นวัตกรรมและเทคโนโลยี

อนุทิน ปลื้มยักษ์ใหญ่ฝรั่งเศสแห่ลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวดีทางเศรษฐกิจกันมาบ้างแล้ว กับการที่ท่านนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาเผยความสำเร็จล่าสุด หลังจากเดินทางไปเยือนกรุงปารีส จนเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน เมื่อกลุ่มนักธุรกิจระดับโลกจากฝรั่งเศสตบเท้าเข้าพบเพื่อหารือถึงการเข้ามาปักหมุดลงทุนในประเทศไทยอย่างจริงจัง

อนุทิน ปลื้มยักษ์ใหญ่ฝรั่งเศสแห่ลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต

วันนี้ผมอยากจะพาทุกคนมาเจาะลึกกันว่าทำไมข่าวนี้ถึงน่าตื่นเต้น และทำไมการที่ อนุทิน ปลื้มยักษ์ใหญ่ฝรั่งเศสแห่ลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต ถึงเป็นสัญญาณบวกครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจบ้านเรา การหารือครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการนำเงินมาลง แต่เป็นการดึงเอาเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามา เพื่อยกระดับทักษะแรงงานไทยให้ก้าวไปสู่ระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นด้านการบิน พลังงานสะอาด หรือแม้แต่เทคโนโลยีควอนตัม

โอกาสทองของไทยกับการดึงดูดการลงทุนจากยุโรป

จากการเข้าพบของ 16 บริษัทชั้นนำ ทำให้เราเห็นทิศทางที่ชัดเจนว่าต่างชาติมองไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ภาครัฐกำลังผลักดัน อนุทิน ปลื้มยักษ์ใหญ่ฝรั่งเศสแห่ลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต ครั้งนี้ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากการเยือนปารีสสู่การลงมือทำจริง โดยมีไฮไลท์ที่น่าสนใจดังนี้:

  • Airbus: สนใจพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) และเชื้อเพลิงยั่งยืน (SAF)
  • EDF: เดินหน้าโครงการพลังงานสะอาดและระบบกักเก็บพลังงาน
  • Dassault Systèmes: นำเทคโนโลยี Digital Twin มาบริหารจัดการผังเมืองให้เป็น Smart City
  • Pasqal: ปักหมุดไทยเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมควอนตัมแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ส่งผลดีโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในตลาดทุน ซึ่งเห็นได้ชัดจากดัชนี SET Index ที่พุ่งทะลุ 1,600 จุด เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่มันคือเครื่องยืนยันว่านักลงทุนทั่วโลกเริ่มกลับมามองไทยด้วยสายตาใหม่ที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ

ในฐานะประชาชนคนไทย ผมมองว่านี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีมากครับ การที่รัฐบาลเร่งผลักดันเรื่อง FTA ไทย-สหภาพยุโรป และการเตรียมตัวเข้าเป็นสมาชิก OECD จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเราหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง สิ่งสำคัญจากนี้ไปคือการที่ภาคเอกชนไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเหล่านี้ให้ได้มากที่สุด เพื่อให้การลงทุนครั้งนี้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – “อนุทิน” ปลื้มยักษ์ใหญ่ฝรั่งเศสตบเท้าพบหลังเยือนปารีส แย่งปักหมุดลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต

รองโฆษกรัฐบาล เบรก ลิซ่า ภคมน อย่าห่วงแลนด์บริดจ์

รองโฆษกรัฐบาล เบรก ลิซ่า ภคมน หลังจากที่ ส.ส. ภคมน หนุนอนันต์ หรือ “ลิซ่า ภคมน” โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความกังวลเรื่องประชาชนภาคใต้สนับสนุนโครงการแลนด์บริดจ์โดยอาจเข้าใจไม่ครบทุกมิติ รองโฆษกรัฐบาลยืนยันว่ารัฐบาลได้ให้ข้อมูลครบถ้วนรอบด้าน พร้อมรับฟังความเห็นทุกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา

รองโฆษกรัฐบาล เบรก ลิซ่า ภคมน

วันที่ 3 พฤษภาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกชี้แจงทันที ต่อกรณีที่ รองโฆษกรัฐบาล เบรก ลิซ่า ภคมน ซึ่งเป็นโฆษกพรรคประชาชน โพสต์ข้อความว่าประชาชนในพื้นที่ภาคใต้สนับสนุนโครงการแลนด์บริดจ์มากเกินไป โดยมองเห็นผลดีแค่มิติเดียว และรัฐบาลให้ข้อมูลด้านเดียว ไม่ตอบข้อกังวลของประชาชนและเอกชน รองโฆษกฯ ย้ำว่ารัฐบาลรับทราบข้อโต้แย้งทุกประเด็น รวมถึง EIA และ EHIA และกำลังทำทุกขั้นตอนให้ครบถ้วน

โครงการแลนด์บริดจ์ หรือ Landbridge Project เป็นโครงการใหญ่ที่รัฐบาลผลักดันเพื่อเชื่อมโยงท่าเรือน้ำลึกสองแห่ง คือ ท่าเรือระนองฝั่งอันดามัน กับท่าเรือชุมพรฝั่งอ่าวไทย ผ่านระบบรถไฟและถนนพิเศษ จะช่วยลดเวลาและต้นทุนการขนส่งสินค้าข้ามคอขาดกระได้ถึง 5-7 วัน จากเดิมที่ต้องลัดเลาะทะเล ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียน สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาลให้ภาคใต้

ประโยชน์โครงการแลนด์บริดจ์ที่รองโฆษกรัฐบาล เบรก ลิซ่า ภคมน ย้ำชัด

นอกจากการชี้แจงแล้ว รองโฆษกรัฐบาลยังเน้นย้ำถึงประโยชน์ที่ประชาชนภาคใต้จะได้รับ โดยเฉพาะการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงของคนไทย จะกลายเป็น “เครื่องจักรเศรษฐกิจ” ตัวใหม่

  • สร้างการจ้างงานนับหมื่นตำแหน่ง ในด้านก่อสร้าง โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง
  • ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ สร้างรายได้ให้ท้องถิ่นจากภาษีและธุรกิจท่องเที่ยว
  • ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน 4 จังหวัดหลัก ได้แก่ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช
  • เพิ่ม GDP ภาคใต้ให้เติบโตเฉลี่ย 5-7% ต่อปี จากการเป็นฮับการค้าทางบก
  • ลดการพึ่งพาทางทะเล ลดความเสี่ยงจากพายุและภัยธรรมชาติ

รัฐบาลได้ทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกคนเข้าใจทั้งข้อดีและข้อเสีย รองโฆษกรัฐบาล เบรก ลิซ่า ภคมน โดยชี้ว่าไม่ต้องห่วง เพราะมีการศึกษาทุกขั้นตอนละเอียดแล้ว

กำหนดการลงพื้นที่รับฟังความเห็นหลังรองโฆษกรัฐบาล เบรก ลิซ่า ภคมน

เพื่อแสดงความจริงใจ รัฐบาลเตรียมลงพื้นที่จริง ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จะเดินทางไปจังหวัดชุมพรและระนอง เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทุกภาคส่วน ชี้แจงรายละเอียดจากผลการศึกษาโครงการ การจ้างงาน ข้อดีข้อเสีย และตอบคำถามทุกประเด็นโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือชุมชนท้องถิ่น

นางสาวพลอยทะเล กล่าวเพิ่มเติมว่า “รัฐบาลไม่นิ่งเฉยต่อข้อกังวลของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประเด็นการสร้างการรับรู้ต่อประชาชนพื้นที่ภาคใต้ ลิซ่า ภคมน ไม่ต้องห่วง การขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ มีการศึกษาทุกขั้นตอนอย่างละเอียด และอธิบายให้ประชาชนเข้าใจอยู่แล้ว รัฐบาลตั้งใจทำโครงการนี้ เพื่อให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง ของคนไทย”

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ โครงการนี้คล้ายกับ “พานามาแคนาล” บนบก จะช่วยให้ไทยแข่งขันกับคู่แข่งอย่างเวียดนามและมาเลเซียได้ดีขึ้น แต่ต้องจัดการผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้ดี EIA และ EHIA จึงเป็นกุญแจสำคัญที่รัฐบาลยืนยันว่าจะทำอย่างโปร่งใส เปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบได้

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนยังคงตั้งคำถามต่อเนื่อง โดย ส.ส. ภคมน ชี้ว่าประชาชนขาดข้อมูลในการตัดสินใจ รองโฆษกรัฐบาลจึงใช้โอกาสนี้ย้ำว่ารัฐบาลพร้อมตอบทุกข้อสงสัย และเชิญชวนทุกคนเข้าร่วมเวทีรับฟัง

โครงการแลนด์บริดจ์ไม่ใช่แค่ถนนหรือรถไฟ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงอนาคตเศรษฐกิจภาคใต้ให้ยั่งยืน หากดำเนินการสำเร็จ จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างภาคเหนือ-กลาง-ใต้ได้อย่างมีนัยสำคัญ

ในฐานะนักสังเกตการณ์ จากข้อมูลที่รองโฆษกรัฐบาลนำเสนอ โครงการนี้มีศักยภาพสูง หากรัฐบาลรักษาความโปร่งใสและรับฟังทุกเสียง จะกลายเป็นมรดกการพัฒนาที่ดีให้คนรุ่นหลัง

คุณคิดอย่างไรกับโครงการแลนด์บริดจ์และการชี้แจงของรองโฆษกรัฐบาล? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงพี่น้องภาคใต้กันเถอะ!

ที่มา – รองโฆษกรัฐบาล เบรก “ลิซ่า ภคมน” อย่าห่วง รัฐบาลให้ข้อมูล “แลนด์บริดจ์” พี่น้องใต้ครบถ้วนรอบด้าน

SME ต้องรอด 2025: LiVE Platform ปลดล็อกธุรกิจไทย

LiVE Platform จัดงานสัมมนาใหญ่แห่งปี “SME ต้องรอด 2025” มุ่งปลดล็อกศักยภาพธุรกิจไทย ชี้กลยุทธ์พลิกเกมสร้างโอกาสเติบโตยั่งยืน

วันที่ 1 กันยายน 2568 LiVE Platform โดยบริษัท ไลฟ์ฟินคอร์ป จำกัด ภายใต้กลุ่มตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรจากภาครัฐและเอกชน อาทิ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, SME D Bank, บสย., สวทช., สสว., บพข., NIA, depa, TEDFund, AIS, Humanica, สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย, สมาคมเทคโนโลยีเพื่อการตลาดประเทศไทย, สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย และ สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย จัดงานสัมมนาใหญ่แห่งปี “SME ต้องรอด 2025: ปลดล็อกศักยภาพธุรกิจไทย พลิกเกม สร้างโอกาสเติบโต” มุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ผู้ประกอบการไทยพร้อมรับความท้าทายและคว้าโอกาสเติบโตท่ามกลางพลวัตเศรษฐกิจโลก ด้วยการแบ่งปันองค์ความรู้และกลยุทธ์ที่ใช้ได้จริงจากผู้เชี่ยวชาญชั้นนำของประเทศ โดยมีผู้ประกอบการ SMEs Startups และผู้บริหารองค์กร เข้าร่วมกว่า 1,000 คน เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ และไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ กล่าวว่า LiVE Platform ทำหน้าที่สนับสนุนระบบนิเวศให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs และ Startups ในประเทศไทย ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาศักยภาพผ่านหลักสูตรและสัมมนาเชิงลึก เชื่อมโยงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนหลากหลายรูปแบบ ทั้งสินเชื่อและตลาดทุน การนำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการปรับตัว รวมถึงการให้คำปรึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเติบโตในทุกมิติ โดยมีเป้าหมายหลักในการปลดล็อกศักยภาพ สร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

“ที่ผ่านมา LiVE Platform ประสบความสำเร็จในการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง โดยบ่มเพาะและพัฒนาผู้ประกอบการผ่าน LiVE Academy แล้วกว่า 3,500 บริษัท ให้มีความพร้อมทั้งด้านการเงิน การตลาด และการบริหารจัดการธุรกิจ ช่วยส่งเสริมผู้ประกอบการให้สามารถระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx) ได้สำเร็จ 7 บริษัท มูลค่าระดมทุนรวมกว่า 287.5 ล้านบาท โดยมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market cap) อยู่ที่ 4,737.82 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 29 สิงหาคม 2568) สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง ช่วยให้ SMEs และ Startups เข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งเงินทุน และโอกาสทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเติบโตอย่างยั่งยืน และรับมือกับความท้าทายรอบด้าน” นายประพันธ์กล่าว

งาน “SME ต้องรอด 2025” ถือเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของ LiVE Platform และพันธมิตรในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้มีความพร้อมและเติบโตอย่างยั่งยืน ตลอดวันจัดเต็ม 14 หัวข้อสัมมนา จาก 21 วิทยากร และกว่า 30 บูธพันธมิตร โดยผู้ร่วมงานจะได้อัปเดตเทรนด์เศรษฐกิจ ผู้บริโภค เทคโนโลยี และการใช้ AI พร้อมเรียนรู้เทคนิคการบริหารคน การบริหารทุน และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน 

นอกจากนี้ ยังมี SMEs จาก สวทช. มา Pitching การต่อยอดธุรกิจ และ Pitching Showcase จากผู้ประกอบการที่มานำเสนอธุรกิจเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและโอกาสใหม่

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโครงการและบริการต่างๆ ของ LiVE Platform ได้ที่เว็บไซต์ www.live-platforms.com และศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ LiVEx ซึ่งเป็นตลาดหลักทรัพย์กระดานที่ 3 ที่ออกแบบมาเพื่อธุรกิจ SMEs และ Startups ได้ที่ www.live-platforms.com/live-exchange

SME ต้องรอด 2025

LiVE Platform เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพ SMEs ไทย จึงได้จัดงาน “SME ต้องรอด 2025” ขึ้น เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความรู้และสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ งานนี้เป็นโอกาสดีที่ผู้ประกอบการจะได้เรียนรู้กลยุทธ์ใหม่ๆ ในการปรับตัวและรับมือกับความท้าทายทางธุรกิจ

ทำไมงาน SME ต้องรอด 2025 ถึงสำคัญ?

ในยุคที่เศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การปรับตัวเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับ SMEs งาน “SME ต้องรอด 2025” ช่วยให้ผู้ประกอบการ:

  • เรียนรู้เทรนด์ใหม่ๆ ในตลาด
  • พัฒนาทักษะในการบริหารธุรกิจ
  • เข้าถึงแหล่งเงินทุนที่หลากหลาย
  • สร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ
  • ได้รับแรงบันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ

การเข้าร่วมงาน “SME ต้องรอด 2025” จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับ SMEs ในการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับความท้าทายและคว้าโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจ

งานนี้ไม่ใช่แค่การสัมมนา แต่เป็นการสร้าง ecosystem ที่แข็งแกร่งสำหรับ SMEs ไทย เพื่อให้พวกเขาสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว หากคุณเป็นผู้ประกอบการ SME ที่กำลังมองหาโอกาสในการพัฒนาธุรกิจ งานนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรพลาด

ที่มา – LiVE Platform จัดงาน “SME ต้องรอด 2025” มุ่งปลดล็อกศักยภาพธุรกิจไทย

Scroll to top