นายกคนที่ 32

นายกฯ นำถก ครม.ใหม่ นัดแรก ย้ำรัฐบาลประชาชนสามัคคี

นายกฯ นำถก ครม.ใหม่ นัดแรก ย้ำเป็นรัฐบาลของประชาชน สามัคคีทำงานเป็นทีม เป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างมากในวันนี้ หลังจากที่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ได้เริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ โดยนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้เป็นประธานในการประชุมครั้งสำคัญนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

นายกฯ นำถก ครม.ใหม่ นัดแรก ย้ำเป็นรัฐบาลของประชาชน สามัคคีทำงานเป็นทีม

นายกฯ นำถก ครม.ใหม่ นัดแรก ย้ำเป็นรัฐบาลของประชาชน สามัคคีทำงานเป็นทีม

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งที่ 1/2569 จัดขึ้นเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 เมษายน 2569 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน นี่คือการประชุมนัดแรกหลังจากการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ในวันเดียวกัน นายกฯ ยังได้มอบภาพหมู่คณะรัฐมนตรีใส่กรอบให้แก่รัฐมนตรีทุกคนเป็นที่ระลึกด้วย แม้จะขาด น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ที่มีภารกิจติด แต่บรรยากาศโดยรวมเต็มไปด้วยความพร้อมเพรียง

การประชุมครม.นัดแรก

คำกล่าวสำคัญก่อนเข้าสู่วาระประชุม

ก่อนเริ่มประชุม นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงความสำคัญของวันนี้ว่า แม้เป็นวันเสาร์ แต่ทุกคนต้องมาร่วมงาน เพราะการอภิปรายนโยบายรัฐบาลในรัฐสภา 2 วัน ได้ผ่านพ้นไปด้วยดี ตอนนี้ครม.ชุดใหม่ไม่มีข้อจำกัดทางกฎหมายใดๆ แล้ว สามารถบริหารราชการแผ่นดินเพื่อช่วยเหลือประชาชนได้เต็มที่ ขอให้รัฐมนตรีทุกคนใช้ความสามารถเต็มที่ในการแก้ปัญหาประเทศ

นายกฯ ย้ำชัดว่า นายกฯ นำถก ครม.ใหม่ นัดแรก ย้ำเป็นรัฐบาลของประชาชน สามัคคีทำงานเป็นทีม โดยถือเป็นรัฐบาลของประชาชน รัฐบาลที่เป็นทีมเดียวกัน พัฒนาประเทศและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ไม่สนที่มาที่ไปของแต่ละคน ทุกคนต้องสื่อสารกันเพื่อแก้ปัญหาไปในทิศทางเดียวกัน

นายกรัฐมนตรี อนุทิน

นายกฯ ขอบคุณรัฐมนตรีทุกคนที่รับฟังและชี้แจงการอภิปรายในสภาด้วยความชัดเจน ถือเป็นการสื่อสารกับประชาชน 77 ล้านคนทั่วประเทศ จากนี้จะเร่งดำเนินนโยบายและมาตรการที่เป็นประโยชน์ แม้ไม่อยู่ในนโยบายหลักก็ตาม นายกฯ และรองนายกฯ พร้อมสนับสนุนทุกภารกิจ รวมถึงลงพื้นที่ร่วมกัน

  • ขอบคุณความเหนียวแน่นของครม.ในการอภิปรายนโยบาย
  • ยืนยันไม่มีข้อจำกัดทางกฎหมายในการบริหาร
  • เน้นสามัคคี ไม่แบ่งฝ่ายที่มา
  • ยึดประโยชน์ประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด
  • พร้อมลงพื้นที่สนับสนุนรัฐมนตรีทุกคน
ภาพหมู่ครม.

การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงเป็นจุดเริ่มต้น แต่ยังสะท้อนวิสัยทัศน์ของรัฐบาลชุดใหม่ที่มุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยกำลังฟื้นตัวจากวิกฤตต่างๆ รัฐบาลสัญญาว่าจะเร่งด่วนทุกนโยบาย เช่น การช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการส่งเสริมการท่องเที่ยว

ในมุมมองของผู้วิเคราะห์ การที่นายกฯ เน้น “สามัคคีทำงานเป็นทีม” แสดงถึงความพยายามลดความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา ซึ่งจะช่วยให้การตัดสินใจรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ การมอบภาพหมู่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นหนึ่งเดียวกัน

บรรยากาศประชุม

ข้อคิดเห็น: นี่คือสัญญาณบวกที่รัฐบาลชุดใหม่พร้อมลุยงานทันที โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง หากทำได้ตามที่กล่าว ความเชื่อมั่นจากประชาชนจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

คุณคาดหวังอะไรจากรัฐบาลชุดนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ!

ที่มา – นายกฯ นำถก ครม.ใหม่ นัดแรก ย้ำเป็นรัฐบาลของประชาชน สามัคคีทำงานเป็นทีม

นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 คือใคร รายชื่อ 1-32

วันนี้ (19 มีนาคม 2569) สภาไทยกำลังโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่กันอย่างคึกคัก เพื่อหาผู้ที่จะมานั่งเก้าอี้ผู้นำฝ่ายบริหารของประเทศ ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หลังจากที่รัฐสภาผ่านมติเรียบร้อยแล้ว เรามาติดตามกันว่าผลจะออกมายังไงบ้าง โดยเฉพาะ นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ที่ทุกคนกำลังรอคอย

ไทยรัฐออนไลน์สรุปผลโหวตให้คุณแบบชัดเจน พร้อมเปิดทำเนียบรายชื่อนายกรัฐมนตรีไทยทั้งหมดตั้งแต่คนแรกจนถึงปัจจุบัน ลำดับที่ 1-32 เลยทีเดียว ไม่ว่าคุณจะสนใจประวัติศาสตร์การเมืองไทย หรืออยากรู้ว่านายกคนล่าสุดคือใคร บทความนี้มีครบ!

นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 คือใคร

ในการประชุมร่วมรัฐสภาที่กำลังพิจารณาเห็นชอบบุคคลที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรี มีการลงคะแนนแบบเปิดเผย เรียกชื่อทีละคน พรรคภูมิใจไทยที่ได้คะแนนเสียงข้างมากจากการเลือกตั้ง 2569 ส่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล ชิงตำแหน่ง ขณะที่พรรคประชาชนส่ง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ มาลงแข่ง

ผลโหวตนายกรัฐมนตรีต้องได้เกินครึ่งหนึ่งของสภา ปรากฏว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ชนะขาดลอย กลายเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทยเรียบร้อยแล้ว

ผลคะแนนโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

  • เห็นชอบ อนุทิน ชาญวีรกูล จำนวน 294 เสียง
  • เห็นชอบ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จำนวน 119 เสียง
  • งดออกเสียง 86 เสียง

ภาพสรุปผลโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ชัดเจนมาก แสดงให้เห็นถึงพลังของพรรคภูมิใจไทยที่รวมเสียงได้อย่างเหนียวแน่น นายอนุทินซึ่งมีประสบการณ์ในวงการการเมืองมานาน เคยเป็นรองนายกฯ และรัฐมนตรีสาธารณสุขมาก่อน น่าจะนำนโยบายที่เน้นสุขภาพ เศรษฐกิจ และแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ดี

ทำเนียบรายชื่อนายกรัฐมนตรีไทย คนที่ 1-32 ตั้งแต่คนแรกถึงปัจจุบัน

นายกรัฐมนตรีคนแรกของไทยคือ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์) หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 จนถึงปัจจุบัน พ.ศ. 2569 ไทยมีนายกรัฐมนตรีทั้งหมด 32 คน บางคนทำหน้าที่หลายสมัย แต่เรานับตามลำดับที่แต่งตั้ง นี่คือรายชื่อครบถ้วน:

  • คนที่ 1: พระยามโนปกรณ์นิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์)
  • คนที่ 2: พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน)
  • คนที่ 3: จอมพล ป. พิบูลสงคราม (แปลก ขีตตะสังคะ)
  • คนที่ 4: พันตรี ควง อภัยวงศ์
  • คนที่ 5: นายทวี บุณยเกตุ
  • คนที่ 6: หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช
  • คนที่ 7: นายปรีดี พนมยงค์ (หลวงประดิษฐ์มนูธรรม)
  • คนที่ 8: พลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ (หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์)
  • คนที่ 9: นายพจน์ สารสิน
  • คนที่ 10: จอมพล ถนอม กิตติขจร
  • คนที่ 11: จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์
  • คนที่ 12: นายสัญญา ธรรมศักดิ์
  • คนที่ 13: พลตรี หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช
  • คนที่ 14: นายธานินทร์ กรัยวิเชียร
  • คนที่ 15: พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์
  • คนที่ 16: พลเอก เปรม ติณสูลานนท์
  • คนที่ 17: พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ
  • คนที่ 18: นายอานันท์ ปันยารชุน
  • คนที่ 19: พลเอก สุจินดา คราประยูร
  • คนที่ 20: นายชวน หลีกภัย
  • คนที่ 21: นายบรรหาร ศิลปอาชา
  • คนที่ 22: พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ
  • คนที่ 23: พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร
  • คนที่ 24: พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์
  • คนที่ 25: นายสมัคร สุนทรเวช
  • คนที่ 26: นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
  • คนที่ 27: นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
  • คนที่ 28: นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
  • คนที่ 29: พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
  • คนที่ 30: นายเศรษฐา ทวีสิน
  • คนที่ 31: แพทองธาร ชินวัตร
  • คนที่ 32: นายอนุทิน ชาญวีรกูล

จากรายชื่อนี้ จะเห็นว่าประวัติศาสตร์การเมืองไทยเต็มไปด้วยผู้นำหลากหลาย ทั้งทหาร ข้าราชการ และนักการเมืองพลเรือน บางคนอย่างจอมพล ป. พิบูลสงคราม หรือพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อยู่ในตำแหน่งนานและมีอิทธิพลมาก หลังโหวตวันนี้ นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 อย่างนายอนุทินต้องรอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ก่อนจะเข้ารับหน้าที่เต็มตัว

บทบาทของนายกรัฐมนตรีสำคัญยิ่ง เพราะเป็นหัวหน้ารัฐบาล รับผิดชอบนโยบายเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และการต่างประเทศ หวังว่านายอนุทินจะนำพาประเทศก้าวต่อไปได้ดี ในยุคที่ไทยกำลังฟื้นตัวจากวิกฤตต่างๆ

คุณคิดว่านายกรัฐมนตรีคนที่ 32 จะทำอะไรเป็นนโยบายแรก? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเรา!

ที่มา – นายกฯ คนที่ 32 คือใคร เปิดชื่อนายกรัฐมนตรีไทย คนที่ 1-32 ตั้งแต่คนแรกถึงปัจจุบัน

ถ่ายทอดสด แถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน วัน 2

วันนี้เราจะมาพูดถึงเหตุการณ์สำคัญในวงการการเมืองไทยที่กำลังเป็นที่จับตามอง นั่นคือถ่ายทอดสด “แถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน” อภิปรายต่อวันที่ 2หลังจากที่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกเพิ่งเสร็จสิ้นลง การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวแรกของรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่กำลังเผชิญกับความท้าทายมากมายในการผลักดันนโยบายเพื่อประชาชน

ถ่ายทอดสด “แถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน” อภิปรายต่อวันที่ 2

การอภิปรายนโยบายรัฐบาลครั้งนี้เริ่มมาตั้งแต่วันที่ผ่านมา และวันนี้คือวันสุดท้ายที่กำหนดไว้ โดยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้สั่งพักการประชุมเมื่อดึกดื่นของคืนก่อนหน้า เวลา 02.07 น. โดยนายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ส.ส. พระนครศรีอยุธยา จากพรรคประชาชน เป็นผู้ปิดท้ายการอภิปรายวันแรก วันนี้การประชุมจะเริ่มใหม่เวลา 09.00 น. และคาดว่าจะจบลงในเวลา 18.00 น. เพื่อให้ ส.ส. แต่ละคนได้แสดงความเห็นต่อนโยบายที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงไว้

นโยบายหลักที่ถูกอภิปรายครอบคลุมหลายด้าน เช่น เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจหลังวิกฤตโควิด-19 และการฟื้นฟูประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผู้ฟังที่ติดตามถ่ายทอดสด “แถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน” จะได้เห็นมุมมองหลากหลายจาก ส.ส. ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ซึ่งช่วยให้ประชาชนเข้าใจทิศทางของรัฐบาลชุดนี้มากขึ้น

กำหนดการประชุมครม. หลังจบการอภิปราย

หลังจากที่การอภิปรายสิ้นสุดลง นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะนำคณะ ครม. ทั้งหมดเข้าร่วมประชุมอย่างเป็นทางการครั้งแรกทันที โดยมีวาระสำคัญหลายรายการที่ต้องพิจารณา เช่น การขอใช้งบประมาณปี 2568 ที่ค้างอยู่ เพื่อนำไปดำเนินโครงการใหม่ๆ และโครงการต่อเนื่อง เช่น โครงการคนละครึ่ง ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยอดนิยมที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นได้ในราคาที่ถูกลง แม้ว่าจะยังไม่บรรจุในวาระหลักของวันนี้ แต่ก็มีโอกาสเสนอเป็นวาระเร่งด่วนได้

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงการแต่งตั้งข้าราชการการเมือง เช่น ตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรองโฆษก ซึ่งนายอนุทิน ระบุว่าอาจไม่ทันในวันนี้ เนื่องจากต้องใช้เวลา 5 วันในการตรวจสอบคุณสมบัติจาก 7 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มั่นใจในความโปร่งใสและคุณภาพของบุคลากร

  • วาระงบประมาณค้างปี 2568: สำหรับโครงการเยียวยาและพัฒนา
  • โครงการคนละครึ่ง: มาตรการช่วยเหลือประชาชน
  • การแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญ: ต้องตรวจสอบคุณสมบัติ
  • งบเยียวยาพื้นที่อุทกภัยและเหตุปะทะชายแดน: จากกระทรวงมหาดไทย

กระทรวงมหาดไทยจะเสนอขออนุมัติงบประมาณสำหรับเยียวยาผู้ประสบภัยจากอุทกภัย และผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน

การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเริ่มต้นงานของ ครม. ชุดใหม่เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ปัญหาเร่งด่วนของประเทศ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชนจำนวนมาก ในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ การผลักดันโครงการอย่างคนละครึ่งจะช่วยกระตุ้นการบริโภคและหมุนเวียนเงินในระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การอภิปรายนโยบายยังเปิดโอกาสให้ ส.ส. จากทุกพรรคได้ตั้งคำถามและเสนอแนะ ซึ่งจะช่วยปรับปรุงนโยบายให้ตรงใจประชาชนมากขึ้น หากคุณกำลังติดตามสถานการณ์การเมือง อย่าพลาดถ่ายทอดสด “แถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน” เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่อาจส่งผลดีต่อชีวิตเราทุกคน

ในมุมมองของผู้เขียน การประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและการทำงานอย่างรวดเร็วของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งเป็นสัญญาณบวกสำหรับอนาคต หากรัฐบาลสามารถผลักดันนโยบายได้ตามกำหนด ประชาชนคงได้รับประโยชน์เต็มที่ ลองติดตามและแสดงความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ

ที่มา – ถ่ายทอดสด “แถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน” อภิปรายต่อวันที่ 2 หลังจบ ครม. ประชุมต่อ

พัฒนา ปัดความเห็นอนุทินตั้ง KPI ฟอกไตฟรี 2 เดือน

พัฒนา ปัดความเห็นอนุทินตั้ง KPI ฟอกไตฟรี 2 เดือน

ในแวดวงการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ การเคลื่อนไหวล่าสุดจากผู้นำรัฐบาลได้สร้างกระแสให้กับนโยบายด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะเรื่อง “พัฒนา” ปัดให้ความเห็น “อนุทิน” ตั้ง KPI ฟื้นฟอกไตฟรีใน 2 เดือน ขู่ยึดเก้าอี้ ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก นโยบายฟอกไตฟรีนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วยไตที่ต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายสูงในการรักษา

“พัฒนา” ปัดให้ความเห็น “อนุทิน” ตั้ง KPI ฟื้นฟอกไตฟรีใน 2 เดือน ขู่ยึดเก้าอี้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ระหว่างการอภิปรายนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ชี้แจงและย้ำถึงนโยบายฟอกไตฟรีที่เคยเป็นวาระสำคัญ โดยตั้งเป้าหมาย KPI ชัดเจนว่าต้องทำให้เห็นผลภายใน 2 เดือน หากไม่สำเร็จก็จะกลับไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขด้วยตนเอง คำพูดนี้ไม่เพียงแต่สร้างความคึกคักในสภา แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาสุขภาพของชาติ

หลังจากนั้น ผู้สื่อข่าวได้สอบถามนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหลักในด้านนี้ ทว่าท่านเพียงหันมายิ้มและไม่ตอบคำถามใดๆ รวมถึงปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับการตั้ง KPI ที่อาจกดดันการทำงาน หรือนโยบาย Quick Win ในช่วง 4 เดือนข้างหน้า การกระทำเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามในหมู่สื่อมวลชนและประชาชนว่าการไม่ตอบสนองนี้สะท้อนถึงอะไร

ผลกระทบของนโยบายฟอกไตฟรีต่อประชาชน

นโยบายฟอกไตฟรีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในประเทศไทย ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 1 ล้านราย โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่การเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลมีจำกัด หากสามารถฟื้นฟูระบบฟอกไตฟรีได้จริงภายใน 2 เดือนตามที่ตั้ง KPI จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวผู้ป่วยได้มหาศาล ส่งผลให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นและลดอัตราการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับโรคไต

จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข พบว่าปีละมีผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายใหม่กว่า 20,000 ราย และการฟอกไตแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 2,000-3,000 บาท หากนโยบายนี้สำเร็จ จะเป็น Quick Win ที่แท้จริงสำหรับรัฐบาลชุดปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การตั้งเป้าภายใน 2 เดือนอาจเป็นความท้าทายใหญ่ เนื่องจากต้องปรับโครงสร้างระบบโรงพยาบาล เพิ่มบุคลากร และจัดสรรงบประมาณอย่างรวดเร็ว

  • ข้อดีของนโยบาย: ลดค่าใช้จ่ายผู้ป่วย สร้างความเท่าเทียมในการรักษา
  • ความท้าทาย: เวลาจำกัด 2 เดือน ต้องประสานงานข้ามกระทรวง
  • ผลกระทบทางสังคม: เสริมภาพลักษณ์รัฐบาลด้านสาธารณสุข

นอกจากนี้ “พัฒนา” ปัดให้ความเห็น “อนุทิน” ตั้ง KPI ฟื้นฟอกไตฟรีใน 2 เดือน ขู่ยึดเก้าอี้ ยังเชื่อมโยงกับการอภิปรายอื่นๆ ในสภา เช่น การยืมคำพูดของทักษิณ ชินวัตร เพื่อเหน็บแนมฝ่ายค้าน และกำหนดกรอบเวลา 4 เดือนสำหรับนโยบายสำคัญ ซึ่งรวมถึงการยุบสภาภายในเดือนมกราคม 2569 สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์ทางการเมืองที่ผสมผสานระหว่างนโยบายประชานิยมและการบริหารจัดการ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข นโยบายดังกล่าวหากทำได้จริงจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ แต่ต้องระวังเรื่องคุณภาพบริการที่อาจลดลงหากรีบร้อนเกินไป ประชาชนควรติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่านโยบายนี้ไม่ใช่แค่คำมั่นสัญญาในสภา

สุดท้ายแล้ว การที่นายพัฒนาเลือกที่จะไม่ให้ความเห็น อาจเป็นกลยุทธ์ในการหลีกเลี่ยงการโต้เถียงที่อาจทำให้เกิดความขัดแย้งภายในรัฐบาล แต่ในทางกลับกัน มันก็กระตุ้นให้เกิดการถกเถียงในสังคมมากขึ้น หากคุณเป็นผู้ป่วยไตหรือมีญาติที่ได้รับผลกระทบ สามารถติดตามข่าวสารและแสดงความเห็นผ่านช่องทางของรัฐบาลเพื่อผลักดันนโยบายนี้ให้เกิดผลจริง

ที่มา – “พัฒนา” ปัดให้ความเห็น “อนุทิน” ตั้ง KPI ฟื้นฟอกไตฟรีใน​ 2 เดือน​ ขู่ยึดเก้าอี้

“อนุทิน” นำทีมแถลงนโยบายรัฐบาล ยึด 3 หลักสำคัญ

“อนุทิน” นำทีมแถลงนโยบายรัฐบาล ยึด 3 หลักสำคัญ หวังแก้ปัญหาเร่งด่วนประเทศ เป็นหัวข้อที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในขณะนี้ โดยเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาเรื่องด่วน โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ทำหน้าที่ประธานการประชุม นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้นำคณะรัฐมนตรีเข้าพบเพื่อแถลงนโยบายสำคัญของรัฐบาล โดยยึดหลักการบริหารราชการแผ่นดินที่ชัดเจน

“อนุทิน” นำทีมแถลงนโยบายรัฐบาล ยึด 3 หลักสำคัญ

ในการแถลงครั้งนี้ นายอนุทินได้เน้นย้ำถึงหลักสำคัญ 3 ประการที่รัฐบาลจะยึดถือในการบริหารประเทศ ได้แก่ 1. การพิทักษ์รักษาสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ 2. การยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ 3. การยึดมั่นหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหารราชการบนพื้นฐานธรรมาภิบาล รัฐบาลตระหนักดีถึงสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง

ด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลา งบประมาณที่ไม่ได้จัดทำเอง และสถานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหาเร่งด่วน เช่น ภัยเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม และสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการวางรากฐานเพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน สร้างระบบเศรษฐกิจโปร่งใส มั่นคง และสงบสุข นอกจากนี้ รัฐบาลยังสนับสนุนการจัดทำประชามติ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยรับฟังเสียงประชาชนและสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

นโยบายเศรษฐกิจและสังคมหลัก

นายอนุทินได้กล่าวถึงนโยบายสำคัญที่มุ่งแก้ปัญหาเร่งด่วน เพื่อคืนความเชื่อมั่นและความสุขให้ประชาชน โดยแบ่งเป็นด้านต่างๆ ดังนี้ ในด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลจะสร้างรายได้ ลดรายจ่ายให้ประชาชนในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าพลังงาน ค่าน้ำสะอาด ค่าโดยสาร เพื่อเพิ่มกำลังซื้อ จัดโครงการคนละครึ่ง บริหารราคาสินค้าเกษตรให้เหมาะสม พร้อมเสริมสร้างรายได้และความสามารถแข่งขันให้ผู้ค้ารายย่อยและผู้ประกอบการ

สำหรับปัญหาหนี้สิน จะแก้ไขหนี้ภาคประชาชนรายบุคคลไม่เกิน 1 แสนบาท ลดการติดกับดักหนี้ เพิ่มสภาพคล่องให้ SMEs ไม่เกิน 1 ล้านบาท และช่วยเหลือผู้มีวินัยชำระหนี้เข้าถึงแหล่งทุน นอกจากนี้ ยังเพิ่มโอกาสการออมให้ประชาชนรายย่อย ฟื้นความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวด้วยความปลอดภัยและปราบปรามการฉ้อโกง เร่งแก้ผลกระทบสงครามการค้า จัดตั้งทีมไทยแลนด์ยกระดับ FTA เปิดตลาดใหม่ ดูแลเกษตรกรที่ได้รับผลจากภาษีสหรัฐฯ และสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่เอื้ออำนวย

  • ด้านความมั่นคง: แก้พิพาทไทย-กัมพูชาด้วยสันติภาพ รักษาอธิปไตยชายแดน ใช้การเจรจาทางการทูต และจัดประชามติยกเลิก MOU
  • ด้านสังคม: ปราบพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบ แก้ พ.ร.บ.การพนัน ลดการอนุญาต ขจัดทุจริต ร่วมมือ ป.ป.ช. พิทักษ์ศาสนา
  • ด้านสิ่งแวดล้อม: ติดตั้งระบบเตือนภัย เยียวยาผู้ประสบภัย อนุรักษ์ทรัพยากร จัดการน้ำ พลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า

ในด้านการบริหารภาครัฐ จะปฏิรูปกฎหมาย พัฒนารัฐบาลดิจิทัล เชื่อมโยงระบบ เสนอร่างกฎหมายยกระดับการบริหาร บูรณาการหน่วยงาน รัฐ เอกชน ประชาชน ยกเลิกกฎหมายอุปสรรค

รัฐบาลยังผลักดันยุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้าน เช่น สิทธิการศึกษา สาธารณสุข ปฏิรูปการศึกษา พัฒนาสุขภาพ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่มูลค่า เกษตรอัจฉริยะ SMEs ทันโลก อุตสาหกรรมใหม่ โครงสร้างพื้นฐาน โครงการพระราชดำริ

รัฐบาลมุ่งมั่นบริหารด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ยึดประโยชน์ชาติ สร้างความเชื่อมั่นการคลัง โปร่งใส ประสิทธิภาพ ภายใต้วินัยการเงิน เน้นงบ 2569 อย่างรอบคอบ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า วางรากฐานยั่งยืน นำประชาชนสู่ความอยู่ดีมีสุข

การแถลงนโยบายครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน หากประชาชนมีส่วนร่วม รัฐบาลจะสามารถขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลองติดตามและสนับสนุนนโยบายเหล่านี้เพื่ออนาคตที่ดีกว่า

ที่มา – “อนุทิน” นำทีมแถลงนโยบายรัฐบาล ยึด 3 หลักสำคัญ หวังแก้ปัญหาเร่งด่วนประเทศ

ถ่ายทอดสดประชุมรัฐสภา อนุทินแถลงนโยบายรัฐบาล

ถ่ายทอดสดประชุมรัฐสภา อนุทินแถลงนโยบายรัฐบาล

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 นี้ ถ่ายทอดสดประชุมรัฐสภา “อนุทิน” นำแถลงนโยบายรัฐบาล ลุยแก้ปัญหา 4 ด้าน กำลังเป็นที่จับตามองของประชาชนทั่วประเทศ การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งจะนำคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและคืนความสุขให้กับพี่น้องประชาชนไทย

การถ่ายทอดสดประชุมรัฐสภา จะเริ่มต้นตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ในวาระพิเศษตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยกำหนดกรอบการแถลงและอภิปรายไว้ 2 วัน คือ 29-30 กันยายน 2568 หลังจากที่นายอนุทินและคณะรัฐมนตรีได้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา นโยบายที่แถลงมีทั้งหมด 7 หน้า เน้นการแก้ไขปัญหาหลัก 4 ด้าน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

ถ่ายทอดสดประชุมรัฐสภา “อนุทิน” นำแถลงนโยบายรัฐบาล ลุยแก้ปัญหา 4 ด้าน

รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้นายอนุทิน มุ่งเน้นนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาเร่งด่วนของชาติ โดยเริ่มจากการประชุมรัฐสภาที่ถ่ายทอดสดให้ประชาชนติดตามได้ทั่วประเทศ คำแถลงนโยบายนี้ไม่เพียงแต่เป็นพิธีการ แต่ยังเป็นแผนงานชัดเจนที่จะนำไปปฏิบัติจริง เพื่อลดความเดือดร้อนและสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับทุกภาคส่วน

นโยบายเศรษฐกิจ: ลดค่าครองชีพ สร้างความเข้มแข็ง

ด้านแรกที่รัฐบาลให้ความสำคัญคือ นโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งมุ่งลดค่าครองชีพและรายจ่ายของประชาชน โดยโครงการเด่นอย่าง “คนละครึ่งพลัส” จะถูกขยายเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในชุมชน ส่งเสริมพลังงานทดแทนเพื่อลดค่าไฟฟ้าและน้ำมัน ลดต้นทุนการขนส่งและการเดินทาง นอกจากนี้ ยังแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยควบคุมราคาให้สมเหตุสมผล ลดต้นทุนการผลิต และป้องกันสินค้าลักลอบนำเข้าที่กระทบเกษตรกรไทย การดำเนินการเหล่านี้จะช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น และลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำในสังคม

นโยบายความมั่นคงและการต่างประเทศ: รักษาอธิปไตย

สำหรับ นโยบายความมั่นคงและการต่างประเทศ รัฐบาลจะผสานมาตรการทางการทูตกับกำลังทหาร เพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ โดยเฉพาะกรณีพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา การเจรจาแบบสองฝ่ายจะถูกเร่งรัด เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน ขณะเดียวกัน จะเสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านและนานาชาติ เพื่อดึงดูดการลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ นโยบายนี้จะช่วยรักษาความสงบสุขบริเวณชายแดน และเพิ่มน้ำหนักในการทูตของไทยบนเวทีโลก

นโยบายแก้ภัยพิบัติ: ช่วยเหลือทันใจ

ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในประเทศไทย ทำให้ นโยบายแก้ภัยพิบัติและช่วยเหลือประชาชน เป็นหัวใจสำคัญ รัฐบาลจะปรับปรุงระบบเตือนภัยให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น แอปพลิเคชันแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ และเพิ่มงบประมาณสำหรับมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทุกขั้นตอนจะโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงมือผู้เดือดร้อนอย่างรวดเร็วและ公平 การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานป้องกันภัย เช่น เขื่อนและระบบระบายน้ำ จะลดความเสียหายในอนาคต และสร้างความมั่นใจให้ประชาชน

นโยบายป้องกันปัญหาสังคม: กวาดล้างอาชญากรรม

สุดท้าย นโยบายป้องกันปัญหาสังคมและอาชญากรรม จะปราบปรามยาเสพติด การพนันออนไลน์ และเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างจริงจัง โดยใช้กำลังตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือกัน สำหรับเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ จะห้ามมีคาสิโนเด็ดขาด เพื่อป้องกันการฟอกเงินและปัญหาสังคมที่ตามมา นอกจากนี้ จะส่งเสริมการศึกษาและกิจกรรมชุมชนเพื่อป้องกันเยาวชนจากโทษภัยเหล่านี้ สร้างสังคมที่ปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นโยบายทั้ง 4 ด้านนี้ ถือเป็นรากฐานสำคัญที่รัฐบาลอนุทินตั้งใจจะขับเคลื่อน โดยคาดว่าจะเห็นผลลัพธ์ในระยะสั้นเพื่อคืนความเชื่อมั่นให้ประชาชน อย่างไรก็ตาม การประสบความสำเร็จขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน หากคุณสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถอ่านคำแถลงนโยบายรัฐบาลอนุทินฉบับเต็มได้เลย

ติดตามการถ่ายทอดสดประชุมรัฐสภา และแสดงความคิดเห็นของคุณในช่องคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราได้รู้ว่าประชาชนคาดหวังอะไรจากนโยบายเหล่านี้บ้าง ร่วมกันสร้างประเทศไทยที่ยั่งยืน

ที่มา – ถ่ายทอดสดประชุมรัฐสภา “อนุทิน” นำแถลงนโยบายรัฐบาล ลุยแก้ปัญหา 4 ด้าน

พรุ่งนี้ พร้อมแถลงนโยบาย “อนุทิน” ย้ำสไตล์ภท.

พรุ่งนี้พร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา “อนุทิน” ย้ำ สไตล์ ภท. ทำได้เร็ว-ทำได้เลย

ในวันที่ 28 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาในวันพรุ่งนี้ 29-30 กันยายน 2568 โดยย้ำถึงสไตล์การทำงานของพรรคภูมิใจไทยที่เน้นทำได้เร็วและทำได้เลย ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ทำให้พรรคสามารถขับเคลื่อนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พรุ่งนี้พร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา “อนุทิน” ย้ำ สไตล์ ภท. ทำได้เร็ว-ทำได้เลย

นายอนุทิน กล่าวว่าการแถลงนโยบายนี้จะเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยพรรคภูมิใจไทยมีประสบการณ์การทำงานต่อเนื่องมากกว่า 6 ปี เพียงแต่ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงพักร้อนเท่านั้น สิ่งที่ค้างคาอยู่จึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ และในฐานะนายกรัฐมนตรีคนใหม่ จะสามารถใช้เครื่องมือทางนโยบายเพื่อช่วยเหลือประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากยิ่งขึ้น การที่ผลสำรวจความนิยมของนายกรัฐมนตรีเพิ่มสูงขึ้นนั้น ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความคาดหวังจากประชาชน แต่ต้องไม่หลงใหล ต้องใช้เป็นแรงผลักดันในการทำงานหนักเพื่อตอบแทนความเชื่อมั่นนี้ ซึ่งนายอนุทินเปรียบเสมือนน้ำทิพย์ชโลมใจ ไม่ใช่ยาพิษ

นอกจากนี้ นายอนุทินยังยอมรับว่าการรับตำแหน่งนี้มีความกดดัน แต่สไตล์ของพรรคภูมิใจไทยคือการทำงานแบบ Quick Win หรือเห็นผลเร็ว ซึ่งเหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทยที่ต้องการความคล่องตัว พรรคจะวางแผนและวางฐานให้รัฐบาลชุดต่อไปสามารถสานต่อได้อย่างราบรื่น

สไตล์การทำงานแบบทำได้เร็ว ทำได้เลย ของพรรคภูมิใจไทย

สไตล์การทำงานของพรรคภูมิใจไทยที่นายอนุทินย้ำไว้ คือการมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่รวดเร็วและเป็นรูปธรรม ไม่รอช้า ซึ่งช่วยให้สามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ทันท่วงที ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ในช่วงที่ผ่านมา พรรคได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถนี้ผ่านโครงการต่างๆ ที่ช่วยฟื้นฟูประเทศหลังวิกฤต

สำหรับประเด็นดราม่าที่เกิดขึ้นระหว่างการลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 โดยนายอนุทินเรียกนายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ส.ส. พรรคประชาชน ขึ้นเวที ซึ่งทำให้หัวหน้าพรรคประชาชนอย่างนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ออกมาตำหนิ นายอนุทินชี้แจงว่าไม่ใช่ดราม่า แต่เป็นการชื่นชมนายทวิวงศ์และสร้างกิมมิคเพื่อความสนุกบนเวทีเท่านั้น และยืนยันว่ายังสามารถคุยกับพรรคประชาชนได้ทุกเรื่อง การลงพื้นที่คือการทำงานที่แยกจากประเด็นการเมือง

  • การแถลงนโยบายจะช่วยกำหนดทิศทางรัฐบาลชุดใหม่
  • สไตล์ Quick Win จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้เห็นผลเร็ว
  • ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลยังคงแน่นแฟ้น

โดยรวมแล้ว การแถลงนโยบายครั้งนี้ พรุ่งนี้พร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา “อนุทิน” ย้ำ สไตล์ ภท. ทำได้เร็ว-ทำได้เลย จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่แสดงถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า ประชาชนสามารถติดตามการถ่ายทอดสดเพื่อรับทราบนโยบายที่ชัดเจนและคาดหวังผลลัพธ์ที่จับต้องได้

ในมุมมองของผู้เขียน การทำงานแบบทำได้เร็วของพรรคภูมิใจไทยน่าจะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาเรื้อรังของไทย หากสามารถรักษาความคล่องตัวนี้ไว้ได้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนมากยิ่งขึ้น คุณคิดเห็นอย่างไรกับนโยบายที่กำลังจะมา? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันครับ

ที่มา – พรุ่งนี้พร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา “อนุทิน” ย้ำ สไตล์ ภท. ทำได้เร็ว-ทำได้เลย

นายกฯ ยินดี 2 ผู้รับรางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์ 2568

นายกฯ ยินดี 2 ผู้รับรางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์ 2568 ยกย่องอุทิศตน

ในวันที่ 26 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานในงาน Health Equity and Sustainability Thailand และงานเลี้ยงแสดงความยินดีแก่ผู้ได้รับรางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์ ประจำปี 2568 ณ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล ซึ่งเป็นงานที่เน้นยกย่องบุคลากรทางการแพทย์และนักวิจัยที่อุทิศตนเพื่อสังคม

นายกฯ ยินดี 2 ผู้รับรางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์ 2568 ยกย่องอุทิศตน

นายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีอย่างอบอุ่นกับผู้ที่ได้รับรางวัล โดยระบุว่านี่เป็นครั้งแรกที่รู้สึกคุ้นเคยเพราะเป็นเพื่อนร่วมงานสมัยยังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข สิ่งที่ภาคภูมิใจคือการได้เห็นอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิและบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำคุณประโยชน์ให้วงการสาธารณสุขไทย การอุทิศตนและสละทรัพย์ส่วนตัวเพื่อพัฒนางานวิจัยถือเป็นแบบอย่างที่ยิ่งใหญ่ สะท้อนเจตนารมณ์ของรางวัลที่ว่า “สุขภาพคือทุนที่ประเสริฐที่สุด” เพราะไม่ว่ามั่งคั่งเพียงใด หากขาดสุขภาพดี ชีวิตก็ลำบากดั่งนรกบนดิน

ตลอดช่วงวิกฤติโควิด-19 นายกรัฐมนตรีได้รับแรงบันดาลใจจากบุคลากรทางการแพทย์ที่มาร่วมสนับสนุนกระทรวงสาธารณสุข ความเสียสละและทุ่มเทของพวกเขาสร้างกำลังใจมหาศาล รวมถึงคำชี้แนะจากอาจารย์แพทย์ในการผลักดันนโยบาย เช่น การฟอกไตฟรีที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน นายกฯ ยืนยันว่าจะนำนโยบายนี้กลับมาอีกครั้งเพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวไทย

นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ในงานรางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล

ประเทศไทยมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ได้รับการยอมรับระดับโลก ช่วยให้คนไทยมีสุขภาพดีและเป็นแบบอย่างให้ประเทศอื่นๆ นำไปใช้ อย่างไรก็ตาม ระบบสาธารณสุขต้องการงบประมาณเพื่อดูแลประชาชนตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ ไปจนถึงตาย เป้าหมายคือยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

ความสำคัญของรางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์ 2568

ระบบสาธารณสุขไทยเป็นรากฐานคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกด้าน แต่ต้องตระหนักถึงความยั่งยืนด้านสุขภาพ (Health Sustainability) เพื่อรับมือโรคอุบัติใหม่และสังคมสูงวัย รัฐบาลให้ความสำคัญกับงบประมาณสนับสนุนงานวิจัย นวัตกรรม และบุคลากรคุณภาพ โดยผู้ได้รับรางวัลทั้งสองท่านเป็นแบบอย่างที่ชัดเจน

สำหรับปี 2568 มีผู้ได้รับรางวัล 2 ราย ได้แก่

  • ประเภทนักวิจัยดีเด่น: นายแพทย์วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร จากมูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ
  • ประเภทนักวิจัยรุ่นใหม่: รศ.ดร.วโรดม เจริญสวรรค์ จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

รางวัลนี้เป็นหนึ่งในรางวัลนักวิจัยระดับประเทศที่ใหญ่ที่สุด มอบครั้งแรกเพื่อยกย่องนักวิจัยที่สร้างผลงานนำไปใช้จริง มีพลังเปลี่ยนโลก และสร้างผลกระทบเชิงบวกสู่สังคม (Real World Impact)

ผู้ได้รับรางวัลนักวิจัยดีเด่น
ผู้ได้รับรางวัลนักวิจัยรุ่นใหม่

นายกฯ ยินดี 2 ผู้รับรางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์ 2568 ยกย่องอุทิศตน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสนับสนุนสาธารณสุข การได้รับแรงบันดาลใจจากบุคลากรเหล่านี้จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความยั่งยืน หากคุณสนใจด้านสุขภาพและการวิจัย ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศ

ที่มา – นายกฯ ยินดี 2 ผู้รับรางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์ 2568 ยกย่องอุทิศตน

“อนุทิน” ถือฤกษ์ดีนำ รมต.ภูมิใจไทย สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ

“อนุทิน” ถือฤกษ์ดีนำ รมต.ภูมิใจไทย สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ขอพรราบรื่น

ในวันที่ 26 กันยายน 2568 บรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาลเต็มไปด้วยความคึกคัก เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนใหม่และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมาถึงอย่างเป็นทางการเพื่อปฏิบัติหน้าที่ครั้งแรกที่ตึกไทยคู่ฟ้า การเริ่มต้นการทำงานครั้งนี้ไม่ธรรมดา เพราะ “อนุทิน” ถือฤกษ์ดีนำ รมต.ภูมิใจไทย สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ขอพรราบรื่น เพื่อความเป็นสิริมงคลในการนำพาประเทศ

“อนุทิน” ถือฤกษ์ดีนำ รมต.ภูมิใจไทย สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ

เวลา 08.19 น. นายอนุทิน เดินทางด้วยรถยนต์โรลส์รอยซ์ ทะเบียน วอ 3333 กรุงเทพมหานคร สู่ทำเนียบรัฐบาล ทันทีที่มาถึง ท่านได้ขึ้นไปยังห้องทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้า และสักการะพระพุทธรูปที่ประดับอยู่ภายในห้อง เพื่อเริ่มวันแรกด้วยพลังบวก จากนั้น เวลา 09.00 น. นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย ได้ลงมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล โดยเริ่มจากศาลพระภูมิเจ้าที่ ศาลตายาย และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ เพื่อขอพรให้การบริหารประเทศราบรื่น

คณะที่ร่วมพิธีในครั้งนี้มีสมาชิกสำคัญหลายท่าน เช่น นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นางศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และพล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม รวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคภูมิใจไทยและคณะทำงานที่ติดตามมาด้วย การจัดขบวนพิธีเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความเคารพในขนบธรรมเนียมไทย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

พระเครื่องศักดิ์สิทธิ์ที่นายอนุทินอัญเชิญเข้าห้องทำงาน

หลังจากพิธีสักการะเสร็จสิ้น ผู้สื่อข่าวได้สอบถามนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับคำขอพร ท่านตอบอย่างเรียบง่ายว่า “ขอให้ราบรื่น” ก่อนจะเดินกลับขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า เมื่อถูกถามถึงเครื่องรางที่จะนำเข้ามา ท่านย้ำว่า “อยู่ที่ใจ” ซึ่งสะท้อนถึงปรัชญาการทำงานที่เน้นจิตใจและความมุ่งมั่น นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าพระพุทธรูปที่จะอัญเชิญมาไว้ในห้องทำงานประกอบด้วยหลวงพ่อพระพุทธโสธร, พระพุทธชินราช และพระพุทธสิริไตรรัฐ โดยพระพุทธสิริไตรรัฐซึ่งนายอนุทินสร้างขึ้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย จะถูกตั้งไว้บนโต๊ะทำงานโดยตรง เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจในการตัดสินใจสำคัญ

การนำพระเครื่องเหล่านี้มาประดับห้องทำงานไม่เพียงแต่เป็นการสักการะส่วนตัว แต่ยังเชื่อมโยงกับความเชื่อทางพุทธศาสนาที่ช่วยเสริมสร้างสมาธิและปัญญาให้กับผู้นำประเทศ ในขณะที่ประชาชนจับตาดูอีกประเด็นหนึ่ง คือ จะมีการย้ายองค์นรสิงห์ สัญลักษณ์ของตึกไทยคู่ฟ้ากลับมาหรือไม่ หลังจากที่เคยถูกย้ายไปในสมัยก่อน

ความหมายของพิธีถือฤกษ์ดีต่อการเมืองไทย

พิธี “อนุทิน” ถือฤกษ์ดีนำ รมต.ภูมิใจไทย สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ขอพรราบรื่น ในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกสำหรับรัฐบาลใหม่ที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเน้นนโยบายที่ใกล้ชิดประชาชนและมุ่งแก้ไขปัญหาเร่งด่วน เช่น เศรษฐกิจ สุขภาพ และความมั่นคง การเริ่มต้นด้วยพิธีกรรมแบบไทยๆ ช่วยสร้างภาพลักษณ์ของผู้นำที่เคารพวัฒนธรรมและศาสนา ทำให้ประชาชนรู้สึกเชื่อมั่นมากขึ้น ในยุคที่การเมืองไทยมีความผันผวน การแสดงออกเช่นนี้ช่วยลดความตึงเครียดและเปิดทางสู่การทำงานที่ราบรื่น

นอกจากนี้ พิธียังสะท้อนถึงความต่อเนื่องของประเพณีในทำเนียบรัฐบาล ที่ผู้นำทุกรัฐบาลมักเริ่มต้นด้วยการขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้การบริหารงานเป็นไปด้วยดี ไม่ว่าจะเป็นศาลพระภูมิที่ปกป้องเจ้าที่ หรือพระพุทธรูปที่ให้แสงสว่างทางปัญญา ทั้งหมดนี้ช่วยเสริมสร้างความศักดิ์สิทธิ์ให้กับสถานที่ทำงานสำคัญของชาติ

  • จุดเด่นของพิธี: ถือฤกษ์ดีเวลา 09.00 น. เพื่อความเป็นมงคล
  • คณะที่ร่วม: รัฐมนตรีภูมิใจไทยและส.ส.จำนวนมาก
  • พระเครื่องหลัก: พระพุทธโสธร, พระพุทธชินราช, พระพุทธสิริไตรรัฐ
  • คำขอพร: ขอให้ราบรื่นในการบริหารประเทศ

สำหรับประชาชนที่สนใจติดตามพัฒนาการของรัฐบาลใหม่ การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะนโยบายที่นายอนุทินจะผลักดันในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมหาดไทย ซึ่งคาดว่าจะเน้นการพัฒนาท้องถิ่นและแก้ไขปัญหาการเมืองที่ค้างคา

ในมุมมองของผู้เขียน พิธีสักการะเช่นนี้ไม่ใช่แค่พิธีกรรม แต่เป็นการสร้างสมดุลระหว่างจิตวิญญาณและการเมือง ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลใหม่เดินหน้าอย่างมั่นคง หากคุณมีมุมมองอย่างไรเกี่ยวกับการเริ่มต้นของนายกฯ อนุทิน ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

ที่มา – “อนุทิน” ถือฤกษ์ดีนำ รมต.ภูมิใจไทย สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ขอพรราบรื่น

Scroll to top