นายไชยชนก ชิดชอบ

อนุทิน สวน ไอซ์ รักชนก จะขึ้นเทศน์ล้างเท้าให้สะอาดก่อน

อนุทิน สวน ไอซ์ รักชนก จะขึ้นเทศน์ล้างเท้าให้สะอาดก่อน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำเอาหลายคนต้องหันมาโฟกัสกับการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาตอบโต้กรณีที่นางสาวรักชนก ศรีนอก สส. พรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งคำถามถึงกระบวนการ KPI ในพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเหตุการณ์ อนุทิน สวน ไอซ์ รักชนก จะขึ้นเทศน์ล้างเท้าให้สะอาดก่อน ได้กลายเป็นวลีเด็ดที่สร้างแรงกระเพื่อมในโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวาง โดยเป็นการตอกกลับที่ดุเดือดและแสดงให้เห็นถึงทัศนคติของหัวหน้าพรรคต่อบุคคลภายนอกที่เข้ามาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานภายในพรรคตัวเอง

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่นายอนุทินประกาศให้ สส. และรัฐมนตรีในสังกัดพรรคภูมิใจไทยมีการประเมินผลงานรอบ 1 ปี ซึ่งทางนางสาวรักชนกมองว่าเป็นการกระตุ้นให้ สส. เร่งปั่นผลงานเพื่อปกป้องโครงการ TH-AI Passport ของนายไชยชนก ชิดชอบ ทำให้เกิดการโต้ตอบกันไปมาจนกลายเป็นข่าวใหญ่โตในขณะนี้

เบื้องหลังการปะทะฝีปากเรื่องมาตรฐานการทำงาน

สำหรับประเด็นที่คนติดตามมากที่สุดคือ อนุทิน สวน ไอซ์ รักชนก จะขึ้นเทศน์ล้างเท้าให้สะอาดก่อน นั้น แสดงให้เห็นว่านายกฯ อนุทินให้ความสำคัญกับการให้เกียรติซึ่งกันและกัน โดยเน้นย้ำว่าเรื่องภายในพรรคเป็นเรื่องที่คนนอกไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยว นอกจากนี้เขายังได้กล่าวถึงการทำงานของผู้บริหารว่ามีการประเมินตลอดเวลาเพื่อให้งานของรัฐบาลมีประสิทธิภาพสูงสุด

  • พรรคภูมิใจไทยยันการประเมิน KPI เป็นเรื่องภายใน
  • นายกฯ เน้นความมุ่งมั่นทุ่มเทในการทำงานเพื่อประชาชน
  • การวิพากษ์วิจารณ์ควรอยู่บนความเหมาะสมและข้อเท็จจริง

หลายคนมองว่าการที่ อนุทิน สวน ไอซ์ รักชนก จะขึ้นเทศน์ล้างเท้าให้สะอาดก่อน สะท้อนถึงวุฒิภาวะและการตอบโต้สไตล์นักการเมืองรุ่นใหญ่ที่ต้องการตัดบทผู้ที่มาวิจารณ์แบบมองว่าไม่เหมาะสม ทั้งนี้นายอนุทินยังเสริมทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่าเรื่องเวลาในการทำงานนั้น วันหนึ่งก็นานเกินไปสำหรับการรอคอยผลสัมฤทธิ์ งานการเมืองไทยยังคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าการปะทะคารมในครั้งนี้จะส่งผลต่อความร่วมมือระหว่างพรรคฝ่ายค้านและรัฐบาลอย่างไรบ้างในอนาคต

บทเรียนในครั้งนี้สอนให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานควรยึดหลักจรรยาบรรณและข้อเท็จจริงเพื่อไม่ให้กลายเป็นการสร้างความขัดแย้งส่วนตัว ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์การเมืองไทยในสายตาประชาชน คุณคิดอย่างไรกับการโต้ตอบในครั้งนี้? มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้เลยครับ

ที่มา – “อนุทิน” สวน “ไอซ์ รักชนก” จะขึ้นเทศน์ล้างเท้าให้สะอาดก่อน

“เท้ง” อัด “ดีเอสไอ” แถลงข่าวไม่ปกติ เปิดชื่อผู้ต้องสงสัย แต่ปิดชื่อผู้ต้องหา

“เท้ง” อัด “ดีเอสไอ” แถลงข่าวไม่ปกติ เปิดชื่อผู้ต้องสงสัย แต่ปิดชื่อผู้ต้องหา

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ อย่างดุเดือด โดยมองว่าการแถลงข่าวในคดีสำคัญนั้นมีความไม่ชอบมาพากลและดูไม่ปกติอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกรณีที่เจ้าหน้าที่มีการ“เท้ง” อัด “ดีเอสไอ” แถลงข่าวไม่ปกติ เปิดชื่อผู้ต้องสงสัย แต่ปิดชื่อผู้ต้องหา ซึ่งสร้างความกังขาให้กับสังคมเป็นอย่างมากว่าทำไมจึงต้องปฏิบัติเช่นนี้

นายณัฐพงษ์มองว่าพฤติกรรมดังกล่าวเสมือนการนำสถานะของหน่วยงานรัฐมาเป็นเครื่องมือในการโจมตีฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง พร้อมทั้งประกาศจุดยืนชัดเจนว่า หากเจ้าหน้าที่รัฐคนใดใช้กฎหมายโดยมิชอบ ฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาชนเตรียมรวบรวมหลักฐานเพื่อฟ้องกลับจนถึงที่สุด เพื่อปกป้องความยุติธรรม

ก้าวต่อไปของพรรคประชาชนกับคดี TH-AI Passport

นอกเหนือจากเรื่องการแถลงข่าวของดีเอสไอแล้ว นายณัฐพงษ์ยังได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport ที่กำลังถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส โดยระบุว่า ป.ป.ช. มีอำนาจหน้าที่ในการทำงานเชิงรุกตาม พ.ร.บ.ฮั้วประมูล โดยไม่ต้องรอให้มีผู้มาร้องเรียน หากเห็นพฤติการณ์ส่อเค้าว่ามีการล็อกสเปกหรือการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก็ต้องเร่งสอบสวนทันที

  • การตรวจสอบโครงการภาครัฐต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้
  • เจ้าหน้าที่รัฐต้องไม่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการทำลายฝ่ายตรงข้าม
  • พรรคประชาชนย้ำว่าการเปิดเผยข้อมูลคือหัวใจสำคัญของการยืนยันความบริสุทธิ์

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกรณี นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส. พรรคประชาชนนั้น นายณัฐพงษ์ยืนยันว่าทางพรรคไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยมีการตั้งทีมงานขึ้นมาเสาะหาข้อเท็จจริงและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อไขข้อสงสัยเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินที่กำลังเป็นที่จับตามอง

ท้ายที่สุด การที่ “เท้ง” อัด “ดีเอสไอ” แถลงข่าวไม่ปกติ เปิดชื่อผู้ต้องสงสัย แต่ปิดชื่อผู้ต้องหา ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่สำคัญต่อวงการยุติธรรมไทย ว่าประชาชนกำลังเฝ้ามองทุกความเคลื่อนไหว หากหน่วยงานรัฐขาดความเที่ยงธรรมและเลือกปฏิบัติ ย่อมนำไปสู่ความเสื่อมศรัทธาของสังคมในที่สุด ในฐานะพลเมือง เราควรสนับสนุนการตรวจสอบที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกระดับ

ที่มา – “เท้ง” อัด “ดีเอสไอ” แถลงข่าวไม่ปกติ เปิดชื่อผู้ต้องสงสัย แต่ปิดชื่อผู้ต้องหา

ลิซ่า ปชน. ลั่นสืบมาแล้วปมถอดรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand อ้างมีใบสั่ง

ลิซ่า ปชน. ลั่นสืบมาแล้วปมถอดรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand อ้างมีใบสั่ง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการสื่อมวลชนและแวดวงการเมืองไทย เมื่อ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ หรือ ‘ลิซ่า’ สส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับกรณีการยุติรายการชื่อดังอย่าง เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ของ ‘หมาแก่’ หรือคุณดนัย เอกมหาสวัสดิ์ ซึ่งสร้างความสงสัยให้กับประชาชนจำนวนมากว่าเกิดอะไรขึ้นเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้

เบื้องลึกใบสั่งจากอำนาจสีน้ำเงิน

ลิซ่า ปชน. ลั่นสืบมาแล้วปมถอดรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand อ้างมีใบสั่ง โดยเธอระบุว่าจากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกพบว่า เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มีความเชื่อมโยงกับความไม่พอใจของกลุ่ม ‘บ้านใหญ่’ หลังจากที่รายการได้นำเสนอเนื้อหาเจาะลึกโครงการ TH-AI Passport และการทำงานของ รมว.ดีอี อย่างเข้มข้น ซึ่งดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้มีอำนาจเกิดอาการร้อนตัวจนต้องสั่งปิดปากสื่อ

ประเด็นสำคัญที่โฆษกพรรคประชาชนเน้นย้ำ คือการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการใช้งบประมาณแผ่นดิน ซึ่งปกติแล้วรัฐบาลควรทำหน้าที่ชี้แจงด้วยความจริงใจ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นการใช้อำนาจเพื่อปิดกั้นการรับรู้ของประชาชน การถอดรายการในลักษณะนี้จึงถูกมองว่าเป็นการท้าทายจริยธรรมของสื่อมวลชนและเสรีภาพในการรับรู้ของคนไทยอย่างรุนแรง

  • เปิดพฤติกรรมปิดปากสื่อเพื่อปกป้องผลประโยชน์พวกพ้อง
  • การตรวจสอบงบประมาณที่กลายเป็นเรื่องต้องห้าม
  • คำถามต่อระบอบสีน้ำเงินว่าทำไมถึงต้องกลัวการตรวจสอบ

ลิซ่าได้กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า ถึงแม้รัฐบาลจะอ้างว่าไม่มีนอกมีใน แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ลิซ่า ปชน. ลั่นสืบมาแล้วปมถอดรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand อ้างมีใบสั่ง นั้นมีมูลความจริงสูงมาก ทั้งนี้ทางกรรมาธิการพัฒนาการเมืองพร้อมที่จะเดินหน้าตรวจสอบเรื่องนี้อย่างถึงที่สุด เพราะการปกป้องโครงการของตนเองจนเกินกว่าเหตุ สะท้อนให้เห็นถึงธาตุแท้ของการปิดหูปิดตาประชาชนเพื่อให้โครงการงบประมาณต่างๆ ดำเนินต่อไปโดยไม่มีใครกล้าขวางทาง

ในฐานะประชาชน เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า สุดท้ายแล้วกระแสสังคมจะสามารถกดดันให้รัฐบาลออกมาชี้แจงเรื่องนี้ได้อย่างไร หรือนี่จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการใช้อำนาจล้นเกินเพื่อรวบอำนาจสื่อไว้ในกำมือเพียงฝ่ายเดียวกันแน่ บทเรียนครั้งนี้คงเป็นเครื่องเตือนใจว่าเสรีภาพสื่อเป็นของมีค่าที่ต้องช่วยกันรักษาครับ

ที่มา – “ลิซ่า” ปชน. ลั่นสืบมาแล้วปมถอดรายการ “เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand” ของหมาแก่ อ้างมีใบสั่ง

“ไอซ์” ฉะเดือด “อนุทิน” เงียบกริบโครงการ TH-AI Passport สงสัยไม่กล้าแตะลูกนาย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยทันที สำหรับกรณีที่นางสาวรักชนก ศรีนอก หรือ “ไอซ์” ออกมาเปิดศึกกับโครงการ TH-AI Passport มูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท โดยหัวข้อที่สังคมกำลังให้ความสนใจและตั้งคำถามอย่างหนักคือ “ไอซ์” ฉะเดือด “อนุทิน” เงียบกริบโครงการ TH-AI Passport สงสัยไม่กล้าแตะลูกนาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสงสัยในการทำงานของฝ่ายบริหารภายใต้รัฐบาลปัจจุบัน

“ไอซ์” ฉะเดือด “อนุทิน” เงียบกริบโครงการ TH-AI Passport สงสัยไม่กล้าแตะลูกนาย

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่นางสาวรักชนกในฐานะประธานกรรมาธิการฯ ได้ออกมาแถลงถึงความคืบหน้าในการรวบรวมหลักฐานเพื่อยื่นตรวจสอบต่อ ป.ป.ช. โดยเธอตั้งข้อสังเกตว่าโครงการภาครัฐขนาดใหญ่มักถูกจับตามอง แต่ทำไมโครงการนี้ถึงดูมีความผิดปกติและนายกรัฐมนตรีกลับนิ่งเฉย การที่ “ไอซ์” ฉะเดือด “อนุทิน” เงียบกริบโครงการ TH-AI Passport สงสัยไม่กล้าแตะลูกนาย จึงเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้มีอำนาจว่า ประชาชนจะไม่ยอมให้มีการทุจริตเกิดขึ้นในงบประมาณแผ่นดินอย่างแน่นอน

เบื้องลึกความสงสัยในโครงการ TH-AI Passport

นอกจากประเด็นเรื่องลูกรัฐมนตรีแล้ว นางสาวรักชนกยังได้ท้าทายฝ่ายที่มีข้อสงสัยว่าโครงการนี้เกี่ยวข้องกับกลุ่มก้าวหน้า โดยเธอยืนยันว่าหากใครมีหลักฐานว่า นายธนาธร หรือ นายปิยบุตร เข้ามาเกี่ยวข้องกับการล็อกสเปกโครงการ ให้ส่งหลักฐานมาได้เลยทันที เพราะตนพร้อมจะตรวจสอบทุกคนด้วยมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นฝั่งรัฐบาลหรือฝั่งการเมืองใดก็ตาม ซึ่งนี่คือจุดที่ทำให้กรณี “ไอซ์” ฉะเดือด “อนุทิน” เงียบกริบโครงการ TH-AI Passport สงสัยไม่กล้าแตะลูกนาย กลายเป็นกระแสที่สังคมต้องเฝ้าตามดูอย่างใกล้ชิด

  • เรียกร้องให้นายไชยชนก ชิดชอบ ออกมารับผิดชอบโครงการโดยตรง
  • คัดค้านการทำงานที่ดูเหมือนมีการเอื้อประโยชน์ให้เอกชน
  • เดินหน้ายื่นเรื่องตรวจสอบ ป.ป.ช. ก่อนวันที่ 1 กรกฎาคมนี้

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้คงไม่จบลงง่ายๆ เพราะตัวเลขงบประมาณมหาศาลคือภาษีของประชาชนทุกคน ความเงียบของนายกรัฐมนตรีอาจจะสร้างความเคลือบแคลงใจให้กับสังคมมากขึ้นไปอีก หากไม่มีคำอธิบายที่โปร่งใสและชัดเจนเพียงพอ การตรวจสอบเรื่องนี้อาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ในการจัดการกับโครงการรัฐในอนาคต

ที่มา – “ไอซ์” ฉะเดือด “อนุทิน” เงียบกริบโครงการ TH-AI Passport สงสัยไม่กล้าแตะลูกนาย

พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง ตรวจสอบเสรีพิศุทธ์

พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง ตรวจสอบเสรีพิศุทธ์ อย่างละเอียดรอบคอบ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อมีการเคลื่อนไหวล่าสุดจากพรรคประชาธิปัตย์ โดยโฆษกพรรคได้ออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง ตรวจสอบเสรีพิศุทธ์ และเอกสารที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดรอบคอบที่สุด เพื่อความโปร่งใสและประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชนชาวไทย

ในวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาชี้แจงกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ได้ให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนของพรรคฯ ในประเด็นการร่วมลงชื่อตรวจสอบนักการเมืองชื่อดังอย่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายไชยชนก ชิดชอบ โดยเน้นย้ำว่าพรรคไม่ได้นิ่งนอนใจและกำลังเร่งประสานงานกับเลขาธิการพรรคเสรีรวมไทยอย่างใกล้ชิด

เหตุผลที่ พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง ตรวจสอบเสรีพิศุทธ์ ต้องใช้ความระมัดระวัง

สาเหตุที่กระบวนการตรวจสอบต้องเป็นไปอย่างพิถีพิถันนั้น เนื่องจากขั้นตอนทางกฎหมายและการยื่นเรื่องต่อศาลในปัจจุบันต้องอาศัยความแม่นยำสูง ทั้งทางด้านเอกสารและการเลือกใช้ข้อกฎหมายเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เที่ยงธรรม พรรคประชาธิปัตย์จึงต้องรอบคอบเป็นพิเศษเพื่อให้มั่นใจว่าการตรวจสอบครั้งนี้จะได้ผลในทางปฏิบัติจริง ไม่ใช่แค่เพียงการสร้างกระแสทางการเมือง

  • ความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการทำงานในยุคปัจจุบัน
  • การทำงานร่วมกับวิปฝ่ายค้านในกรณีเขากระโดงพิสูจน์ให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจัง
  • การยื่นเรื่อง ป.ป.ช. กรณี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ สะท้อนถึงการทำหน้าที่ตรวจสอบที่ไม่เลือกปฏิบัติ

นอกจากนี้ โฆษกพรรคฯ ยังได้ย้ำอีกว่า พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง ตรวจสอบเสรีพิศุทธ์ และกรณีอื่นๆ อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่มีข้อแลกเปลี่ยนหรือเรื่องผลประโยชน์ทางการเมืองมาเกี่ยวข้อง เพราะเป้าหมายสูงสุดคือการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ หากพบการกระทำผิดจริง พรรคพร้อมดำเนินคดีทางกฎหมายโดยไม่มีการละเว้นใดๆ ทั้งสิ้น

ในมุมมองของผม การที่พรรคการเมืองยังคงทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้นเช่นนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับระบอบประชาธิปไตย เพราะไม่ว่าจะเป็นพรรคใดหรือนักการเมืองคนไหน หากอยู่ภายใต้กฎหมายย่อมต้องถูกตรวจสอบได้เสมอ เพื่อรักษาธรรมาภิบาลในสังคมไทยให้คงอยู่ต่อไปครับ

ที่มา – พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง อยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสารของ “เสรีพิศุทธ์” อย่างละเอียดรอบคอบ

ไชยชนก คุย Meta หลังปิดคลิปอนาจารช้า มองไม่สมเหตุสมผล

ไชยชนก คุย Meta หลังปิดคลิปอนาจารช้า มองไม่สมเหตุสมผล

กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกโซเชียล เมื่อนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจนต่อการจัดการเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมบนแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง Meta โดยระบุว่าเหตุการณ์ ไชยชนก คุย Meta หลังปิดคลิปอนาจารช้า มองไม่สมเหตุสมผล นั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในยุคปัจจุบัน

จากกรณีที่มีผู้ใช้ไลฟ์สดเนื้อหาอนาจารบนเฟซบุ๊ก ซึ่งทางกระทรวงได้มีการแจ้งเตือนไปตั้งแต่เนิ่นๆ แต่กลับต้องใช้เวลานานถึง 7-8 ชั่วโมงกว่าที่คลิปดังกล่าวจะถูกลบออกไป โดยทาง Meta อ้างว่ามีระบบ ‘Benign Content’ หรือเนื้อหาที่ไม่ผิดกฎแทรกอยู่ ทำให้ AI ตรวจจับได้ยาก อย่างไรก็ตาม นายไชยชนกมองว่าข้ออ้างที่ว่า ไชยชนก คุย Meta หลังปิดคลิปอนาจารช้า มองไม่สมเหตุสมผล นั้นฟังไม่ขึ้นอย่างยิ่ง เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการปล่อยคลิปยาวนานขนาดนี้ย่อมประเมินมูลค่าไม่ได้

มาตรการเด็ดขาดเพื่อความปลอดภัยทางไซเบอร์

นายไชยชนกได้เน้นย้ำถึงสิ่งที่ต้องดำเนินการต่อจากการหารือครั้งนี้ว่า ไชยชนก คุย Meta หลังปิดคลิปอนาจารช้า มองไม่สมเหตุสมผล จึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงกฎหมายและเพิ่มความเข้มงวด ดังนี้:

  • การปรับปรุง พรบ.คอมพิวเตอร์: ปิดช่องโหว่เพื่อให้การจัดการปัญหาเร่งด่วนสามารถทำได้ภายใน 24 ชั่วโมง
  • การผลักดัน พรบ.บัญชีม้า: เพิ่มบทลงโทษและความรับผิดชอบร่วมของแพลตฟอร์ม หากปล่อยให้มีการฉ้อโกงหรือเกิดความเสียหายต่อประชาชน
  • การยกระดับ AI: กดดันให้ Meta พัฒนาระบบการตรวจจับให้มีความแม่นยำและละเอียดมากขึ้นโดยเฉพาะในประเด็นที่อ่อนไหว

ในมุมมองของเรา การที่รัฐมนตรีออกมาขยับตัวในเรื่องนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าภาครัฐไม่นิ่งนอนใจกับการปกป้องสิทธิพลเมืองบนโลกออนไลน์ การที่แพลตฟอร์มระดับโลกจะเข้ามาทำธุรกิจในไทย จะต้องเคารพกฎหมายและมีส่วนรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของข้อมูลรวมถึงศีลธรรมอันดีในสังคมอย่างไม่มีข้ออ้าง เราต้องจับตาดูกันต่อไปว่าการเจรจาในรอบหน้า Meta จะแสดงให้เห็นถึงความจริงใจในการแก้ปัญหาได้มากน้อยเพียงใด เพราะความรับผิดชอบของบริษัทเทคโนโลยีไม่ใช่แค่เรื่องของนโยบายบริษัท แต่คือฐานรากของความปลอดภัยในสังคมดิจิทัลที่เราทุกคนใช้อยู่ทุกวัน

ที่มา – “ไชยชนก” คุย Meta ต่อ หลังปิดคลิปอนาจารช้า มองไม่สมเหตุสมผล

“ประเสริฐ” ยันผ่านตรวจคุณสมบัติ รมต. ไม่เกี่ยว MOU ป.ป.ช.

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันครับ เมื่อ“ประเสริฐ” ยันผ่านการตรวจคุณสมบัติ รมต. อย่างดีแล้ว ไม่เกี่ยวทั้ง MOU และ ป.ป.ช. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ขึ้นชี้แจงอย่างชัดเจนในรัฐสภา หลังจากถูก ส.ส.ฝ่ายค้านตั้งคำถามถึงคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่ง โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับ MOU สแกนม่านตาในสมัยเป็นรัฐมนตรีดีอี และเรื่องร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. เรื่องนี้กลายเป็นที่สนใจของประชาชนจำนวนมาก เพราะสะท้อนถึงความโปร่งใสของผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาล

“ประเสริฐ” ยันผ่านการตรวจคุณสมบัติ รมต. อย่างดีแล้ว ไม่เกี่ยวทั้ง MOU และ ป.ป.ช.

เมื่อเวลา 18.20 น. วันที่ 10 เมษายน 2567 ที่รัฐสภา นายประเสริฐได้ให้ข้อมูลอย่างละเอียด โดยยืนยันว่าตนเองผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติอย่างรอบคอบจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี จึงไม่มีปัญหาใดๆ ในการดำรงตำแหน่ง นอกจากนี้ยังปัดข้อกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับ MOU สแกนม่านตาที่เชื่อมโยงกับนายเบน สมิธ ผู้ต้องหาคดีอาชญากรรมข้ามชาติจากแก๊งสแกมเมอร์ โดยชี้แจงว่า MOU ดังกล่าวเป็นความร่วมมือทางดิจิทัลเพื่อขยายเศรษฐกิจดิจิทัลเท่านั้น และการสแกนม่านตาเกิดขึ้นหลังลงนาม MOU แล้ว ตนไม่เคยมีส่วนรู้เห็นหรือรับผลประโยชน์ใดๆ

MOU นี้ผ่านการตรวจสอบจากสำนักคณะกรรมการกฤษฎีกา อัยการสูงสุด กระทรวงการต่างประเทศ และฝ่ายกฎหมายของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) อย่างครบถ้วน ไม่มีการผูกมัดให้ราชการเสียหาย ปัจจุบัน MOU ถูกยกเลิกไปแล้ว นายประเสริฐยังย้ำว่าไม่รู้จักกลุ่มบริษัทที่ลงนาม และการเข้าพบ DSI เป็นเพียงในฐานะพยาน ไม่ใช่ผู้ถูกกล่าวหา

ชี้แจงกรณี MOU สแกนม่านตาและ ป.ป.ช. อย่างละเอียด

สำหรับประเด็นที่ ส.ส. รังสิมันต์ โรม จากพรรคประชาชน ลุกขึ้นประท้วง โดยชี้ว่ามีข่าวส่งเรื่อง ป.ป.ช. แล้ว และสงสัยว่าทำไมนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีดีอีคนปัจจุบันถึงยกเลิก MOU และสแกนม่านตาไปพร้อมกัน นายประเสริฐตอบว่า ตนไม่เคยถูก ป.ป.ช. กล่าวหาในชั้นใดๆ และเรื่องที่นายไชยชนกตัดสินใจนั้น ต้องไปถามนายไชยชนกเอง ตนไม่สามารถตอบแทนได้ การชี้แจงนี้ช่วยคลายข้อกังขาได้มาก

  • ผ่านการสกรีนคุณสมบัติครบถ้วน: จากหลายหน่วยงานรัฐ
  • ไม่เกี่ยวข้องกับสแกนม่านตา: เกิดหลัง MOU และไม่ใช่ส่วนหนึ่งของข้อตกลง
  • MOU ถูกยกเลิกแล้ว: ไม่มีผลผูกพัน
  • ไม่รับผลประโยชน์: ไม่รู้จักคู่สัญญา
  • สถานะกับ DSI: พยานไม่ใช่ผู้ต้องหา

ประเด็นเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ารัฐมนตรีประเสริฐเตรียมข้อมูลมาดี และตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของการเมืองที่โปร่งใส คำถามสำคัญคือ ในระบบการเมืองไทย ป.ป.ช. มีบทบาทอย่างไรในการตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่ง ป.ป.ช. คือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ที่มีหน้าที่ตรวจสอบทรัพย์สินและพฤติกรรมของนักการเมือง หากมีมูลก็จะชี้มูลความผิด แต่ในกรณีนี้ยังไม่มีข้อกล่าวหาชัดเจน

นอกจากนี้ MOU สแกนม่านตายังเชื่อมโยงกับปัญหาสแกมออนไลน์ที่กำลังรุนแรงในไทย การร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อใช้เทคโนโลยีไบโอเมตริกอย่างสแกนม่านตาเพื่อยืนยันตัวตน เป็นแนวทางที่หลายประเทศใช้ป้องกันอาชญากรรม แต่กรณีนี้ถูกตั้งคำถามเพราะคู่กรณีมีประวัติไม่ดี สุดท้ายการยกเลิก MOU ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง

มุมมองต่อเหตุการณ์นี้

“ประเสริฐ” ยันผ่านการตรวจคุณสมบัติ รมต. อย่างดีแล้ว ไม่เกี่ยวทั้ง MOU และ ป.ป.ช. เป็นการชี้แจงที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์รัฐบาลใหม่ให้ดูมั่นคงยิ่งขึ้น ในยุคที่ประชาชนเรียกร้องความโปร่งใสสูง การตอบคำถามในสภาแบบนี้เป็นสิ่งที่ควรชื่นชม หากฝ่ายค้านมีข้อมูลเพิ่มเติม ก็ควรนำเสนออย่างสร้างสรรค์เพื่อประโยชน์ส่วนรวม

คุณคิดอย่างไรกับการชี้แจงครั้งนี้? มันคลายกังวลได้หรือยัง? มาแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดประเด็นสำคัญ!

ที่มา – “ประเสริฐ” ยันผ่านการตรวจคุณสมบัติ รมต. อย่างดีแล้ว ไม่เกี่ยวทั้ง MOU และ ป.ป.ช.

“อนุทิน” โผกอดภรรยาหลังภูมิใจไทยกวาด สส. ถล่มทลาย

คืนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2566 บรรยากาศที่ทำการพรรคภูมิใจไทยคึกคักสุดๆ เมื่อ “อนุทิน” โผกอดภรรยาหลังภูมิใจไทยกวาด สส. ถล่มทลาย ยกมือไหว้ท่วมหัวขอบคุณประชาชน กลายเป็นภาพประทับใจที่ใครๆ ก็พูดถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เสี่ยหนู” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินทางมาถึงพรรคตอน 21.05 น. ท่ามกลางเสียงเชียร์ดังกระหึ่ม สีหน้าของคุณอนุทินเต็มไปด้วยรอยยิ้มและแววตาตื้นตันใจ เห็นแล้วรู้เลยว่าผลเลือกตั้งรอบนี้ พรรคภูมิใจไทยมาแรงจริงๆ

“อนุทิน” โผกอดภรรยาหลังภูมิใจไทยกวาด สส. ถล่มทลาย ยกมือไหว้ท่วมหัวขอบคุณประชาชน

ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามา คุณอนุทินไม่รอช้า รีบเดินตรงไปสวมกอดนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค ก่อนจะหันไปกอดแกนนำและผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อคนสำคัญๆ เช่น นายสันติ พร้อมพัฒน์, นายพัฒนา พร้อมพัฒน์, นายศุภชัย ใจสมุทร และนายเกรียงยศ สุดลาภา ทุกคนยิ้มแก้มปริเพราะคะแนนเบื้องต้นนำโด่งในหลายเขตเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทยกำลังกวาดที่นั่ง สส. แบบถล่มทลายจริงๆ

ช็อตเด็ด! โผกอดภรรยาแบบสุดซึ้ง

แต่ที่แฟนๆ ชอบที่สุดคือช็อตที่ “อนุทิน” โผกอดภรรยาหลังภูมิใจไทยกวาด สส. ถล่มทลาย ยกมือไหว้ท่วมหัวขอบคุณประชาชน คุณอนุทินตรงดิ่งไปที่ร้านกาแฟบาริสต้าเพื่อกอด น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภรรยาสุดที่รัก ท่ามกลางกำลังใจจากลูกสาว น.ส.นัยน์ภัค ชาญวีรกูล และลูกชาย นายเศรณี ชาญวีรกูล ที่มาร่วมลุ้นผลด้วยกัน บรรยากาศอบอุ่นแบบครอบครัวการเมืองที่แท้ทรู เห็นแล้วน้ำตาซึมเลยนะ

เมื่อนักข่าวถามถึงกระแสข่าวที่พรรคอาจได้ถึง 200 ที่นั่ง สส. คุณอนุทินถึงกับร้อง “โห” ด้วยความตกใจดีใจ ก่อนยกมือไหว้เหนือหัวแบบท่วมท้น แล้วพูดว่า “อยากกราบขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกคนที่ลงคะแนนให้พรรคภูมิใจไทย ขอบคุณจริงๆ ครับ” คำขอบคุณนี้มาจากใจจริงๆ เลย

ทำไมพรรคภูมิใจไทยถึงมาแรงขนาดนี้?

ผลการเลือกตั้งเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าพรรคภูมิใจไทยได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะในภาคอีสานและภาคกลางที่เป็นฐานเสียงหลัก นโยบายที่ชัดเจนเรื่องสาธารณสุข การเกษตร และแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทำให้พรรคกวาดคะแนนถล่มทลาย กลายเป็นม้ามืดตัวใหม่ของเวทีการเมืองไทย

  • คะแนนนำโด่งในหลายเขต
  • แกนนำสู้เต็มที่ทั้งวัน
  • ครอบครัวอนุทินร่วมลุ้นจนสุดท้าย
  • ขอบคุณประชาชนทุกเสียง

นอกจากนี้ การบริหารพรรคที่โปร่งใสและเข้าถึงประชาชน ทำให้ภาพลักษณ์ดีขึ้นมาก คุณอนุทินเองก็เป็นนักการเมืองรุ่นเก๋าที่มีประสบการณ์ยาวนาน แต่ยังคงความเป็นกันเองแบบนี้แหละที่ทำให้คนรัก

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่ชัยชนะของพรรค แต่เป็นสัญญาณว่าประชาชนต้องการการเมืองที่มั่นคงและใกล้ชิด การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยพิสูจน์แล้วว่าความทุ่มเทมีค่า

คุณคิดยังไงกับโมเมนต์สุดซึ้งของ “เสี่ยหนู” ล่ะ? คอมเมนต์บอกเราหน่อยสิ และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมที่นี่ เพื่อไม่พลาดทุกเหตุการณ์สำคัญ!

ที่มา – “อนุทิน” โผกอดภรรยาหลังภูมิใจไทยกวาด สส. ถล่มทลาย ยกมือไหว้ท่วมหัวขอบคุณประชาชน

ไชยชนกย้ำ! ประชุมต้านสแกมเมอร์ ไม่ใช่โลกล้อมกัมพูชา

“ไชยชนก” ย้ำประชุมหุ้นส่วนโลกต้านสแกมเมอร์ไม่ใช่ ดึง “โลกล้อมกัมพูชา” แต่อยากให้ทั่วโลกรวมพลังกันต่อต้านสแกมเมอร์อย่างจริงจัง 

วันที่ 17 ธ.ค. 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า การประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ตนคิดว่าไม่ใช่การเอาโลกมารวมพลังกันจัดการกับสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นปัญหาที่เจอทุกประเทศทั่วโลก จึงเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมกันให้ความร่วมมือ ในรูปแบบที่กฎหมายแต่ละประเทศสามารถรองรับและช่วยจัดการปัญหานี้ได้ 

การที่กระทรวงดีอี ได้ร่วมลงนามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ (United Nations Convention Against Cybercrime) ที่กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม จะทำให้เกิดความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมในระดับนานาประเทศได้มากขึ้น ดังนั้นจึงถือเป็นทิศทางที่ดีและการจัดการกับปัญหานี้ ที่เป็นปัญหากับหลายชาติ จึงกลายเป็นปัญหาระดับโลก

ส่วนคำถามว่า การแก้ไขปัญหานี้จะเกิดเป็นรูปธรรมอย่างไร ตนมองว่า การจัดประชุมในครั้งนี้ได้ ก็ถือว่าเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ประเทศที่จะเข้าร่วมการประชุม แจ้งความประสงค์เข้ามาน้อยกว่าที่มาเข้าร่วมประชุมในวันนี้ แต่เมื่อถึงงานจริงมีหลายประเทศที่มาเข้าร่วม สะท้อนให้เห็นถึงการตระหนักว่าเป็นปัญหาระดับโลก และความจริงจัง และความจริงใจของประเทศไทย ที่จะจัดการกับปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ในเวทีโลก จึงถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างมหาศาลต่อมุมมองโลกที่มองประเทศไทยในเรื่องนี้

ส่วนกระทรวงดีอี จะวางแนวทางในการร่วมมือกับนานาชาติอย่างไรในการปราบอาชญากรรมออนไลน์ นายไชยชนก กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เราไม่ได้เจาะจงเฉพาะประเทศกัมพูชา และอยากให้ทุกประเทศรับรู้ว่า เทคโนโลยีไม่ใช่ปัญหา แต่เทคโนโลยีสามารถจะเป็นทางออกได้ แต่ถ้าผู้ใช้ไม่ได้ควบคุมและตรวจสอบผู้ใช้ให้ดี เทคโนโลยีที่ควรจะเป็นตัวตัดวงจรสแกมเมอร์ เช่น การสแกนม่านตา อาจถูกครอบงำ ก็กลายเป็นว่าแทนที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาสแกมเมอร์ จะกลายเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถแก้ได้เลย ตรงนี้หากเรานำมาแลกเปลี่ยนข้อมูลบนเวทีนี้ และสามารถนำไปใช้ได้เพื่อป้องกันการเกิดภัยแบบเดียวกันในแต่ละประเทศ ก็จะส่งผลดีอย่างมหาศาลต่อวิวัฒนาการเทคโนโลยี

ไชยชนกย้ำ! ประชุมต้านสแกมเมอร์ ไม่ใช่โลกล้อมกัมพูชา

จากกรณีการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่กำลังแพร่หลายไปทั่วโลก นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เน้นย้ำว่าการประชุมครั้งนี้ไม่ใช่การมุ่งเป้าไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นการเรียกร้องให้ทุกประเทศทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของการร่วมมือกันเพื่อต่อต้านภัยคุกคามทางไซเบอร์

ความร่วมมือระดับนานาชาติเพื่อต่อต้านสแกมเมอร์

การลงนามในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมระหว่างประเทศสมาชิก การแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ในการจัดการกับอาชญากรรมออนไลน์ จะช่วยให้แต่ละประเทศสามารถพัฒนากลยุทธ์และมาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นายไชยชนกยังกล่าวอีกว่า การจัดประชุมในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความตระหนักและความมุ่งมั่นของนานาชาติในการแก้ไขปัญหานี้ การที่ประเทศต่างๆ ให้ความสนใจและเข้าร่วมการประชุมอย่างคึกคัก สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่ส่งผลกระทบต่อทุกประเทศทั่วโลก

กระทรวงดีอีมีบทบาทสำคัญในการผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ นายไชยชนกเน้นย้ำว่า เทคโนโลยีไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาได้ หากมีการใช้งานอย่างเหมาะสมและมีการควบคุมดูแลที่ดี การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการสแกนและตรวจสอบข้อมูล สามารถช่วยป้องกันการหลอกลวงและลดความเสี่ยงจากอาชญากรรมออนไลน์ได้

การสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์เป็นสิ่งสำคัญ ประชาชนควรได้รับการศึกษาและฝึกอบรมให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้งานเทคโนโลยีอย่างปลอดภัย และสามารถป้องกันตนเองจากการถูกหลอกลวงออนไลน์ได้

การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนามาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ จะช่วยสร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ

ดังนั้น ไชยชนกย้ำ! ประชุมต้านสแกมเมอร์ ไม่ใช่โลกล้อมกัมพูชา แต่เป็นการร่วมมือกันของทุกภาคส่วนเพื่อต่อต้านปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่กำลังเป็นภัยคุกคามไปทั่วโลก ความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ที่มา – “ไชยชนก” ย้ำประชุมหุ้นส่วนโลกต้านสแกมเมอร์ไม่ใช่ ดึง “โลกล้อมกัมพูชา”

Scroll to top