นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล

อนุทิน สั่งเข้มปราบยาเสพติด ไม่ให้ใช้ไทยเป็นฐานปฏิบัติการ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีประเด็นร้อนแรงเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติมาฝากกันครับ เมื่อล่าสุดมีรายงานข่าวว่าภาครัฐกำลังยกระดับมาตรการขั้นเด็ดขาด เพื่อจัดการกับปัญหาอาชญากรรมที่ดูเหมือนจะพัวพันกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะนโยบายที่เน้นย้ำว่า อนุทิน สั่งเข้มปราบยาเสพติด ไม่ให้ใช้ไทยเป็นเส้นทางและฐานปฏิบัติการข้ามชาติ ซึ่งถือเป็นวาระสำคัญที่รัฐบาลให้ความใส่ใจเป็นอันดับต้นๆ เลยทีเดียวครับ

อนุทิน สั่งเข้มปราบยาเสพติด ไม่ให้ใช้ไทยเป็นเส้นทางและฐานปฏิบัติการข้ามชาติ

เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่กระแสข่าว แต่เป็นมาตรการระดับชาติที่นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง เพื่อปิดทุกช่องโหว่ที่พวกมิจฉาชีพและเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติมักจะอาศัยช่องทางในการขนส่งและคมนาคมของไทยเป็นทางผ่านครับ

เปิดแผนปฏิบัติการปราบปรามและแก้ปัญหาครบวงจร

สำหรับกลยุทธ์ที่รัฐบาลนำมาใช้นั้นเรียกว่าเข้มข้นมากครับ โดยมีการวางแผนครอบคลุมถึง 7 ด้านสำคัญ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ได้แก่:

  • การกระชับความร่วมมือกับนานาชาติ เพื่อสกัดกั้นตั้งแต่ต้นทาง
  • การเสริมความมั่นคงตามแนวชายแดนให้แน่นหนาขึ้น
  • การกวาดล้างเครือข่ายค้ายาเสพติดแบบขุดรากถอนโคน
  • การเอาจริงกับข้าราชการที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง
  • นโยบาย 1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัด เพื่อฟื้นฟูผู้ป่วย
  • การป้องกันเยาวชนและสร้างสังคมปลอดภัยผ่านเครือข่ายชุมชน
  • การทบทวนมาตรการความปลอดภัยในท่าอากาศยาน

ผลการทำงานในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมามีความคืบหน้าอย่างชัดเจนนะครับ เราได้เห็นการตรวจยึดยาบ้าเกือบพันล้านเม็ด และไอซ์อีกหลักหลายสิบตัน ซึ่งถือเป็นการตัดวงจรการเงินของกลุ่มค้ายาได้มหาศาลเลยทีเดียว เห็นได้ชัดว่า อนุทิน สั่งเข้มปราบยาเสพติด ไม่ให้ใช้ไทยเป็นเส้นทางและฐานปฏิบัติการข้ามชาติ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจได้ว่ามาตรการเหล่านี้เข้าถึงทุกพื้นที่ทั่วประเทศครับ

ในมุมมองของผม การที่รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับมาตรการ Zero Trust ในท่าอากาศยาน รวมถึงการดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม เป็นเรื่องที่ดีมากครับ เพราะปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นภารกิจของทุกคนในสังคมที่จะต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา เพื่อให้ประเทศไทยของเราปลอดภัยและเติบโตได้อย่างมั่นคงครับ เรามาเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายปฏิบัติงานให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีนะครับ

ที่มา – ยืนยัน “อนุทิน” สั่งเข้มปราบยาเสพติด ไม่ให้ใช้ไทยเป็นเส้นทางและฐานปฏิบัติการข้ามชาติ

นายกฯ คิกออฟ โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวดีสำหรับพี่น้องเกษตรกรไทยมาฝากกันครับ เมื่อล่าสุดนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปเปิดตัวโครงการที่น่าสนใจมาก นั่นคือ นายกฯ คิกออฟ โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้เข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้นและมีต้นทุนการผลิตที่ถูกลงครับ

นายกฯ คิกออฟ โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต

การดำเนินงานภายใต้ นายกฯ คิกออฟ โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การแจกเงินเพียงอย่างเดียว แต่รัฐบาลตั้งใจให้เป็นการเพิ่มศักยภาพให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว ตามแนวคิดที่ว่าให้เบ็ดตกปลาที่มีคุณภาพมากกว่าแค่ให้ปลาครับ โดยโครงการนี้รัฐบาลจะช่วยแบกรับภาระดอกเบี้ยให้ถึงครึ่งหนึ่ง เพื่อให้เกษตรกรนำเงินไปใช้จ่ายในปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ เช่น ปุ๋ย หรืออุปกรณ์ทางการเกษตรที่เหมาะสม

รายละเอียดโครงการและการต่อยอดภาคเกษตรไทย

นอกจากเรื่องของสินเชื่อแล้ว รัฐบาลยังเน้นการนำเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจังครับ โดยในงานนี้นายกรัฐมนตรีได้ร่วมทดลองขับรถแทรกเตอร์ไฟฟ้าฝีมือคนไทยด้วยตัวเอง ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมที่ช่วยลดต้นทุนการใช้พลังงานได้มหาศาล และยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามนโยบายมุ่งสู่ Net Zero ของประเทศไทยอีกด้วย นายกฯ คิกออฟ โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต จึงเปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรโดยใช้ความรู้และนวัตกรรมนำทาง

  • เพิ่มสภาพคล่อง: เกษตรกรมีเงินทุนหมุนเวียนในการทำเกษตร
  • ลดต้นทุนจริง: รัฐช่วยจ่ายดอกเบี้ยครึ่งหนึ่ง ทำให้กำไรในกระเป๋าเกษตรกรเพิ่มขึ้น
  • พัฒนาทักษะ: มีการอบรมการบริหารจัดการต้นทุนด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่
  • รักษ์โลก: สนับสนุนการใช้รถแทรกเตอร์ไฟฟ้าและโดรนการเกษตรเพื่อสิ่งแวดล้อม

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมต้องเป็นสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง คำตอบคือรัฐบาลต้องการสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืน ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าครับ การที่รัฐช่วยจ่ายดอกเบี้ยครึ่งหนึ่ง ทำให้เกษตรกรแบ่งเบาภาระไปได้มาก และมีโอกาสได้ใช้ปุ๋ยหรือพันธุ์พืชที่ดีขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อผลผลิตที่จะได้รับในอนาคต

ในยุคที่โลกเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การที่รัฐบาลสนับสนุนให้เกษตรกรเข้าถึงเครื่องจักรไฟฟ้า นับว่าเป็นก้าวย่างที่สำคัญมากครับ ไม่เพียงแค่ลดต้นทุนค่าน้ำมัน แต่มันคือการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับคาร์บอนเครดิตของประเทศ ซึ่งจะกลายเป็นรายได้พิเศษให้กับเกษตรกรได้ในอนาคตด้วยครับ หากเกษตรกรท่านใดสนใจแนะนำให้รีบไปติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ธ.ก.ส. ใกล้บ้านได้เลยครับ เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสดีๆ แบบนี้

ที่มา – นายกฯ คิกออฟ โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต โชว์ขับรถแทรกเตอร์ไฟฟ้า

นายกรัฐมนตรี ชูความปลอดภัยเป็นหัวใจการพัฒนาประเทศ

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “ความปลอดภัยนำมาซึ่งความสำเร็จ” กันมาบ้างแล้วนะครับ ล่าสุด นายกรัฐมนตรีได้ออกมาตอกย้ำเรื่องนี้อย่างชัดเจนในงาน Thailand Safe@Work 2026 โดยระบุว่า นายกรัฐมนตรี ชูความปลอดภัยเป็นหัวใจการพัฒนาประเทศ เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับแรงงานและเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

นายกรัฐมนตรี ชูความปลอดภัยเป็นหัวใจการพัฒนาประเทศ เพื่ออนาคตที่ดีกว่า

เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ณ อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่นเซ็นเตอร์ เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยแห่งชาติ ครั้งที่ 38 โดยท่านได้เล่าถึงประสบการณ์ในฐานะวิศวกรที่คลุกคลีกับงานก่อสร้างมานานกว่า 30 ปี ทำให้ท่านเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า การมีมาตรฐานความปลอดภัยที่ดีไม่ใช่แค่เรื่องของกฎระเบียบ แต่คือความรับผิดชอบต่อชีวิตเพื่อนมนุษย์

ทำไมความปลอดภัยถึงสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศ

การที่ นายกรัฐมนตรี ชูความปลอดภัยเป็นหัวใจการพัฒนาประเทศ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีเหตุผลสนับสนุนที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน: องค์กรที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยพนักงาน มักจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเพราะไม่ต้องหยุดชะงักจากอุบัติเหตุ
  • สร้างความยั่งยืน: การลดความสูญเสียในเบื้องต้นคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในระยะยาว
  • ดึงดูดการลงทุน: มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ชาวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาตั้งฐานผลิตในไทย

นอกจากนี้ ในงานยังมีการประกาศเกียรติคุณแก่บริษัทชั้นนำที่มุ่งมั่นพัฒนามาตรฐานอาชีวอนามัยอย่างต่อเนื่อง อาทิ บริษัท กลัฟเท็กซ์ จำกัด และ 3 เอ็ม ประเทศไทย จำกัด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาคเอกชนไทยพร้อมเดินหน้าไปกับรัฐบาลในการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยที่ยั่งยืน

ผมมองว่าสิ่งที่รัฐบาลกำลังผลักดันนี้เป็นเรื่องที่น่ายกย่องมาก เพราะนอกจากจะช่วยลดอัตราการบาดเจ็บจากการทำงานแล้ว ยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ หากเราสามารถเปลี่ยนความปลอดภัยให้กลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรได้ เชื่อเหลือเกินว่านวัตกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจจะตามมาอย่างแน่นอน อย่าลืมนะครับว่าความปลอดภัยเริ่มต้นที่ตัวเราและคนรอบข้างเสมอ

ที่มา – นายกรัฐมนตรี ชูความปลอดภัยเป็นหัวใจการพัฒนาประเทศ

อนุทิน สวน ไอซ์ รักชนก จะขึ้นเทศน์ล้างเท้าให้สะอาดก่อน

อนุทิน สวน ไอซ์ รักชนก จะขึ้นเทศน์ล้างเท้าให้สะอาดก่อน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำเอาหลายคนต้องหันมาโฟกัสกับการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาตอบโต้กรณีที่นางสาวรักชนก ศรีนอก สส. พรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งคำถามถึงกระบวนการ KPI ในพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเหตุการณ์ อนุทิน สวน ไอซ์ รักชนก จะขึ้นเทศน์ล้างเท้าให้สะอาดก่อน ได้กลายเป็นวลีเด็ดที่สร้างแรงกระเพื่อมในโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวาง โดยเป็นการตอกกลับที่ดุเดือดและแสดงให้เห็นถึงทัศนคติของหัวหน้าพรรคต่อบุคคลภายนอกที่เข้ามาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานภายในพรรคตัวเอง

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่นายอนุทินประกาศให้ สส. และรัฐมนตรีในสังกัดพรรคภูมิใจไทยมีการประเมินผลงานรอบ 1 ปี ซึ่งทางนางสาวรักชนกมองว่าเป็นการกระตุ้นให้ สส. เร่งปั่นผลงานเพื่อปกป้องโครงการ TH-AI Passport ของนายไชยชนก ชิดชอบ ทำให้เกิดการโต้ตอบกันไปมาจนกลายเป็นข่าวใหญ่โตในขณะนี้

เบื้องหลังการปะทะฝีปากเรื่องมาตรฐานการทำงาน

สำหรับประเด็นที่คนติดตามมากที่สุดคือ อนุทิน สวน ไอซ์ รักชนก จะขึ้นเทศน์ล้างเท้าให้สะอาดก่อน นั้น แสดงให้เห็นว่านายกฯ อนุทินให้ความสำคัญกับการให้เกียรติซึ่งกันและกัน โดยเน้นย้ำว่าเรื่องภายในพรรคเป็นเรื่องที่คนนอกไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยว นอกจากนี้เขายังได้กล่าวถึงการทำงานของผู้บริหารว่ามีการประเมินตลอดเวลาเพื่อให้งานของรัฐบาลมีประสิทธิภาพสูงสุด

  • พรรคภูมิใจไทยยันการประเมิน KPI เป็นเรื่องภายใน
  • นายกฯ เน้นความมุ่งมั่นทุ่มเทในการทำงานเพื่อประชาชน
  • การวิพากษ์วิจารณ์ควรอยู่บนความเหมาะสมและข้อเท็จจริง

หลายคนมองว่าการที่ อนุทิน สวน ไอซ์ รักชนก จะขึ้นเทศน์ล้างเท้าให้สะอาดก่อน สะท้อนถึงวุฒิภาวะและการตอบโต้สไตล์นักการเมืองรุ่นใหญ่ที่ต้องการตัดบทผู้ที่มาวิจารณ์แบบมองว่าไม่เหมาะสม ทั้งนี้นายอนุทินยังเสริมทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่าเรื่องเวลาในการทำงานนั้น วันหนึ่งก็นานเกินไปสำหรับการรอคอยผลสัมฤทธิ์ งานการเมืองไทยยังคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าการปะทะคารมในครั้งนี้จะส่งผลต่อความร่วมมือระหว่างพรรคฝ่ายค้านและรัฐบาลอย่างไรบ้างในอนาคต

บทเรียนในครั้งนี้สอนให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานควรยึดหลักจรรยาบรรณและข้อเท็จจริงเพื่อไม่ให้กลายเป็นการสร้างความขัดแย้งส่วนตัว ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์การเมืองไทยในสายตาประชาชน คุณคิดอย่างไรกับการโต้ตอบในครั้งนี้? มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้เลยครับ

ที่มา – “อนุทิน” สวน “ไอซ์ รักชนก” จะขึ้นเทศน์ล้างเท้าให้สะอาดก่อน

ก.ต.ช. ปิ๊งไอเดีย รีเซ็ตภูเก็ต หนุนนายกฯ กู้ศรัทธา

ในสภาวะที่การท่องเที่ยวไทยกำลังถูกจับตามองจากนานาชาติ แนวคิดการ ก.ต.ช. ปิ๊งไอเดีย รีเซ็ตภูเก็ต หนุนนายกฯ กู้ศรัทธา กำลังเป็นประเด็นร้อนที่น่าสนใจ ผศ.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาเสนอแนวทางสำคัญเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนักท่องเที่ยวให้กลับคืนมาอีกครั้ง

ก.ต.ช. ปิ๊งไอเดีย รีเซ็ตภูเก็ต หนุนนายกฯ กู้ศรัทธา

เหตุผลที่เราต้องรีบดำเนินการเรื่องนี้เป็นเพราะภูเก็ตไม่ได้เป็นเพียงแค่จังหวัดท่องเที่ยวธรรมดา แต่เป็นหน้าตาของประเทศไทยที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก ปัญหาที่สั่งสมมานานทั้งเรื่องนอมินี การใช้ช่องว่างทางกฎหมาย และอาชญากรรมแฝง จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยโครงการ ก.ต.ช. ปิ๊งไอเดีย รีเซ็ตภูเก็ต หนุนนายกฯ กู้ศรัทธา นี้ตั้งเป้าที่จะเปลี่ยนภูเก็ตให้เป็นเมืองที่ปลอดภัยและโปร่งใสที่สุด

มาตรการเร่งด่วนเพื่ออนาคตของภูเก็ต

เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายนี้สัมฤทธิ์ผล จึงมีการกำหนดข้อเสนอ 7 ประการในการจัดการปัญหาเชิงระบบ ดังนี้:

  • จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจเพื่อบูรณาการหน่วยงานรัฐทุกภาคส่วน
  • ตรวจสอบโครงสร้างนิติบุคคลเพื่อคัดกรองนอมินีต่างชาติ
  • ตรวจสอบโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีปัญหาการก่อสร้างไม่ตรงปก
  • ตรวจสอบระบบใบอนุญาตทำงานและผังเมืองอย่างเข้มงวด
  • จัดระเบียบแรงงานต่างด้าวและผู้ประกอบการที่แฝงตัวทำธุรกิจผิดกฎหมาย
  • ยกระดับตำรวจท่องเที่ยวสู่ Tourist Trust Police เพื่อเพิ่มความมั่นใจ
  • ใช้ระบบ Data Science เข้ามาช่วยสร้างดัชนีความเสี่ยงในพื้นที่

การดำเนินการตามแนวทาง ก.ต.ช. ปิ๊งไอเดีย รีเซ็ตภูเก็ต หนุนนายกฯ กู้ศรัทธา ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการเมืองท่องเที่ยวระดับโลก โดยมุ่งเน้นว่าภูเก็ตต้องไม่เป็นพื้นที่สำหรับคนทุจริต หรือทุนสีเทา แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างชาติให้ความเชื่อมั่นสูงสุด

เราหวังว่าปฏิบัติการครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่จะเป็นต้นแบบของการจัดระเบียบเมืองท่องเที่ยวในประเทศไทยให้มีความยั่งยืนและโปร่งใส เพื่อประโยชน์สูงสุดของคนไทยทุกคน หากรัฐบาลร่วมมือกับทุกฝ่ายอย่างจริงจัง ภูเก็ตจะกลับมาทวงคืนความยิ่งใหญ่ในเวทีโลกได้อย่างแน่นอน

ที่มา – ก.ต.ช. ปิ๊งไอเดีย “รีเซ็ตภูเก็ต” หนุนนายกฯ-ผบ.ตร. เดินหน้ากู้ศรัทธา

เอกนิติ เผยเศรษฐกิจไทยรับสัญญาณบวก จ่อถก กรอ. นัดแรก 22 มิ.ย. นี้

เอกนิติ เผยเศรษฐกิจไทยรับสัญญาณบวก จ่อถก กรอ. นัดแรก 22 มิ.ย. นี้

ข่าวดีสำหรับชาวไทยเมื่อนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาเปิดเผยถึงทิศทางภาพรวมที่น่าจับตามอง โดยระบุว่า เอกนิติ เผยเศรษฐกิจไทยรับสัญญาณบวก จ่อถก กรอ. นัดแรก 22 มิ.ย. นี้ หลังจากสถาบันระดับโลกอย่าง S&P Global Ratings ได้คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไว้ในระดับที่มั่นคง ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าพื้นฐานเศรษฐกิจของเรายังคงแข็งแกร่งและมีอนาคตที่สดใส

ในวันที่ 22 มิ.ย. 2569 นี้ จะถือเป็นก้าวสำคัญผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นั่งแท่นประธาน ซึ่งการประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจแบบยั่งยืน โดยหยิบยกบทเรียนความสำเร็จในอดีตมาปรับใช้ภายใต้บริบทโลกยุคใหม่

ลุยแผน Thailand Fast Pass ปรับโครงสร้าง 4 ด้านหลัก

สำหรับการขับเคลื่อนผ่านกลไก กรอ. ในครั้งนี้ เอกนิติ เผยเศรษฐกิจไทยรับสัญญาณบวก จ่อถก กรอ. นัดแรก 22 มิ.ย. นี้ โดยตั้งเป้าหมายการทำงานเชิงรุกผ่านการปฏิรูป 4 ด้านสำคัญ ได้แก่:

  • ด้านพลังงาน: ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าเพื่อสร้างความมั่นคงระยะยาว
  • ด้านเทคโนโลยี: เร่งนำระบบดิจิทัลมาปรับใช้ในภาคส่วนต่างๆ
  • ด้านกำลังคน: พัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก
  • ด้านกฎระเบียบ: ปลดล็อกข้อจำกัดทางธุรกิจเพื่อกระตุ้นการลงทุน

นอกจากนี้ เตรียมเปิดตัว “Thailand Fast Pass” ในวันที่ 23 มิ.ย. นี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าการปรับกฎระเบียบเพียงเล็กน้อยก็สามารถปลดล็อกเงินลงทุนมหาศาลได้โดยไม่ต้องใช้งบประมาณรัฐจำนวนมาก เป็นการสร้างความเชื่อมั่นอย่างเป็นรูปธรรมให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

ในมุมมองของภาครัฐ การที่ไทยได้รับอันดับความสามารถในการแข่งขันดีขึ้นจาก IMD สะท้อนว่าเรามาถูกทางแล้ว แต่เรายังต้องปรับปรุงด้านการศึกษาและสิ่งแวดล้อมให้ดียิ่งขึ้นไปอีก โดยยึดหลักความร่วมมือแบบรัฐสนับสนุนและเอกชนเป็นผู้นำ เฉกเช่นโมเดลในยุคพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งถือเป็นยุคทองของการสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจ

ในส่วนของความกังวลเรื่องประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม งานนี้ภาครัฐมองว่าจะเป็นพันธมิตรที่เอื้อประโยชน์ต่อกันมากกว่าการเป็นคู่แข่ง โดยเราสามารถแบ่งกันสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งในด้านอุตสาหกรรมการผลิตและเกษตรแปรรูปเพื่อเติบโตไปด้วยกันในระดับภูมิภาค

โดยสรุปแล้ว การขับเคลื่อนครั้งนี้ไม่เพียงแต่เน้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางรากฐานระยะยาวที่น่าตื่นเต้น หากการประชุม กรอ. ครั้งนี้สามารถปลดล็อกกฎเกณฑ์ที่ซับซ้อนได้จริง เราคงได้เห็นเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ หลั่งไหลเข้าสู่ตลาดไทยภายใน 3-4 ปีข้างหน้าอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – “เอกนิติ” เผยเศรษฐกิจไทยรับสัญญาณบวก จ่อถก กรอ. นัดแรก 22 มิ.ย. นี้

อนุทิน ปลื้มยักษ์ใหญ่ฝรั่งเศสแห่ลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวดีทางเศรษฐกิจกันมาบ้างแล้ว กับการที่ท่านนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาเผยความสำเร็จล่าสุด หลังจากเดินทางไปเยือนกรุงปารีส จนเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน เมื่อกลุ่มนักธุรกิจระดับโลกจากฝรั่งเศสตบเท้าเข้าพบเพื่อหารือถึงการเข้ามาปักหมุดลงทุนในประเทศไทยอย่างจริงจัง

อนุทิน ปลื้มยักษ์ใหญ่ฝรั่งเศสแห่ลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต

วันนี้ผมอยากจะพาทุกคนมาเจาะลึกกันว่าทำไมข่าวนี้ถึงน่าตื่นเต้น และทำไมการที่ อนุทิน ปลื้มยักษ์ใหญ่ฝรั่งเศสแห่ลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต ถึงเป็นสัญญาณบวกครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจบ้านเรา การหารือครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการนำเงินมาลง แต่เป็นการดึงเอาเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามา เพื่อยกระดับทักษะแรงงานไทยให้ก้าวไปสู่ระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นด้านการบิน พลังงานสะอาด หรือแม้แต่เทคโนโลยีควอนตัม

โอกาสทองของไทยกับการดึงดูดการลงทุนจากยุโรป

จากการเข้าพบของ 16 บริษัทชั้นนำ ทำให้เราเห็นทิศทางที่ชัดเจนว่าต่างชาติมองไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ภาครัฐกำลังผลักดัน อนุทิน ปลื้มยักษ์ใหญ่ฝรั่งเศสแห่ลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต ครั้งนี้ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากการเยือนปารีสสู่การลงมือทำจริง โดยมีไฮไลท์ที่น่าสนใจดังนี้:

  • Airbus: สนใจพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) และเชื้อเพลิงยั่งยืน (SAF)
  • EDF: เดินหน้าโครงการพลังงานสะอาดและระบบกักเก็บพลังงาน
  • Dassault Systèmes: นำเทคโนโลยี Digital Twin มาบริหารจัดการผังเมืองให้เป็น Smart City
  • Pasqal: ปักหมุดไทยเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมควอนตัมแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ส่งผลดีโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในตลาดทุน ซึ่งเห็นได้ชัดจากดัชนี SET Index ที่พุ่งทะลุ 1,600 จุด เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่มันคือเครื่องยืนยันว่านักลงทุนทั่วโลกเริ่มกลับมามองไทยด้วยสายตาใหม่ที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ

ในฐานะประชาชนคนไทย ผมมองว่านี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีมากครับ การที่รัฐบาลเร่งผลักดันเรื่อง FTA ไทย-สหภาพยุโรป และการเตรียมตัวเข้าเป็นสมาชิก OECD จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเราหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง สิ่งสำคัญจากนี้ไปคือการที่ภาคเอกชนไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเหล่านี้ให้ได้มากที่สุด เพื่อให้การลงทุนครั้งนี้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – “อนุทิน” ปลื้มยักษ์ใหญ่ฝรั่งเศสตบเท้าพบหลังเยือนปารีส แย่งปักหมุดลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต

อนุทิน สวนกลับ เท้ง ภูมิใจไทยไม่ใช่เอเจนท์สีน้ำเงิน

อนุทิน สวนกลับ เท้ง ภูมิใจไทยไม่ใช่เอเจนท์สีน้ำเงิน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน ได้กล่าวหาพรรคภูมิใจไทยว่าทำหน้าที่เป็นตัวแทนให้กับ “ระบอบสีน้ำเงิน” โดยนายอนุทินได้ยืนยันความชัดเจนว่า ประเด็นเรื่อง อนุทิน สวนกลับ เท้ง ภูมิใจไทยไม่ใช่เอเจนท์สีน้ำเงิน นั้นไม่ใช่เรื่องจริงแต่อย่างใด

จุดยืนของภูมิใจไทย: จากเอเจนท์สู่ผู้สร้างจิตสำนึก

นายกรัฐมนตรีได้อธิบายอย่างเป็นกันเองว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้ทำหน้าที่เป็น “เอเจนท์” หรือตัวแทนจำหน่ายตามที่ถูกกล่าวหา แต่พรรคถือว่าเป็น “Manufacturer” หรือผู้ผลิตที่สร้างจิตสำนึกให้คนไทยมีความรักในชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของความเป็นไทย การที่ใครจะมานิยามหรือบัญญัติศัพท์ขึ้นมาเพื่อให้เกิดความแตกแยกนั้น นายอนุทินมองว่า “เอาที่สบายใจ” เพราะความจงรักภักดีคือหัวใจของชาติ ไม่ใช่เรื่องของพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง

ทำไมประเด็นการเมืองนี้ถึงสำคัญ?

  • การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับระบอบสีน้ำเงิน
  • ความเป็นอิสระของพรรคภูมิใจไทยในการดำเนินนโยบาย
  • การยุติข้อถกเถียงเรื่องบุญคุณทางการเมือง

ในประเด็นเรื่องบุญคุณทางการเมืองที่พรรคประชาชนพยายามหยิบยกขึ้นมา นายอนุทินได้ย้ำชัดว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้ติดค้างบุญคุณใคร และการที่ตนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปัจจุบัน เป็นผลมาจากการตัดสินใจของประชาชนผ่านการเลือกตั้งอย่างถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย ยิ่งไปกว่านั้น ในการจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้ พรรคประชาชนไม่ได้โหวตสนับสนุนท่านเลยแม้แต่คะแนนเดียว ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องติดค้างหรือตอบแทนบุญคุณทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น

ท้ายที่สุด การเมืองไทยควรเดินหน้าไปสู่การสร้างสรรค์มากกว่าการสาดโคลนใส่กันด้วยวาทกรรม การที่ อนุทิน สวนกลับ เท้ง ภูมิใจไทยไม่ใช่เอเจนท์สีน้ำเงิน ครั้งนี้ จึงเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า พรรคการเมืองควรเน้นการทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนมากกว่าการสร้างภาพลักษณ์เพื่อด้อยค่ากันทางการเมือง ท่านผู้อ่านมีความเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้ สามารถแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของประเทศไทย

ที่มา – “อนุทิน” สวนกลับ “เท้ง” ภูมิใจไทยไม่ใช่เอเจนท์สีน้ำเงิน แต่เป็นผู้สร้างจิตสำนึกรักสถาบันฯ

ครม.เงา ปชน. จี้รัฐแก้ปัญหาคนเทาเข้าไทย

เชื่อว่าสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้คงไม่มีประเด็นไหนมาแรงเท่ากับการที่พรรคประชาชนออกโรงมาสะท้อนปัญหาเรื่อง ครม.เงา ปชน. จี้รัฐแก้ปัญหาคนเทาเข้าไทย เพื่อเรียกความมั่นใจและปกป้องผลประโยชน์ของคนไทย โดยทีมงานคุณภาพอย่างคุณพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ร่วมกับคุณพิศาล มาณวพัฒน์ และคุณเพียงพนอ บุญกล่ำ ได้ออกมาท้าพิสูจน์ฝีมือนายกฯ ว่าจะกล้าจัดการปัญหาที่หยั่งรากลึกนี้อย่างไร

ครม.เงา ปชน. จี้รัฐแก้ปัญหาคนเทาเข้าไทย ให้เป็นรูปธรรม

ปัญหาความมั่นคงในปัจจุบันถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะการที่อาชญากรข้ามชาติสามารถแทรกซึมเข้ามาไทยได้ง่ายๆ คือภัยเงียบที่รัฐบาลต้องเร่งจัดการ พรรคประชาชนจึงได้เน้นย้ำถึงจุดสำคัญว่านี่คือเวลาที่นายกรัฐมนตรีต้องแสดงศักยภาพในการแก้ไขปัญหาทั้งระบบ โดยไม่ใช่แค่การแก้ที่ปลายเหตุ แต่คือการยกระดับการตรวจสอบให้เข้มข้นขึ้นในทุกมิติ โดยเฉพาะกลุ่มวีซ่าพิเศษต่างๆ ที่อาจกลายเป็นช่องโหว่

เปิดกลยุทธ์ ครม.เงา ปชน. จี้รัฐแก้ปัญหาคนเทาเข้าไทย อย่างเด็ดขาด

ทางทีมงานได้เสนอแนวทางเชิงรุกเพื่อให้รัฐบาลนำไปปรับใช้ โดยมีประเด็นหลักที่น่าสนใจดังนี้:

  • เข้มงวดกับอีลิทการ์ด: ต้องตรวจสอบเส้นทางการเงินและประวัติของผู้ถือบัตรอย่างละเอียด เพราะที่ผ่านมาเราพบเห็นข่าวผู้หนีคดีแฝงตัวเข้ามาในนามสมาชิกบัตรนี้บ่อยครั้ง
  • ปฏิรูป KPI ความมั่นคง: เปลี่ยนจากหน่วยงานแยกส่วนมาเป็น KPI ร่วมกัน เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีเป้าหมายเดียวในการสกัดกลั้นคนเทาไม่ให้เข้ามาสร้างอิทธิพล
  • ใช้ระบบ Data-driven: เปิดเผยข้อมูลนิติบุคคลให้เป็นสาธารณะเพื่อให้ภาคประชาชนช่วยตรวจสอบนอมินีและธุรกิจสีเทาได้อย่างโปร่งใส

นอกจากนี้ ในด้านการบังคับใช้กฎหมาย พรรคประชาชนยังเสนอให้มีการทบทวนสิทธิ Visa-Free กับประเทศกลุ่มเสี่ยง และต้องเอาจริงกับเจ้าหน้าที่บางกลุ่มที่สมยอมให้มีการสวมสิทธิบัตรประชาชนหรือทำนิติกรรมอำพรางต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนี้คือบทพิสูจน์สำคัญว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะสามารถหยุดยั้งประเทศไทยจากการกลายเป็น “ฮับอาชญากรรมสีเทา” ได้หรือไม่

ในมุมมองของผู้ติดตามสถานการณ์ เราคงต้องรอดูกันต่อไปว่ารัฐบาลจะตัดสินใจปรับโครงสร้าง หรือยอมรับข้อเสนอนี้ไปปฏิบัติใช้มากน้อยแค่ไหน เพราะผลประโยชน์ที่เสียไปนั้นไม่ได้ตกอยู่กับใครนอกจากประชาชนคนไทยทั้งประเทศ หากปล่อยให้ปัญหานี้คาราคาซัง ก็ยากที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและนักท่องเที่ยวตัวจริงที่จะเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างสุจริต

ที่มา – ครม.เงา ปชน. จี้รัฐแก้ปัญหาคนเทาเข้าไทย ท้านายกฯ พิสูจน์ฝีมือแก้ “ซัพพลายเชน” เข้มงวดอีลิทการ์ด

Scroll to top