นายกรัฐมนตรี อนุทิน

โฆษกปชป. จี้ นายกฯ เร่งปราบปืนเถื่อนทางออนไลน์-การครอบครองเปลี่ยนมือ

ในสถานการณ์ปัจจุบัน ปัญหาอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนกลับมาเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก ล่าสุดทางฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ โดยคุณพงศกร ขวัญเมือง ในฐานะโฆษกพรรค ได้ออกมาแสดงความกังวลและเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการปราบปรามการซื้อขายในโลกออนไลน์และการจัดการปืนที่เปลี่ยนมือผิดกฎหมาย ซึ่งถือเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาในขณะนี้

โฆษกปชป. จี้ นายกฯ เร่งปราบปืนเถื่อนทางออนไลน์-การครอบครองเปลี่ยนมือ

ทางพรรคประชาธิปัตย์ได้ตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายการระงับการออกใบอนุญาตอาวุธปืนประเภทต่างๆ ทั้ง ป.3, ป.4 และ ป.12 ของรัฐบาลนั้น แม้จะมีเจตนาดีเพื่อลดความรุนแรง แต่ในทางปฏิบัติกลับส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วไปรวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจจบใหม่ที่ต้องการอาวุธปืนไว้ปฏิบัติหน้าที่ การทำเช่นนี้อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ทำให้คนดีไม่มีสิทธิ์เข้าถึงอาวุธอย่างถูกต้อง ในขณะที่อาชญากรยังคงเข้าถึงปืนเถื่อนได้ง่ายผ่านช่องทางออนไลน์ โฆษกปชป. จี้ นายกฯ เร่งปราบปืนเถื่อนทางออนไลน์-การครอบครองเปลี่ยนมือ เพื่อให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่าการจำกัดสิทธิ์ผู้บริสุทธิ์เพียงอย่างเดียว

ปัญหาการครอบครองปืนเปลี่ยนมือที่ต้องแก้ไข

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือปัญหา "ปืนเปลี่ยนมือ" ซึ่งเป็นช่องโหว่ทางกฎหมายที่อันตรายมาก คุณพงศกรได้ชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันมีการนำชื่อผู้อื่นหรืออดีตนักการเมืองมาครอบครองอาวุธปืน ซึ่งเมื่อเกิดเหตุรุนแรงขึ้น การติดตามตัวผู้กระทำความผิดหรือตรวจสอบที่มาของอาวุธจึงทำได้ยากลำบากมาก โฆษกปชป. จี้ นายกฯ เร่งปราบปืนเถื่อนทางออนไลน์-การครอบครองเปลี่ยนมือ โดยขอให้ภาครัฐเร่งทำฐานข้อมูลการครอบครองอาวุธปืนให้ทันสมัยและตรวจสอบการโอนย้ายสิทธิ์อย่างเข้มงวด เพื่อลดความเสี่ยงที่อาวุธจะถูกนำไปใช้ก่อเหตุซ้ำซาก

  • เร่งตรวจสอบแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ผิดกฎหมายอย่างจริงจัง
  • ปรับปรุงฐานข้อมูลการถือครองอาวุธปืนให้เป็นระบบดิจิทัล
  • เข้มงวดกับมาตรการการโอนสิทธิ์ครอบครองปืนเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์
  • เพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ให้ตำรวจโดยให้เข้าถึงอุปกรณ์ป้องกันตัวอย่างเหมาะสม

ในมุมมองของเรา ปัญหาปืนเถื่อนไม่ใช่เรื่องที่แก้ได้ด้วยการออกคำสั่งห้ามเพียงด้านเดียว แต่ต้องอาศัยการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดควบคู่ไปกับการปิดช่องโหว่ทางเทคโนโลยี หากรัฐบาลไม่สามารถจัดการกับตลาดมืดออนไลน์ที่เข้าถึงได้ง่ายนี้ได้ สุดท้ายผู้ที่จะเดือดร้อนที่สุดก็คือประชาชนทั่วไปที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงนั่นเอง

ที่มา – โฆษกปชป. จี้ นายกฯ เร่งปราบปืนเถื่อนทางออนไลน์-การครอบครองเปลี่ยนมือ

เศรษฐา เข้าทำเนียบ รับรางวัล TZD+ ประจำปี 2569

เชื่อว่าวันนี้หลายคนคงจับตามองความเคลื่อนไหวที่ทำเนียบรัฐบาลเป็นพิเศษ เมื่อมีการรายงานว่า เศรษฐา เข้าทำเนียบ รับรางวัล TZD+ ประจำปี 2569 ในฐานะบุคคลสำคัญที่ริเริ่มโครงการ Thailand Zero Dropout ให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยในงานนี้จะได้เห็นภาพบรรยากาศการพบกันระหว่างอดีตนายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันอย่างคุณอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งมารับหน้าที่เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้

บรรยากาศงานจับตาวันนี้ เศรษฐา เข้าทำเนียบ รับรางวัล TZD+ ประจำปี 2569

กิจกรรมในวันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษา โดยงาน Prime Minister’s Thailand Zero Dropout Plus (TZD+) ประจำปี พ.ศ. 2569 จัดขึ้น ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเชิดชูเกียรติแก่บุคคลและหน่วยงานที่มีบทบาทโดดเด่นในการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้ได้รับโอกาสกลับเข้าสู่รั้วโรงเรียนหรือระบบการเรียนรู้อีกครั้ง

เปิดเบื้องหลังความสำเร็จของโครงการ Thailand Zero Dropout

การที่ เศรษฐา เข้าทำเนียบ รับรางวัล TZD+ ประจำปี 2569 ในครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการตอกย้ำถึงความสำเร็จของโครงการที่เขาริเริ่มไว้ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ดังนี้:

  • พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ประธาน คกศ. ที่ติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด
  • จังหวัดต้นแบบ เช่น ปัตตานี ยะลา และกาญจนบุรี
  • ภาคเอกชนและองค์กรภาคสังคม เช่น มูลนิธิกระจกเงา และบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)
  • บุคคลต้นแบบอย่างคุณวิวัฒน์ วงศ์ภัทรฐิติ (พี่ซุป) จากรายการซูเปอร์จิ๋ว

ความสำเร็จของโครงการนี้ไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้แก่เด็กไทยที่เคยหลุดออกจากระบบ ให้สามารถกลับมาพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ ซึ่งนับเป็นภารกิจที่รัฐบาลไม่ว่าชุดไหนก็พร้อมที่จะเดินหน้าต่ออย่างมุ่งมั่นเพื่อลดเหลื่อมล้ำในสังคมไทย

การที่ เศรษฐา เข้าทำเนียบ รับรางวัล TZD+ ประจำปี 2569 ในวันนี้นับเป็นสัญลักษณ์ของความต่อเนื่องในการทำงานเพื่อประชาชน การเมืองอาจมีการเปลี่ยนผ่าน แต่อนาคตของเด็กไทยถือเป็นวาระสำคัญที่ทุกคนต้องช่วยกันเป็นกำลังใจและสนับสนุนให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จในระยะยาว เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีเด็กคนไหนต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลังอีกต่อไป

ที่มา – จับตาวันนี้ “เศรษฐา” เข้าทำเนียบรัฐบาล เจอ “นายกฯ อนุทิน” รับรางวัล TZD+ ประจำปี 2569

“กัณวีร์” แฉมติครม. ส่วยขอสัญชาติ ต่างด้าวเดือด!

“กัณวีร์” แฉ มติ ครม.พ่นพิษส่วยสัญชาติงาบ 2.5 พันล้าน ชง 5 ข้อเสนอถึงนายกฯอนุทิน ต้องประกาศปราบคอร์รัปชันให้ชัดเจน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 18 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม แถลงกรณีส่วยสัญชาติว่า ตนลงพื้นที่ อ. ฝาง จ. เชียงใหม่ เพื่อรับฟังประชาชนในพื้นที่สะท้อนกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติ เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2567 จะให้คนต่างด้าวที่พำนักอาศัยในไทยถาวรจะได้รับสัญชาติ แต่พบว่าการดำเนินการ มีการเรียกเก็บเงิน 3,000-40,000 บาท ลองคิดดูว่ามีคนจำนวน 483,626 คน ตามมติ ครม. ที่เข้าเกณฑ์ จะเป็นเงินเท่าไหร่ หากทุกคนต้องมีการจ่ายเงิน 5,000 บาทต่อคน จะเป็นเงินประมาณ 2,500 ล้านบาท ที่ไม่ได้เข้าระบบ เราไม่สามารถมีสุญญากาศตรงนี้ รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ

สถานการณ์”ส่วยขอสัญชาติ” ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงอยู่ในขณะนี้ สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องชาวต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นอย่างมาก การที่ต้องเสียเงินจำนวนมากเพื่อแลกกับสัญชาติไทย เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม

จี้ “อนุทิน” เร่งจัดการ

“ผมมี 5 ข้อเสนอไปถึงรัฐบาล 1.ต้องเร่งปราบคอร์รัปชันให้ชัดเจนรวดเร็ว มิฉะนั้นประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงพื้นที่อื่นๆ ในประเทศไทย จะต้องเสียเงินไปเท่าไหร่กับเหลือบไรพวกนี้ 2.จะต้องมีมาตรการจากส่วนกลาง แต่ละจังหวัดและแต่ละอำเภอ จะให้คนไร้สัญชาติเข้าถึงขั้นตอนได้อย่างไร เนื่องจากขณะนี้ในแต่ละพื้นที่ใช้มาตรการไม่เหมือนกัน จึงมีช่องว่างให้เจ้าหน้าที่รัฐตั้งแต่ระดับสูงถึงล่าง เรียกรับเงินจากประชาชน 3.อำเภอและจังหวัดจะต้องเคลื่อนที่ไปหาประชาชน ไม่ใช่ให้ประชาชนเข้าหา 4.ต้องใช้งบประมาณ กำลังพล และอุปกรณ์ โดยกระทรวงมหาดไทยต้องจัดสรรงบประมาณให้กับท้องถิ่น 5.จำเป็นต้องมีกรอบเวลาในการให้สัญชาติกับคนจำนวน 4 แสนกว่าคน ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ท่านมาถามว่า เรื่องส่วยสัญชาติคืออะไร พอเรียนให้ทราบ นายอนุทินบอกว่า ยังไม่มีอำนาจเต็ม ผมจึงบอกไปว่า มีอำนาจเต็มเมื่อไหร่ต้องจัดการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน” นายกัณวีร์ กล่าว

ปูด อ. ฝาง ตบหน้า “ผวจ. เชียงใหม่”

นายกัณวีร์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่าได้จัดทำมาตรการต่างๆ และยืนยันว่าจะไม่มีการคอร์รัปชันเรียกรับสินบน แต่ล่าสุดที่อำเภอฝาง ยังมีการเรียกรับเงิน ตนจึงได้แจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ก็ไม่สามารถจัดการอะไรได้ จึงตั้งคำถามว่า เหตุใดถึงทำไม่ได้ รู้ทั้งรู้ว่ามีการรับสินบน แต่ไม่สามารถดำเนินการได้เลย ทำให้รู้สึกว่ายังมีช่องว่างมากมาย แค่อำเภอเดียวของ 1 จังหวัด แต่คนไร้สัญชาติอยู่ในหลายจังหวัดของไทย ตนจึงขอเรียกร้องให้แก้ปัญหานี้โดยด่วน ส่วนราชการอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีเจตจำนงทางการเมืองด้วย โดยเฉพาะนายอนุทิน ต้องออกมาตรการ การคอร์รัปชันต้องไม่มีอีกต่อไป ส่วยสัญชาติยังมีอยู่ ยังไม่จบ ประเทศไทยอยู่ในคอร์รัปชันมาอย่างยาวนาน เชื่อว่าจะนำคนผิดมาลงโทษได้ หากจัดการเร่งด่วน ก็สามารถแก้ปัญหานี้ได้ แต่ตนกังวลว่าภาคการเมือง จะมีเจตจำนงในเรื่องนี้อย่างไร เพราะการปราบคอร์รัปชันเป็นสิ่งสำคัญ และจะต้องออกมาจากฝ่ายบริหาร คือนายกรัฐมนตรี ย้ำว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะมีมูลค่าความเสียหาย 2,500 ล้านบาท ยังไม่รู้ว่าเส้นทางการเงินไปถึงไหนบ้าง หากนายอนุทินบอกชัดเจนว่าจัดการได้ ก็แก้ปัญหาได้

“กัณวีร์” แฉมติครม. ส่วยขอสัญชาติ ต่างด้าวเดือด!

จากกรณีดังกล่าว นายกัณวีร์ได้ออกมาแฉถึงขบวนการ “ส่วยขอสัญชาติ” ที่เกิดขึ้นจากการตีความมติ ครม. ที่อนุญาตให้คนต่างด้าวที่พำนักในไทยถาวรสามารถขอสัญชาติได้ โดยมีการเรียกรับเงินจากชาวต่างด้าวเป็นจำนวนมากถึง 2,500 ล้านบาท

ทำไมนายกัณวีร์ถึงออกมาแฉเรื่องส่วยขอสัญชาติ?

นายกัณวีร์ สืบแสง ได้ลงพื้นที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เพื่อรับฟังปัญหาจากประชาชนในพื้นที่ และพบว่ามีการเรียกรับเงินจากชาวต่างด้าวที่ต้องการขอสัญชาติจริง ทำให้เขาตัดสินใจออกมาเปิดโปงเรื่องนี้ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหา และปราบปรามการคอร์รัปชัน

5 ข้อเสนอของนายกัณวีร์ต่อรัฐบาล:

  • เร่งปราบปรามการคอร์รัปชันอย่างจริงจังและรวดเร็ว
  • กำหนดมาตรการจากส่วนกลางเพื่อให้คนไร้สัญชาติเข้าถึงขั้นตอนการขอสัญชาติได้ง่ายขึ้น
  • ให้อำเภอและจังหวัดเคลื่อนที่ไปหาประชาชน
  • จัดสรรงบประมาณให้ท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนการดำเนินการ
  • กำหนดกรอบเวลาในการให้สัญชาติแก่ผู้ที่เข้าเกณฑ์

การที่รัฐบาลปล่อยปละละเลยให้มีการเรียกรับ “ส่วยขอสัญชาติ” ถือเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน และยังเป็นการบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศอีกด้วย ดังนั้น รัฐบาลจึงควรเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้

สถานการณ์ “ส่วยขอสัญชาติ” ไม่ได้เกิดขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่เพียงเท่านั้น แต่คาดว่าน่าจะมีในอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศ ดังนั้น การแก้ไขปัญหาจึงต้องทำอย่างครอบคลุมและเป็นระบบ

การแก้ปัญหา “ส่วยขอสัญชาติ” และการให้สัญชาติอย่างเป็นธรรมแก่ผู้ที่เข้าเกณฑ์ ไม่เพียงแต่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงและลดปัญหาอาชญากรรมอีกด้วย เพราะเมื่อผู้คนรู้สึกเป็นพลเมืองที่มีสิทธิและหน้าที่เท่าเทียมกัน พวกเขาก็จะมีความผูกพันกับประเทศมากขึ้น

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รัฐบาลจะตระหนักถึงความสำคัญของปัญหา “ส่วยขอสัญชาติ” และเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมและเสมอภาคสำหรับทุกคน

ที่มา – “กัณวีร์” แฉ มติ ครม.พ่นพิษ ต่างด้าวในไทยฟ้องต้องจ่ายส่วยขอสัญชาติ

Scroll to top