิดและยิงตู้คอมบายเนอร์ 3 จุด ในพื้นที่อำเภอเจาะไอร้อง ซึ่งเหตุการณ์นี้สร้างความเสียหายให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าและระบบรักษาความปลอดภัยของพื้นที่อย่างมาก โดยเหตุเกิดขึ้นในช่วงค่ำของวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่าคนร้ายได้มุ่งเน้นไปที่ตู้คอมบายเนอร์หรือตู้รวบรวมกระแสไฟฟ้าจากแผงโซล่าเซลล์ รวมถึงกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่ตามจุดยุทธศาสตร์ โดยมีการใช้อาวุธปืนลูกซองยิงทำลายตู้ไฟฟ้าและใช้ยางรถจักรยานยนต์จุดไฟเผากล้องวงจรปิดด้วยวิธีที่อุกอาจ

เหตุการณ์ ป่วนนราธิวาส คนร้ายเผากล้องวงจรปิดและยิงตู้คอมบายเนอร์ 3 จุด เกิดขึ้นได้อย่างไร

จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่ยังหลงเหลืออยู่ พบพฤติกรรมของกลุ่มคนร้ายจำนวน 4 คน สวมชุดสีดำปิดบังใบหน้า เดินวนเวียนและลงมือทำลายทรัพย์สินอย่างรวดเร็ว โดยสาเหตุที่ทำให้เหตุการณ์ ป่วนนราธิวาส คนร้ายเผากล้องวงจรปิดและยิงตู้คอมบายเนอร์ 3 จุด ครั้งนี้เกิดขึ้น คาดว่าเป็นการแสดงศักยภาพของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง เพื่อตัดวงจรการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่รัฐ

  • ความเสียหายจุดที่ 1: กล้องวงจรปิดถูกเผาจนกลายเป็นตอตะโก
  • ความเสียหายจุดที่ 2: ตู้โซล่าเซลล์ถูกยิงด้วยกระสุนปืนลูกซอง 4 นัด
  • ความเสียหายจุดที่ 3: ตู้คอมบายเนอร์บริเวณหน้าโรงเรียนเสียหายหนัก

เหตุการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะไม่ใช่แค่เพียงความเสียหายต่อทรัพย์สิน แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงการจ้องทำลายระบบสาธารณูปโภคและระบบความปลอดภัยของคนในพื้นที่ ทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจำต้องเร่งประสานกำลังเพื่อไล่ล่ากลุ่มคนร้ายมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้ได้โดยเร็วที่สุด

สิ่งที่น่าสังเกตคือ คนร้ายมีการวางแผนมาเป็นอย่างดี ทั้งการใช้ไม้ไผ่ที่มีใบมีดและอุปกรณ์ประกอบการเผา แสดงให้เห็นถึงความชำนาญในพื้นที่เป็นอย่างมาก เราในฐานะคนไทยคงต้องส่งกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสี่ยงในพื้นที่อันตรายเช่นนี้

เหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ควรได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่เพียงการซ่อมแซมจุดที่เสียหาย แต่ต้องมุ่งเน้นไปที่ความร่วมมือของชุมชนและการเฝ้าระวังเชิงรุกเพื่อให้เหตุร้ายไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – ป่วนนราธิวาส คนร้ายเผากล้องวงจรปิดและยิงตู้คอมบายเนอร์ 3 จุด คาดฝีมือสมาชิกแนวร่วม

คนร้ายบุกยิง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านตือกอ ต.จะแนะ ปืนขัดลำกล้อง

คนร้ายบุกยิง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านตือกอ ต.จะแนะ ปืนขัดลำกล้อง

เหตุการณ์ระทึกขวัญที่เกิดขึ้นในพื้นที่ตำบลจะแนะ จังหวัดนราธิวาส กลายเป็นประเด็นที่ชาวบ้านต่างวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก เมื่อมีคนร้ายบุกยิง “ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านตือกอ” ต.จะแนะ ปืนขัดลำกล้อง รอดหวุดหวิด โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหน้าร้านขายก๋วยเตี๋ยวอย่างอุกอาจในช่วงกลางคืน ซึ่งถือเป็นความโชคดีมหาศาลที่นายดันนียา กือเต๊ะ ผู้นี้รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์

รายละเอียดเหตุการณ์ คนร้ายบุกยิง “ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านตือกอ” ต.จะแนะ ปืนขัดลำกล้อง รอดหวุดหวิด

  • เหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 69 เวลาประมาณ 21.30 น.
  • คนร้าย 2 คนขับขี่รถจักรยานยนต์มาจอดและลงมือก่อเหตุ
  • อาวุธที่ใช้คือปืน M16 แต่เกิดเหตุขัดลำกล้องในขณะที่กำลังเล็งเป้าหมายซ้ำ
  • ผู้เสียหายยืนยันไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับใครตลอดระยะเวลาที่ทำหน้าที่มากว่า 20 ปี

จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.จะแนะ พบว่าหลักฐานในที่เกิดเหตุมีความชัดเจน ทั้งปลอกกระสุนและร่องรอยความเสียหายบนรถยนต์ รวมถึงตัวบ้านที่ถูกกระสุนทะลุ การที่คนร้ายบุกยิง “ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านตือกอ” ต.จะแนะ ปืนขัดลำกล้อง รอดหวุดหวิดนั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นจังหวะชีวิตที่ช่วยให้นายดันนียาหนีรอดไปได้ในเสี้ยววินาทีที่คนร้ายพยายามจะยิงซ้ำแต่ปืนติดขัดพอดี

ทางด้าน พ.ต.อ.วีระศักดิ์ ผกก.สภ.จะแนะ ได้ให้ความเห็นว่า เหตุการณ์ครั้งนี้น่าจะเป็นฝีมือของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่พยายามพุ่งเป้าสังหารเจ้าหน้าที่ทางการ เนื่องจากผู้เสียหายเป็นบุคคลที่เข้ากับชาวบ้านได้เป็นอย่างดีและไม่เคยมีปัญหาขัดแย้งกับใคร จึงเป็นที่ชัดเจนว่าการกระทำครั้งนี้มุ่งหมายให้เกิดความสูญเสียต่อคนทำงานในพื้นที่โดยตรง

ถือเป็นอุทาหรณ์สำหรับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัยที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ชีวิตประจำวัน แม้จะพยายามผูกมิตรกับคนในพื้นที่เพียงใด แต่อันตรายมักมาในรูปแบบที่คาดไม่ถึงเสมอ เราขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเร่งติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้เร็วที่สุด เพื่อสร้างความปลอดภัยและขวัญกำลังใจให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสต่อไป

ที่มา – คนร้ายบุกยิง “ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านตือกอ” ต.จะแนะ ปืนขัดลำกล้อง รอดหวุดหวิด

ระทึกกลางดึก คนร้ายซุ่มยิง อส.ตากใบ แต่พลาดเป้ารอดตายหวุดหวิด

ระทึกกลางดึก คนร้ายซุ่มยิง อส.ตากใบ แต่พลาดเป้ารอดตายหวุดหวิด

เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงสร้างความสะเทือนใจให้แก่ผู้คนอย่างต่อเนื่อง เมื่อเกิดเหตุ คนร้ายซุ่มยิง อส.ตากใบ ในยามวิกาลกลางดึก แต่โชคยังเข้าข้างทำให้เป้าหมายรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด ซึ่งเหตุการณ์นี้สร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2569 เวลาประมาณ 21.57 น. นายมูหาหมัดอาซูวี มานา เจ้าหน้าที่อาสารักษาดินแดน (อส.) ประจำฐานปฏิบัติการชุดคุ้มครองตำบลศาลาใหม่ อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส กำลังนั่งพูดคุยกับเพื่อนฝูงและเพื่อนบ้านรวม 7 คน อยู่บริเวณเพิงพักหน้าบ้านพักของตนเอง ทันใดนั้นได้มีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด กระสุนไปกระทบเข้ากับฝาผนังอิฐบล็อกจนเศษปูนกระเด็น ทำให้ทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นรีบหมอบลงกับพื้นและดับไฟก่อนที่จะพาลูกชายหลบเข้าไปในตัวบ้านได้อย่างปลอดภัย

รายละเอียดเหตุการณ์และแนวทางการติดตามตัวคนร้าย

จากการเข้าตรวจสอบพื้นที่โดย พ.ต.อ.ภัควัฒน์ วันสนุก ผกก.สภ.ตากใบ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเช้าวันที่ 8 มิถุนายน พบหลักฐานรูกระสุนบนผนังอิฐบล็อก โดยคาดว่าคนร้ายได้ซุ่มยิงมาจากบริเวณป่าสวนปาล์มซึ่งห่างออกไปประมาณ 100 เมตร แม้เจ้าหน้าที่จะตรวจไม่พบปลอกกระสุน แต่เชื่อว่าคนร้ายมีการเตรียมการและสำรวจเป้าหมายมาเป็นอย่างดี

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ คนร้ายซุ่มยิง อส.ตากใบ ครั้งนี้มีดังนี้:

  • มีการวางแผนล่วงหน้าจากกลุ่มแนวร่วมผู้ก่อเหตุรุนแรง
  • เป้าหมายถูกซุ่มยิงขณะกำลังนั่งพูดคุยกับครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน
  • วิถีกระสุนบ่งบอกถึงความชำนาญในการใช้อาวุธซุ่มยิงจากระยะไกล

เป็นที่น่าสลดใจว่า นายมูหาหมัดอาซูวี เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า บิดาของเขาซึ่งเคยเป็นชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ก็เคยถูกคนร้ายกราดยิงเสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ. 2551 บริเวณใกล้เคียงกับบ้านพักมาแล้วครั้งหนึ่ง ทำให้เหตุการณ์ คนร้ายซุ่มยิง อส.ตากใบ ในครั้งนี้ ถูกมองว่าอาจเป็นการหมายเอาชีวิตผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นอุทาหรณ์ให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนใต้ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษในการใช้ชีวิตประจำวัน แม้จะอยู่ในบ้านพักของตนเองก็ตาม ขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ เพื่อความสงบสุขของประชาชนในพื้นที่ หากใครมีความคืบหน้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีนี้ สามารถติดตามรายงานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ได้โดยตรง

ที่มา – ระทึกกลางดึก คนร้ายซุ่มยิง อส.ตากใบ แต่พลาดเป้ารอดตายหวุดหวิด

“ทวี” ลุยตรวจสนามกีฬา จ.นราธิวาส ร้าง จี้ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เร่งสางปัญหา

“ทวี” ลุยตรวจสนามกีฬา จ.นราธิวาส ร้าง จี้ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เร่งสางปัญหา

เหตุการณ์ล่าสุดที่หลายคนให้ความสนใจคือการที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ล่าสุดได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบ “ทวี” ลุยตรวจสนามกีฬา จ.นราธิวาส ร้าง จี้ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เร่งสางปัญหา เพื่อหาทางออกให้กับโครงการที่หยุดชะงักไปนานกว่าหลายปี โดยสนามกีฬาแห่งนี้เคยถูกตั้งความหวังไว้สูงมากว่าจะเป็นศูนย์กลางกีฬาของพี่น้องชาวใต้ แต่กลับต้องกลายเป็นเพียงสิ่งก่อสร้างที่ถูกทิ้งร้างมูลค่ามหาศาลถึง 177 ล้านบาท สร้างความเสียดายให้กับชาวนราธิวาสเป็นอย่างมาก

ความคืบหน้าเรื่อง “ทวี” ลุยตรวจสนามกีฬา จ.นราธิวาส ร้าง จี้ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เร่งสางปัญหา

ปัญหาของสนามกีฬาแห่งนี้มีความซับซ้อน ตั้งแต่เรื่องการฟ้องร้องระหว่างหน่วยงานไปจนถึงผู้รับเหมาที่ทิ้งงาน ทำให้โครงการไม่สามารถดำเนินต่อไปได้จนจบตามแผนเดิม พ.ต.อ.ทวี เห็นว่านี่คือโอกาสทองหลังจากที่สโมสรนรา ยูไนเต็ด สามารถเลื่อนชั้นขึ้นสู่ไทยลีก 2 ได้สำเร็จ ทำให้ความต้องการสนามกีฬาที่มีมาตรฐานเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก การปล่อยให้สนามร้างต่อไปจึงถือเป็นการเสียโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่

จากการลงพื้นที่ “ทวี” ลุยตรวจสนามกีฬา จ.นราธิวาส ร้าง จี้ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เร่งสางปัญหา ครั้งนี้ ท่านได้เตรียมนำเรื่องเข้าสู่กรรมาธิการฯ เพื่อเรียกทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมานั่งคุยและวางแผนแก้ไขให้ชัดเจน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเปิดใช้งานสนามให้ได้ภายในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ เพื่อรองรับฤดูกาลการแข่งขันใหม่ของทีมในจังหวัดชายแดนภาคใต้

  • เร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการปัญหาข้อกฎหมายให้จบ
  • ผลักดันงบประมาณส่วนที่เหลือเพียงเล็กน้อยเพื่อให้สนามพร้อมใช้งาน
  • สร้างพื้นที่สร้างสรรค์ให้แก่เยาวชนและคนในพื้นที่

สิ่งที่น่าชื่นชมคือความสามัคคีที่เกิดขึ้นผ่านเกมกีฬา ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยพุทธหรือมุสลิม ทุกคนต่างรวมใจกันเชียร์ทีมรักของจังหวัดเดียวกัน นี่คือภาพสะท้อนที่สวยงาม แต่ความสวยงามนี้จะสมบูรณ์แบบได้ก็ต่อเมื่อสนามกีฬาแห่งนี้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาที่มีคิวลงพื้นที่ในวันที่ 12 มิถุนายนนี้ จึงเป็นความหวังสำคัญที่ชาวนราธิวาสกำลังเฝ้ารอว่า ปัญหานี้จะถูกแก้ไขให้ลุล่วงอย่างเป็นรูปธรรมเสียที หรือจะปล่อยให้เป็นมรดกความล้มเหลวต่อไป

ในมุมมองของเรา นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่รัฐบาลจะต้องแสดงออกถึงความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างให้กับคนในพื้นที่ภาคใต้ การทำให้สนามฟุตบอล 177 ล้านบาทกลับมาใช้งานได้จริงไม่ใช่แค่เรื่องของการกีฬา แต่เป็นเรื่องของขวัญและกำลังใจของประชาชน หากทำสำเร็จจะเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ในการพัฒนาความเชื่อมั่นระหว่างรัฐกับชุมชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “ทวี” ลุยตรวจสนามกีฬา จ.นราธิวาส ร้าง จี้ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เร่งสางปัญหา

Scroll to top