นาโต

รมว.กลาโหมลัตเวีย ลาออกหลังโดรนยูเครนตกใส่แท็งก์น้ำมัน

รมว.กลาโหมลัตเวีย ลาออกหลังโดรนยูเครนตกใส่แท็งก์น้ำมัน สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองและความมั่นคงของยุโรป สะท้อนถึงความรับผิดชอบสูงของผู้นำในสถานการณ์ตึงเครียดจากสงครามยูเครน

รมว.กลาโหมลัตเวีย ลาออกหลังโดรนยูเครนตกใส่แท็งก์น้ำมัน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม 2567 (ค.ศ. 2024) ซึ่งตรงกับปฏิทินไทย โดยโดรนของยูเครน 2 ลำบินข้ามพรมแดนจากฝั่งรัสเซีย พุ่งตรงเข้าชนแท็งก์เก็บน้ำมันในลัตเวีย ส่งผลให้เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ สร้างความเสียหายและความตื่นตระหนกในพื้นที่

นายอันดริส สพรูดส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมลัตเวีย ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม 2567 เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้ โดยอ้างถึงความล้มเหลวในการเตรียมระบบป้องกันภัยทางอากาศ

การเรียกร้องจากนายกฯ ลัตเวียและการแต่งตั้งผู้แทน

ก่อนหน้านั้น นางเอวิกา ซิลินา นายกรัฐมนตรีลัตเวีย ได้ออกมาเรียกร้องให้นายสพรูดส์ลาออกทันที โดยชี้ว่าการติดตั้งระบบต่อต้านโดรนไม่ทันการณ์และไม่เพียงพอต่อภัยคุกคามจากอากาศยานไร้คนขับ เธอได้แต่งตั้งพันเอกไรวิส เมลนิส จากกองทัพลัตเวีย ขึ้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่ทันที เพื่อเร่งเสริมสร้างความมั่นคง

คำชี้แจงจากยูเครน: รัสเซียใช้สงครามอิเล็กทรอนิกส์

ด้านนายอันดรีย์ ซิบีฮา รัฐมนตรีต่างประเทศไทยยูเครน ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X (ทวิตเตอร์เดิม) ยืนยันว่าโดรนทั้งสองลำเป็นของยูเครนจริง แต่ถูก “สงครามอิเล็กทรอนิกส์” ของรัสเซียเบี่ยงเบนทิศทางจากเป้าหมายในดินแดนรัสเซีย จนบินทะลุเข้ามาในลัตเวียโดยไม่ได้ตั้งใจ นอกจากนี้ ยูเครนยังเสนอส่งผู้เชี่ยวชาญไปช่วยประเทศบอลติกเสริมระบบป้องกันทางอากาศ

เหตุการณ์ รมว.กลาโหมลัตเวีย ลาออกหลังโดรนยูเครนตกใส่แท็งก์น้ำมัน นี้ ทำให้ลัตเวียและลิทัวเนียเรียกร้องให้ NATO เร่งเสริมระบบป้องกันภัยทางอากาศในภูมิภาคบอลติก ซึ่งเป็นแนวหน้าสำคัญในการเผชิญหน้ากับรัสเซีย

บริบทกว้าง: ผลกระทบจากสงครามยูเครนต่อยุโรปตะวันออก

สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยืดเยื้อยาวนานกว่า 2 ปี ได้ทำให้โดรนกลายเป็นอาวุธหลัก โดยทั้งสองฝ่ายใช้โดรนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น คลังน้ำมัน โรงกลั่น และฐานทัพ กรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ “ผลกระทบข้ามพรมแดน” ที่อาจลุกลามสู่ประเทศพันธมิตร NATO

  • โดรนยูเครนถูกเบี่ยงเบนโดย jamming จากรัสเซีย
  • ระบบป้องกันลัตเวียยังไม่พร้อมรับมือ
  • NATO ต้องเพิ่มงบประมาณป้องกันบอลติก
  • ยูเครนยื่นมือช่วยเหลือเพื่อลดความตึงเครียด

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างเอสโตเนียและลิทัวเนียกำลังเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังอากาศยานไร้คนขับ เพื่อป้องกันเหตุการณ์ซ้ำรอย

การลาออกของรัฐมนตรีกลาโหมลัตเวีย แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมความรับผิดชอบในยุโรป ซึ่งแตกต่างจากบางประเทศที่ผู้นำมักโยนความผิดให้ผู้อื่น ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกประเทศใน NATO ต้องเร่งอัพเกรดเทคโนโลยีต่อต้านโดรน โดยเฉพาะในยุคที่สงครามไฮบริดกำลังเฟื่องฟู

หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศและสถานการณ์โลก ติดตามเพิ่มเติมเพื่ออัพเดทข้อมูลล่าสุด และแบ่งปันความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – รมว.กลาโหมลัตเวีย ลาออกหลังโดรนยูเครนตกใส่แท็งก์น้ำมัน

ปูตินลั่น เป้าหมายในสงครามยูเครนนั้น ชอบด้วยเหตุผลแล้ว

ปูตินลั่น เป้าหมายในสงครามยูเครนนั้น ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ในสุนทรพจน์วันชัยชนะเหนือนาซี ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ยืนยันจุดยืนชัดเจน ท่ามกลางพิธีสวนสนามที่ย่อส่วนลงเนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียด

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2567 หรือวันชัยชนะของสหภาพโซเวียตเหนือนาซีเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่ 2 ปูตินกล่าวต่อหน้าขบวนทหารที่จัตุรัสแดงในมอสโก โดยชูวีรกรรมบรรพบุรุษเพื่อกระตุ้นกำลังใจทหารรัสเซียในยูเครน เขาระบุว่ากองทัพของเขากำลังเผชิญ “กองกำลังก้าวร้าว” ที่ได้รับการสนับสนุนจากนาโต้ (NATO) ทั้งหมด

ปูตินลั่น เป้าหมายในสงครามยูเครนนั้น ชอบด้วยเหตุผลแล้ว

สุนทรพจน์ครั้งนี้ ปูตินประกาศอย่างหนักแน่นว่า “ผมเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าภารกิจของเรานั้นชอบด้วยเหตุผลแล้ว” โดยเปรียบเทียบการรบในยูเครนกับชัยชนะในอดีต เพื่อระดมแรงสนับสนุนจากประชาชนรัสเซียที่เริ่มเหนื่อยล้าจากสงครามยืดเยื้อกว่า 3 ปี

รายละเอียดสุนทรพจน์ปูตินและบริบทวันชัยชนะ

พิธีสวนสนามปีนี้แตกต่างจาก以往 เนื่องจากยูเครนโจมตีด้วยโดรนระยะไกลหลายครั้ง รัฐบาลเครมลินจึงลดขนาดลง ไม่นำรถถังหรือยุทโธปกรณ์มาจัดแสดงเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี มีผู้นำต่างชาติน้อยราย เช่น จากเกาหลีเหนือเท่านั้น ขณะที่ทั้งสองฝ่ายตกลงหยุดยิง 3 วันตามข้อเสนอของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

  • ปูตินโจมตีนาโต้ว่าเป็นผู้จุดชนวนความขัดแย้ง
  • ชูทหารรัสเซียและพันธมิตรอย่างเกาหลีเหนือเป็นวีรบุรุษ
  • ยืนยัน ปูตินลั่น เป้าหมายในสงครามยูเครนนั้น ชอบด้วยเหตุผลแล้ว เพื่อรักษาขวัญกำลังใจ

วันชัยชนะเป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์หลักของปูตินมาตลอด 25 ปี ใช้เชื่อมโยงประวัติศาสตร์สหภาพโซเวียตกับนโยบายปัจจุบัน แต่ปีนี้บรรยากาศเงียบเหงา ประชาชนบางส่วนไม่สนใจเพราะปัญหาอินเทอร์เน็ตล่มและความล้าจากสงคราม

เอเลนา นักเศรษฐศาสตร์วัย 36 ปี ให้สัมภาษณ์ AFP ว่า “ไม่รู้สึกอะไรเลย อยากใช้อินเทอร์เน็ตแต่ใช้ไม่ได้” เธอไม่ดูสวนสนาม สะท้อนความรู้สึกของชาวรัสเซียจำนวนมากที่สงครามยูเครนส่งผลกระทบชีวิตประจำวัน

ผลกระทบสงครามยูเครนต่อพิธีเฉลิมฉลองและเศรษฐกิจรัสเซีย

สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่เริ่มตั้งแต่ปี 2022 สร้างความเสียหายมหาศาล ทั้งสองฝ่ายสูญเสียทหารและพลเรือนนับแสน ส่งผลให้รัสเซียถูกคว่ำบาตรจากตะวันตก นาโต้เพิ่มการสนับสนุนยูเครนด้วยอาวุธล้ำสมัย ปูตินมองว่านี่คือภัยคุกคามต่อความมั่นคงรัสเซีย จึงยืนกรานจุดยืนเดิม

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า คำกล่าว ปูตินลั่น เป้าหมายในสงครามยูเครนนั้น ชอบด้วยเหตุผลแล้ว เป็นกลยุทธ์เพื่อยุติการเจรจาสันติภาพที่อาจเสียเปรียบ ขณะที่ยูเครนภายใต้เซเลนสกีเรียกร้องให้รัสเซียถอนทัพเต็มรูปแบบ สถานการณ์ยังคงตึงเครียด โดยเฉพาะการโจมตีเคียฟที่มอสโกขู่ว่าจะตอบโต้หนัก

นอกจากนี้ สงครามยังกระทบเศรษฐกิจโลก น้ำมันและธัญพืชราคาพุ่ง ส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วโลกสูงขึ้น รัสเซียพึ่งพาพันธมิตรอย่างจีน อิหร่าน และเกาหลีเหนือมากขึ้น

อนาคตสงครามยูเครน: สันติภาพอยู่ไกลแค่ไหน?

แม้ปูตินจะยืนยันจุดยืน แต่กระแสเรียกร้องสันติภาพในรัสเซียเพิ่มขึ้น ท่ามกลางการสูญเสียและปัญหาภายใน การหยุดยิงชั่วคราวในวันชัยชนะอาจเป็นสัญญาณบวก แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการเจรจาจริงจังยังต้องรอ

ติดตามพัฒนาการสงครามยูเครนและข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ คุณคิดอย่างไรกับสุนทรพจน์ของปูตินครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – ปูตินลั่น เป้าหมายในสงครามยูเครนนั้น ชอบด้วยเหตุผลแล้ว

เยอรมนีชี้ สหรัฐถอนทหารคาดการณ์ได้ นาโตขอชี้แจง

สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับเยอรมนีกำลังเป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองโลก โดยเฉพาะเรื่องการถอนทหารอเมริกันออกจากยุโรป ล่าสุด เยอรมนีชี้ สหรัฐฯ ถอนทหารเป็นสิ่งที่ “คาดการณ์ได้” ขณะนาโตขอคำชี้แจง ทำให้หลายฝ่ายกังวลถึงความมั่นคงของยุโรป

เยอรมนีชี้ สหรัฐฯ ถอนทหารเป็นสิ่งที่ “คาดการณ์ได้” ขณะนาโตขอคำชี้แจง

นายโบริส พิสโทเรียส รัฐมนตรีกลาโหมเยอรมนี เปิดเผยว่าการตัดสินใจของสหรัฐฯ ที่จะถอนทหารจำนวน 5,000 นายออกจากเยอรมนีนั้น เป็นเรื่องที่ “คาดการณ์ได้อยู่แล้ว” แม้จะไม่ใช่ข่าวดี แต่ก็ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ ท่ามกลางดราม่าระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับนายกฯ ฟรีดริช แมร์ซ ที่ปะทุขึ้นจากประเด็นเจรจาเรื่องอิหร่าน

การถอนทหารครั้งนี้เกิดขึ้นหลังทรัมป์โพสต์ด่าทอนายกฯ เยอรมนีผ่านโซเชียลมีเดีย โดยอ้างว่าเยอรมนีปล่อยให้อิหร่านลบหลู่สหรัฐฯ ในเวทีเจรจายุติสงคราม ทรัมป์ขู่จะถอนทหารมากกว่า 5,000 นายด้วย ปัจจุบันสหรัฐฯ มีทหารในเยอรมนีมากกว่า 36,000 นาย ซึ่งเป็นฐานทัพใหญ่สุดในยุโรป เทียบกับอิตาลี 12,000 นาย และอังกฤษ 10,000 นาย

นาโตเร่งขอคำชี้แจงจากสหรัฐฯ

นาโตแสดงความกังวลหนัก โดยแถลงว่ากำลังประสานงานเร่งด่วนกับสหรัฐฯ เพื่อขอรายละเอียดเบื้องหลังการตัดสินใจนี้ นายโดนัลด์ ทัสก์ นายกฯ โปแลนด์ เตือนว่าภัยใหญ่สุดของนาโตไม่ใช่ศัตรูภายนอก แต่คือ “การแตกแยกภายใน” สมาชิกรีพับลิกันในสภาคองเกรสสหรัฐฯ อย่าง สว. โรเจอร์ วิคเกอร์ และ สส. ไมค์ โรเจอร์ส ก็กังวลว่าการถอนทหารจะทำให้ยุโรปป้องปรามศัตรูได้อ่อนแอลง

ขณะที่ เยอรมนีชี้ สหรัฐฯ ถอนทหารเป็นสิ่งที่ “คาดการณ์ได้” ขณะนาโตขอคำชี้แจง นายพิสโทเรียสย้ำว่า ทหารอเมริกันในเยอรมนีเป็นประโยชน์ร่วมกัน แต่ยุโรปต้องรับผิดชอบตัวเองมากขึ้น เยอรมนีภายใต้นายกฯ แมร์ซ เพิ่มงบกลาโหมพุ่งถึง 1.05 แสนล้านยูโรในปี 2027 หรือ 3.1% ของ GDP สูงกว่าเป้านาโต 2% เพื่อรับมือสถานการณ์ไม่แน่นอน โดยเฉพาะสงครามยูเครนกับรัสเซีย

สาเหตุรากฐานของความขัดแย้ง

จุดเริ่มต้นมาจากนายกฯ แมร์ซ พูดต่อนักศึกษาว่า “อเมริกาไม่มีกลยุทธ์ชัดเจน” และถูกอิหร่านปั่นหัวในการเจรจา ทรัมป์โต้กลับทันทีผ่าน Truth Social ว่าคำพูดนั้นงี่เง่า และเยอรมนียอมให้อิหร่านมีนิวเคลียร์ ก่อนสั่งถอนทหาร โฆษกเพนตากอนยืนยันคำสั่งจากนายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหม คาดเสร็จใน 6-12 เดือน ท่ามกลางวิกฤตพลังงานจากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ-อิสราเอลตั้งแต่กุมภาพันธ์

  • ผลกระทบหลัก: ยุโรปอ่อนแอด้านกลาโหม
  • นาโตต้องปรับโครงสร้างใหม่
  • เยอรมนีเร่งเพิ่มงบประมาณกลาโหม
  • ความสัมพันธ์สหรัฐ-ยุโรปตึงเครียด
  • โอกาสรบกวนจากรัสเซีย-อิหร่านเพิ่ม

นอกจากนี้ การถอนทหารยังกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นในเยอรมนี ที่พึ่งพาบริการจากฐานทัพสหรัฐฯ สถานการณ์นี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในนโยบายต่างประเทศของทรัมป์ ที่เน้น “อเมริกาฟื้นก่อน”

เยอรมนีชี้ สหรัฐฯ ถอนทหารเป็นสิ่งที่ “คาดการณ์ได้” ขณะนาโตขอคำชี้แจง ชี้ให้เห็นว่าพันธมิตรนาโตต้องเร่งเสริมแกร่งตัวเอง หากไม่ต้องการพึ่งพาสหรัฐฯ มากเกินไป ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุโรปที่เป็นอิสระทางทหารมากขึ้น แม้จะเจ็บปวดในระยะสั้น

คุณคิดอย่างไรกับการถอนทหารครั้งนี้? มันจะทำให้ยุโรปแข็งแกร่งขึ้นหรืออ่อนแอลง? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวสารโลกต่อไป!

ที่มา – เยอรมนีชี้ สหรัฐฯ ถอนทหารเป็นสิ่งที่ “คาดการณ์ได้” ขณะนาโตขอคำชี้แจง

สเปนไม่กังวลข่าวสหรัฐฯ อาจผลักดันระงับสมาชิกนาโต

สเปนไม่กังวลข่าวสหรัฐฯ อาจผลักดันระงับสมาชิกนาโต สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองระหว่างประเทศ ล่าสุด นายเปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน ออกมายืนยันอย่างหนักแน่นว่า สเปนเป็นสมาชิกนาโตที่น่าเชื่อถือ และปฏิบัติตามพันธกรณีทุกประการ แม้จะมีรายงานจากรอยเตอร์ว่า สหรัฐฯ กำลังพิจารณามาตรการลงโทษพันธมิตรที่ไม่สนับสนุนสงครามในตะวันออกกลาง

สเปนไม่กังวลข่าวสหรัฐฯ อาจผลักดันระงับสมาชิกนาโต

ระหว่างการเดินทางเยือนไซปรัสเพื่อร่วมประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรป (EU) นายซานเชซกล่าวอย่างมั่นใจว่า “ผมไม่กังวลเลยแม้แต่น้อย” โดยย้ำว่าสเปนทำงานตามเอกสารทางการ ไม่ใช่แค่อีเมลจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ รายงานดังกล่าวอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่เผยว่ามีการส่งอีเมลเสนอทางเลือก “พักสถานะ” สมาชิกนาโตให้ประเทศอย่างสเปน ฝรั่งเศส และอิตาลี เพราะปฏิเสธให้เครื่องบินรบสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพหรือน่านฟ้าในการโจมตีอิหร่านเคียงข้างอิสราเอล

สนธิสัญญานาโตไม่มีบทบัญญัติเรื่องการพักสถานะหรือขับสมาชิก ทำให้ประเด็นนี้เป็นเพียงแรงกดดันทางการเมืองจากฝั่งสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กลับมาดำรงตำแหน่งในเดือนมกราคม 2025 ทรัมป์มองว่าการไม่ร่วมรบของพันธมิตรยุโรปคือ “การทรยศ” ส่งผลให้ความสัมพันธ์ตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ

สเปนไม่กังวลข่าวสหรัฐฯ อาจผลักดันระงับสมาชิกนาโต: พื้นหลังความขัดแย้ง

นายซานเชซซึ่งเป็นคู่ปรับเก่าของทรัมป์มาตลอด เคยปฏิเสธเพิ่มงบกลาโหมเป็น 5% ของ GDP ตามคำขอของทรัมป์ ประณามการแทรกแซงเวเนซุเอลา และวิจารณ์อิสราเอลรุนแรง นอกจากนี้ อีเมลฉบับเดียวกันยังเสนอให้ทรัมป์ทบทวนจุดยืนเรื่องหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ เพื่อตอบโต้อังกฤษที่นำโดยนายเคียร์ สตาร์เมอร์ ซึ่งไม่สนับสนุนสงครามตะวันออกกลางเช่นกัน สหรัฐฯ อาจกลับเป็นกลางในข้อพิพาทอาร์เจนตินา-อังกฤษ

นาโตก่อตั้งในปี 1949 เพื่อป้องกันภัยจากสหภาพโซเวียต ปัจจุบันมี 32 ชาติสมาชิก โดยสหรัฐฯ เป็นผู้มีบทบาทหลักด้านงบประมาณและกำลังทหาร แต่ทรัมป์เคยขู่ว่าจะถอนตัวหากพันธมิตรไม่เพิ่มงบกลาโหมให้ถึง 2% ของ GDP สเปนปัจจุบันใช้งบกลาโหมราว 1.3% ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐาน แต่ซานเชซยืนยันว่าปฏิบัติตามพันธกรณีหลัก เช่น สนับสนุนยูเครนต่อต้านรัสเซีย

  • สเปนปฏิเสธใช้ฐานทัพในสงครามตะวันออกกลาง
  • ฝรั่งเศสและอิตาลีมีจุดยืนคล้ายกัน
  • นาโตไม่มีกลไกระงับสมาชิกภาพ
  • ทรัมป์กดดันพันธมิตรให้ร่วมรบมากขึ้น

นางจอร์เจีย เมโลนี นายกฯ อิตาลี เน้นย้ำที่ไซปรัสว่า “นาโตต้องรักษาความเป็นเอกภาพ” ประเด็นนี้คาดเข้าสู่ที่ประชุมสุดยอดนาโตที่ตุรกี 7-8 กรกฎาคม 2025 หากสหรัฐฯ ผลักดันจริง อาจกระทบความเชื่อมั่นในพันธมิตรตะวันตก สร้างช่องว่างให้จีน-รัสเซียได้ประโยชน์

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ สเปนไม่กังวลข่าวสหรัฐฯ อาจผลักดันระงับสมาชิกนาโต เพราะเป็นเพียงกลยุทธ์เจรจาของทรัมป์ แต่สะท้อนความแตกแยกในนาโตยุคใหม่ที่ต้องเผชิญภัยคุกคามหลากหลาย ไม่ใช่แค่รัสเซีย หากคุณสนใจข่าวการเมืองโลก แนะนำติดตามอัปเดตจากเรา เพื่อไม่พลาดพัฒนาการสำคัญ

ที่มา – สเปนไม่กังวลข่าวสหรัฐฯ อาจผลักดันระงับสมาชิกนาโต

เลขาฯ นาโตยืนยัน พันธมิตรสนับสนุนทรัมป์มากมาย ในสงครามกับอิหร่าน

เลขาฯ นาโตยืนยัน พันธมิตรสนับสนุนทรัมป์มากมาย ในสงครามกับอิหร่าน เป็นประเด็นที่กำลังสร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองและความมั่นคงโลก เมื่อเลขาธิการใหญ่นาโตออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนต่อสาธารณะ สะท้อนถึงความสามัคคีของพันธมิตรตะวันตกในยามวิกฤตครั้งใหญ่

เลขาฯ นาโตยืนยัน พันธมิตรสนับสนุนทรัมป์มากมาย ในสงครามกับอิหร่าน

วันที่ 9 เมษายน 2569 นายมาร์ค รุตเต เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) ได้แถลงข่าวที่กรุงวอชิงตัน โดยยืนยันว่าพันธมิตรนาโตไม่ได้นิ่งนอนใจต่อภัยคุกคามจากอิหร่าน และกำลังให้การสนับสนุนสหรัฐอเมริกาอย่างเต็มกำลังตามคำร้องขอของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แม้ในช่วงแรกจะมีความล่าช้าจากบางประเทศ แต่ปัจจุบันทุกฝ่ายต่างเร่งมือเต็มที่

“ให้ความเป็นธรรมกับพันธมิตรด้วยครับ พวกเขาตกใจไม่น้อย เพราะทรัมป์เลือกเก็บความลับการโจมตีระลอกแรกเพื่อความสำเร็จในการจู่โจมแบบเซอร์ไพรส์” รุตเตกล่าวอย่างเข้าใจ พร้อมชื่นชมว่าปัจจุบัน “พันธมิตรทุกประเทศกำลังทำทุกอย่างที่สหรัฐร้องขอ แทบไม่มีข้อยกเว้น”

บริบทของสงครามสหรัฐ-อิหร่าน

สงครามครั้งนี้ปะทุขึ้นจากความตึงเครียดเรื่องนิวเคลียร์และการโจมตีทางทะเล โดยสหรัฐภายใต้การนำของทรัมป์ได้ตอบโต้การกระทำของอิหร่านอย่างเด็ดขาด สร้างแรงกดดันให้พันธมิตรยุโรปต้องเลือกข้าง ทรัมป์เคยวิจารณ์นาโตว่าล้าหลังและไม่แบ่งปันภาระ แต่ล่าสุดรุตเตยืนยันว่า เลขาฯ นาโตยืนยัน พันธมิตรสนับสนุนทรัมป์มากมาย ในสงครามกับอิหร่าน จริง โดยเฉพาะในภารกิจช่องแคบฮอร์มุซที่สำคัญต่อการค้าทั่วโลก

  • สหราชอาณาจักรเป็นผู้นำในการรับประกันเส้นทางเดินเรือ
  • นาโตพร้อมส่งกำลังหากจำเป็น
  • ยุโรปเพิ่มการสนับสนุนอาวุธและข่าวกรอง

บทบาทสำคัญของนาโตในวิกฤต

นาโตแสดงท่าทีชัดเจนว่าจะมีส่วนร่วมหากสามารถทำได้ โดยรุตเตชื่นชมนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรที่นำกลุ่มพันธมิตรนานาชาติ “ถ้านาโตช่วยได้ เราจะช่วยแน่นอน” เขากล่าว หลังจากเพิ่งเข้าเฝ้าทรัมป์ที่ทำเนียบขาวเมื่อวันก่อน และสนทนาอย่างตรงไปตรงมาด้วยความเป็นเพื่อน แม้ทรัมป์จะโพสต์วิจารณ์นาโตใน Truth Social ต่อไป

สถานการณ์นี้ไม่เพียงยืนยันความแข็งแกร่งของนาโต แต่ยังแสดงให้เห็นว่าประธานาธิบดีทรัมป์ได้รับการหนุนหลังจากพันธมิตรอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ในขณะที่อิหร่านกำลังเผชิญแรงกดดันจากทุกทิศทาง การสนับสนุนนี้ช่วยให้สหรัฐมีข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์มหาศาล

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าการที่ เลขาฯ นาโตยืนยัน พันธมิตรสนับสนุนทรัมป์มากมาย ในสงครามกับอิหร่าน จะช่วยลดความเสี่ยงการขยายวงสงคราม และอาจนำไปสู่การเจรจาสันติภาพในอนาคต แต่ต้องจับตาการตอบโต้จากอิหร่านและพันธมิตรอย่างรัสเซีย

สำหรับประเทศไทย สถานการณ์นี้กระทบราคาน้ำมันและการค้าทั่วโลกโดยตรง รัฐบาลควรติดตามใกล้ชิดเพื่อปรับนโยบายพลังงานให้ทันท่วงที

มุมมองของผู้เขียน: การยืนยันจากเลขาฯ นาโตนี้เป็นสัญญาณบวกต่อความมั่นคงโลก แสดงว่าพันธมิตรตะวันตกยังคงเป็นปึกแผ่น แม้จะมีความขัดแย้งภายใน แนะนำให้ผู้อ่านติดตามพัฒนาการต่อไป เพราะอาจเปลี่ยนโฉมหน้าแผนที่โลกได้

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่: ไทยรัฐต่างประเทศ

ที่มา – เลขาฯ นาโตยืนยัน พันธมิตรสนับสนุนทรัมป์มากมาย ในสงครามกับอิหร่าน

เดนมาร์กเคยมีแผน “ระเบิดรันเวย์” สนามบินกรีนแลนด์

คุณเคยจินตนาการภาพพันธมิตรนาโต้หันปืนจ่อกันเองบ้างไหม? เรื่องนี้ฟังดูเหลือเชื่อ แต่เพิ่งถูกเปิดเผยจากสื่อเดนมาร์กว่า เดนมาร์กเคยมีแผน “ระเบิดรันเวย์” สนามบินกรีนแลนด์ หากถูกสหรัฐฯ รุกราน จริงๆ! เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นช่วงต้นปีนี้ เมื่อความตึงเครียดระหว่างเดนมาร์กกับสหรัฐฯ พุ่งสูงสุด หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงท่าทีอยากยึดเกาะกรีนแลนด์ให้กลายเป็นดินแดนอเมริกัน

เดนมาร์กเคยมีแผน “ระเบิดรันเวย์” สนามบินกรีนแลนด์ หากถูกสหรัฐฯ รุกราน

สำนักข่าว DR ของเดนมาร์กขุดข้อมูลลับจากแหล่งข่าวระดับสูงในรัฐบาลและกองทัพถึง 12 ราย เผยว่าเดนมาร์กเตรียมแผนรับมือสุดขีดในเดือนมกราคม หลังทรัมป์ขู่ผนวกกรีนแลนด์เข้ากับสหรัฐฯ อย่างจริงจัง โดยเฉพาะหลังกองกำลังพิเศษสหรัฐบุกจับประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโรของเวเนซุเอลา ทำให้เดนมาร์กมองว่าคำขู่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

กรีนแลนด์ไม่ใช่เกาะธรรมดา มันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในอาร์กติก มีทรัพยากรแร่หายาก ทะเลที่อุดมด้วยน้ำมัน และฐานทัพที่สามารถตรวจจับขีปนาวุธจากรัสเซียหรือจีนได้ ทรัมป์มักอ้างเรือรบจากสองมหาอำนาจนี้ลอยลำใกล้น่านน้ำกรีนแลนด์ เพื่อเหตุผลด้านความมั่นคง

กลยุทธ์ทหารและการทูตของเดนมาร์ก

เพื่อตอบโต้ เดนมาร์กไม่ได้นั่งรอเฉยๆ แต่ใช้ทั้งไม้แข็งและไม้ mềm:

  • การทูต: ร้องขอสนับสนุนจากฝรั่งเศส เยอรมนี และกลุ่มนอร์ดิก เพื่อแสดงความเป็นหนึ่งเดียวของยุโรป
  • การทหาร: ส่งหน่วยรบพิเศษจากเดนมาร์กและฝรั่งเศสที่ฝึกในสภาพอากาศหนาวเย็น ไปประจำการที่เมืองนุก (เมืองหลวงกรีนแลนด์) และเมืองแคนเกอร์ลุสซวก ซึ่งมีสนามบินหลัก
  • แผนเผ็ดร้อน: สั่งทหารพลร่มเตรียม ระเบิดรันเวย์ สนามบิน เพื่อตัดช่องทางลงจอดของเครื่องบินสหรัฐฯ หากเกิดการบุกรุก

แหล่งข่าวจากกระทรวงกลาโหมยอมรับว่ากองกำลังขนาดเล็กนี้สู้กองทัพสหรัฐฯ ไม่ไหวในระยะยาว แต่จุดประสงค์คือบีบให้สหรัฐต้องใช้กำลังรุนแรง สร้างความสูญเสีย และยกระดับต้นทุนการยึดครองดินแดนนาโต้พันธมิตร

ทำไมกรีนแลนด์ถึงสำคัญขนาดนี้?

กรีนแลนด์เป็นดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก มีประชากรแค่ 56,000 คน แต่พื้นที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก รองจากออสเตรเลีย ด้วยการละลายของน้ำแข็งอาร์กติก มันกลายเป็นเส้นทางเดินเรือใหม่และแหล่งทรัพยากรมหาศาล ทรัมป์เคยทวีตอยาก “ซื้อ” กรีนแลนด์ตั้งแต่ปี 2019 และช่วงหลังย้ำว่าต้องการเพื่อความมั่นคงสหรัฐฯ

สถานการณ์คลี่คลายเมื่อทรัมป์พูดในเวที World Economic Forum ที่ดาวอส วันที่ 21 ม.ค. ว่าไม่ต้องการใช้กำลัง และพร้อมเจรจา กระทรวงกลาโหมเดนมาร์กยังปฏิเสธยืนยัน แต่ยอมรับว่ามีคนรู้แผนลับแค่น้อยนิดเพื่อความปลอดภัย

เรื่องนี้สะท้อนความเปราะบางของพันธมิตรโลก แม้สหรัฐฯ-เดนมาร์กจะเป็นนาโต้ร่วมกัน แต่ผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์สามารถจุดชนวนความขัดแย้งได้ทุกเมื่อ ในยุคที่อาร์กติกกำลังร้อนระอุ การทูตและการสื่อสารต้องเข้มแข็งยิ่งกว่าเดิม

คุณคิดเห็นอย่างไรกับ เดนมาร์กเคยมีแผน “ระเบิดรันเวย์” สนามบินกรีนแลนด์ หากถูกสหรัฐฯ รุกราน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ รู้จักเหตุการณ์ประวัติศาสตร์บทนี้!

ที่มา – เดนมาร์กเคยมีแผน “ระเบิดรันเวย์” สนามบินกรีนแลนด์ หากถูกสหรัฐฯ รุกราน

ทรัมป์เตือนนาโตอนาคตเลวร้ายหากไม่ช่วยคุ้มช่องแคบฮอร์มุซ

“ทรัมป์” เตือนอนาคต “นาโต” จะเลวร้ายมาก หากไม่ช่วยสหรัฐคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ เป็นประเด็นร้อนที่กำลังถูกพูดถึงในวงการการเมืองและความมั่นคงโลก ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญกว่า 20% ของโลก กำลังเผชิญภัยคุกคามจากอิหร่าน ทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเรียกร้องให้พันธมิตรนาโตช่วยเหลือ โดยเตือนว่าหากไม่ช่วย อนาคตขององค์กรนี้อาจเลวร้าย

“ทรัมป์” เตือนอนาคต “นาโต” จะเลวร้ายมาก หากไม่ช่วยสหรัฐคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ

ในบทสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ ทรัมป์ย้ำชัดว่าประเทศที่ได้รับประโยชน์จากช่องแคบฮอร์มุซต้องช่วยปกป้องความปลอดภัย โดยกล่าวว่า “เป็นเรื่องเหมาะสมที่ประเทศต่าง ๆ ซึ่งได้ประโยชน์จากช่องแคบนี้ จะต้องช่วยกันทำให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดเหตุร้ายขึ้นที่นั่น” เขาเตือนตรง ๆ ว่าถ้าพันธมิตรตอบแบบลบ ๆ อนาคตของนาโตจะเลวร้ายมาก ซึ่งสะท้อนนโยบาย America First ที่ทรัมป์ยึดถือ

ทรัมป์เรียกร้องความช่วยเหลือรูปแบบใดจากนาโต

นอกจากเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ ทรัมป์ยังพูดถึงการสนับสนุนยูเครนต่อสู้รัสเซีย โดยบอกว่าสหรัฐช่วยไปเยอะแล้ว ตอนนี้ถึงตาพันธมิตรตอบแทน เมื่อถูกถามว่าต้องการช่วยอะไร ทรัมป์ตอบชัด “อะไรก็ได้ที่จำเป็น รวมถึงเรือกวาดทุ่นระเบิด เพื่อช่วยป้องกันภัยคุกคามในอ่าวเปอร์เซีย” เขาเสนอให้พันธมิตรช่วยรับมือภัยจากชายฝั่งอิหร่าน โดยเฉพาะโดรนและทุ่นระเบิดที่อิหร่านใช้ข่มขู่

  • เรือกวาดทุ่นระเบิดสำหรับอ่าวเปอร์เซีย
  • กำลังทหารช่วยคุ้มกันเส้นทางเดินเรือ
  • การสนับสนุนด้านข่าวกรองต่อภัยจากอิหร่าน
  • ความช่วยเหลือในสงครามยูเครนแบบสมดุล

ช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญยิ่ง เพราะเป็นจุดผ่านของน้ำมันดิบจากอ่าวเปอร์เซียไปยังตลาดโลก ถ้าปิดกั้นได้ ราคาน้ำมันจะพุ่งสูง ส่งผลกระทบเศรษฐกิจทั่วโลก อิหร่านเคยขู่วางทุ่นระเบิดและใช้เรือเร็วโจมตี ทำให้สหรัฐต้องใช้กำลังคุ้มครองมาตลอด

ทรัมป์ไม่พอใจผู้นำอังกฤษเคียร์ สตาร์เมอร์

ทรัมป์ยังแสดงความไม่พอใจต่อเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกฯ อังกฤษ ที่ไม่สนับสนุนทันทีต่อปฏิบัติการโจมตีอิหร่านของสหรัฐและอิสราเอล แม้อังกฤษจะเป็นพันธมิตรอันดับต้น ๆ แต่ตอนแรกปฏิเสธเข้าร่วม พอภัยลดลงจึงส่งเรือรบ 2 ลำมา ทรัมป์เล่าว่าพูดโทรศัพท์กับสตาร์เมอร์วันอาทิตย์ และเรียกร้องให้ช่วยตั้งแต่แรก

นาโตซึ่งก่อตั้งเพื่อปกป้องสมาชิกจากภัยภายนอก ไม่ได้ครอบคลุมสงครามที่สหรัฐเริ่ม แต่ทรัมป์มองว่าพันธมิตรต้องช่วยแบ่งปันภาระ โดยเฉพาะเรื่องพลังงานที่ทุกคนพึ่งพา

ประเด็นนี้ชี้ให้เห็นความตึงเครียดในนาโต ทรัมป์เคยขู่ว่าจะถอนตัวหากสมาชิกไม่จ่ายค่าใช้จ่ายตามส่วน ในยุคที่จีน รัสเซีย อิหร่านกำลังท้าทาย สหรัฐอาจต้องการพันธมิตรที่แท้จริงมากขึ้น การเตือนของทรัมป์อาจเป็นสัญญาณว่าอนาคตความมั่นคงโลกกำลังเปลี่ยน

คุณคิดอย่างไรกับคำเตือนของทรัมป์? นาโตควรช่วยสหรัฐคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซหรือไม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – “ทรัมป์” เตือนอนาคต “นาโต” จะเลวร้ายมาก หากไม่ช่วยสหรัฐคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ

ตุรกียืนยัน อิหร่านยิงมิสไซล์ใส่ครั้งที่ 2 แต่นาโตช่วยสกัดเอาไว้ได้

(ภาพจาก AFP PHOTO / DHA (DEMIROREN NEWS AGENCY))

ตุรกียืนยัน อิหร่านยิงมิสไซล์ใส่ครั้งที่ 2 แต่นาโตช่วยสกัดเอาไว้ได้ เป็นข่าวร้อนที่กำลังเป็นกระแสในวงการข่าวต่างประเทศ หลังจากรัฐบาลตุรกีประกาศยืนยันเหตุการณ์ดังกล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ 9 มี.ค. 2569 โดยระบบป้องกันการโจมตีทางอากาศของนาโต (NATO) สามารถยิงสกัดขีปนาวุธจากอิหร่านที่บุกเข้าน่านฟ้าตุรกีได้สำเร็จ นี่ถือเป็นครั้งที่ 2 ในรอบไม่กี่วัน ทำให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางยิ่งตึงเครียด

ตุรกียืนยัน อิหร่านยิงมิสไซล์ใส่ครั้งที่ 2 แต่นาโตช่วยสกัดเอาไว้ได้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่รุนแรงระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล กับอิหร่าน นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. เตหะรานก็ตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง ตุรกีซึ่งเป็นสมาชิกนาโตและมีฐานทัพสหรัฐฯ หลายแห่ง เช่น ฐานทัพอากาศอินเซิร์ลลิกในเมืองอาดานา โชคดีที่ยังไม่ได้รับความเสียหาย

ก่อนเกิดเหตุ สถานทูตสหรัฐฯ ในตุรกีสั่งปิดสถานกงสุลที่อาดานา และกระทรวงการต่างประเทศไทยสหรัฐฯ เตือนพลเมืองอเมริกันให้ออกจากพื้นที่ตะวันออกเฉียงใต้ของตุรกีโดยด่วน เนื่องจากความกังวลด้านความมั่นคง เพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง กระทรวงกลาโหมตุรกีก็ยืนยันว่า ตุรกียืนยัน อิหร่านยิงมิสไซล์ใส่ครั้งที่ 2 แต่นาโตช่วยสกัดเอาไว้ได้ โดยซากขีปนาวุธบางส่วนตกในพื้นที่โล่งของจังหวัดกาซีอันเท็ป ห่างจากอาดานาประมาณ 200 กิโลเมตร โชคดีไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

บทบาทของนาโตในการสกัดมิสไซล์อิหร่าน

ระบบป้องกันของนาโตแสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ในการปกป้องน่านฟ้าตุรกี ซึ่งเป็นด่านหน้าของพันธมิตรนาโตในภูมิภาค นี่ไม่ใช่ครั้งแรก เนื่องจากครั้งก่อนหน้านี้ในรอบ 5 วันก็เกิดเหตุคล้ายกัน เบอร์ฮาเนตติน ดูรัน หัวหน้าฝ่ายสื่อสารประจำทำเนียบประธานาธิบดีตุรกี โพสต์ข้อความผ่าน X (ทวิตเตอร์เดิม) ว่า “ตุรกีจะไม่ลังเลที่จะปกป้องน่านฟ้าและความมั่นคงตามแนวชายแดนของตนเอง” และเตือนอิหร่านอย่างจริงจังให้หยุดการกระทำที่เสี่ยงต่อพลเรือน

  • ตุรกียืนยันการยิงสกัดมิสไซล์ครั้งที่ 2 สำเร็จ
  • นาโตมีบทบาทสำคัญในการป้องกันน่านฟ้าตุรกี
  • ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บจากซากมิสไซล์ที่ตกในกาซีอันเท็ป
  • สหรัฐฯ สั่งอพยพพลเมืองจากตะวันออกเฉียงใต้ตุรกี
  • ความขัดแย้งอิหร่าน-สหรัฐฯ ลุกลามทั่วตะวันออกกลาง

ผลกระทบต่อตุรกีและภูมิภาค

แม้ตุรกีจะรอดพ้นจากการโจมตี แต่เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงโดยรวม สหรัฐฯ มีทหารประจำการจำนวนมากในตุรกี ทำให้เกิดความเสี่ยงสูง หากสถานการณ์ลุกลาม อาจกระทบต่อเส้นทางการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจตุรกีที่กำลังฟื้นตัว ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่านาโตจะเพิ่มการสนับสนุนระบบป้องกันให้ตุรกีมากขึ้น เพื่อป้องกันการโจมตีในอนาคต

นอกจากนี้ ความตึงเครียดยังทำให้ราคาน้ำมันโลกผันผวน และอาจนำไปสู่การตอบโต้จากตุรกีหากอิหร่านไม่หยุดยั้ง ตุรกีซึ่งมีจุดยืนเป็นกลางในบางประเด็น แต่เป็นพันธมิตรนาโตที่แข็งแกร่ง กำลังแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการป้องกันตัวเอง

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางสามารถลุกลามได้อย่างรวดเร็ว ตุรกีได้พิสูจน์แล้วว่าพร้อมปกป้องดินแดนของตน หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตามอัปเดตล่าสุดเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ ชวนแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ทราบถึงพัฒนาการล่าสุด!

ที่มา – ตุรกียืนยัน อิหร่านยิงมิสไซล์ใส่ครั้งที่ 2 แต่นาโตช่วยสกัดเอาไว้ได้

NATO ประณามอิหร่าน ยิงมิสไซล์เข้าใส่ตุรกี

สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยิ่งรุนแรงขึ้น เมื่อ NATO ประณามอิหร่าน ยิงมิสไซล์เข้าใส่ตุรกี อย่างไม่เลือกหน้า ล่าสุดองค์กรสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ NATO ได้ออกแถลงการณ์ชัดเจนเพื่อปกป้องพันธมิตร โดยเฉพาะตุรกีที่ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธหลายระลอก แต่โชคดีที่ระบบป้องกันทางอากาศของ NATO สามารถสกัดกั้นได้ทั้งหมด ไม่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่กำลังลุกลามจากสงครามระหว่างอิหร่านกับอิสราเอล ทำให้ภูมิภาคทั้งหมดสั่นคลอน

NATO ประณามอิหร่าน ยิงมิสไซล์เข้าใส่ตุรกี

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 หรือ 2026 น.ส. อัลลิสัน ฮาร์ต โฆษก NATO ได้แถลงประณามอิหร่านอย่างหนัก หลังจากขีปนาวุธถูกยิงเข้าใส่ตุรกีหลายครั้ง “เราขอประณามการที่อิหร่านเล็งเป้าหมายมายังตุรกี NATO ยืนหยัดเคียงข้างพันธมิตรทุกประเทศรวมถึงตุรกีอย่างมั่นคง ในขณะที่อิหร่านยังคงดำเนินการโจมตีแบบไม่เลือกหน้าไปทั่วทั้งภูมิภาค” เธอกล่าว นอกจากนี้ยังย้ำว่าการป้องปรามและระบบป้องกันทางอากาศ ขีปนาวุธของ NATO ยังคงแข็งแกร่งทุกมิติ

รายละเอียดการโจมตีและการสกัดกั้น

ก่อนหน้านี้ อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธเข้าใส่ตุรกีหลายระลอก โดยมุ่งเป้าไปยังพื้นที่ชายแดนที่ติดกัน แต่ระบบป้องกันที่ประจำการอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกของ NATO สามารถทำลายเป้าหมายได้ทั้งหมด ตุรกีซึ่งเป็นสมาชิก NATO และมีพรมแดนติดอิหร่านบางส่วน จึงกลายเป็นจุดร้อนครั้งแรกในความขัดแย้งนี้ ทำให้ทุกฝ่ายจับตาการตอบโต้

กระทรวงกลาโหมตุรกีออกแถลงการณ์เตือนทันทีว่า “เราขอเตือนทุกฝ่ายให้ละเว้นจากการกระทำที่จะนำไปสู่การยกระดับความขัดแย้งในภูมิภาคให้รุนแรงขึ้น และเราจะยังคงหารือกับ NATO และพันธมิตรอื่นๆ ต่อไป” พร้อมยืนยันว่าไม่มีผู้เสียหายใดๆ และจะดำเนินการปกป้องดินแดน น่านฟ้าอย่างเด็ดขาด สงวนสิทธิ์ตอบโต้หากถูกรุกราน

ผลกระทบจาก NATO ประณามอิหร่าน ยิงมิสไซล์เข้าใส่ตุรกี

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่การโจมตีธรรมดา แต่สะท้อนถึงความเสี่ยงที่ความขัดแย้งอิหร่าน-อิสราเอลจะลามสู่ตุรกี ซึ่งอาจจุดชนวนสงครามใหญ่ในตะวันออกกลาง NATO ในฐานะองค์กรป้องกันหลักของยุโรปและอเมริกาเหนือ จึงต้องแสดงจุดยืนชัดเจนเพื่อรักษาความมั่นคงของสมาชิก 32 ประเทศ

  • อิหร่านยิงมิสไซล์หลายระลอก แต่ถูกสกัดกั้น 100%
  • ตุรกีไม่เรียกใช้มาตรา 4 ของ NATO แต่หารืออย่างใกล้ชิด
  • ไม่มีผู้บาดเจ็บ สร้างความโล่งใจให้พันธมิตร
  • เพิ่มการตรึงกำลังในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
  • เตือนอิหร่านไม่ให้ยิงแบบไม่เลือกหน้า

NATO ยืนหยัดเคียงข้างตุรกีอย่างไร

NATO มีระบบป้องกันขีปนาวุธขั้นสูง เช่น Patriot และ Aegis ที่ช่วยสกัดภัยได้ทันท่วงที นอกจากนี้ ยังมีแผนการซ้อมรบร่วมกับตุรกีเป็นประจำเพื่อรับมือสถานการณ์เช่นนี้ ในอนาคต คาดว่าจะมีการประชุมด่วนเพื่อประเมินความเสี่ยง และอาจเพิ่มกำลังทหารในพื้นที่

แม้ตุรกีจะไม่เรียกมาตรา 4 ซึ่งเป็นกลไกปรึกษาหารือเมื่อสมาชิกถูกคุกคาม แต่การเคลื่อนไหวของ NATO แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพที่แข็งแกร่ง สถานการณ์นี้ยังเชื่อมโยงกับการโจมตีของอิสราเอลในเลบานอน และการเสียชีวิตของทหารอเมริกัน ทำให้สหรัฐฯ ซึ่งเป็นหัวโจก NATO ต้องเข้าแทรกแซง

โดยสรุป NATO ประณามอิหร่าน ยิงมิสไซล์เข้าใส่ตุรกี เป็นสัญญาณเตือนถึงอันตรายของการขยายสงคราม หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศและความมั่นคงโลก อย่าลืมติดตามอัปเดตล่าสุดจากเรา เพื่อไม่พลาดทุกพัฒนาการสำคัญในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจกระทบทั่วโลก

ที่มา – NATO ประณามอิหร่าน ยิงมิสไซล์เข้าใส่ตุรกี ลั่นยืนหยัดเคียงข้างพันธมิตร

Scroll to top