นักบินอวกาศ

จีนปล่อยจรวดส่งนักบินอวกาศปฏิบัติภารกิจในวงโคจรโลกนาน 1 ปี

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวใหญ่ในแวดวงอวกาศกันมาบ้างแล้ว กับความก้าวหน้าล่าสุดที่น่าตื่นเต้นของทางจีน เมื่อล่าสุดจีนปล่อยจรวดส่งนักบินอวกาศปฏิบัติภารกิจในวงโคจรโลกนาน 1 ปี เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการก้าวกระโดดครั้งสำคัญสู่การส่งมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ภายในปี 2573

จีนปล่อยจรวดส่งนักบินอวกาศปฏิบัติภารกิจในวงโคจรโลกนาน 1 ปี

ภารกิจ “เสินโจว-23” (Shenzhou-23) ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการส่งนักบินอวกาศ 3 คนขึ้นไปยังสถานีอวกาศเทียนกง โดยการพำนักในอวกาศเป็นระยะเวลานานถึง 1 ปีเต็มครั้งนี้ ถือเป็นความท้าทายอย่างมากในด้านสุขภาพและความพร้อมของร่างกายนักบิน เพื่อพิสูจน์ว่ามนุษย์สามารถคงอยู่และทำงานในสภาพไร้น้ำหนักได้นานเพียงใด ซึ่งเป็นขั้นบันไดสำคัญสู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่า

ทำไมจีนถึงต้องการส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์?

การที่จีนปล่อยจรวดส่งนักบินอวกาศปฏิบัติภารกิจในวงโคจรโลกนาน 1 ปี ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสำรวจทั่วไป แต่เป็นการวางรากฐานทางเทคโนโลยีและทดสอบระบบการใช้ชีวิตระยะยาว โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การสร้างประวัติศาสตร์: มีการส่งนักบินจากฮ่องกงเข้าร่วมเป็นครั้งแรก สร้างความฮือฮาในระดับนานาชาติ
  • ความท้าทายปี 2573: จีนเร่งพัฒนาฮาร์ดแวร์เพื่อบรรลุเป้าหมายการส่งมนุษย์ลงจอดบนดวงจันทร์
  • สถานีอวกาศเทียนกง: เป็นฐานทดสอบสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่สภาพแวดล้อมที่คาดเดาได้ยากบนพื้นผิวดวงจันทร์

ในขณะที่การแข่งขันอวกาศระหว่างจีนและสหรัฐฯ กำลังดุเดือดเข้มข้น หลายฝ่ายมองว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่องของวิทยาศาสตร์ แต่เป็นเรื่องของการแสดงศักยภาพทางเทคโนโลยีระดับโลก สหรัฐฯ เองก็มีโปรเจกต์ใหญ่ในการกลับไปเยือนดวงจันทร์อีกครั้ง ซึ่งทำให้สนามการแข่งขันนี้เต็มไปด้วยการจับตามองจากทั่วโลก

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าความพยายามของจีนในครั้งนี้จะสัมฤทธิ์ผลมากน้อยเพียงใด แต่ที่แน่ๆ ความมุ่งมั่นของทีมนักบินอวกาศเหล่านี้ คือหัวใจหลักที่จะเปลี่ยนอนาคตของการสำรวจอวกาศไปตลอดกาล การได้เห็นมนุษย์ใช้ชีวิตในวงโคจรนานขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เราเข้าใกล้คำว่า “เพื่อนบ้านดวงดาว” ได้มากขึ้นทุกที คุณล่ะครับคิดว่าใครจะเป็นผู้ชนะในศึกดวงจันทร์ครั้งนี้?

ที่มา – จีนปล่อยจรวดส่งนักบินอวกาศปฏิบัติภารกิจในวงโคจรโลกนาน 1 ปี

เผยอาการป่วยนักบินอวกาศนาซ่า พูดไม่ได้

ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจกับอาการป่วยนักบินอวกาศนาซ่าที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันกับไมค์ ฟินเคอ นักบินอวกาศมากประสบการณ์ของนาซ่า เขาป่วยด้วยอาการพูดไม่ได้เฉียบพลัน จนทำให้ภารกิจต้องยุติก่อนกำหนด แม้แพทย์จะตรวจอย่างละเอียดแต่ยังหาสาเหตุไม่ได้ เหตุการณ์นี้สร้างความฮือฮาเพราะเกิดขึ้นบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) และส่งผลกระทบต่อทั้งทีม

อาการป่วยนักบินอวกาศนาซ่า

อาการป่วยนักบินอวกาศนาซ่าของไมค์ ฟินเคอเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 มกราคม ขณะที่เขากำลังรับประทานอาหารเพื่อเตรียมตัวสำหรับภารกิจเดินอวกาศ (spacewalk) ในวันรุ่งขึ้น ฟินเคอซึ่งมีประสบการณ์บินอวกาศมาแล้ว 4 ครั้ง เล่าว่าอาการนี้มาแบบไม่มีสัญญาณเตือน เขาจู่ๆ ก็พูดไม่ได้เลย โดยไม่มีอาการปวดหรืออาการอื่นร่วมด้วย ทำให้เพื่อนร่วมทีมตื่นตระหนกและรีบช่วยเหลือทันที

อาการดังกล่าวกินเวลาเพียง 20 นาที ก่อนที่ฟินเคอจะกลับมาพูดได้ปกติ และจนถึงตอนนี้ก็ไม่เคยเกิดซ้ำอีก แต่เหตุการณ์นี้ร้ายแรงพอที่จะยกเลิกภารกิจเดินอวกาศครั้งที่ 10 ของเขา ซึ่งเป็นครั้งแรกของเพื่อนร่วมทีมด้วย

สาเหตุของอาการป่วยนักบินอวกาศนาซ่า ยังเป็นปริศนา

หลังเกิดเหตุ ทีมบน ISS ใช้เครื่องอัลตราซาวด์ตรวจเบื้องต้น และติดต่อแพทย์บนพื้นดินทันที ฟินเคอถูกส่งกลับโลกก่อนกำหนดด้วยยาน SpaceX Crew Dragon เมื่อ 15 มกราคม เร็วกว่ากำหนด 1 เดือน และเข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาลทันที แม้จะตรวจละเอียดหลายครั้ง NASA ก็ยังไม่พบสาเหตุที่ชัดเจนของอาการป่วยนักบินอวกาศนาซ่านี้

นาซ่ากำลังทบทวนข้อมูลสุขภาพของนักบินอวกาศคนอื่นๆ เพื่อหาความเชื่อมโยง ฟินเคอยังปกปิดรายละเอียดเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวตามนโยบายนาซ่า

ประวัติและการตอบสนองของทีม

ไมค์ ฟินเคอ วัย 59 ปี เป็นอดีตนายทหารอากาศสหรัฐฯ และนักบินอวกาศรุ่นเก๋า เขาเคยปฏิบัติภารกิจบน ISS หลายครั้ง ภารกิจล่าสุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Polaris Dawn ซึ่งเป็นภารกิจเอกชนโดยจาเร็ด ไอแซคแมน ผู้ก่อตั้ง Shift4 Payments

  • วันที่ 7 ม.ค.: เกิดอาการพูดไม่ได้ขณะกินข้าว
  • เพื่อนร่วมทีม 6 คนช่วยเหลือทันที
  • ยกเลิก spacewalk ที่จะเกิดขึ้น
  • 4 ลูกเรือกลับโลกก่อนกำหนด
  • นาซ่าริวิวสุขภาพนักบินทั้งหมด

ฟินเคอรู้สึกผิดที่ทำให้ภารกิจล้ม แต่ได้รับกำลังใจจากทีม โดยไอแซคแมนบอกว่า “นี่ไม่ใช่ความผิดของคุณ แต่เป็นเรื่องของอวกาศ” เขายังมองโลกในแง่ดี หวังกลับไปอวกาศอีก

ความเสี่ยงในอวกาศที่อาจเกี่ยวข้อง

แม้สาเหตุยังไม่แน่ชัด แต่ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าอาจเกิดจากปัจจัยในอวกาศ เช่น ผลกระทบจากแรงโน้มถ่วงต่ำ (microgravity) ที่ส่งผลต่อระบบประสาท การเปลี่ยนแปลงความดันในหัว การแผ่รังสี หรือแม้กระทั่งความเครียดจากการเตรียมภารกิจ นักบินอวกาศต้องเผชิญความเสี่ยงเหล่านี้เสมอ ทำให้การแพทย์อวกาศเป็นเรื่องสำคัญ

เหตุการณ์นี้ถือเป็น “การอพยพทางการแพทย์จาก ISS ครั้งแรก” ของนาซ่า สร้างบทเรียนใหม่ให้กับภารกิจอนาคต เช่น Artemis หรือการตั้งฐานดวงจันทร์

ในมุมมองของเรา อาการป่วยนักบินอวกาศนาซ่านี้เตือนใจว่าอวกาศยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้า แต่ร่างกายมนุษย์ยังปรับตัวไม่ทัน คุณคิดว่าสาเหตุจริงๆ คืออะไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอวกาศอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – เผยอาการป่วยนักบินอวกาศนาซ่า ที่ต้องยุติภารกิจก่อนกำหนด เหตุอยู่ดีๆ พูดไม่ได้ แพทย์ยังไม่พบสาเหตุ

นาซ่าเลื่อนภารกิจไปดวงจันทร์ หลังพบปัญหาทางเทคนิค

นาซ่าเลื่อนภารกิจไปดวงจันทร์ หลังพบปัญหาทางเทคนิค เป็นข่าวที่สร้างความฮือฮาในวงการอวกาศทั่วโลก ล่าสุด นาซ่าประกาศเลื่อนกำหนดการปล่อยจรวด Artemis II จากเดิมวันที่ 6 มีนาคม 2026 ออกไปเป็นช่วงเดือนเมษายน 2026 เนื่องจากทีมวิศวกรตรวจพบความผิดปกติในระบบก๊าซฮีเลียม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการควบคุมความดันและอุณหภูมิของเชื้อเพลิง

นาซ่าเลื่อนภารกิจไปดวงจันทร์ หลังพบปัญหาทางเทคนิค

นายแจเรด ไอแซคแมน ผู้บริหารระดับสูงของนาซ่า ได้แจ้งข่าวนี้เมื่อวันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ โดยยอมรับว่าทุกคนรู้สึกผิดหวัง แต่ภารกิจยังคงเดินหน้าต่อไป นักอวกาศทั้ง 4 คนที่เตรียมพร้อมมานาน ได้ฝึกฝนอย่างหนักสำหรับการเดินทางรอบดวงจันทร์ ซึ่งจะเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี นับตั้งแต่ภารกิจ Apollo สมัยก่อน

สาเหตุหลักของการเลื่อนภารกิจ Artemis II

ปัญหาเกิดขึ้นระหว่างการทดสอบสุดท้ายที่ศูนย์อวกาศเคนเนดี รัฐฟลอริดา ซึ่งเป็นการทดสอบครั้งที่ 2 หลังจากครั้งแรกมีปัญหาการรั่วไหลของก๊าซไฮโดรเจนจากตัวกรอง ในวันพฤหัสบดี การทดสอบ “wet rehearsal” หรือการบรรจุเชื้อเพลิงเหลวดำเนินไปได้อย่างราบรื่น แต่คืนวันศุกร์กลับพบความผิดปกติในระบบก๊าซฮีเลียม ทำให้ต้องหยุดชะงัก

  • ระบบก๊าซฮีเลียมผิดปกติ: ควบคุมความดันและอุณหภูมิเชื้อเพลิง
  • การทดสอบครั้งก่อน: รั่วไหลก๊าซไฮโดรเจน
  • ผลกระทบ: เลื่อนจากมีนาคมเป็นเมษายน 2026

แจเรด ไอแซคแมน เปรียบเทียบกับภารกิจ Gemini 8 ของนีล อาร์มสตรองในปี 1966 ที่ต้องยุติก่อนกำหนด แต่สุดท้ายประสบความสำเร็จใน Apollo 11 ปี 1969 เขาย้ำว่าปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องปกติในภารกิจอวกาศ และทีมงานนาซ่าทุ่มเทอย่างมากเพื่อความสำเร็จของ Artemis II

ภารกิจ Artemis II คืออะไร และสำคัญอย่างไร

Artemis II จะส่งนักอวกาศ 4 คนโคจรรอบดวงจันทร์ โดยใช้จรวด SLS (Space Launch System) ขนาดยักษ์ พวกเขาจะได้ศึกษาพื้นผิวดวงจันทร์อย่างใกล้ชิดเป็นเวลาหลายชั่วโมง ซึ่งเป็นก้าวสำคัญก่อน Artemis III ที่จะส่งมนุษย์ลงสู่พื้นผิวดวงจันทร์อีกครั้งในปี 2028 โปรแกรม Artemis มีเป้าหมายสร้างฐานถาวรบนดวงจันทร์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับภารกิจไปดาวอังคารในอนาคต

นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ชุดอวกาศรุ่นใหม่ ระบบช่วยชีวิตขั้นสูง และยาน Orion ที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมอวกาศสุดขีด การเลื่อนครั้งนี้แม้จะน่าเสียดาย แต่ช่วยให้ทีมมีเวลาปรับปรุงความปลอดภัยให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ปัญหาทางเทคนิคเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของเทคโนโลยีอวกาศ แต่ก็เป็นโอกาสในการเรียนรู้ นาซ่าเคยเผชิญอุปสรรคมากมายในอดีต แต่ทุกครั้งก็ก้าวข้ามได้สำเร็จ ลองนึกถึง Apollo 13 ที่เกือบล้มเหลวแต่รอดมาได้

สำหรับแฟนข่าวอวกาศ ภารกิจนี้ไม่เพียงนำมนุษย์กลับสู่ดวงจันทร์ แต่ยังจุดประกายแรงบันดาลใจให้เยาวชนรุ่นใหม่สนใจวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม

ติดตามความคืบหน้าของ นาซ่าเลื่อนภารกิจไปดวงจันทร์ หลังพบปัญหาทางเทคนิค และข่าวอวกาศล่าสุดได้ที่นี่ เพื่อไม่พลาดทุกการอัปเดต!

ที่มา – นาซ่าเลื่อนภารกิจไปดวงจันทร์ หลังพบปัญหาทางเทคนิค

“เต้ มงคลกิตติ์” บุก ม.นเรศวร นิสิตแห่ต้อนรับ!

การเมืองไทยร้อนระอุ! “เต้ มงคลกิตติ์” ผู้สมัครนายกฯ จากพรรคทางเลือกใหม่ บุก ม.นเรศวร เจอนิสิตรอต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมนโยบายสุดล้ำ นักรบอวกาศ!

“เต้ มงคลกิตติ์” บุกหาเสียง ม.นเรศวร เจอนิสิตรอต้อนรับ

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคทางเลือกใหม่ สร้างความฮือฮาด้วยการลงพื้นที่หาเสียงที่มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก ท่ามกลางการต้อนรับอย่างล้นหลามจากนิสิตนักศึกษา

บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก นิสิตจำนวนมากให้ความสนใจนโยบาย “นักรบอวกาศ” ของนายมงคลกิตติ์ และแห่กันเข้ามาขอถ่ายรูป ขอลายเซ็น บางรายถึงกับขอหอมแก้มเพื่อเป็นกำลังใจในการผลักดันนโยบายดังกล่าวให้เป็นจริง

นโยบายสุดล้ำ “นักรบอวกาศ” โดนใจวัยรุ่น

นายมงคลกิตติ์ กล่าวถึงเหตุผลในการลงพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกในครั้งนี้ว่า ต้องการมาพบปะประชาชน และรุ่นน้องโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม ซึ่งเป็นโรงเรียนเก่าของตนเอง รวมถึงนิสิตมหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อนำเสนอนโยบายของพรรคทางเลือกใหม่ โดยเน้นย้ำถึง 3 นโยบายหลัก ได้แก่

  • นโยบายเงินทุนเจ้าบ้าน: มอบเงินทุน 36,000 บาทให้แก่เจ้าบ้านทุกครัวเรือน
  • นโยบายเงินผดุงเกียรติ: มอบเงิน 36,000 บาทต่อปีให้แก่ทหารผ่านศึก
  • นโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงวัย: มอบเงิน 36,000 บาทต่อปีให้แก่ผู้สูงวัย

นอกจากนี้ นายมงคลกิตติ์ ยังได้กล่าวถึงนโยบาย “ไปอวกาศ” ซึ่งเป็นนโยบายที่ได้รับความสนใจจากนิสิตนักศึกษาเป็นอย่างมาก โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศของไทยอย่างก้าวกระโดด

เป้าหมายของนโยบายนี้คือ ภายใน 4 ปี ประเทศไทยจะสามารถสร้างยานอวกาศเพื่อขนส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรได้ และพัฒนาไปสู่การท่องเที่ยวโคจรรอบโลก ภายใน 8 ปี จะสามารถสร้างยานอวกาศที่บินไป-กลับดวงจันทร์ได้ และภายใน 12 ปี จะสามารถสร้างยานอวกาศที่บินไป-กลับดาวศุกร์และดาวอังคารได้

นายทัตพล เพ็ชรศรี นักศึกษาปี 1 ชาวสุโขทัย กล่าวว่า ตนเองมารอพี่เต้ตั้งแต่เช้า เพื่อมาขอลายเซ็นและขอหอมแก้ม เพราะชื่นชอบในตัวนายมงคลกิตติ์เป็นการส่วนตัว และเชื่อมั่นว่านโยบาย “นักรบอวกาศ” จะสร้างความฝันให้ตนเองได้เป็นมนุษย์อวกาศ

การลงพื้นที่ของ “เต้ มงคลกิตติ์” ในครั้งนี้ ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากนิสิตมหาวิทยาลัยนเรศวร โดยมีนิสิตกว่า 300 คนเข้าแถวเพื่อขอถ่ายรูปและสอบถามเกี่ยวกับนโยบายต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีการชวนนายมงคลกิตติ์วิดพื้นโชว์ความแข็งแรงอีกด้วย แสดงให้เห็นถึงความสนใจและความคาดหวังของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อนโยบายที่แตกต่างและสร้างสรรค์

ปรากฏการณ์ “เต้ มงคลกิตติ์” บุก ม.นเรศวร สะท้อนให้เห็นว่า นโยบายที่แปลกใหม่และตอบโจทย์ความฝันของคนรุ่นใหม่ สามารถสร้างกระแสความสนใจและดึงดูดการสนับสนุนได้อย่างมาก การเมืองไทยในยุคนี้ อาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเด็นเดิมๆ แต่เปิดกว้างสำหรับความคิดสร้างสรรค์และวิสัยทัศน์ที่กล้าก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ

ที่มา – “เต้ มงคลกิตติ์” บุกหาเสียง ม.นเรศวร เจอนิสิตรอต้อนรับขอหอมแก้ม ก่อนชวนวิดพื้นโชว์

จาเรด ไอแซกแมน ผอ.นาซาคนใหม่!

จาเรด ไอแซกแมน ผู้อำนวยการนาซาคนใหม่ ได้รับการอนุมัติจากวุฒิสภาสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากการเสนอชื่อที่กินเวลานานเกือบปี ถือเป็นข่าวใหญ่ในวงการอวกาศ และสร้างความฮือฮาไม่น้อย เพราะเขาคือพันธมิตรคนสนิทของ อีลอน มัสก์ นั่นเอง

เมื่อวันพุธที่ 17 ธันวาคม 2568 วุฒิสภาสหรัฐฯ ได้ลงมติอนุมัติการแต่งตั้ง นายจาเรด ไอแซกแมน มหาเศรษฐีนักลงทุน ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์กรการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซา ของสหรัฐฯ ปิดฉากการเสนอชื่อที่วุ่นวาย หลังจากที่โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เสนอชื่อเขาเป็น ผอ.นาซา ก่อนที่จะถอนชื่อ และเสนอชื่อใหม่อีกครั้ง

ไอแซกแมน วัย 42 ปี เป็นนักบินเครื่องบินเจ็ตสมัครเล่น ผู้สร้างประวัติศาสตร์เป็นนักบินอวกาศที่ไม่ใช่มืออาชีพคนแรก ที่ได้ออกไปปฏิบัติภารกิจนอกยานอวกาศ (Spacewalk) และเขายังเป็นผู้อำนวยการนาซาคนแรกในรอบหลายทศวรรษที่ก้าวเข้ามาดำรงตำแหน่ง โดยมาจากภาคเอกชนโดยตรง

หลายฝ่ายมองว่า ความสำเร็จหรือความล้มเหลวในการดำรงตำแหน่ง ผอ.นาซา ของ ไอแซกแมน จะถูกตัดสินด้วยบททดสอบสำคัญเพียงอย่างเดียวคือ สหรัฐฯ จะสามารถส่งมนุษย์กลับไปยังดวงจันทร์ได้ก่อนประเทศจีนหรือไม่

ทรัมป์ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า เขาต้องการให้สหรัฐฯ สร้างฐานที่มั่นถาวรบนดวงจันทร์ เพื่อเปิดทางให้กับการขุดเจาะทรัพยากร และเพื่อใช้เป็นฐานที่ตั้งสำคัญสำหรับการเดินทางต่อไปยังดาวอังคารในอนาคต

อนึ่ง สมาชิกวุฒิสภาลงคะแนนเสียงท่วมท้น 67 ต่อ 30 เสียง เพื่อยืนยันการแต่งตั้งนายไอแซกแมนให้ดำรงตำแหน่ง ผอ.นาซา โดยเขาจะเข้ารับตำแหน่งต่อจาก ชอน ดัฟฟี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งทำหน้าที่เป็นรักษาการผู้อำนวยการนาซามาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม

เดิมทีนายทรัมป์ประกาศความตั้งใจที่จะเสนอชื่อไอแซกแมนเมื่อเดือนธันวาคม 2567 แต่เขาได้ถอนการเสนอชื่อในเดือนพฤษภาคม ท่ามกลางความขัดแย้งกับนาย อีลอน มัสก์ ซึ่งเป็นพันธมิตรของนายไอแซกแมน โดยผู้นำสหรัฐฯ อ้างว่า ต้องตรวจสอบความสัมพันธ์ในอดีตอย่างถี่ถ้วน

นายมัสก์ หนึ่งในผู้บริจาคทางการเมืองรายใหญ่ที่สุดของทรัมป์และประธานบริหารของ SpaceX เคยปรากฏตัวในห้องทำงานรูปไข่เคียงข้างทรัมป์อยู่เป็นประจำ แต่ทั้งคู่ได้เกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในประเด็นเรื่องการใช้จ่ายของรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ในเดือนพฤศจิกายน นายทรัมป์เสนอชื่อนายไอแซกแมนใหม่อีกครั้ง โดยในระหว่างการพิจารณาเพื่อรับรองตำแหน่งเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา นายไอแซกแมนกล่าวว่าเขาพร้อมรับภารกิจของทรัมป์ในการทำเหมืองบนดวงจันทร์ ในขณะที่นานาชาติต่างกำลังแข่งขันกันเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากพื้นผิวดวงจันทร์

“นี่ไม่ใช่เวลาสำหรับการรีรอ แต่เป็นเวลาสำหรับการลงมือทำ เพราะหากเราตามหลัง หรือหากเราทำผิดพลาด เราอาจไม่สามารถไล่ตามได้ทันอีกเลย และผลที่ตามมาอาจเปลี่ยนขั้วอำนาจบนโลกใบนี้ได้” ไอแซกแมนกล่าวต่อสมาชิกวุฒิสภา

ทั้งนี้ นายไอแซกแมนมองว่าการดึงภาคเอกชนเข้ามาแข่งขันกันมากขึ้น คือกุญแจสำคัญในการชิงชัยในศึกชิงอวกาศ

แต่การเปิดกว้างต่อการแข่งขันเชิงพาณิชย์ของเขาอาจทำให้เกิดความขัดแย้งกับนายมัสก์ได้ โดยเมื่อสัปดาห์ก่อน ไอแซกแมนได้กล่าวชื่นชมการมอบสัญญาจ้างรายใหญ่ให้กับบริษัท บลู ออริจิน (Blue Origin) ของ เจฟฟ์ เบซอส เจ้าของ Amazon ซึ่งเป็นคู่แข่งรายสำคัญของ SpaceX ของ อีลอน มัสก์

เขายังเสนอด้วยว่านาซาควรเป็นพันธมิตรกับมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาให้มากขึ้น โดยวางบทบาทให้หน่วยงานนี้เป็น “ตัวทวีคูณศักยภาพทางวิทยาศาสตร์” และว่าเขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อผลักดันนวัตกรรมให้ก้าวหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “หากเราใกล้จะบรรลุบางสิ่งที่พิเศษสุด”

จาเรด ไอแซกแมน พันธมิตร อีลอน มัสก์ ได้เป็น ผอ.นาซาคนใหม่

อนาคตของนาซาภายใต้การนำของ จาเรด ไอแซกแมน

การมาของ จาเรด ไอแซกแมน พันธมิตร อีลอน มัสก์ ได้เป็น ผอ.นาซาคนใหม่ นั้นเป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะเขามาจากภาคเอกชนโดยตรง และมีแนวคิดที่สนับสนุนการแข่งขันเชิงพาณิชย์ในอวกาศ ซึ่งอาจนำมาซึ่งนวัตกรรมและความก้าวหน้าใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ก็อาจนำมาซึ่งความขัดแย้งกับบริษัทอวกาศอื่นๆ ได้เช่นกัน

จาเรด ไอแซกแมน พันธมิตร อีลอน มัสก์ ได้เป็น ผอ.นาซาคนใหม่ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของนาซา และวงการอวกาศโดยรวม การตัดสินใจและนโยบายของเขา จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของนาซาในอนาคต และส่งผลกระทบต่อการแข่งขันในอวกาศของโลกอย่างแน่นอน

เชื่อว่าภายใต้การบริหารงานของ จาเรด ไอแซกแมน พันธมิตร อีลอน มัสก์ ได้เป็น ผอ.นาซาคนใหม่ เราจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างแน่นอน และอาจทำให้สหรัฐฯ กลับมาเป็นผู้นำในด้านอวกาศอีกครั้งก็เป็นได้

ที่มา – จาเรด ไอแซกแมน พันธมิตร อีลอน มัสก์ ได้เป็น ผอ.นาซาคนใหม่

นาซาห้ามชาวจีนร่วมโครงการอวกาศ หวั่นความลับรั่ว

นาซาห้ามชาวจีนเข้าร่วมโครงการอวกาศ ตอกย้ำการแข่งขันด้านอวกาศระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงที่ผ่านมา หลายคนอาจสงสัยว่าทำไม นาซาห้ามชาวจีนเข้าร่วมโครงการอวกาศ? เรื่องนี้มีอะไรมากกว่าที่เราเห็น?

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (10 ก.ย. 2568) เบธานี สตีเวนส์ เลขานุการฝ่ายสื่อของ องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ นาซา กล่าวว่า “นาซาได้ดำเนินการภายในที่เกี่ยวข้องกับพลเมืองจีน รวมถึงการจำกัดการเข้าถึง สถานที่, สิ่งของ และเครือข่าย ทั้งทางกายภาพและทางไซเบอร์ เพื่อรับรองความปลอดภัยของงานของเรา”

ขณะที่สำนักข่าว บลูมเบิร์ก ซึ่งเป็นสื่อแรกที่รายงานเรื่องการเปลี่ยนแปลงนโยบายของนาซา ระบุว่า ก่อนหน้านี้ ชาวจีนจะได้รับอนุญาตให้ทำงานในฐานะ ผู้ทำสัญญาหรือนักศึกษา เพื่อช่วยเหลือในงานวิจัย ไม่ใช่พนักงาน

แต่เมื่อวันที่ 5 ก.ย.ที่ผ่านมา แหล่งข่าวชาวจีนหลายคนบอกกับบลูมเบิร์กว่า จู่ๆ พวกเขาก็ถูกล็อกเอาต์ออกจากระบบคอมพิวเตอร์ของนาซา และถูกห้ามเข้าพบแบบตัวต่อตัวได้

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของนาซาเกิดขึ้นในขณะที่ รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีวาทกรรมต่อต้านจีนมากขึ้นในหลายด้าน รวมถึงด้านอวกาศซึ่งสหรัฐฯ กับจีนกำลังแข่งขันกันเพื่อส่งมนุษย์กลับไปยังดวงจันทร์อีกครั้ง

สหรัฐฯ มีโครงการ “อาร์ทีมิส” (Artemis) ซึ่งตั้งเป้าจะส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์อีกครั้งภายในปี 2580 หลังจากไม่ได้ส่งคนไปดวงจันทร์อีกนับตั้งแต่โครงการอพอลโล (Apollo) ในช่วงปี 2512-2515 แต่สหรัฐฯ กำลังประสบปัญหางบประมาณบานปลายและความล่าช้าอื่นๆ

ส่วนจีน ตั้งเป้าหมายจะส่งนักบินอวกาศของพวกเขาไปดวงจันทร์ภายในปี 2583 และการพัฒนาโครงการในช่วงที่ผ่านมา ก็สำเร็จตรงตามกำหนดเวลา

“เรากำลังอยู่ในการแข่งขันด้านอวกาศครั้งที่ 2” นายฌอน ดัฟฟี รักษาการผู้อำนวยการของนาซากล่าว “จีนอยากกลับไปดวงจันทร์ก่อนพวกเรา แต่มันจะไม่เกิดขึ้น ในอดีตอเมริกาเป็นผู้นำด้านอวกาศ และเราจะยังคงเป็นผู้นำด้านอวกาศต่อไปในอนาคต”

จีนยังต้องการเป็นประเทศแรกของโลก ที่นำตัวอย่างจากพื้นผิวของดาวอังคารกลับมายังโลก โดยจะส่งหุ่นยนต์ไปในปี 2571 และจะนำตัวอย่างกลับมาอย่างเร็วที่สุดในปี 2574

ส่วนรัฐบาลทรัมป์ส่งสัญญาณผ่านการเสนอแผนงบประมาณฉบับใหม่ของเขาแล้วว่า ต้องการยกเลิกปฏิบัติการ “Mars sample return” ซึ่งเป็นโครงการร่วมกับสำนักงานอวกาศยุโรป เพื่อนำตัวอย่างจากดาวอังคารกลับมายังโลก

นาซาห้ามชาวจีนเข้าร่วมโครงการอวกาศ

เหตุผลหลักที่ทำให้ นาซาห้ามชาวจีนเข้าร่วมโครงการอวกาศ นั้น คาดการณ์กันว่ามาจากความกังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลและความลับทางเทคโนโลยี เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นความตึงเครียดทางการเมืองและการแข่งขันในด้านเทคโนโลยีอวกาศระหว่างสหรัฐฯ และจีน

ความกังวลเกี่ยวกับการจารกรรมข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงบ่อยครั้งในการเมืองระหว่างประเทศ และนโยบายที่เข้มงวดของนาซาในครั้งนี้ก็แสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

ผลกระทบของการที่นาซาห้ามชาวจีนเข้าร่วมโครงการอวกาศ

การตัดสินใจของนาซาอาจส่งผลกระทบต่อความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านอวกาศ และอาจกระตุ้นให้จีนเร่งพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังอาจนำไปสู่การแบ่งขั้วทางเทคโนโลยีและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในอนาคต

สถานการณ์นี้ยังเป็นบทเรียนให้กับนานาชาติในการพิจารณาถึงความสมดุลระหว่างความร่วมมือและการรักษาความลับของข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ

  • การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญ
  • ความร่วมมือระหว่างประเทศต้องคำนึงถึงความเสี่ยง
  • การพัฒนาเทคโนโลยีต้องควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคง

การที่ นาซาห้ามชาวจีนเข้าร่วมโครงการอวกาศ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ด้านอวกาศของโลกเท่านั้น เราคงต้องติดตามดูกันต่อไปว่าเหตุการณ์นี้จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในรูปแบบใดบ้างในอนาคต

ที่มา – นาซาห้ามชาวจีนเข้าร่วมโครงการอวกาศ หวั่นโดนล้วงความลับ

Scroll to top