นายกฯ

เท้งถาม ปล่อยเปิดซาวด์ผี เสียเปรียบโลก?

“เท้ง” ถามปล่อยให้เปิดซาวด์ผี ในพื้นที่อัยการศึก แม้เจตนาดี แต่ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีโลกหรือไม่ ห่วงรัฐบาลปล่อยผ่านอาจถูกมองให้การสนับสนุน

เมื่อเวลา 8.30 น. วันที่ 14 ต.ค. 2568 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกัน จอมพลัง นำเครื่องขยายเสียงไปเปิดซาวด์ผี รวมถึงฉายหนังกลางแปลง ที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ว่า ตนเชื่อว่าประชาชนทุกคนที่เป็นคนไทยอยากจะช่วยเหลือการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ส่วนเรื่องเสียงสะท้อนที่ออกมาว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ ตนคิดว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีโดยตรง ที่จะทำอย่างไรให้ประชาชนทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นใคร หรือนายกัน จอมพลัง ก็ตาม ที่อยากจะช่วยเหลือคนไทย ให้ประเทศไทยมีความได้เปรียบจากประเทศกัมพูชา หรือช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้ เป็นหน้าที่ของนายกฯ และรัฐบาล ในการบริหารจัดการให้ทุกความช่วยเหลือ ทำให้ทุกการช่วยเหลือมีแต่การยกระดับทำให้ประเทศไทยเข้มแข็งขึ้น ไม่ได้ทำให้ไทยเพลี่ยงพล้ำหรือเสียเปรียบในเวทีโลก

เท้งถาม ปล่อยให้เปิดซาวด์ผี แม้เจตนาดี แต่ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีโลกหรือไม่

นายณัฐพงษ์ กล่าวถึง การปล่อยคลิปเสียงผี จะปลุกกระแสชาตินิยม จนทำให้ควบคุมไม่ได้มากขึ้นหรือไม่ นั้น ว่า ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ปฏิเสธไม่ได้ว่าบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว เป็นพื้นที่ที่ประกาศกฎอัยการศึก การที่มีภาคประชาชนเข้าไปดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งก็มีบางส่วนมีข้อห่วงใยว่าจะเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ เพราะส่งผลกระทบทางด้านจิตวิทยาต่อพลเรือนฝั่งตรงข้ามโดยตรง จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าหน่วยงานความมั่นคงและรัฐบาลจะต้องเป็นผู้มีความรับผิดชอบโดยตรง เพราะเป็นพื้นที่ควบคุม

ความรับผิดชอบของรัฐบาลกรณีปล่อยให้เปิดซาวด์ผี

เมื่อถามว่าจะทำให้การต่างประเทศของไทยเดินหน้ายากขึ้นหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ต้องถามไปยังนายกฯ หรือนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ เพราะพื้นที่บริเวณนั้นเป็นพื้นที่อัยการศึก การที่รัฐบาลปล่อยให้มีการดำเนินการแบบนี้ ถึงแม้จะเป็นการดำเนินการที่มีเจตนาดี จะถือว่าหน่วยงานภาครัฐประเทศไทยให้การสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าวที่อาจจะละเมิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ แล้วจะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีการต่างประเทศ หรือไม่ ซึ่งคำถามนี้เชื่อว่าเป็นคำถามที่นายกฯ และรมว.ต่างประเทศต้องตอบให้ชัด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ การที่นายกัน จอมพลัง เข้าไปดำเนินการโดยการเปิดซาวด์ผี แม้จะมีเจตนาดีในการช่วยเหลือและสร้างความได้เปรียบให้กับประเทศไทย แต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลกได้

สิ่งที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ตั้งคำถาม เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องตอบให้ชัดเจน การปล่อยให้มีการดำเนินการเช่นนี้โดยไม่เข้าไปควบคุมดูแล อาจถูกมองว่ารัฐบาลให้การสนับสนุนการกระทำที่อาจละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้

การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ควรดำเนินการอย่างมีเหตุผลและรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก การเปิดซาวด์ผี อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด และอาจทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในระยะยาวได้

ดังนั้น รัฐบาลควรพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการปล่อยให้มีการเปิดซาวด์ผี และหาแนวทางแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย และไม่ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีโลก การดำเนินการใดๆ ควรอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ และคำนึงถึงหลักการของความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ

การดำเนินการของกัน จอมพลัง อาจมีเจตนาดี แต่รัฐบาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าการกระทำดังกล่าวจะส่งผลเสียต่อประเทศหรือไม่ และควรเข้ามาดูแลจัดการให้การช่วยเหลือต่างๆ เป็นไปในทิศทางที่สร้างสรรค์ และไม่สร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศ

ประเด็นที่ว่าการปล่อยให้เปิดซาวด์ผี จะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีโลกหรือไม่ นั้น เป็นคำถามที่สำคัญและสมควรได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนจากรัฐบาล เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน

การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ควรเป็นการเจรจาทางการทูตและความร่วมมือระหว่างประเทศ ไม่ใช่การใช้มาตรการที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งและส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศ การเปิดซาวด์ผี อาจสร้างความฮึกเหิมในระยะสั้น แต่ในระยะยาวอาจนำมาซึ่งผลเสียที่ร้ายแรงกว่า

รัฐบาลควรตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และดำเนินการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างรอบคอบและระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีโลก

คำถามคือ รัฐบาลจะแสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้อย่างไร จะมีการทบทวนแนวทางการจัดการปัญหาชายแดนหรือไม่ และจะสร้างความมั่นใจให้กับนานาชาติได้อย่างไรว่าประเทศไทยจะไม่สนับสนุนการกระทำที่อาจละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

ที่มา – เท้ง” ถามปล่อยให้เปิดซาวด์ผี แม้เจตนาดี แต่ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีโลกหรือไม่

ครม.แต่งตั้งชาดาเป็นประธานวิป มอบพิพัฒน์ดูด่านชายแดน

ครม.แต่งตั้ง “ชาดา” นั่งประธานวิปรัฐบาล มอบ “พิพัฒน์” ดูเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย

ในวันที่ 30 กันยายน 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติสำคัญในการประชุมนัดแรก โดยเห็นชอบการแต่งตั้งนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งประธานวิปรัฐบาล นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รับผิดชอบเร่งรัดเรื่องการเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนใต้ให้คึกคักมากขึ้น

ครม.แต่งตั้ง “ชาดา” นั่งประธานวิปรัฐบาล

การประชุมครม. ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวแรกของรัฐบาลชุดใหม่ที่มุ่งเน้นการประสานงานระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ โดยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ได้แถลงผลการประชุมเมื่อเวลา 20.45 น. ที่รัฐสภา โดยยืนยันว่าครม.เห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติ (กอ.รมน.) ในการขยายเวลาประกาศพื้นที่ภัยต่อความมั่นคงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

สำหรับการแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร หรือวิปรัฐบาลนั้น นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ขณะที่นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รับตำแหน่งประธานวิปรัฐบาล รองประธานประกอบด้วยนายอาสพลธ์ สรรณ์ไ-triภพ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย และนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย การแต่งตั้งนี้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถผลักดันนโยบายและร่างกฎหมายได้อย่างราบรื่น โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังสถานการณ์โควิด-19

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ถือเป็นนักการเมืองรุ่นเก๋าที่มีประสบการณ์ยาวนานในพรรคภูมิใจไทย เขาเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายครั้ง และการนั่งเก้าอี้ประธานวิปครั้งนี้คาดว่าจะช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับพันธมิตรรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่เป็นแกนนำสำคัญ

มอบ “พิพัฒน์” เร่งดูเรื่องเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย

อีกประเด็นสำคัญจากที่ประชุมครม. คือ การมอบหมายงานให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ไปเจรจาและดำเนินการปรับเวลาการเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย โดยกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาได้รับการร้องเรียนจากภาคเอกชนและประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ต้องการให้ขยายเวลาการค้าขายและการท่องเที่ยว

ปัจจุบัน ด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย มีการเปิดให้บริการในเวลาจำกัด ซึ่งส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนที่เคยคึกคัก โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคและผลไม้จากมาเลเซีย นายกรัฐมนตรีเห็นว่าการขยายเวลาเปิดด่านให้เร็วขึ้นและปิดช้าลง จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างรายได้ให้กับชุมชนชายแดน และฟื้นฟูการท่องเที่ยวแบบข้ามพรมแดน

นายพิพัฒน์ ในฐานะรัฐมนตรีคมนาคม จะต้องประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคง กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อหาทางออกที่สมดุลระหว่างความมั่นคงและเศรษฐกิจ คาดว่าภายในสัปดาห์หน้า จะมีข้อสรุปเบื้องต้น โดยอาจเริ่มทดลองปรับเวลาในบางด่าน เช่น ด่านสะเดา จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นจุดค้าขายหลัก

การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนถึงนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจชายแดน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่ยังเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคง แต่มีศักยภาพสูงในด้านการค้าและการท่องเที่ยว หากดำเนินการได้สำเร็จ จะเป็นตัวอย่างที่ดีในการบูรณาการนโยบายรัฐ

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเมือง

ครม.แต่งตั้ง “ชาดา” นั่งประธานวิปรัฐบาล และมอบหมาย “พิพัฒน์” ดูแลด่านชายแดน จะส่งผลดีต่อภาพรวมการบริหารประเทศ โดยวิปรัฐบาลที่แข็งแกร่งจะช่วยให้ร่างกฎหมายเศรษฐกิจผ่านสภาได้เร็วขึ้น เช่น พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 ที่เน้นการฟื้นฟูชายแดน

ส่วนการปรับด่านชายแดน จะช่วยเพิ่มปริมาณการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย ซึ่งปีละหลายหมื่นล้านบาท โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเบา นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้การท่องเที่ยวข้ามแดนฟื้นตัว โดยนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียสามารถเดินทางมาท่องเที่ยวภาคใต้ได้สะดวกยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงเตือนว่าการขยายเวลาด่านต้องควบคู่กับมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด เพื่อป้องกันปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ หากรัฐบาลจัดการได้ดี จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาที่ยั่งยืนในภาคใต้

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจของครม.ครั้งนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาแบบบูรณาการ หากประชาชนและภาคเอกชนร่วมมือกัน คาดว่ารัฐบาลจะประสบความสำเร็จในการกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนได้อย่างแน่นอน ท่านคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่างนี้

ที่มา – ครม.แต่งตั้ง “ชาดา” นั่งประธานวิปรัฐบาล มอบ “พิพัฒน์” ดูเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย

“ชัยเกษม” บอกไม่เคยได้รับการติดต่อให้นั่งนายกฯ

“ชัยเกษม” บอกไม่เคยได้รับการติดต่อจากเพื่อไทยให้ชิงเก้าอี้นั่งนายกฯ บอกรู้จักนิสัย “ทักษิณ” ดี รู้ดีเป็นแค่หมากตัวหนึ่ง แต่หากจะใช้ก็พร้อม

วันที่ 1 กันยายน 2568 เมื่อเวลา 10.00 น. นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์โดยยอมรับว่า พร้อมที่จะรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หากได้รับมอบหมายจากพรรค แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อหรือพูดคุยจากพรรคเพื่อไทยแต่อย่างใด

เมื่อถูกถามถึงการเจรจาเมื่อวานที่ผ่านมากับพรรคประชาชน ที่มีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้แทน นายชัยเกษมกล่าวว่า ตนเองไม่ได้รับรู้รายละเอียดใดๆ ทั้งสิ้น และมองว่าตนเองเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในพรรค การตัดสินใจต่างๆ ขึ้นอยู่กับพรรคเป็นหลัก

นายชัยเกษมยังกล่าวว่า นายทักษิณ ชินวัตร รู้ดีว่านิสัยของตนเองเป็นอย่างไร หากมีอะไรให้ทำก็คงติดต่อมาเอง เพราะที่ผ่านมาไม่เคยปฏิเสธที่จะช่วยงานพรรค และหากพรรคประชาชนยินดีและพร้อมสนับสนุนให้นั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว

“ชัยเกษม” บอกไม่เคยได้รับการติดต่อให้นั่งนายกฯ

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลและการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ล่าสุด นายชัยเกษม นิติสิริ หนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาเปิดเผยว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการติดต่อจากพรรคเพื่อไทยให้เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีกระแสข่าวออกมาอย่างต่อเนื่อง

นายชัยเกษมยังกล่าวถึงความสัมพันธ์กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า รู้จักนิสัยของนายทักษิณเป็นอย่างดี และเข้าใจว่าตนเองเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในการวางแผนทางการเมือง แต่หากพรรคต้องการให้ช่วยงาน ก็พร้อมที่จะทำอย่างเต็มที่

ความพร้อมของ “ชัยเกษม” หากได้รับโอกาสนั่งนายกฯ

แม้ว่าจะยังไม่มีการติดต่ออย่างเป็นทางการจากพรรคเพื่อไทย แต่หากได้รับโอกาสให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายชัยเกษมกล่าวว่า ตนเองมีความพร้อมที่จะทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างเต็มความสามารถ ด้วยประสบการณ์และความรู้ที่สั่งสมมา จะนำพาประเทศชาติให้ก้าวหน้าต่อไป

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังคงขึ้นอยู่กับการพิจารณาของพรรคเพื่อไทย และการเจรจากับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ซึ่งต้องรอติดตามดูกันต่อไปว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะคลี่คลายไปในทิศทางใด

บทบาทของพรรคเพื่อไทยในการจัดตั้งรัฐบาล

พรรคเพื่อไทยถือเป็นแกนหลักในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ และมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ รวมถึงการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี การเจรจากับพรรคร่วมรัฐบาล และการกำหนดนโยบายต่างๆ ดังนั้น การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ

ความท้าทายในการจัดตั้งรัฐบาล

การจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องจากมีความขัดแย้งและความเห็นต่างทางการเมืองอยู่หลายประการ การที่จะสร้างความสมานฉันท์และนำพาประเทศชาติให้ก้าวไปข้างหน้าได้นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย

สถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เราในฐานะประชาชนคนไทยจึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเพื่อสร้างสรรค์สังคมให้ดีขึ้น

อนาคตทางการเมืองของไทยยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยเกี่ยวกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และบทบาทของนายชัยเกษมในอนาคต

ที่มา – “ชัยเกษม” บอกไม่เคยได้รับการติดต่อจากเพื่อไทยให้นั่งนายกฯ บอกรู้จักนิสัย “ทักษิณ”ดี

พรรคประชาชนย้อนเพื่อไทย ทำไมคลิปเสียงคุย “ฮุนเซน” ถึงปัญญาอ่อน?

พรรคประชาชนสวนกลับเพื่อไทยอย่างดุเดือด ถามกลับว่าถ้าคลิปซื้อเสียงแลกโหวตงบประมาณปี 2569 เป็นเรื่อง “ปัญญาอ่อน” แล้วทำไมคลิปเสียงนายกฯ คุยกับ “ฮุนเซน” ถึงไม่หนักกว่า?

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 นายชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง สส.ขอนแก่น พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อตอบโต้นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และประธานวิปรัฐบาล กรณีให้สัมภาษณ์ว่าคลิปเสียงเกี่ยวกับการแจกเงิน 10 ล้านบาทเพื่อแลกกับการโหวตร่างพระราชบัญญัติงบประมาณปี 2569 เป็นเรื่อง “ปัญญาอ่อน” ว่าต้องถามกลับไปยังนายวิสุทธิ์เช่นกันว่า ทำไมคลิปเสียงของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.วัฒนธรรม ที่พูดคุยกับสมเด็จฮุนเซน ท่านไม่เห็นจะกล้าออกมาบอกสื่อเลยว่าเป็นเรื่องปัญญาอ่อนเหมือนกัน

พรรคประชาชนย้อนเพื่อไทย ทำไมคลิปเสียงคุย “ฮุนเซน” ถึงปัญญาอ่อน?

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมือง เมื่อพรรคประชาชนออกมาตอบโต้พรรคเพื่อไทยอย่างเผ็ดร้อน กรณีที่นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าคลิปเสียงการแจกเงิน 10 ล้านบาทเพื่อแลกกับการโหวตร่างพระราชบัญญัติงบประมาณปี 2569 เป็นเรื่อง “ปัญญาอ่อน” งานนี้พรรคประชาชนไม่รอช้า ออกมาตอบโต้ทันที โดยนายชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง สส.ขอนแก่น แสดงความสงสัยว่า ทำไมนายวิสุทธิ์ถึงไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นในลักษณะเดียวกันกับคลิปเสียงของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ได้พูดคุยกับสมเด็จฮุนเซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา

ประเด็นนี้จุดประกายคำถามมากมายในสังคม ว่าเหตุใดการแสดงความเห็นต่อคลิปเสียงทั้งสองถึงมีความแตกต่างกัน หรือมีนัยยะทางการเมืองใดแอบแฝงอยู่หรือไม่

ความแตกต่างระหว่างสองคลิปเสียง

แม้ว่าทั้งสองคลิปเสียงจะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่ลักษณะและบริบทของทั้งสองคลิปนั้นมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด คลิปเสียงแรกเป็นเรื่องเกี่ยวกับการกล่าวอ้างถึงการแจกเงินเพื่อแลกกับการโหวต ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตและผลประโยชน์ทับซ้อนโดยตรง ในขณะที่คลิปเสียงที่สอง เป็นบทสนทนาระหว่างผู้นำประเทศ ซึ่งอาจมีประเด็นทางการทูตและผลประโยชน์แห่งชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนมองว่า การที่นายวิสุทธิ์ออกมาแสดงความเห็นต่อคลิปเสียงแรกว่าเป็นเรื่อง “ปัญญาอ่อน” แต่กลับเงียบเฉยต่อคลิปเสียงที่สอง เป็นการเลือกปฏิบัติและสองมาตรฐาน

ประเด็นที่น่าสนใจคือ:

  • ความโปร่งใสและความรับผิดชอบ: นักการเมืองควรมีความโปร่งใสและพร้อมที่จะตอบคำถามต่อสาธารณชนในทุกประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่
  • มาตรฐานเดียวกัน: การวิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงความเห็นควรอยู่บนพื้นฐานของมาตรฐานเดียวกัน ไม่ควรเลือกปฏิบัติหรือมีอคติ
  • ผลประโยชน์ของประชาชน: การตัดสินใจและการกระทำของนักการเมืองควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย ที่เต็มไปด้วยการตอบโต้และการช่วงชิงความได้เปรียบ การที่พรรคประชาชนออกมาตอบโต้พรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งและความไม่ไว้วางใจที่ยังคงมีอยู่ระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ

การออกมาตั้งคำถามว่าทำไมพรรคประชาชนย้อนเพื่อไทย ทำไมคลิปเสียงคุย “ฮุนเซน” ถึงปัญญาอ่อน? เป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของพรรคประชาชน และเป็นการเรียกร้องให้สังคมตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบของนักการเมือง

แม้ว่าประเด็นเรื่องพรรคประชาชนย้อนเพื่อไทย ทำไมคลิปเสียงคุย “ฮุนเซน” ถึงปัญญาอ่อน? จะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและมีหลายแง่มุม แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน เพื่อที่จะสามารถตัดสินใจและวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างมีเหตุผล การติดตามข่าวสารและการแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ จะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและโปร่งใส

ดังนั้น การที่พรรคประชาชนย้อนเพื่อไทย ทำไมคลิปเสียงคุย “ฮุนเซน” ถึงปัญญาอ่อน? จึงเป็นประเด็นที่ควรค่าแก่การติดตามและพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้เราสามารถเข้าใจถึงพลวัตทางการเมืองและผลกระทบต่อสังคมโดยรวม

ที่มา – พรรคประชาชนย้อนเพื่อไทย ทำไมคลิปเสียงคุย “ฮุนเซน” ถึงไม่ออกมาพูดว่าปัญญาอ่อนบ้าง

Scroll to top