นายกคนที่ 32

“อนุทิน” เปิดใจหลังได้โหวตเป็น นายกฯ

เปิดใจครั้งแรกหลังได้รับโหวตเป็นนายกฯ “อนุทิน” ขอบคุณ “พรรคประชาชน” และทุกคะแนนเสียงที่สนับสนุน พร้อมทำงานทุกวันให้คุ้มค่าที่สุด

เมื่อเวลา 17.10 น. วันที่ 5 ก.ย. 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะ ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย เปิดใจครั้งแรกหลังได้รับเสียงโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า ตั้งใจทำงานให้เต็มที่ เพราะเวลามีอยู่ไม่มาก ต้องทำงานทุกวันให้คุ้มค่าที่สุด ไม่มีวันหยุดนะ

ถามต่อว่า แบบนี้ต้องทำงานให้หนักขึ้นใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องทำงานหนักมาก ให้ปัญหาที่มีอยู่คลี่คลาย พร้อมยังกล่าวขอบคุณพรรคประชาชน และทุกเสียงที่สนับสนุน พร้อมตอบคำถามผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ว่า “Move Forward to the Right Action, Definitely” (แน่นอนว่าเราจะก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้อง)

ส่วน โผ ครม. ได้ตกลงกับพรรคร่วมรัฐบาลใหม่แล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า ขอให้ใจเย็น แต่ทั้งนี้ทุกอย่างได้เตรียมการไว้หมดแล้ว

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า หลังจากนี้จะเดินทางไปเยี่ยมคุณพ่อ เพราะพ่อไม่ค่อยสบาย ไปกราบท่านก่อน และเดี๋ยวจะต้องกลับมาสภาฯ เพื่อลงมติ และยังจะต้องอยู่รักษาองค์ประชุม.

“อนุทิน” เปิดใจหลังได้รับโหวตเป็น นายกฯ

หลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับการโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย ท่ามกลางความคาดหวังและความท้าทายมากมาย หนึ่งในประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่งคือ วิสัยทัศน์และแนวทางการบริหารประเทศของท่าน

ในการเปิดใจครั้งแรกหลังได้รับตำแหน่ง “อนุทิน” ได้แสดงความขอบคุณต่อทุกคะแนนเสียงที่สนับสนุน และให้คำมั่นสัญญาว่าจะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อตอบแทนความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการทำงานอย่างหนักและรวดเร็วเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่

นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในเรื่องของคณะรัฐมนตรี โดยขอให้ทุกฝ่ายใจเย็นและยืนยันว่าทุกอย่างได้เตรียมการไว้พร้อมแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและใส่ใจในรายละเอียดของการบริหารจัดการ

อนาคตประเทศไทยภายใต้การนำของ”อนุทิน”

การได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายอนุทิน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศไทย หลายฝ่ายคาดหวังว่าด้วยประสบการณ์และความสามารถของท่าน จะสามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงได้

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อกังวลและความท้าทายต่างๆ ที่นายอนุทินและรัฐบาลใหม่จะต้องเผชิญ ทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม

  • การกระตุ้นเศรษฐกิจและการสร้างงาน: รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องมีนโยบายที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน และลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้
  • การแก้ไขปัญหาสังคม: ปัญหาต่างๆ เช่น ความยากจน ยาเสพติด และอาชญากรรม ยังคงเป็นความท้าทายที่สำคัญ รัฐบาลใหม่ควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง
  • การสร้างความปรองดองทางการเมือง: ความขัดแย้งทางการเมืองยังคงเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ รัฐบาลใหม่ควรส่งเสริมการหารือและประนีประนอมเพื่อสร้างความปรองดองในสังคม

“อนุทิน” และรัฐบาลใหม่จึงต้องทำงานอย่างหนักเพื่อตอบสนองความคาดหวังของประชาชน และนำพาประเทศไทยไปสู่อนาคตที่ดีกว่า

การที่นายอนุทิน เปิดใจหลังได้รับโหวตเป็น นายกฯ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการบริหารประเทศต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างเปิดกว้าง

ที่มา – “อนุทิน” เปิดใจหลังได้รับโหวตเป็น นายกฯ พร้อมขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่สนับสนุน

บุรีรัมย์เตรียมรับ “อนุทิน” แก้บนหลังได้เป็นนายกฯ คนที่ 32

บุรีรัมย์เตรียมพร้อม! คนดูแลวงเวียน ร.1 หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “วงเวียนช้าง” เผยได้รับคำสั่งให้เตรียมสถานที่ต้อนรับ “อนุทิน ชาญวีรกูล” แก้บนหลังได้เป็นนายกฯ คนที่ 32 หลังมติสภาฯ เห็นชอบให้ดำรงตำแหน่ง เผยการแก้บนครั้งนี้จะเน้นเลข 9 เป็นหลัก

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดบุรีรัมย์ว่า ภายหลังจากที่ประชุมสภาฯ มีมติเห็นชอบให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการรอโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการ

สำหรับความเคลื่อนไหวในจังหวัดบุรีรัมย์ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้นำเต็นท์มากางบริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 หรือวงเวียน ร.1 ตำบลอิสาน อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “วงเวียนช้าง” เพื่อเตรียมจัดพิธี “อนุทิน ชาญวีรกูล” แก้บนหลังได้เป็นนายกฯ คนที่ 32 ตามที่ได้มีการบนบานศาลกล่าวไว้ก่อนหน้านี้

นายสุริชัย ศรีหาบุญทัน อายุ 52 ปี ผู้ดูแลวงเวียน ร.1 เปิดเผยว่า ในแต่ละวันจะมีประชาชนเดินทางมาแก้บนหรือขอพรในเรื่องต่างๆ เช่น การงาน การสอบเข้าทำงาน ประมาณวันละ 100-200 คน

บุรีรัมย์เตรียมรับ “อนุทิน ชาญวีรกูล” แก้บนหลังได้เป็นนายกฯ คนที่ 32

“การบนบานขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละบุคคล บางคนวิ่งรอบอนุสาวรีย์ 999 รอบ บางคน 29 รอบ หรือ 9 รอบ โดยจะใช้เลข 9 เป็นหลัก ส่วนสิ่งของที่นำมาแก้บน ส่วนมากจะเป็นหัวหมู จะเป็นกี่หัวก็ได้ขอให้ลงท้ายด้วยเลข 9” นายสุริชัยกล่าว

ส่วนของนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มักจะใช้ไก่ 9 ตัว เป็ด 9 ตัว ของหวาน 9 อย่าง และผลไม้ 9 อย่าง ในการแก้บน

คาด “อนุทิน” มาแก้บนพร้อมเปิดงานบวงสรวงใหญ่

สำหรับกำหนดการที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรี จะเดินทางมาแก้บนนั้น ขณะนี้ตนได้รับคำสั่งให้เตรียมสถานที่ให้พร้อมแล้ว แต่ยังไม่ทราบวันเวลาที่แน่นอน คาดการณ์ว่าน่าจะเป็นวันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน ซึ่งเป็นวันที่มีการบวงสรวงใหญ่ นายอนุทินอาจจะเดินทางมาเปิดงานพร้อมกับการ “อนุทิน ชาญวีรกูล” แก้บนหลังได้เป็นนายกฯ คนที่ 32 ไปในคราวเดียวกัน แต่รายละเอียดลึกๆ นั้นตนยังไม่ทราบ

พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 1 ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญของชาวบุรีรัมย์และคนทั่วไป นิยมมาขอพรและแก้บน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแข่งขันฟุตบอลนัดสำคัญๆ มักจะมีการบวงสรวงและจุดประทัดเพื่อความเป็นสิริมงคล

การที่บุรีรัมย์เตรียมสถานที่เพื่อต้อนรับนายอนุทินในการแก้บนครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความศรัทธาที่ชาวบุรีรัมย์มีต่อนายอนุทิน รวมถึงความผูกพันกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือ การแก้บนจึงเป็นการแสดงความขอบคุณและเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

“อนุทิน ชาญวีรกูล” แก้บนหลังได้เป็นนายกฯ คนที่ 32 ถือเป็นวัฒนธรรมและความเชื่อที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน การแสดงออกถึงความกตัญญูและความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยังคงเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คน

ที่มา – บุรีรัมย์ เตรียมสถานที่ รับ “อนุทิน ชาญวีรกูล” แก้บนหลังได้เป็นนายกฯ คนที่ 32

“ชัยชนะ” ซัด สส.งูเห่า โหวตสวน ทำประชาธิปไตยอ่อนแอ

“ชัยชนะ” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ย้ำ มติพรรคชัดเจนงดออกเสียงโหวตนายกฯ ซัด 4 สส.งูเห่า โหวตสวน ทำประชาธิปไตยอ่อนแอ ฝากรัฐบาลใหม่แก้รัฐธรรมนูญให้ชัดเจนในเรื่องนี้

วันที่ 5 กันยายน 2568 ภายหลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 โดยมีสมาชิกเข้าร่วมประชุม 475 คน จากทั้งหมด 492 คน โดยพรรคประชาธิปัตย์มีมติพรรคชัดเจนให้งดออกเสียงในครั้งนี้ และผลออกมาว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาฯ ด้วยคะแนน 311 เสียง ส่วนนายชัยเกษม นิติสิริ ได้รับความเห็นชอบ 152 เสียง โดยมีคะแนนงดออกเสียง 27 เสียง

นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า พรรคมีมติเป็นเอกภาพให้งดออกเสียง และหากสมาชิกพรรคคนใดใช้สิทธิในฐานะ สส. แตกต่างจากมติพรรค ก็ต้องชี้แจงต่อสังคมเอง เพราะต้องยอมรับว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย และต้องติดตามการดำเนินการตามบันทึกข้อตกลง (MOA) ที่ทำร่วมกับพรรคประชาชนว่าจะเป็นไปตามที่ตกลงกันหรือไม่

สำหรับกรณี สส.บางคนโหวตสวนมติพรรค นายชัยชนะ กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญถือเป็นเอกสิทธิ์ของ สส. แต่การทำงานในระบบพรรคการเมืองต้องเคารพมติพรรค หากอ้างใช้เอกสิทธิ์ตลอดเวลา จะทำให้พรรคการเมืองและระบบประชาธิปไตยอ่อนแอลง ซึ่งในครั้งนี้ทราบว่ามี สส. โหวตสวนมติพรรคประมาณ 4 เสียง และจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ พร้อมทั้งพิจารณาว่าเอกสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญสามารถใช้ได้บ่อยเพียงใด

เมื่อถามถึงการลงโทษ สส. ที่โหวตสวนมติพรรค นายชัยชนะ ระบุว่า ต้องหารือกันภายในพรรคก่อน แต่ย้ำว่าพรรคการเมืองต้องเข้มแข็งเพื่อไม่ให้ระบบประชาธิปไตยอ่อนแอ พร้อมฝากรัฐบาลใหม่เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 โดยระบุเรื่องนี้ให้ชัดเจนในกฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการเมืองซ้ำรอยในอนาคต

ทางด้าน นายนริศ ขำนุรักษ์ มีหนังสือขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์และทุกตำแหน่งในพรรคด้วยเหตุผลที่ต้องไปทำภารกิจอื่น ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การลาออกของ นายนริศ อาจเกี่ยวพันกับกรณี นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ที่โหวตลงมติสวนกับมติพรรคในการเลือกนายอนุทิน ให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 อีกทั้งส่วนตัว นายนริศ มีความสนิทสนมกับ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ที่เป็นแกนนำ สส.งูเห่าจากพรรคเพื่อไทยและพรรคอื่นรวม 8 เสียง ลงชื่อสนับสนุนให้นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี โดยคาดว่านายนริศ จะเป็นตัวแทนของกลุ่มนายศักดิ์ดา เพื่อรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เนื่องจากในกลุ่มมี สส. เข้ามาหนุน 8 เสียง จึงได้กระทรวงใหญ่

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า 4 สส.พรรคประชาธิปัตย์ที่โหวตให้นายอนุทิน ประกอบด้วย 

  • นายร่มธรรม ขํานุรักษ์ สส.พัทลุง และรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์
  • นายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ 
  • นายราชิต สุดพุ่ม สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์
  • นายสมยศ พลายด้วง สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์

“ชัยชนะ” ซัด 4 สส.งูเห่า โหวตสวนมติพรรคประชาธิปัตย์ ทำประชาธิปไตยอ่อนแอ

ชัยชนะ ชี้ สส.โหวตสวนมติพรรคทำประชาธิปไตยอ่อนแอ

นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่ สส. ของพรรค 4 คนโหวตสวนมติพรรคในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการทำให้ประชาธิปไตยอ่อนแอลง เนื่องจากเป็นการไม่เคารพมติของพรรคต้นสังกัด

เหตุการณ์นี้สร้างความไม่พอใจให้กับหลายฝ่ายในพรรคประชาธิปัตย์ และนำไปสู่การตั้งคำถามถึงเอกสิทธิ์ของ สส. ในการลงมติสวนมติพรรคได้บ่อยแค่ไหน

นายชัยชนะยังได้ฝากถึงรัฐบาลใหม่ให้เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 เพื่อให้มีความชัดเจนในเรื่องนี้ และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการเมืองซ้ำรอยในอนาคต การที่ 4 สส.งูเห่า โหวตสวนมติพรรคประชาธิปัตย์ ทำประชาธิปไตยอ่อนแอ จริงหรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาถึงผลกระทบในระยะยาวต่อระบบรัฐสภา

การโหวตสวนมติพรรคอาจสะท้อนถึงความขัดแย้งภายในพรรค หรือความไม่พอใจต่อทิศทางของพรรค แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นการแสดงออกถึงจุดยืนที่แตกต่างของ สส. ที่ต้องการเป็นปากเสียงให้กับประชาชนอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวอาจนำไปสู่ความแตกแยกภายในพรรค และทำให้การทำงานของพรรคเป็นไปได้ยากลำบากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การโหวตสวนมติพรรคยังอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากรัฐบาลมีเสียงข้างน้อยในสภา การที่ สส. บางคนโหวตสวนมติพรรคอาจทำให้รัฐบาลไม่สามารถผ่านกฎหมายสำคัญได้ และนำไปสู่การยุบสภาในที่สุด

ดังนั้น การที่ สส. จะโหวตสวนมติพรรคหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ทั้งต่อพรรค ต่อรัฐบาล และต่อระบบประชาธิปไตยโดยรวม ทั้งนี้เพื่อรักษาหลักการประชาธิปไตยและผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ ซึ่งกรณี “ชัยชนะ” ซัด 4 สส.งูเห่า โหวตสวนมติพรรคประชาธิปัตย์ ทำประชาธิปไตยอ่อนแอเป็นสิ่งที่สังคมต้องจับตามองต่อไป

สำหรับประชาชน การติดตามข่าวสารและการทำความเข้าใจถึงเหตุผลของการโหวตแต่ละครั้งของ สส. ถือเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อที่เราจะสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ที่มา – “ชัยชนะ” ซัด 4 สส.งูเห่า โหวตสวนมติพรรคประชาธิปัตย์ ทำประชาธิปไตยอ่อนแอ

วัน โพสต์ภาพ เฉลิม จับมือ อนุทิน ยินดีว่าที่นายกฯ

หลังการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี นายวัน อยู่บำรุง ได้โพสต์ภาพ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง จับมือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมแสดงความยินดีกับว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย พร้อมกันนั้นยังได้ฝากข้อความถึงพรรคเพื่อไทยให้พิจารณาเรื่องของ ร.ต.อ.เฉลิม

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ณ รัฐสภา ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 โดยมีสมาชิกสภาเข้าร่วมประชุม 475 คน จากทั้งหมด 492 คน ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นว่าที่นายกฯ คนที่ 32 ด้วยคะแนนเสียง 311 ต่อ 152 เสียง ทำให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล กลายเป็น ว่าที่นายกฯ คนที่ 32 แห่งประเทศไทย

หลังจากทราบผลการลงมติ นายวัน อยู่บำรุง ได้โพสต์ภาพ ร.ต.อ.เฉลิม จับมือกับนายอนุทิน พร้อมข้อความว่า “ขอแสดงความยินดีกับว่าที่นายกฯ คนที่ 32 ของประเทศไทยครับ” การแสดงความยินดีกับ ว่าที่นายกฯ คนที่ 32 สร้างความฮือฮาไม่น้อย

ต่อมาได้โพสต์ข้อความเพิ่มเติมว่า “พรรคเพื่อไทยต้องขับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ออกจากพรรคโดยเร็ววันครับ” ข้อความดังกล่าวถูกตีความว่าเป็นการแสดงความไม่พอใจที่ ร.ต.อ.เฉลิม ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ได้ลงคะแนนเสียงสนับสนุนนายอนุทินให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

หลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย เช่น “คนดีอยู่ไหนก็ได้ครับ” “เขาไม่กล้าไล่ครับ กลัวคะแนนเสียงหาย” และ “ท่านเฉลิม แน่นอนจริงๆ ครับ” แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของความคิดเห็นที่มีต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

วัน โพสต์ภาพ เฉลิม จับมือ อนุทิน ยินดีว่าที่นายกฯ

ทำไมเรื่อง วัน โพสต์ภาพ เฉลิม จับมือ อนุทิน ยินดีว่าที่นายกฯ ถึงเป็นที่สนใจ?

ปรากฏการณ์ที่นายวัน อยู่บำรุง โพสต์ภาพ ร.ต.อ.เฉลิม จับมือกับนายอนุทิน และแสดงความยินดีกับว่าที่นายกฯ คนที่ 32 นั้นได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและความขัดแย้งทางการเมืองภายในพรรคเพื่อไทย นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงออกถึงจุดยืนทางการเมืองของนายวัน อยู่บำรุง ที่ต้องการให้พรรคเพื่อไทยดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อสมาชิกพรรคที่ไม่ปฏิบัติตามมติพรรค

การกระทำของ ร.ต.อ.เฉลิม ซึ่งเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในพรรคเพื่อไทย ยิ่งทำให้ประเด็นนี้มีความน่าสนใจและเป็นที่จับตามองมากยิ่งขึ้น การที่ ร.ต.อ.เฉลิม ตัดสินใจลงคะแนนเสียงสนับสนุนนายอนุทิน ทั้งๆ ที่ขัดกับมติของพรรค สร้างความไม่พอใจให้กับสมาชิกพรรคบางส่วน และนำไปสู่การเรียกร้องให้มีการขับ ร.ต.อ.เฉลิม ออกจากพรรค

ถึงแม้การเมืองจะมีความซับซ้อน แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ ประชาชนมีความสนใจและติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด การแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนผ่านช่องทางต่างๆ สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวทางการเมืองและความต้องการที่จะมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศ

การเมืองไทยยังคงมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การติดตามข่าวสารและข้อมูลต่างๆ อย่างรอบด้าน จะช่วยให้เราเข้าใจถึงความเป็นไปของประเทศและสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

อนาคตทางการเมืองของ ร.ต.อ.เฉลิม จะเป็นอย่างไร?

อนาคตทางการเมืองของ ร.ต.อ.เฉลิม ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามต่อไป การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยว่าจะดำเนินการอย่างไรกับ ร.ต.อ.เฉลิม จะมีผลกระทบต่อทิศทางทางการเมืองของพรรคและต่อตัว ร.ต.อ.เฉลิม เอง นอกจากนี้ การตัดสินใจของ ร.ต.อ.เฉลิม เองก็มีความสำคัญเช่นกันว่าจะเลือกที่จะอยู่กับพรรคเพื่อไทยต่อไป หรือจะตัดสินใจทางการเมืองในรูปแบบอื่น

ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญคือการเคารพในการตัดสินใจของทุกฝ่ายและการดำเนินการทุกอย่างภายใต้กรอบของกฎหมายและประชาธิปไตย

ที่มา – “วัน” โพสต์ภาพ “เฉลิม” จับมือ “อนุทิน” บอกยินดีกับว่าที่นายกฯ คนที่ 32

“พรรคเพื่อไทย” พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

“พรรคเพื่อไทย” ประกาศความพร้อมในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ในสภา พร้อมย้ำว่าจะรอวันกลับมาสานต่อนโยบายที่ยังค้างไว้ให้สำเร็จลุล่วง เพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน

สืบเนื่องจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งมีมติเห็นชอบให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ผู้ซึ่งเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงหนึ่งเดียวจากพรรคภูมิใจไทย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 แห่งประเทศไทย (ผลโหวตนายก มติสภาฯ เห็นชอบให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” จากภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32) ส่งผลให้พรรคเพื่อไทยต้องปรับบทบาทมาเป็นฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ทางเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของ พรรคเพื่อไทย ได้มีการโพสต์ข้อความเพื่อแสดงจุดยืนและความพร้อมในการทำหน้าที่ โดยมีเนื้อหาใจความสำคัญดังนี้ “พรรคเพื่อไทยพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ตามครรลองของรัฐสภา ยึดมั่นหลักการประชาธิปไตย ขอขอบคุณทุกแรงใจ นโยบายหลายเรื่องที่ยังค้างไว้ เราจะรอวันกลับมาสานต่อให้สำเร็จ เพื่อคนไทยทุกคน…ตลอดไป”

“พรรคเพื่อไทย” พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

การประกาศดังกล่าวเป็นการยืนยันว่า “พรรคเพื่อไทย” จะยังคงเดินหน้าทำงานการเมืองต่อไป แม้ว่าจะไม่ได้เป็นรัฐบาลก็ตาม โดยจะทำหน้าที่ตรวจสอบ ถ่วงดุล และเสนอแนะนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างสร้างสรรค์

นโยบายต่างๆ ที่“พรรคเพื่อไทย” เคยได้ริเริ่มและผลักดันไว้ในอดีต แต่ยังไม่ทันได้สานต่อให้สำเร็จลุล่วงนั้น พรรคฯ ยืนยันว่าจะไม่ทอดทิ้ง และจะรอโอกาสที่จะกลับมาสานต่อนโยบายเหล่านั้นให้เป็นจริง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น

ความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้าน

ในฐานะฝ่ายค้าน “พรรคเพื่อไทย” จะมุ่งเน้นการทำงานดังต่อไปนี้:

  • ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น โปร่งใส และเป็นธรรม
  • เสนอแนะนโยบายทางเลือกที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
  • ปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชน
  • รักษาและส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย

ถึงแม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะมีการเปลี่ยนแปลงไป แต่ “พรรคเพื่อไทย” ยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์และคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนเสมอมา และจะยังคงทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถเพื่อสร้างสรรค์สังคมไทยให้เป็นสังคมที่เสมอภาค ยุติธรรม และเจริญก้าวหน้า

การทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างสร้างสรรค์ของพรรคเพื่อไทย น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว เพราะจะช่วยให้เกิดการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจอย่างเหมาะสม ทำให้รัฐบาลต้องทำงานอย่างโปร่งใสและมีความรับผิดชอบต่อประชาชนมากยิ่งขึ้น

ที่มา – “พรรคเพื่อไทย” พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ลั่นจะรอวันกลับมาสานต่อนโยบายที่ค้างไว้

ส่องเทรนด์! #นายกรัฐมนตรีคนที่32 ติดลมบน

แฮชแท็ก #นายกรัฐมนตรีคนที่32 #ประชุมสภา #โหวตนายก พุ่งติดเทรนด์โซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว หลังจากการลงมติในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งผลปรากฏว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล” จากพรรคภูมิใจไทย ได้รับการเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 อย่างไม่เป็นทางการ

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา การประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้มีการพิจารณาวาระสำคัญ นั่นคือการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย สืบเนื่องจากการที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี ด้วยคะแนนเสียง 6 ต่อ 3 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ คือวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ และนำไปสู่การเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่

ในการประชุมครั้งนี้ นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้ชี้แจงขั้นตอนการลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 โดยการขานชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ตามลำดับตัวอักษร และให้แต่ละคนออกเสียงลงมติว่าจะเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ หรือ งดออกเสียง โดยจำนวน สส. ในปัจจุบันมีทั้งหมด 493 คน ดังนั้น ผู้ที่จะได้รับการคัดเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากสภาฯ เกินกึ่งหนึ่ง หรือ 247 เสียงขึ้นไป การเข้าสู่วาระการโหวตนายกรัฐมนตรี เกิดขึ้นหลังจากที่มีการถกเถียงและลงมติว่าจะเลื่อนญัตติเรื่องการโหวตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเรื่องด่วนในวาระ 8 ขึ้นมาพิจารณาก่อน ด้วยคะแนน 313 ต่อ 142 เสียง

นายไชยชนก ชิดชอบ สส. บุรีรัมย์ ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ได้เสนอชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นบุคคลเพียงชื่อเดียวที่พรรคเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี ในขณะที่ นายสรวงศ์ เทียนทอง สส. สระแก้ว และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย เสนอชื่อ นายชัยเกษม นิติสิริ ซึ่งเป็นบุคคลสุดท้ายที่พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี จากนั้นจึงเปิดโอกาสให้สมาชิกสภาฯ ได้อภิปรายก่อนที่จะลงมติเลือกผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ โดยใช้วิธีการขานชื่อลงคะแนนแบบเปิดเผยจนครบทั้ง 493 คน และผู้ที่ได้รับเลือกจะต้องมีคะแนนเสียงเกิน 247 เสียงขึ้นไป

เมื่อเวลา 15.51 น. ที่ผ่านมา ที่ประชุมสภาฯ ได้มีมติเห็นชอบให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับคะแนนเสียงเกิน 247 เสียง ส่งผลให้ นายอนุทิน ได้รับเลือกให้เป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่32 ของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนต่อไปคือการรอการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ

#นายกรัฐมนตรีคนที่32 คือใคร? ทำไมถึงเป็นที่พูดถึง?

ภายหลังจากการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ ส่งผลให้แฮชแท็กที่เกี่ยวข้อง เช่น #ประชุมสภา #พรรคภูมิใจไทย และ #โหวตนายก พุ่งขึ้นติดเทรนด์ยอดนิยมบนแพลตฟอร์มทวิตเตอร์ (X) อย่างรวดเร็ว ประเด็นเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจและความตื่นตัวของประชาชนต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

ทำความเข้าใจขั้นตอนหลังจากการโหวต #นายกรัฐมนตรีคนที่32

หลายคนอาจสงสัยว่า หลังจากสภาฯ มีมติเห็นชอบแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป? ขั้นตอนหลังจากนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากต้องรอการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากพระมหากษัตริย์ ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างสมบูรณ์

การเลือก #นายกรัฐมนตรีคนที่32 ครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของการเมืองไทย ที่สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การติดตามข่าวสารและสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราทุกคนสามารถเข้าใจและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศต่อไป

ที่มา – แฮชแท็กการเมืองพุ่งติดเทรนด์ หลังโหวต “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกฯ คนที่ 32

เปิดประวัติ จ๋า ธนนนท์ นิรามิษ ว่าที่นายกฯ

เปิดประวัติ “คุณจ๋า” ธนนนท์ นิรามิษ ว่าที่สตรีหมายเลข 1 สาวสวยผู้ครองใจ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32

ภายหลังจาก นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธาน เปิดโอกาสให้ทั้ง 2 ฝ่ายเสนอชื่อผู้ชิงนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 โดยมีการเสนอชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ นายชัยเกษม นิติสิริ บัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีคนสุดท้ายของพรรคเพื่อไทย จากนั้นเปิดโอกาสให้สมาชิกอภิปรายก่อนลงมติผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีฝ่ายละ 1 ชั่วโมง ก่อนลงมติ

กระทั่งล่าสุด เมื่อเวลา 15.52 น. วันที่ 5 กันยายน 2568 ผลการลงคะแนนโหวตนายกรัฐมนตรี ปรากฏว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เป็น “ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32” ของประเทศไทย

เปิดประวัติ “จ๋า ธนนนท์ นิรามิษ” ว่าที่นายกรัฐมนตรี

คุณจ๋า ธนนนท์ นิรามิษ เกิดและโตที่จังหวัดระนอง มีพี่สาว 3 คน คุณจ๋าเป็นน้องคนสุดท้าย กระทั่งช่วงมัธยมปลาย ได้เข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กระทั่งจบปริญญาคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ครอบครัวคุณจ๋าทำธุรกิจส่วนตัว ขายอะไหล่รถยนต์อยู่ที่จังหวัดระนอง ซึ่งมีพี่สาวรับช่วงต่อจากคุณพ่อคุณแม่ ปัจจุบันเป็นเจ้าของธุรกิจร้านกาแฟ คือ ร้านจ่าจ้า คอฟฟี่ ร้านกาแฟชื่อดังของจังหวัดระนอง ซึ่งเปิดมาแล้ว 17 ปี

จากนั้นได้ต่อยอดความสำเร็จด้วยการเปิดร้านใหม่ในกรุงเทพฯ ชื่อ “จาริสต้าร์” ที่ออกแบบสไตล์ชิโน-โปรตุกีสแบบโมเดิร์น ให้บริการทั้งกาแฟ เบเกอรี่ และเมนูสร้างสรรค์ที่นำวัตถุดิบจากบ้านเกิดระนองมาใช้

เส้นทางรัก “คุณจ๋า” กับ “ท่านอนุทิน” ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32

เริ่มต้นจาก “อนุทิน” ขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เดินทางไปงานราชการที่จังหวัดระนอง โดยทางจังหวัดได้มาขอความร่วมมือให้คุณจ๋าเป็นตัวแทนไปรับท่านที่สนามบิน เพราะทางคณะจะมาทานข้าวที่ร้าน ทำให้ครั้งนั้นได้เจอกันครั้งแรก

ส่วนความประทับใจแรกที่ทำให้คุณจ๋าใจฟู คือ ท่านอนุทินถามถึงคุณแม่ จำรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ได้ เลยรู้สึกประทับใจ ซึ่งท่านให้ความสำคัญกับครอบครัว เป็นคนรักครอบครัวมากๆ

กระทั่งเดือนพฤษภาคม 2565 ท่านอนุทิน ได้เปิดตัว “คุณจ๋า” ในฐานะภรรยาอย่างเป็นทางการ ด้วยการพาออกงานที่ทำเนียบรัฐบาล.

เรื่องราวความรักของคุณจ๋าและท่านอนุทินเป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจ แสดงให้เห็นถึงความรักและความผูกพันที่เกิดขึ้นจากความเข้าใจและความใส่ใจซึ่งกันและกัน การสนับสนุนกันและกันในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องการงาน ทำให้ทั้งคู่สามารถก้าวข้ามผ่านอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้อย่างเข้มแข็ง และในวันนี้ ท่านอนุทินได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ด้วยความสามารถและวิสัยทัศน์ของท่าน พร้อมด้วยกำลังใจและการสนับสนุนจากคุณจ๋า ภรรยาคู่คิดที่อยู่เคียงข้างเสมอมา

บทบาทของคู่สมรสของผู้นำทางการเมืองมักได้รับความสนใจจากสาธารณชนเสมอ คุณจ๋า ธนนนท์ นิรามิษ ว่าที่นายกรัฐมนตรี ถือเป็นบุคคลที่น่าสนใจและน่าติดตามอย่างยิ่งในการก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่นี้

ที่มา – เปิดประวัติ “จ๋า ธนนนท์ นิรามิษ” สาวสวยผู้ครองใจ “อนุทิน” ว่าที่นายกรัฐมนตรี

สภาโหวตนายกฯ คนที่ 32 ปิดอภิปรายหนุน “ชัยเกษม-อนุทิน”


การประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้เริ่มกระบวนการลงมติเพื่อเลือก นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย หลังจากที่เปิดโอกาสให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ได้อภิปรายสนับสนุนและคัดค้านผู้ถูกเสนอชื่อ ทั้งนายชัยเกษม นิติสิริ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมง โดยมีประเด็นที่น่าสนใจและข้อโต้แย้งที่หลากหลาย

สภาเริ่มโหวตนายกฯ คนที่ 32 ปิดอภิปรายหนุน “ชัยเกษม-อนุทิน”

ในการประชุมเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธาน ได้เปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายเสนอชื่อผู้ชิงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 โดยนายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ เสนอชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในขณะที่นายสรวงศ์ เทียนทอง สส.สระแก้ว เสนอชื่อ นายชัยเกษม นิติสิริ หลังจากนั้นได้เปิดโอกาสให้สมาชิกอภิปรายก่อนที่จะมีการลงมติ

นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สส.ชัยภูมิ พรรคกล้าธรรม ได้อภิปรายสนับสนุนนายอนุทิน โดยให้เหตุผลว่าจะช่วยให้ประเทศก้าวข้ามความไม่แน่นอน และให้ความสำคัญกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในขณะที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายคัดค้านนายอนุทิน โดยยกเหตุผลเรื่องคุณสมบัติที่ไม่เหมาะสมและข้อตกลง 5 ข้อกับพรรคประชาชน

นายสุรทิน พิจารณ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปไตยใหม่ สนับสนุนนายอนุทิน โดยชื่นชมที่ลงพื้นที่ให้กำลังใจประชาชนชายแดน ในขณะที่นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ตั้งข้อสงสัยเรื่องการใช้เงินและเรียกร้องความซื่อสัตย์สุจริต

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย สนับสนุนนายชัยเกษม โดยให้เหตุผลว่านายอนุทินขัดต่อหลักการประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ ด้านนายวิทยา แก้วภราดัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ตั้งคำถามถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ

นายรังสิกร ทิมาตฤกะ, สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายถึงจิตใจที่โอบอ้อมอารีของนายอนุทิน ด้านนายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายสนับสนุนนายชัยเกษม โดยกล่าวถึงเรื่องคดีฮั้ว สว. ของนายอนุทิน

ประเด็นสำคัญในการอภิปรายเพื่อโหวตเลือกนายกฯ คนที่ 32

ประเด็นสำคัญในการอภิปรายครั้งนี้อยู่ที่คุณสมบัติ ความเหมาะสม และกระบวนการที่มาของทั้งสองผู้ถูกเสนอชื่อ โดยมีการยกประเด็นเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต ข้อตกลงทางการเมือง และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ อภิปรายว่านายอนุทินไม่มีมาตรฐานและความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีเรื่องของคดีฮั้ว สว. และที่ดินเขากระโดง ในขณะที่นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ตอบโต้ว่าเรื่องอยู่ในระหว่างการดำเนินคดี และครม.ชุดใหม่คงไม่แทรกแซง

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่าพรรคของตนไม่ได้เลือกนายอนุทินมาบริหารประเทศ แต่เลือกมายุบสภาผู้แทนราษฎรภายใต้กรอบเวลาที่ตกลงกัน และเปิดประตูสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การอภิปรายครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเห็นที่แตกต่างและความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคงมีอยู่ในการเลือก นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย ประเด็นเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศ

หลังจากสิ้นสุดการอภิปราย ประธานในที่ประชุมได้อธิบายขั้นตอนการลงคะแนน และเริ่มเข้าสู่การลงมติเพื่อเลือก นายกรัฐมนตรีคนที่ 32

การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย ผลลัพธ์ที่ออกมาจะส่งผลต่อทิศทางการเมือง การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ที่มา – ปิดอภิปรายหนุน “ชัยเกษม-อนุทิน” กว่า 2 ชม. สภาเริ่มโหวตนายกฯ คนที่ 32

ประชาธิปัตย์ งดออกเสียง โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

พรรคประชาธิปัตย์มีมติ “งดออกเสียง” ในการโหวตเลือก “นายกรัฐมนตรี” สร้างความสนใจให้กับแวดวงการเมืองเป็นอย่างมาก การตัดสินใจครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่? มาร่วมวิเคราะห์เจาะลึกถึงเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจของพรรคประชาธิปัตย์กัน

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 นายประมวล พงศ์ถาวราเดช สส.ประจวบคีรีขันธ์ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธาน สส.พรรค ได้แถลงถึงท่าทีของพรรคต่อการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่าได้มีการเรียกประชุม สส.พรรคเพื่อหารือถึงแนวทางการลงมติ และรับฟังความคิดเห็นจาก สส.ในแต่ละเขตพื้นที่

ผลสรุปจากการประชุมคือ สส.ของพรรคประชาธิปัตย์จะ งดออกเสียง ในการโหวตเลือก นายกรัฐมนตรี ครั้งนี้ การตัดสินใจดังกล่าวสร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย เนื่องจากก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า สส. บางส่วนของพรรคอาจสนับสนุนผู้ถูกเสนอชื่อบางราย

ประชาธิปัตย์ งดออกเสียง โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

ประเด็นที่น่าสนใจคือ กรณีของ สส. 3 ท่านที่เคยลงชื่อสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี นายประมวลกล่าวว่า สส. ทั้ง 3 ท่านไม่ได้เข้าร่วมการประชุม และการลงมติถือเป็นเอกสิทธิ์ของ สส.แต่ละคนตามรัฐธรรมนูญ

เหตุผลเบื้องหลังการงดออกเสียงของพรรคประชาธิปัตย์

ถึงแม้จะไม่มีการเปิดเผยเหตุผลอย่างเป็นทางการ แต่มีการวิเคราะห์ว่าการตัดสินใจ งดออกเสียง โหวตเลือก นายกรัฐมนตรี ของพรรคประชาธิปัตย์ อาจมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น:

  • ความเห็นที่ไม่ลงรอยกันภายในพรรค: อาจมี สส. บางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับการสนับสนุนผู้ถูกเสนอชื่อบางราย ทำให้พรรคตัดสินใจเลือกที่จะงดออกเสียงเพื่อรักษาความเป็นเอกภาพภายใน
  • เงื่อนไขทางการเมือง: อาจมีข้อตกลงหรือเงื่อนไขทางการเมืองบางอย่างที่ทำให้พรรคไม่สามารถลงมติสนับสนุนผู้ถูกเสนอชื่อรายใดรายหนึ่งได้
  • การรักษาสถานะของพรรค: การงดออกเสียงอาจเป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อรักษาสถานะของพรรคในระยะยาว และหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้

การ งดออกเสียง โหวตเลือก นายกรัฐมนตรี ของพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นการตัดสินใจที่สำคัญ และน่าจับตามองถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต พรรคประชาธิปัตย์จะวางบทบาทของตัวเองอย่างไรต่อไปในสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว?

การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การตัดสินใจของแต่ละพรรคการเมืองล้วนมีความสำคัญต่อทิศทางของประเทศในอนาคต การติดตามข่าวสารและการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบด้านจะช่วยให้เราเข้าใจถึงพลวัตทางการเมืองที่ซับซ้อน และสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมกับความต้องการของเราได้

ที่มา – พรรค “ประชาธิปัตย์” มีมติ “งดออกเสียง” โหวตเลือก “นายกรัฐมนตรี”

Scroll to top