นายนิกรเดช พลางกูร

กต. จี้กัมพูชาเปิดทางให้คนไทยกลับประเทศ

กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) แถลงแสดงความกังวลอย่างยิ่ง กรณีที่กัมพูชาปิดด่านไม่ให้คนไทยเดินทางกลับประเทศ ชี้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิพลเรือน กระทรวงต่างประเทศ จี้กัมพูชาเปิดทางให้คนไทยเดินทางกลับประเทศ

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาชี้แจงท่าทีของฝ่ายไทยต่อกรณีที่กระทรวงมหาดไทยของกัมพูชาออกแถลงการณ์เกี่ยวกับการระงับการดำเนินการ ณ จุดผ่านแดนไทย–กัมพูชา โดยมีใจความสำคัญคือประเทศไทยแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการจำกัดการเคลื่อนย้ายของคนไทยซึ่งปัจจุบันพำนักอยู่ในกัมพูชา ในขณะที่ฝ่ายไทยได้อำนวยความสะดวกให้พลเมืองกัมพูชาเดินทางออกจากประเทศไทยแล้ว แต่ฝ่ายกัมพูชากลับปฏิเสธไม่เปิดด่านเพื่อให้คนไทยสามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้ กระทรวงต่างประเทศ จี้กัมพูชาเปิดทางให้คนไทยเดินทางกลับประเทศ

นายนิกรเดชกล่าวต่อว่า ประเทศไทยขอย้ำว่า ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และ อนุสัญญาเจนีวาฉบับที่สี่นั้น พลเรือนมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตลอดเวลา สิทธิของบุคคลซึ่งพำนักอยู่โดยชอบด้วยกฎหมายในรัฐต่างประเทศในการเดินทางออกจากประเทศนั้น อาจถูกจำกัดได้เฉพาะในกรณีที่เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย มีความจำเป็น ได้สัดส่วน และไม่เลือกปฏิบัติเท่านั้น ทั้งนี้พลเรือนถือเป็นผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบ และต้องไม่ถูกปฏิบัติราวกับเป็นคู่ขัดแย้งในสถานการณ์ดังกล่าว

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยย้ำความสำคัญของการเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอย่างครบถ้วน ตลอดจนพันธกรณีภายใต้อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางกงสุล รวมถึงการเข้าถึงทางกงสุลและการคุ้มครองโดยไม่ถูกขัดขวาง ประเทศไทยขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายประกันความปลอดภัยและศักดิ์ศรีของพลเรือนทุกสัญชาติ และดำเนินการแก้ไขข้อกังวลต่าง ๆ ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

กระทรวงต่างประเทศ จี้กัมพูชาเปิดทางให้คนไทยเดินทางกลับประเทศ

ทำไมกระทรวงต่างประเทศต้องจี้กัมพูชา?

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เกิดคำถามถึงเหตุผลและความจำเป็นในการที่กัมพูชาปิดด่านพรมแดนไม่ให้คนไทยที่ต้องการเดินทางกลับประเทศ ซึ่งกระทรวงต่างประเทศมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่สอดคล้องกับหลักการด้านสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศ

ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา:

  • สิทธิในการเดินทางกลับประเทศ: บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะเดินทางกลับประเทศของตนเอง การจำกัดสิทธินี้ควรมีเหตุผลที่สมควรและความจำเป็นตามกฎหมาย
  • หลักมนุษยธรรม: การปฏิบัติต่อพลเรือนควรเป็นไปตามหลักมนุษยธรรม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
  • กฎหมายระหว่างประเทศ: การกระทำใดๆ ที่กระทบต่อสิทธิของบุคคลควรเป็นไปตามกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

การที่กระทรวงต่างประเทศออกมาแสดงความกังวลและเรียกร้องให้กัมพูชาเปิดทางให้คนไทยเดินทางกลับประเทศนั้น เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อพลเมืองของตนเอง และเป็นการรักษากฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงหลักการด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยยึดมั่น

สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า การเคารพสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการอยู่ร่วมกันในสังคมโลก และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งควรเป็นไปโดยสันติวิธีและเคารพซึ่งกันและกัน กระทรวงต่างประเทศ จี้กัมพูชาเปิดทางให้คนไทยเดินทางกลับประเทศ

ที่มา – กระทรวงต่างประเทศ จี้กัมพูชาเปิดทางให้คนไทยเดินทางกลับประเทศ ชี้กักตัวไว้ผิดอนุสัญญาเจนีวา

“ทูตรัศม์” ฉะนายกฯ ปมเจรจาการค้า

“ทูตรัศม์” ฉะ นายกฯ ท้าทายสหรัฐฯ จนโดนระงับเจรจาการค้า ชี้พูดเอาใจกระแสแต่ทำประเทศเสียหาย ถามจะรับผิดชอบความเสียหายนี้อย่างไร

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 นายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ออกมาแสดงความเห็นวิจารณ์อย่างรุนแรงต่อกรณีที่นายกรัฐมนตรีพูดจาท้าทายสหรัฐอเมริกา จนนำไปสู่การระงับการเจรจา กรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เป็นการชั่วคราว ซึ่งกรณีดังกล่าวถูกเปิดเผยโดยนายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศฯ ที่ระบุว่ารองผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ แจ้งขอระงับการเจรจาชั่วคราว โดยมีเงื่อนไขให้ฝ่ายไทยกลับไปให้คำมั่นที่จะร่วมมือตาม Joint Declaration อีกครั้ง

นายรัศม์ชี้ว่า ไม่ทันขาดคำนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ก็ได้จัดให้ที่บัดนี้ผลเสียได้เกิดขึ้นจริงแล้ว จึงอยากถามถึงความจำเป็นที่นายกรัฐมนตรีต้องไปพูดจาท้าทายสหรัฐฯ มีประโยชน์ใดที่ต้องพูดเช่นนั้น ซึ่งคำพูดดังกล่าวเป็นเพียงการมุ่ง “เอาใจกระแสสังคมบางส่วน” โดยไม่สนใจผลกระทบต่อประเทศชาติโดยรวม ซึ่งแสดงถึง ความไม่รู้ ไม่เข้าใจบริบททางด้านการต่างประเทศ และนำมาซึ่งความเสียหายต่อประเทศ พร้อมทิ้งท้ายว่ายังไม่ทราบว่านายกรัฐมนตรีจะรับผิดชอบต่อความเสียหายนี้อย่างไร.

“ทูตรัศม์” ฉะนายกฯ ท้าทายสหรัฐฯ จนโดนระงับการเจรจาการค้า ชี้พูดเอาใจกระแสทำประเทศเสียหาย

จากกรณีที่นายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของนายกรัฐมนตรีที่อาจนำไปสู่การระงับการเจรจาการค้าระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์และสื่อต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงนักการทูตและนักวิชาการด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

หลายฝ่ายแสดงความกังวลว่าการกระทำดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ผลเสียทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้ การระงับการเจรจาการค้า ไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยอีกด้วย

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการระงับการเจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ:

  • การลดลงของปริมาณการส่งออกสินค้าไทยไปยังสหรัฐอเมริกา
  • ความเสียหายต่อภาคธุรกิจที่พึ่งพาการส่งออก
  • ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติลดลง
  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ตึงเครียดขึ้น

ทำไมนายรัศม์ถึงออกมา “ทูตรัศม์” ฉะนายกฯ?

นายรัศม์ ชาลีจันทร์ มองว่าการที่นายกรัฐมนตรีออกมาแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวต่อสหรัฐอเมริกานั้น เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและอาจก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายต่างๆ การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศคู่ค้าจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ นายรัศม์ยังตั้งข้อสังเกตว่าการกระทำดังกล่าวอาจมีแรงจูงใจทางการเมืองแอบแฝงอยู่ โดยมุ่งหวังที่จะเรียกคะแนนนิยมจากกลุ่มผู้สนับสนุนบางกลุ่ม โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติโดยรวม การกระทำเช่นนี้จึงถือว่าเป็นการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบต่อส่วนรวม

ข้อเสนอแนะและทางออกสำหรับประเทศไทย:

  • รัฐบาลควรทบทวนท่าทีและแนวทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศ
  • ควรให้ความสำคัญกับการเจรจาและการประนีประนอมเพื่อแก้ไขปัญหา
  • ควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ
  • ควรเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้มีประสบการณ์

การที่ “ทูตรัศม์” ฉะนายกฯ ในครั้งนี้ เป็นสัญญาณเตือนให้รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างรอบคอบและระมัดระวัง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนโดยรวม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเจรจาเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สุดท้ายนี้ เราทุกคนควรตระหนักว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อน การแสดงความคิดเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ แต่ควรอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นกลาง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

ที่มา – “ทูตรัศม์” ฉะนายกฯ ท้าทายสหรัฐฯ จนโดนระงับการเจรจาการค้า ชี้พูดเอาใจกระแสทำประเทศเสียหาย

Scroll to top