นวัตกรรมไทย

นายกฯ มอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น หนุน SME สู่ตลาดโลก

นายกฯ มอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น หนุน SME สู่ตลาดโลก

เมื่อเร็วๆ นี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบรางวัล Prime Minister’s Export Award 2026 หรือรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่นประจำปี 2569 ซึ่งงานนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของวงการธุรกิจไทยที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของคนไทยในเวทีโลก โดยในงานมีการมอบรางวัลให้กับผู้ประกอบการยอดเยี่ยมถึง 44 ราย เพื่อเป็นเกียรติและสร้างแรงบันดาลใจในการดำเนินธุรกิจต่อไป

รัฐบาลชุดนี้มีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไปข้างหน้า โดยนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำชัดเจนว่า นายกฯ มอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น หนุน SME สู่ตลาดโลก เพราะเชื่อมั่นว่าผู้ประกอบการทุกระดับ ตั้งแต่รายใหญ่ไปจนถึงธุรกิจ SME คือหัวใจสำคัญที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลพร้อมจะทำหน้าที่เป็น “พาหนะ” ที่จะช่วยขับเคลื่อนผู้ประกอบการให้ไปสู่จุดหมายที่ต้องการได้อย่างราบรื่นและมั่นคง

ศักยภาพของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก

ปัจจุบันการแข่งขันในระดับสากลไม่ใช่แค่เรื่องของการส่งออกสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่คือการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) ประเทศไทยเรามีความพร้อมอย่างมาก ทั้งในด้านการผลิตและนวัตกรรม รัฐบาลจึงมีแผนงานชัดเจนที่จะลดอุปสรรคทางกฎระเบียบและเร่งเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้าสำคัญ เพื่อเปิดโอกาสให้สินค้าและบริการจากประเทศไทยสามารถขยายตลาดออกไปได้อย่างกว้างขวางขึ้น การสนับสนุนให้ นายกฯ มอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น หนุน SME สู่ตลาดโลก ในครั้งนี้ จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความตั้งใจจริงที่จะยกระดับผู้ประกอบการไทยให้ทัดเทียมระดับสากล

ภายในงานมีการจำแนกรางวัลออกเป็น 7 ประเภท เพื่อครอบคลุมความหลากหลายของธุรกิจ ได้แก่:

  • รางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกยอดเยี่ยม (Best Exporter)
  • รางวัลแบรนด์ไทยยอดเยี่ยม (Best Thai Brand)
  • รางวัลธุรกิจผู้ส่งออกยอดเยี่ยมด้านความยั่งยืน (Best Green & Sustainable Exporter)
  • รางวัลการออกแบบยอดเยี่ยม (Best Design)
  • รางวัลธุรกิจบริการยอดเยี่ยม (Best Services Enterprise)
  • รางวัลสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยม (Best OTOP)
  • รางวัลสินค้าฮาลาลยอดเยี่ยม (Best Halal)

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังฝากข้อคิดไว้ว่า นายกฯ มอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น หนุน SME สู่ตลาดโลก สิ่งสำคัญที่สุดคือคนไทยต้องร่วมกันสนับสนุนสินค้าไทย เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้ประกอบการสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพ การใช้เทคโนโลยี AI และแนวคิดความยั่งยืน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจไทยแข่งขันได้ในระยะยาว

ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่ภาครัฐและภาคเอกชนจะจับมือกันเดินหน้า เพื่อสร้างรายได้และขับเคลื่อนประเทศไปสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต ขอเป็นกำลังใจให้กับผู้ประกอบการไทยทุกคนที่มุ่งมั่นพัฒนาตนเองและก้าวสู่การเป็นผู้เล่นระดับโลกอย่างเต็มภาคภูมิ

ที่มา – นายกฯ มอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น หนุน SME สู่ตลาดโลก รัฐบาลจะเป็นพาหนะให้ผู้ประกอบการ

อนุทิน ชูวิศวกรการเมืองฝ่าวิกฤตโลกไร้ระเบียบ

ในยุคที่สถานการณ์โลกมีความผันผวนสูงจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นโลกที่ไร้ระเบียบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาตอกย้ำถึงแนวคิดสำคัญในการนำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤตนี้ โดยการใช้กลยุทธ์ อนุทิน ชูวิศวกรการเมืองฝ่าวิกฤตโลกไร้ระเบียบ เพื่อปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารงานให้มีความยืดหยุ่นและก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว

กลยุทธ์ อนุทิน ชูวิศวกรการเมืองฝ่าวิกฤตโลกไร้ระเบียบ

แนวคิดนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงการบริหารงานแบบนักการเมืองทั่วไป แต่เป็นการประยุกต์ใช้ตรรกะแบบวิศวกรในการแก้ปัญหา เริ่มจากการวางกรอบการทำงานที่ชัดเจนและการใช้ข้อมูลจริงมาตัดสินใจ เพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาว นายกรัฐมนตรีมองว่าการปรับตัวของประเทศต้องทำอย่างเป็นระบบโดยเน้นไปที่การปฏิรูปรัฐราชการให้มีความคล่องตัวและโปร่งใสมากขึ้น

การใช้กรอบ 4P เพื่อรับเทรนด์ AI และการเติบโตของเศรษฐกิจ

หนึ่งในหัวใจสำคัญของวิสัยทัศน์ อนุทิน ชูวิศวกรการเมืองฝ่าวิกฤตโลกไร้ระเบียบ คือการนำเทคโนโลยี AI มาปรับใช้ภายใต้หลักการ 4P เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมีทิศทาง ดังนี้:

  • Prevention: การวางแผนป้องกันผลกระทบเชิงลบจากเทคโนโลยี
  • Prosper: การผลักดันให้เกิดความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจในวงกว้าง
  • Potential: การเพิ่มศักยภาพของประเทศด้วยการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา (R&D)
  • Protection: การควบคุมและคุ้มครองไม่ให้เทคโนโลยีส่งผลเสียต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

นอกจากเรื่องเทคโนโลยีแล้ว รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการกระจายความมั่งคั่งออกไปสู่ภูมิภาค แทนที่จะกระจุกตัวอยู่เพียงแค่ในกรุงเทพฯ เพื่อสร้างเมืองเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่มีความพร้อมทั้งในด้านคมนาคมและการจ้างงาน ซึ่งจะเป็นการยกกำลังประเทศผ่านทักษะของคนไทยรุ่นใหม่ให้เป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมมากกว่าเป็นเพียงผู้ใช้

ในส่วนของการปฏิรูประบบราชการ รัฐบาลมุ่งเน้นการทำให้รัฐมีความฉลาดขึ้น (Smart Government) แทนที่จะลดขนาดเพียงอย่างเดียว เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจและสตาร์ทอัพให้สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น การผลักดันนวัตกรรมจากหิ้งสู่ห้างจึงเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะทำให้ไทยยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งในเวทีโลก

โดยสรุป การนำเอาหลักคิดของวิศวกรมาปรับใช้ในการบริหารประเทศถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของผู้นำที่ต้องการพาไทยไปสู่จุดที่มีเสถียรภาพและยั่งยืน แม้โลกจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่หากเรามีทิศทางที่ชัดเจนและกล้าตัดสินใจในจุดที่คุ้มค่าที่สุด ประเทศไทยก็จะสามารถกำหนดอนาคตของตัวเองได้อย่างแน่นอน

ที่มา – “อนุทิน” ชูวิศวกรการเมืองฝ่าวิกฤตโลกไร้ระเบียบ วางกรอบ 4P รับเทรนด์ AI ดันเศรษฐกิจ

ข่าวดีสตาร์ทอัพไทย รัฐบาลชวนคว้าทุน 2 ล้าน เพื่อขยายตลาดต่อยอดธุรกิจ พร้อมปลดล็อก NIA

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพทุกคน วันนี้มีข่าวใหญ่ที่จะมาเปลี่ยนเกมธุรกิจนวัตกรรมไทยให้ตื่นเต้นยิ่งขึ้น! กับการประกาศจากภาครัฐที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงแหล่งเงินทุนสนับสนุนเพื่อการเติบโต กับโปรเจกต์ที่น่าสนใจอย่าง ข่าวดีสตาร์ทอัพไทย รัฐบาลชวนคว้าทุน 2 ล้าน เพื่อขยายตลาดต่อยอดธุรกิจ พร้อมปลดล็อก NIA ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะผลักดันให้ธุรกิจของคุณไปได้ไกลกว่าเดิม

ข่าวดีสตาร์ทอัพไทย รัฐบาลชวนคว้าทุน 2 ล้าน เพื่อขยายตลาดต่อยอดธุรกิจ พร้อมปลดล็อก NIA

รัฐบาลได้ออกมาเชิญชวนผู้ประกอบการนวัตกรรมที่พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ สมัครเข้าร่วมโครงการ Market Expansion ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เพื่อขอรับทุนสนับสนุนสูงสุดถึง 2 ล้านบาทต่อโครงการ โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้คุณนำนวัตกรรมไปทดสอบกับลูกค้าจริง และขยายตลาดให้กว้างขึ้นกว่าเดิม การสนับสนุนนี้แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลักๆ คือ สนับสนุน 100% สำหรับการขยายสู่หน่วยงานภาครัฐ และแบบร่วมจ่าย 50% สำหรับการบุกตลาดเอกชนนั่นเองครับ

โอกาสทองสำหรับ 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์

สำหรับใครที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมต่อไปนี้ บอกเลยว่าห้ามพลาดเด็ดขาด เพราะโครงการนี้เปิดรับข้อเสนอจากกลุ่มธุรกิจที่น่าจับตามอง ได้แก่:

  • อุตสาหกรรมการเกษตร
  • อุตสาหกรรมอาหาร
  • กลุ่มการแพทย์ สุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดี
  • กลุ่มพลังงานและสิ่งแวดล้อม
  • กลุ่มการท่องเที่ยว ซอฟต์พาวเวอร์ และสังคม

การได้รับเงินทุนก้อนนี้จะช่วยให้สตาร์ทอัพไทยมีโอกาสหาลูกค้ารายแรกและขยายธุรกิจให้คล่องตัวยิ่งขึ้นครับ

ปลดล็อก NIA สู่กลไกใหม่ที่คล่องตัวกว่าเดิม

เหตุผลที่หลายคนตื่นเต้นกับ ข่าวดีสตาร์ทอัพไทย รัฐบาลชวนคว้าทุน 2 ล้าน เพื่อขยายตลาดต่อยอดธุรกิจ พร้อมปลดล็อก NIA ในครั้งนี้ เพราะการบังคับใช้พระราชกฤษฎีกาใหม่ที่ทำให้ NIA สามารถเข้ามาร่วมลงทุนโดยตรงได้! จากเดิมที่เราคุ้นเคยกับการรับทุนให้เปล่า ต่อจากนี้ NIA จะมีเครื่องมือในการเข้าไปถือหุ้นหรือร่วมลงทุนผ่าน Venture Capital Trust ได้ ซึ่งจะช่วยปิดจุดอ่อนของธุรกิจ Deep Tech ที่ต้องการเงินทุนสูงและใช้เวลานานในการพัฒนา ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองจริงๆ ครับ

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถยื่นข้อเสนอโครงการผ่านระบบ MIS ของ NIA ได้ที่เว็บไซต์ http://mis.nia.or.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่อีเมล [email protected] อย่าปล่อยให้โอกาสทองนี้หลุดมือไปนะครับ เพราะนี่คือการปรับตัวครั้งใหญ่ที่รัฐบาลตั้งใจสนับสนุนให้ธุรกิจของคุณเติบโตและแข่งขันได้ในระดับสากล ไม่ว่าจะเพิ่งเริ่มต้นหรือกำลังขยายกิจการ โครงการนี้คือแรงผลักดันสำคัญที่จะช่วยให้คุณไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้นกว่าที่เคยครับ

ที่มา – ข่าวดีสตาร์ทอัพไทย รัฐบาลชวนคว้าทุน 2 ล้าน เพื่อขยายตลาดต่อยอดธุรกิจ พร้อมปลดล็อก NIA

กรมทรัพย์สิน นำทัพนวัตกรรมไทยบุกเซี่ยงไฮ้ ในเวที CSITF 2026

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงตื่นเต้นไม่น้อย เมื่อได้ยินข่าวว่า กรมทรัพย์สิน นำทัพนวัตกรรมไทยบุกเซี่ยงไฮ้ ในเวที CSITF 2026 งานนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของคนไทยในเวทีระดับโลก เพราะการที่เราจะยกระดับเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมได้นั้น การนำผลงานไปจัดแสดงและเจรจากับนักลงทุนต่างชาตือถือเป็นหัวใจสำคัญเลยครับ

กรมทรัพย์สิน นำทัพนวัตกรรมไทยบุกเซี่ยงไฮ้ ในเวที CSITF 2026 อย่างเต็มภาคภูมิ

การเข้าร่วมงาน China (Shanghai) International Technology Fair (CSITF) ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการนำผลงานวิจัยไปโชว์ตัว แต่กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้มุ่งเน้นการใช้แพลตฟอร์ม IP Mart เข้ามาช่วยเชื่อมต่อนักลงทุนจีนกับงานวิจัยไทยอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดการซื้อขายและต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้อย่างแท้จริง

ไฮไลท์สำคัญของการเดินทางไปจีนและงาน CSITF 2026

ในการจัดงานครั้งนี้มีสิ่งที่น่าสนใจหลายประการ โดยเฉพาะการคัดสรรนวัตกรรมเด่นกว่า 50 รายการ ไปเปิดตัวในงาน โดยมีประเด็นที่น่าจับตามองดังนี้ครับ:

  • กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย: เน้นหนักที่เทคโนโลยีการแพทย์ สุขภาพ เกษตรสมัยใหม่ และเทคโนโลยีชีวภาพ
  • การสร้างดีลธุรกิจ: ตั้งเป้าหมายการเจรจาธุรกิจไม่น้อยกว่า 20 คู่ โดยคาดว่าจะสร้างเม็ดเงินสะพัดกว่า 10 ล้านบาท
  • การเรียนรู้เทคโนโลยีอนาคต: กรมทรัพย์สินยังได้ศึกษาเทคโนโลยี AI, หุ่นยนต์, และ Green Technology ของจีน เพื่อนำมาปรับใช้และพัฒนานวัตกรรมในประเทศไทย

หลายคนอาจสงสัยว่าการที่ กรมทรัพย์สิน นำทัพนวัตกรรมไทยบุกเซี่ยงไฮ้ ในเวที CSITF 2026 ครั้งนี้ จะส่งผลดีต่อเราอย่างไร คำตอบคือมันคือการเปิดประตูกว้างให้ผู้ประกอบการไทยได้เข้าถึงแหล่งทุนใหญ่ของโลก และเป็นการพิสูจน์ว่าผลงานคนไทยไม่ได้แพ้ชาติใดในโลก ทั้งในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์และความสามารถในการประยุกต์ใช้จริง

นอกเหนือจากงานนี้ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญายังฝากข่าวดีสำหรับใครที่สนใจ เพราะในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 จะมีการจัดงานใหญ่ภายในประเทศอย่าง IP X Venture 2026 ที่จะรวมพลนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญมาไว้ในที่เดียว ถือเป็นโอกาสทองสำหรับชาว Startup และนักประดิษฐ์ไทยทุกคนครับ

ในมุมมองของผม นี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เข้มแข็ง การที่ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนและเชื่อมต่อโอกาสแบบนี้ จะช่วยให้ผลงานวิจัยไม่เป็นเพียงแค่กระดาษ แต่กลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนประเทศอย่างแท้จริง มาร่วมกันเชียร์ให้ผลงานคนไทยโกอินเตอร์กันเยอะๆ นะครับ

ที่มา – “กรมทรัพย์สิน” นำทัพนวัตกรรมไทยบุกเซี่ยงไฮ้ ในเวที CSITF 2026 ชู IP เชื่อมนักลงทุนจีน

กมธ.อว. รับฟังเสียงภาคเอกชน แนะเร่งสร้างระบบเรียนรู้ตลอดชีวิตรับตลาดแรงงาน

กมธ.อว. รับฟังเสียงภาคเอกชน แนะเร่งสร้างระบบเรียนรู้ตลอดชีวิตรับตลาดแรงงาน

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กมธ.อว.) ได้จัดประชุมหารือร่วมกับตัวแทนจากสภาหอการค้าไทยและสมาคมสตาร์ทอัพไทย เพื่อหาแนวทางปรับปรุงระบบการศึกษาให้ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ กมธ.อว. รับฟังเสียงภาคเอกชน แนะเร่งสร้างระบบเรียนรู้ตลอดชีวิตรับตลาดแรงงาน ถือเป็นประเด็นสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากการแข่งขันด้วยราคา ไปสู่การแข่งขันด้วยนวัตกรรมและขีดความสามารถของบุคลากรอย่างแท้จริง

ทำไมต้องเร่งสร้างระบบเรียนรู้ตลอดชีวิต?

ในยุคที่ AI และดิจิทัลเปลี่ยนโลกอย่างรวดเร็ว ความรู้ที่จบจากมหาวิทยาลัยอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ภาคเอกชนสะท้อนปัญหาตรงกันว่า ธุรกิจไทยกำลังประสบภาวะขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะตรงกับความต้องการจริง ซึ่งการรอคอยการผลิตบัณฑิตตามระบบปกติเริ่มไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นการสร้าง กมธ.อว. รับฟังเสียงภาคเอกชน แนะเร่งสร้างระบบเรียนรู้ตลอดชีวิตรับตลาดแรงงาน จึงเป็นทางรอดที่สำคัญในการปรับทักษะ (Upskill) และเปลี่ยนทักษะ (Reskill) ให้แรงงานไทยมีความพร้อมอยู่เสมอ

  • มหาวิทยาลัยคือฐานนวัตกรรม: เปลี่ยนจากโรงเรียนผลิตบัณฑิต สู่การเป็น ‘Entrepreneurial University’ ที่ร่วมวิจัยกับเอกชน
  • ความยืดหยุ่นในการเรียน: ใช้ระบบ Credit Bank และ Micro-credential เพื่อเปิดช่องว่างให้คนทำงานกลับมาเรียนได้สะดวกขึ้น
  • ลดช่องว่างห่วงโซ่นวัตกรรม: เชื่อมโยงงานวิจัยในห้องแล็บสู่ผลิตภัณฑ์ที่ขายได้จริงในเชิงพาณิชย์

นอกจากนี้ นางฐิติมา ฉายแสง ประธานกมธ.อว. ย้ำว่า ประเทศไทยต้องมุ่งเน้นการสร้าง ‘ความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน’ ผ่านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เพราะหากเรายังคงแข่งขันกันที่ค่าแรงต่ำ เราจะสูญเสียความสามารถในการเติบโตในระยะยาว การที่ กมธ.อว. รับฟังเสียงภาคเอกชน แนะเร่งสร้างระบบเรียนรู้ตลอดชีวิตรับตลาดแรงงาน ในเวทีนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการปรับโครงสร้างนโยบายให้จับต้องได้

ในฐานะภาคส่วนต่างๆ ของสังคม เราหวังว่าข้อเสนอเหล่านี้จะถูกผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพไม่ใช่หน้าที่ของภาครัฐเท่านั้น แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษาเพื่อสร้างกำลังคนที่มีทักษะล้ำสมัยและสามารถพาประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางไปได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – กมธ.อว. รับฟังเสียงภาคเอกชน แนะเร่งสร้างระบบเรียนรู้ตลอดชีวิตรับตลาดแรงงาน

“ภาวุธ” เตือน China Shock 2.0 ภัย SMEs ไทย

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามาคุยเรื่องที่กำลังเป็นกระแสฮอตฮิตในวงการธุรกิจไทยกันหน่อยนะครับ นั่นคือคำเตือนสุดสะเทือนใจจาก สส.ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ที่โพสต์เฟซบุ๊กเตือนภัยใหญ่หลวง ว่าเอสเอ็มอีไทยกำลังเผชิญหน้ากับ China Shock 2.0 แบบมาเร็วกว่าที่ใครคาดคิด สินค้าจีนล้นตลาด (Overcapacity) ถูกระบายมาอาเซียนรวมไทยเต็มสูบ ราคาถูกกว่าสินค้าไทยเกือบครึ่ง แถมส่งไวสุดๆ จนตอนนี้ไทยขาดดุลการค้ากับจีนพุ่งทะยาน 2 ล้านล้านบาท โรงงานไทยปิดตัวเป็นแถว งานคราฟต์สไตล์ “Very Thai” กำลังจะตายเรียบ!

มันเหมือนปล่อย “ปลาหมอคางดำ” เข้าทำลายระบบนิเวศการออกแบบไทยเลยครับ เพื่อนๆ ลองนึกภาพดู โรงงาน SME ที่เคยคึกคักวันนี้เงียบเหงา ลูกน้องตกงานเพียบ สส.ภาวุธบอกชัดว่าถ้าไม่รีบอุดจุดบอด อุตสาหกรรมไทยอาจล้มละลายยับเยิน ทางรอดคือต้องสู้ด้วย “สมองและรสนิยม” ไม่ใช่แข่งราคาด้วย “เหล็กและไม้” ต้องสร้าง Un-copyable DNA เลิกขายแค่สินค้า แต่ขาย “Solution & Curation” ที่จีนก๊อปไม่ได้ เช่น ความเข้าใจบริบทบ้านไทยแท้ๆ

China Shock 2.0 กำลังบี้เอสเอ็มอีไทยหนักแค่ไหน

China Shock 2.0 ไม่ใช่เรื่องไกลตัวนะครับ มันคือคลื่นลูกใหม่ของสินค้าจีนราคาถูกที่ถาโถมเข้ามา หลังจากจีนผลิตเกินกำลัง ตอนนี้ไทยติดอันดับ Top 3 อาเซียนที่เปราะบางที่สุด รองจากเวียดนามและอินโดนีเซีย แต่ไทยตอบโต้ช้ากว่าคู่แข่ง โครงสร้างภาษีและศุลกากรมีช่องโหว่ใหญ่ เช่น Free Trade Zone และนโยบายนำเข้าสินค้าน้อยๆ ทำให้สินค้าจีนไหลทะลักถึงระดับรากหญ้าได้ง่าย ส่งผลขาดดุลปี 2568 พุ่ง 2 ล้านล้านบาท สูงสุดในประวัติศาสตร์!

ตัวอย่างผลกระทบ China Shock 2.0 ในไทย

  • โรงงาน SME ปิดตัวเป็นล้าน
  • งานคราฟต์ไทยสูญหาย อย่างเฟอร์นิเจอร์หรือสิ่งทอ
  • ขาดดุลการค้ากระโดดหลักล้านล้าน

สส.ภาวุธยกตัวอย่างชัดๆ ว่าต้องทำ Hybrid Model (70/30) ใช้ซัพพลายเชนจีนถูกๆ 70% ผสม “ลายเซ็นคราฟต์ไทย” 30% เพื่อพยุงโรงงานท้องถิ่น แถมใช้ Genuine Soft Power อย่างไทยดีไซน์ที่คนยอมจ่ายเพราะรักในเอกลักษณ์ ไม่ใช่แค่ช้างหรือลายเทพพนม

บทเรียนจากประเทศอื่นสู้ China Shock 2.0 สำเร็จ

ไม่ต้องกลัวครับ มีแบบอย่างดีๆ ให้ไทยเลียนแบบ สส.ภาวุธยก 3 โมเดลเจ๋งๆ

1. เม็กซิโกใช้นโยบายยาแรง: สร้างกำแพงภาษี อุดช่องโหว่ จนเกิดกระแส Nearshoring บริษัทจีนและต่างชาติตั้งโรงงานในเม็กซิโกเพื่อเลี่ยงภาษีส่งสหรัฐฯ โรงงานท้องถิ่นกลับมาทำงาน จ้างงานพุ่ง!

2. อินโดนีเซียเก็บภาษีป้องกันทุ่มตลาด: ใช้ Safeguard Duties สูง 100-200% ในสิ่งทอเซรามิก ป้องกัน SME ตายยกรัง แถมยกเลิก De minimis สำหรับแอปอย่าง Shein Temu ที่นำเข้าสินค้าราคาถูก ร้านค้าท้องถิ่นรอดตาย!

3. ยกระดับ DNA ด้วยนวัตกรรมแบบอิตาลี: ไม่สู้ราคา แต่ใช้ “Made in Italy 2026 Vision” ผสมเทคโนโลยี 3D Prototyping AI ช่วยช่างฝีมือ ลดต้นทุนแต่คงความประณีต สร้างเรื่องเล่า Cultural Storytelling ทำให้ของอิตาลีขายแพงได้เพราะเป็น “ประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณ” จีนก๊อปไม่ได้ สร้างกำแพงทางความรู้สึก!

4. ดึงซัพพลายเชนกลับบ้านแบบอินเดีย: โครงการ Make in India + PLI (Production Linked Incentive) ให้เงินอุดหนุนภาษีบริษัทผลิตในประเทศ ปี 2568 ดึง iPhone ผลิต 25-30% ส่งออกทั่วโลก เปลี่ยนจากนำเข้าเป็นผู้ผลิตชั้นนำ

ไทยช้ากว่าเพื่อน ต้องรีบ!

ไทยตอบโต้ช้าเพราะกฎหมายอ่อน สินค้าจีนทะลักง่าย ต้องรีบปฏิรูป!

สุดท้ายนี้ คำเตือนจากสส.ภาวุธคือสัญญาณเตือนภัยที่เราต้องฟังนะครับ ไทยมีศักยภาพ Soft Power สูง ถ้ารีบยกระดับดีไซน์ ใช้เทคโนโลยีผสมคราฟต์ สร้าง Hybrid Model และตั้งกำแพงภาษีที่เหมาะสม เราจะผ่าน China Shock 2.0 ไปได้แน่นอน คุณคิดว่าอะไรคือทางรอดที่ดีที่สุดสำหรับ SME ไทย? ลองคอมเมนต์บอกกันด้านล่าง แล้วแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ผู้ประกอบการได้อ่านด้วยนะครับ จะได้ช่วยกันคิดทางออก!

ที่มา – “ภาวุธ” เตือนภัย เอสเอ็มอี ไทย เจอ “China Shock 2.0” บี้รีบอุดจุดบอดก่อนอุตสาหกรรมไทยล้มละลาย

“ยศชนัน” แจงสภาฯ ครั้งแรก รมว.อว. พัฒนาทุนมนุษย์

ในวันที่ 9 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา มีเหตุการณ์สำคัญที่ทุกคนในวงการการเมืองและการศึกษาให้ความสนใจ นั่นคือ “ยศชนัน” แจงสภาฯ ครั้งแรก พร้อมทำหน้าที่ รมว.อว. ให้ดีที่สุดเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ลุกขึ้นชี้แจงนโยบายต่อรัฐสภา เป็นครั้งแรกในการประชุมแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ภายใต้การนำของนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา การชี้แจงครั้งนี้ไม่ใช่แค่การรายงาน แต่เป็นวิสัยทัศน์ชัดเจนที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง ด้วยพลังของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

“ยศชนัน” แจงสภาฯ ครั้งแรก พร้อมทำหน้าที่ รมว.อว. ให้ดีที่สุดเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์

นายยศชนัน เน้นย้ำว่า ในยุคที่เผชิญวิกฤตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติ สังคม หรือเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคือกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาให้ทันท่วงที กระทรวงอว. ได้ดำเนินการไปแล้วหลายส่วน และพร้อมปรับปรุงจุดอ่อนที่พบเพื่อให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยจะเชื่อมโยงนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย (STI) เข้ากับนโยบายต่างประเทศ สังคม สิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ และบริการภาครัฐ เพื่อให้เป็นกระดูกสันหลังของชาติ

นวัตกรรมจากวิจัยสู่เศรษฐกิจรากหญ้า

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการผลักดันนวัตกรรม โดยเชื่อมโยงวิจัยเชิงลึกของภาครัฐเข้ากับศักยภาพของเอกชน ใช้เงินงบประมาณอว. ร่วมกับทุนเอกชนและนักลงทุน เพื่อนำเทคโนโลยีจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ นอกจากนี้ ยังส่งเสริมทรัพย์สินทางปัญญาให้ นักวิจัยได้รับรายได้อย่างเป็นธรรม โดยให้ “นักคิด” และ “นักปฏิบัติ” ร่วมมือกัน นโยบายนี้จะช่วยให้ประเทศไทยไม่สูญเสียเอกราชทางเทคโนโลยี

สำหรับเศรษฐกิจ นายยศชนัน ชู “เศรษฐกิจสุขภาพ” เป็นโรง โดยมุ่งให้ไทยเป็นอันดับ 1 ของโลก เพิ่มผลิตภาพในภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ ยกระดับเกษตรมูลค่าสูง เช่น สมุนไพรไทย ความมั่นคงทางอาหาร อาหารแห่งอนาคต อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ การบำบัดด้วยเซลล์และยีนสำหรับโรคธาลัสซีเมีย พาร์กินสัน และมะเร็ง

ความมั่นคงไซเบอร์และเอกราชอาวุธยุทโธปกรณ์

ด้านความมั่นคง อว. จะร่วมกลาโหม สร้างเอกราชด้านอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อความปลอดภัยประชาชน สำหรับไซเบอร์ซีเคียวริตี้ จะพัฒนาการสื่อสารเชิงควอนตัม Open Data สู่รัฐบาลดิจิทัล Green Energy Net Zero และเทคโนโลยีป้องกันภัยพิบัติ นี่คือก้าวสำคัญที่ “ยศชนัน” แจงสภาฯ ครั้งแรก พร้อมทำหน้าที่ รมว.อว. ให้ดีที่สุดเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์

  • พลิกโฉมมหาวิทยาลัยทุกมิติ รับทุกวัยตั้งแต่เยาวชนถึงผู้สูงอายุ อัปสกิล-รีสกิล
  • ศิษย์เก่าเรียนต่อได้ไม่จำกัด
  • ลดความเหลื่อมล้ำ ปรับปรุงระบบ T-CAS ให้มีคุณภาพ

นายยศชนัน ทิ้งท้ายว่า “ผมจะทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุดเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศไทย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อความหวังของคนไทย” การชี้แจงครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่ชัดเจน หากนโยบายเหล่านี้ถูกนำไปปฏิบัติจริง จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย ลดช่องว่างทางสังคม และวางรากฐานเศรษฐกิจยั่งยืนในยุคดิจิทัล

ในมุมมองของผม นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีของรัฐบาลชุดใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาและนวัตกรรม หากคุณเป็นนักศึกษา นักวิจัย หรือประชาชนทั่วไป ลองคิดดูสิว่าการพัฒนาเหล่านี้จะเปลี่ยนชีวิตคุณอย่างไร? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข่าวสารการเมือง การศึกษา และเทคโนโลยีล่าสุด!

ที่มา – “ยศชนัน” แจงสภาฯ ครั้งแรก พร้อมทำหน้าที่ รมว.อว. ให้ดีที่สุดเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์

ยศชนัน เปิดโครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ ชูเห็ดสู่สากล

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกวงการ การเกษตรไทยก็ไม่เว้น! ล่าสุด ยศชนัน โครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ กลายเป็นข่าวใหญ่เมื่อ “ยศชนัน” วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และอดีตรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมเปิดตัวโครงการสุดล้ำนี้ ร่วมกับ ส.อ.ท. และมหิดล เพื่อดัน “เห็ด” ให้เป็นวัตถุดิบมูลค่าสูงบุกตลาดโลกตามโมเดล BCG Economy

ยศชนัน โครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ: จุดเริ่มต้นของเกษตรไทยยุคใหม่

งานพิธี Groundbreaking เกิดขึ้นเมื่อ 21 มีนาคม 2567 (หมายเหตุ: เดิม 2569 น่าจะพิมพ์ผิด) ณ อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ ศาลายา โดยมีนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. และศ.ดร.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหิดล เป็นประธาน ยศชนัน โครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ หรือ Smart Agriculture Industry (SAI) มุ่งสร้างต้นแบบ Open Innovation ใช้เทคโนโลยีชีวภาพและ AI พัฒนาเห็ดเป็นพืชนำร่อง สร้างสินค้า MiT (Made in Thailand) ลดการนำเข้า และก้าวสู่ Net Zero

ยศชนัน ร่วมเปิดโครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ

พื้นที่ Siree Park จะกลายเป็น Sandbox บ่มเพาะนวัตกรรม บูรณาการ Life Sciences เชื่อมงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรม นายยศชนัน เน้นย้ำถึง Wellness Economy และ Nutrition Security เพื่อ “ขยับประเทศ” ให้ก้าวหน้า

บทบาทสำคัญของยศชนัน ในโครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ

ยศชนัน ได้รับ Blueprint จาก ส.อ.ท. แล้ว และพร้อมเป็นตัวกลางประสานทุกฝ่าย ปลดล็อกกฎหมายผ่าน Regulatory Sandbox ปรับระเบียบดิจิทัล และยกร่าง พ.ร.บ. ใหม่ๆ สร้างระบบนิเวศนวัตกรรมยืดหยุ่นตามความต้องการเอกชน

  • เพิ่มผลิตภาพเกษตรด้วย Smart Agriculture และ AI สำหรับสังคมสูงวัย
  • จัดสรรงบวิจัยครบวงจร: ต้นน้ำ (วิจัย) กลางน้ำ (ผลิต) ปลายน้ำ (ตลาดสากล)
  • สร้าง GI สมุนไพรไทย เพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีโลก
  • ขยายความร่วมมือมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ สร้างอาชีพนักวิทยาศาสตร์เป็น Product Owner
  • เปลี่ยน Biodiversity ไทยเป็นนวัตกรรมเศรษฐกิจจริง
พิธีเปิดยศชนัน โครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ

คำพูดเด็ดจากยศชนัน: “ผมอยากเห็นการปั้นนักวิทยาศาสตร์ให้เป็น Product Owner เรามีบุคลากรเก่งๆ เยอะ ต้องสร้าง Ecosystem รองรับ เพื่อนวัตกรรม Global Scale ลงทุนวิจัยให้ถึงทุกจุด เพื่อ Nutrition Security และ Net Zero”

โครงการนี้ไม่ใช่แค่ปลูกเห็ด แต่เป็นการปฏิวัติเกษตรไทย ใช้ AI ตรวจโรคพืช ชีวภาพพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ ลดคาร์บอน ช่วยเกษตรกรรายย่อยมีรายได้มั่นคง สอดคล้อง BCG Model ที่เป็น Bio-Circular-Green Economy ของไทย เห็ดที่เคยเป็นอาหารธรรมดา จะกลายเป็น superfood ส่งออก เช่น เห็ดหลินจือ กะเพราหมู หรือโปรตีนทางเลือกแทนเนื้อสัตว์

ยศชนัน พูดในงานโครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ
ภาพบรรยากาศยศชนัน โครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ
เห็ด วัตถุดิบหลักโครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ

ประโยชน์รอบด้าน: เกษตรกรได้เทคโนโลยีทันสมัย ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ผู้บริโภคได้อาหารปลอดภัย อุตสาหกรรมได้วัตถุดิบคุณภาพส่งออก ไทยจะแข็งแกร่งด้านโภชนาการและสิ่งแวดล้อม

ในมุมมองผม โครงการยศชนัน โครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ นี้คือก้าวย่างสำคัญที่จะพาไทยเป็นผู้นำเกษตรอัจฉริยะอาเซียน คุณล่ะพร้อมเห็นไทยบุกตลาดโลกด้วยเห็ดไทยมูลค่าหลายพันล้านหรือยัง? แชร์ความคิดเห็นด้านล่าง และติดตามอัปเดตโครงการนี้เพื่อไม่พลาดโอกาสลงทุนหรือร่วมงานนะ!

ที่มา – “ยศชนัน” ร่วมเปิดตัวโครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ ชู “เห็ด” วัตถุดิบมูลค่าสูงสู่สากล

Scroll to top