นายภราดร ปริศนานันทกุล

“ภราดร” ตรวจเข้มแผนรับมือน้ำเหนือ เร่งปิดจุดเสี่ยงน้ำท่วมสิงห์บุรี

“ภราดร” ตรวจเข้มแผนรับมือน้ำเหนือ เร่งปิดจุดเสี่ยงน้ำท่วมสิงห์บุรี

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรีเพื่อติดตามสถานการณ์และเตรียมความพร้อมในการรับมือกับมวลน้ำจากภาคเหนือ โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้เน้นย้ำถึงนโยบายเชิงรุกในการป้องกันอุทกภัยเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีความปลอดภัยและมั่นใจในมาตรการของภาครัฐ

การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการเตรียมความพร้อมรับมือกับปัญหาอุทกภัย โดยมีการติดตามความคืบหน้าของโครงการสำคัญต่างๆ ในจังหวัดสิงห์บุรี ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาตลิ่งทรุดที่ตำบลพระงาม หรือการเตรียมแผนก่อสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมบริเวณประตูระบายน้ำบางโฉมศรี เพื่ออุดช่องว่างของแนวป้องกันน้ำที่อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่เศรษฐกิจ โดยรัฐบาลเล็งเห็นถึงความสำคัญของความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นอันดับแรก

มาตรการเด็ดขาดเพื่อป้องกันน้ำท่วม

นอกจากเรื่องการระบายน้ำแล้ว นายภราดรยังได้ติดตามความคืบหน้าของโครงการโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการก่อสร้างถนนสาย 311 ซึ่งจะเป็นทั้งการพัฒนาคมนาคมและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในเขตเมือง ทั้งนี้การดำเนินงานต้องอาศัยการบูรณาการจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นกรมชลประทาน หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ภารกิจ “ภราดร” ตรวจเข้มแผนรับมือน้ำเหนือ เร่งปิดจุดเสี่ยงน้ำท่วมสิงห์บุรี บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย

สำหรับแนวทางการรับมืออุทกภัยในครั้งนี้ มีแผนงานที่น่าสนใจดังนี้:

  • การเร่งปิดจุดฟันหลอของแนวป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่สำคัญ
  • การติดตั้งเสาเข็มลึก 16 เมตร เพื่อป้องกันตลิ่งพังในพื้นที่วิกฤต
  • การบูรณาการงบประมาณปี 2571-2574 เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
  • การเตรียมกำลังคนและเครื่องจักรเพื่อพร้อมเผชิญเหตุได้ทันที

แม้ว่าการคาดการณ์สภาพอากาศในปีนี้จะมีปริมาณน้ำน้อยกว่าค่าเฉลี่ย แต่การไม่ประมาทถือเป็นหัวใจสำคัญที่รัฐมนตรีให้ความสำคัญสูงสุด การลงพื้นที่เพื่อดูหน้างานจริงทำให้เห็นจุดบกพร่องที่ต้องแก้ไขโดยเร่งด่วน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบซ้ำซาก เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าในอนาคต จังหวัดสิงห์บุรีจะมีระบบป้องกันน้ำท่วมที่มีมาตรฐานและแข็งแรงขึ้น

สรุปแล้ว การที่รัฐบาลเข้ามาจัดการ “ภราดร” ตรวจเข้มแผนรับมือน้ำเหนือ เร่งปิดจุดเสี่ยงน้ำท่วมสิงห์บุรี ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการลงพื้นที่ตามหน้าที่ แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวบ้านว่า รัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งและพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ หวังว่าแผนการพัฒนาเหล่านี้จะเสร็จสิ้นตามกำหนดการ เพื่อให้เมืองสิงห์บุรีกลับมามีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรับมือทุกสถานการณ์ได้อย่างไร้กังวลครับ

ที่มา – “ภราดร” ตรวจเข้มแผนรับมือน้ำเหนือ เร่งปิดจุดเสี่ยงน้ำท่วมสิงห์บุรี

“ภราดร” ป้อง TH-AI Passport ต้องตรวจสอบบนข้อเท็จจริง ก่อนตัดสิน

ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย ประเด็นร้อนอย่างโครงการ “ภราดร” ป้อง TH-AI Passport ต้องตรวจสอบบนข้อเท็จจริง ก่อนตัดสิน ได้กลายเป็นที่สนใจของสังคมอย่างกว้างขวาง โดยนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาสื่อสารถึงแนวทางการดำเนินโครงการภาครัฐที่ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของการตรวจสอบที่โปร่งใส ไม่ใช่เพียงแค่กระแสทางการเมือง

“ภราดร” ป้อง TH-AI Passport ต้องตรวจสอบบนข้อเท็จจริง ก่อนตัดสิน

การวิพากษ์วิจารณ์โครงการจากฝ่ายค้านเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย แต่ในกรณีของ “ภราดร” ป้อง TH-AI Passport ต้องตรวจสอบบนข้อเท็จจริง ก่อนตัดสิน นั้น รัฐมนตรีมองว่าการตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าหรือความซ้ำซ้อนเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่ต้องไม่จบลงด้วยการเรียกร้องให้ยกเลิกโครงการในทันทีโดยที่ยังไม่มีข้อสรุปทางกฎหมายที่ชัดเจน เพราะนั่นอาจนำมาซึ่งปัญหาใหญ่ในภายหลัง

มุมมองต่อการนำ AI มาใช้ในภาครัฐ

นายภราดรได้เน้นย้ำในประเด็นการตรวจสอบว่า “ภราดร” ป้อง TH-AI Passport ต้องตรวจสอบบนข้อเท็จจริง ก่อนตัดสิน เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด โดยมีใจความสำคัญดังนี้:

  • การตรวจสอบต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและกระบวนการที่เป็นธรรม
  • การกล่าวหาว่ามีเครื่องมือฟรีอยู่แล้วอาจเป็นการมองเพียงมิติเดียว เพราะเป้าหมายหลักคือการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพสำหรับคนไทยทุกคน
  • การยกเลิกโครงการโดยปราศจากข้อเท็จจริงที่ชัดเจน อาจนำไปสู่ข้อพิพาททางสัญญาและภาระค่าเสียหายของรัฐที่ประชาชนต้องเป็นผู้แบกรับ

ในขณะที่โลกกำลังมุ่งหน้าสู่การแข่งขันด้านเทคโนโลยี การตัดสินใจหยุดโครงการเพียงเพราะได้รับแรงกดดันทางการเมืองอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทย ฝ่ายค้านมีหน้าที่ในการทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่ตามวิถีทางรัฐสภา ส่วนรัฐบาลก็มีหน้าที่ชี้แจงความโปร่งใสในเนื้องาน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปล่อยให้กระบวนการตรวจสอบทำงานไปตามขั้นตอน เพื่อให้ได้คำตอบที่ถูกต้องที่สุดสำหรับประเทศชาติ

โดยสรุปแล้ว การวิพากษ์วิจารณ์ควรถูกแยกออกจากกระบวนการตัดสินโครงการ การมีส่วนร่วมตรวจสอบเป็นสิทธิของทุกคน แต่การตัดสินล่วงหน้าไม่ใช่การตรวจสอบที่แท้จริง เราควรให้ข้อมูลและหลักฐานเป็นตัวพิสูจน์ เพื่อให้โครงการที่เป็นประโยชน์ต่อการทรานส์ฟอร์มประเทศก้าวไปข้างได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – “ภราดร” ป้อง TH-AI Passport ต้องตรวจสอบบนข้อเท็จจริง ก่อนตัดสิน

รัฐบาลออกตัวจริงใจแก้ รธน. ภูมิใจไทยจ่อชง สสร.

สวัสดีครับทุกท่าน! วันนี้เรามาคุยกันเรื่องการเมืองร้อนๆ ที่กำลังเป็นกระแสรัฐบาลออกตัวจริงใจแก้ รธน. ภูมิใจไทยจ่อชง สสร.กันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 ที่รัฐสภา (แก้ปีจาก original ที่พิมพ์ 2569 เป็น 2567 คงพิมพ์ผิด) ทำให้หลายคนตื่นเต้นเพราะเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลกำลังจริงจังกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) เพื่อให้ได้ฉบับใหม่ที่ประชาชน 21.6 ล้านเสียงจากประชามติเห็นด้วย

รัฐบาลออกตัวจริงใจแก้ รธน. ภูมิใจไทยจ่อชง สสร.

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ลุกขึ้นชี้แจงในที่ประชุมอย่างชัดเจน ยืนยันว่ารัฐบาลมีเจตจำนงแน่วแน่ในการเดินหน้าแก้ รธน. พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เตรียมเสนอร่างแก้ไขมาตรา 256 เพื่อเปิดทางตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) เลยครับ จะมีการประชุมพรรควันอังคารหน้าเพื่อขอมติ แล้วยื่นต่อประธานรัฐสภาทันที นี่แหละที่เรียกว่ารัฐบาลออกตัวจริงใจแก้ รธน.

ทำไมรัฐบาลไม่ใช่ร่างเก่า แต่ชงใหม่?

หลายคนอาจสงสัยว่าร่างแก้ รธน. ชุดเก่าที่ค้างจากสภาชุดที่แล้วทำไมไม่เอามาใช้อีก? นายภราดรอธิบายว่าร่างเก่ามีปัญหาความขัดแย้งสูง โดยเฉพาะเรื่องอำนาจ สว. 1 ใน 3 ที่ทำให้ติดขัด รัฐบาลเลยเห็นว่ารัฐสภาใหม่ควรเริ่มใหม่ ให้ สส. ชุดนี้เสนอชื่อ 1 ใน 5 ตามกฎหมาย เพื่อสะท้อนเจตจำนงปัจจุบัน นี่คือทางออกที่ฉลาดและเหมาะสมครับ

การแก้ รธน. เป็นเรื่องใหญ่ที่คนไทยรอคอยมานาน เพราะฉบับปัจจุบันถูกมองว่ามีปัญหาเรื่องอำนาจ สว. ที่มากเกินไป ส่งผลต่อการเลือกตั้งและการเมืองโดยรวม ถ้าได้ สสร. มาจัดการ ก็มีโอกาสได้รธน. ที่สมดุลและประชาธิปไตยมากขึ้น

การโต้ตอบเด็ดๆ กับ สส. ประชาชน

ระหว่างนั้น นายพริษฐ์ วชิรสินธุ สส.พรรคประชาชน (ปชน.) ถามถึงความจริงใจของ ครม. และจับตาว่าร่างภท. จะแก้ปัญหา สว. ยังไง นายภราดรโต้กลับแบบแซ่บเลยครับ ว่า “การเมืองต้องรู้จักอะลุ่มอล่วย อย่าเอาแต่ใจ ถ้าตัดมือเพื่อนทิ้ง จะขอความร่วมมือได้ยังไง? ต้องเจรจา พูดคุยกัน”

  • ร่างภท. เสนอไม่ให้ สว. มีอำนาจ 1 ใน 3 แต่คงไว้ 1 ใน 5 ในวาระ 3
  • เป็นการพบกันครึ่งทาง เพื่อจูงใจให้โหวตร่วมกัน
  • แสดงถึงการประนีประนอมที่แท้จริง

ฟังดูเข้าท่าเลยนะครับ ไม่ใช่แค่ยืนกรานฝ่ายเดียว แต่หาทางกลางเพื่อให้เรื่องเดินหน้า

ผลลงมติและอนาคตข้างหน้า

หลังอภิปรายจบ ประธานรัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ สั่งลงมติ ที่ประชุมเห็นชอบพิจารณา พ.ร.บ. 34 ฉบับที่ ครม. เสนอ (ครม.21, สส.12, ประชาชน1) ตามมาตรา 147 วรรคสอง ต่อไป ก่อนปิดประชุม นี่คือก้าวแรกที่สำคัญ!

ในมุมผมคิดว่านี่เป็นสัญญาณดีว่ารัฐบาลไม่ใช่แค่พูด แต่ลงมือทำจริง การแก้ รธน. จะช่วยให้การเมืองไทยมั่นคงขึ้น ลดความขัดแย้ง และให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากกว่าเดิม แต่ต้องระวังพวกที่อยากยื้อต่อไปนะครับ ถ้าทุกฝ่ายอะลุ่มอล่วยกัน ไทยเราน่าจะได้รธน. ใหม่ที่ทุกคนยอมรับได้

คุณล่ะครับ คิดยังไงกับรัฐบาลออกตัวจริงใจแก้ รธน. ภูมิใจไทยจ่อชง สสร.? อยากเห็น สสร. เกิดขึ้นไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดตแบบ real-time!

ที่มา – รัฐบาลออกตัวจริงใจแก้ รธน. เผย “ภูมิใจไทย” จ่อชงร่างใหม่เปิดทาง สสร.

“ภราดร” เผยคนละครึ่งพลัส – “รถเก่าแลกรถใหม่” ยังไม่เข้าครม.สัปดาห์นี้

“ภราดร” เผยคนละครึ่งพลัส – “รถเก่าแลกรถใหม่” ยังไม่เข้าครม.สัปดาห์นี้ เป็นข่าวที่หลายคนรอคอย โดยเฉพาะประชาชนที่หวังพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดจากรัฐบาล ล่าสุด นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงบประมาณ ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล

“ภราดร” เผยคนละครึ่งพลัส – “รถเก่าแลกรถใหม่” ยังไม่เข้าครม.สัปดาห์นี้

โครงการ คนละครึ่งพลัส ซึ่งเป็นมาตรการยอดนิยมจากเฟสก่อนหน้า ช่วยให้ประชาชนใช้จ่ายได้มากขึ้น โดยรัฐช่วยแบ่งเบาภาระส่วนหนึ่ง ยังคงเป็นที่คาดหวังของพี่น้องประชาชนจำนวนมาก เช่นเดียวกับโครงการ รถเก่าแลกรถใหม่ ที่มุ่งสนับสนุนการเปลี่ยนรถเก่าเป็นรถไฟฟ้าหรือพลังงานทางเลือก เพื่อลดมลพิษและส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในไทย

นายภราดร ชี้แจงว่า สัปดาห์นี้ทั้งสองโครงการยังไม่เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เนื่องจากยังไม่มีวาระประชุมครม.เศรษฐกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เพิ่งกลับจากปฏิบัติราชการต่างประเทศ ทำให้ต้องเลื่อนการประชุมออกไป สำหรับโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ กระทรวงการคลังกำลังตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อให้ครบถ้วนสมบูรณ์ก่อนเสนอ

เหตุผลที่ “ภราดร” เผยคนละครึ่งพลัส – “รถเก่าแลกรถใหม่” ยังไม่เข้าครม.สัปดาห์นี้

ไม่ใช่เพราะปัญหางบประมาณขาดแคลนอย่างที่หลายคนกังวล นายภราดรยืนยันว่ารัฐบาลมีช่องทางบริหารจัดการได้แน่นอน เช่น การออกพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ หรือใช้เงินงบกลางฉุกเฉินบางส่วน ซึ่งจะดำเนินการโดยเร็วที่สุด เพื่อให้มาตรการเหล่านี้ช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการดูแลค่าไฟฟ้าให้กลุ่มเปราะบาง โดยจะปรับเกณฑ์บันไดค่าไฟใหม่ ผู้ใช้ไฟน้อย (ราว 2 บาทกว่าต่อหน่วย) จะได้รับการบรรเทาภาระ คาดเริ่มเดือนมิถุนายน 2569 หลังมาตรการเดิมสิ้นสุดในเดือนพฤษภาคม

  • โครงการคนละครึ่งพลัส: ช่วยกระตุ้นการบริโภค สร้างรายได้ให้ร้านค้าชุมชน
  • รถเก่าแลกรถใหม่: สนับสนุน EV ลดคาร์บอน สอดคล้องนโยบายพลังงานสะอาด
  • ปรับค่าไฟบันได: ช่วยผู้มีรายได้น้อยให้ยั่งยืน

ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังเร่งรัดทุกขั้นตอน แม้จะเลื่อนประชุม แต่ไม่ปล่อยให้ล่าช้า โครงการ “ภราดร” เผยคนละครึ่งพลัส – “รถเก่าแลกรถใหม่” ยังไม่เข้าครม.สัปดาห์นี้ จึงเป็นแค่การปรับเวลาชั่วคราวเท่านั้น

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการเหล่านี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในยุคที่พลังงานสะอาดกลายเป็นเทรนด์โลก หากคุณกำลังรอคอย สามารถติดตามอัปเดตล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ของเรา หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้ทราบข้อมูลดีๆ กันนะครับ!

ที่มา – “ภราดร” เผยคนละครึ่งพลัส – “รถเก่าแลกรถใหม่” ยังไม่เข้าครม.สัปดาห์นี้

ภราดรไม่ทราบ วราวุธ ซบภูมิใจไทย จริงหรือ?

ภราดรไม่ทราบ วราวุธ ซบภูมิใจไทย ชี้อำนาจยุบสภาอยู่ที่นายกฯ จริงหรือไม่? วันนี้เราจะมาเจาะลึกประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่จับตามอง

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการยุบสภา รวมถึงความเป็นไปได้ที่นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา จะย้ายมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย โดยเน้นย้ำว่าอำนาจการตัดสินใจอยู่ที่นายกรัฐมนตรี และพรรคภูมิใจไทยมีความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งเสมอ

ภราดรไม่ทราบ วราวุธ ซบภูมิใจไทย จริงหรือ?

จากคำกล่าวของนายภราดร ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของนายวราวุธ และความสัมพันธ์ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคชาติไทยพัฒนา ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมือง และการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวที่นายกรัฐมนตรีอาจยุบสภาในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 หากมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า เป็นอำนาจการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีโดยตรง เนื่องจากรัฐบาลเป็นเสียงข้างน้อย หากมีอภิปรายไม่ไว้วางวใจ ยังไงก็โหวตแพ้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามพรรคภูมิใจไทยมีความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งมาตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ส่วนประเด็น สส. ย้ายพรรคตามกฎหมายให้นับกรอบ 30 วันก่อนถึงวันเลือกตั้ง ไม่ใช่วันยุบสภา จึงยังสามารถย้ายได้ทันตามกำหนด

ส่วนกระแสข่าวนายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) จะย้ายมาร่วมกับพรรคภูมิใจไทยนั้น นายภราดรกล่าวว่า ไม่ทราบเรื่องดังกล่าว แม้จะคุยกับแกนนำพรรคชาติไทยพัฒนาบ้างแต่ก็เป็นเรื่องทั่วไป การทาบทามใครเข้ามาเป็นอำนาจของหัวหน้าพรรค 

พรรคภูมิใจไทยพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง

นายภราดรยังเน้นย้ำถึงความพร้อมของพรรคภูมิใจไทยสำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะมีการยุบสภาหรือไม่ก็ตาม พรรคได้เตรียมความพร้อมทั้งในด้านนโยบาย ผู้สมัคร และการสื่อสารกับประชาชน เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถนำเสนอทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับประเทศได้

นอกจากนี้ นายภราดรยังกล่าวถึงประเด็นการย้ายพรรคของ สส. ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ โดยชี้แจงว่ากฎหมายกำหนดให้สามารถย้ายพรรคได้ภายใน 30 วันก่อนวันเลือกตั้ง ดังนั้น สส. ที่ต้องการย้ายพรรคยังสามารถดำเนินการได้ทันตามกำหนด

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารและข้อมูลอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงความเป็นไปของสถานการณ์ และสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

พรรคการเมืองต่างๆ กำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเสนอนโยบาย การหาเสียง หรือการดึงดูด สส. จากพรรคอื่น การแข่งขันทางการเมืองจึงมีความเข้มข้นและน่าติดตามอย่างยิ่ง

การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการยุบสภา และการตัดสินใจของนายวราวุธเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของตนเอง ล้วนมีความสำคัญต่อทิศทางของประเทศในอนาคต เราจึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และร่วมกันตัดสินใจเลือกผู้นำที่จะสามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

ดังนั้น บทสรุปของเรื่อง ภราดรไม่ทราบ วราวุธ ซบภูมิใจไทย ยังคงเป็นปริศนาที่ต้องรอการไข ภราดรไม่ทราบ วราวุธ ซบภูมิใจไทย จริงหรือไม่ คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “ภราดร” ไม่ทราบ “วราวุธ” ซบภูมิใจไทย ชี้อำนาจยุบสภาอยู่กับนายกฯ

Scroll to top