นิกรเดช พลางกูร

นักท่องเที่ยวปลอดภัย! อุทกภัยภาคใต้ กับ โฆษกกระทรวงต่างประเทศ

โฆษกกระทรวงต่างประเทศเผยความคืบหน้าช่วยเหลือนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ ทั้ง 800 คน ปลอดภัยดี และทยอยส่งกลับประเทศอย่างปลอดภัย พร้อมขอบคุณมิตรประเทศ ญี่ปุ่น-เกาหลี ที่ส่งสิ่งของช่วยเหลือ

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงถึงความคืบหน้าของศูนย์ประสานงานช่วยเหลือชาวต่างชาติที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยทางศูนย์ได้รับแจ้งจากฝ่ายต่างประเทศว่ามีนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบประมาณ 800 คน จากหลากหลายประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย, สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์, จีน, โครเอเชีย, ฮังการี, บังกลาเทศ, ภูฏาน, แอฟริกาใต้, เนเธอร์แลนด์ และจอร์แดน ทางศูนย์ประสานงานได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อดำเนินการให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ และถึงแม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้ประกาศขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศอย่างเป็นทางการ แต่ก็ได้รับความช่วยเหลือจากมิตรประเทศต่างๆ เป็นจำนวนมาก ทั้งที่ได้ดำเนินการไปแล้วและกำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการ ตัวอย่างเช่น องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น หรือ JICA ได้สนับสนุนสิ่งของบรรเทาทุกข์เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เช่น เต็นท์, เครื่องนอน, และผ้าห่ม ซึ่งได้มอบให้กับท่านนายกรัฐมนตรีไปแล้วเมื่อวันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา

โฆษกกระทรวงต่างประเทศ ยันนักท่องเที่ยวต่างชาติประสบอุทกภัยภาคใต้ปลอดภัย ทั้ง 800 คน

สถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ครั้งนี้สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง และส่งผลกระทบต่อทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ การทำงานอย่างรวดเร็วและการประสานงานที่มีประสิทธิภาพของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงความช่วยเหลือจากมิตรประเทศ ทำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ได้รับผลกระทบได้รับการดูแลอย่างดีและปลอดภัย นับเป็นสิ่งที่น่ายินดีและแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศไทยในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน

ความคืบหน้าล่าสุดจาก โฆษกกระทรวงต่างประเทศ

นอกจากความช่วยเหลือจาก JICA แล้ว ยังมีอีกหลายประเทศ รวมถึงองค์การระหว่างประเทศต่างๆ ที่ได้ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยขอขอบคุณมิตรประเทศ องค์การระหว่างประเทศ รวมถึงภาคเอกชนต่างประเทศที่ได้แสดงไมตรีจิตในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้

การสนับสนุนและความช่วยเหลือที่ได้รับจากนานาชาติในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยกับนานาประเทศ และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่ประชาคมโลกมีต่อกันในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ ความสามัคคีและความร่วมมือเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถก้าวผ่านวิกฤตการณ์ต่างๆ ไปได้ด้วยดี

สถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ยังคงต้องได้รับการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เราขอให้ทุกท่านติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และร่วมมือกันเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ต้องการอย่างเต็มกำลัง

โฆษกกระทรวงต่างประเทศยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ และการวางแผนป้องกันในระยะยาว เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การเรียนรู้จากประสบการณ์ในครั้งนี้ จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถพัฒนามาตรการป้องกันและรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

รัฐบาลไทยยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง และมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายให้กลับคืนสู่สภาพเดิมโดยเร็วที่สุด

สุดท้ายนี้ เราขอส่งกำลังใจให้กับทุกท่านที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในภาคใต้ ขอให้ทุกท่านปลอดภัยและเข้มแข็ง และขอขอบคุณทุกหน่วยงานและทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการให้ความช่วยเหลือในครั้งนี้

ที่มา – โฆษกกระทรวงต่างประเทศ ยันนักท่องเที่ยวต่างชาติประสบอุทกภัยภาคใต้ปลอดภัย ทั้ง 800 คน

ไทยไม่หวั่น! กัมพูชาบิดเบือนข้อมูล F-16 หรือ?

สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง ล่าสุด กระทรวงการต่างประเทศของไทยได้ออกมาตอบโต้กรณีที่กัมพูชาบิดเบือนข้อมูลเกี่ยวกับปฏิบัติการของกองทัพไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องเครื่องบินขับไล่ F-16 โดยยืนยันว่าไทยไม่ได้กังวลในเรื่องข้อเท็จจริง แต่ห่วงใยมากกว่าในเรื่องของเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ของกัมพูชา และเรียกร้องให้กลับสู่โต๊ะเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน

นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวถึงเรื่องนี้เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 ว่า ปฏิบัติการของ F-16 ในช่วงที่มีการปะทะบริเวณชายแดนนั้น เป็นไปเพื่อปกป้องอธิปไตยและพลเรือนผู้บริสุทธิ์ โดยมุ่งเป้าหมายทางทหารเท่านั้น และไทยมิใช่ฝ่ายที่เริ่มก่อน แต่มีความจำเป็นต้องตอบโต้ด้วยการคิดคำนวณอย่างถี่ถ้วนและเหมาะสมแก่สถานการณ์

ไทยไม่หวั่นกัมพูชาบิดเบือนข้อมูล F-16

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยังได้เน้นย้ำว่า ประเทศไทยไม่ได้กังวลในเรื่องข้อเท็จจริงแต่อย่างใด และพร้อมที่จะอธิบายและชี้แจงโดยอาศัยหลักฐานที่มีอยู่ แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือ เจตนารมณ์ที่ฝ่ายกัมพูชาแสดงออกมาผ่านทางการบิดเบือนข้อมูลด้านสิทธิมนุษยชน ดังนั้น ประเทศไทยยังคงต้องการให้กัมพูชากลับมาเจรจาร่วมกันบนพื้นฐานของความจริงใจและสุจริตใจ เพื่อร่วมกันแสวงหาทางออกของปัญหาที่เกิดขึ้น

ประเด็น MOU ปี 2543 และการประชุม JBC

นอกจากนี้ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยังได้กล่าวถึงข้อเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกเลิก MOU ปี 2543 (MOU43) ว่า การที่ประเทศไทยเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ระหว่างไทยและกัมพูชาในวันที่ 21 ตุลาคมนี้ จะไม่ทำให้ไทยเสียสิทธิในการยกเลิก MOU ดังกล่าวแต่ประการใด การประชุม JBC เป็นกลไกทวิภาคีที่จำเป็นต้องมีเพื่อรองรับและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดน

ขณะนี้ประเทศไทยได้มีหนังสือเชิญไปยังกัมพูชาแล้ว แต่ยังไม่มีการตอบรับใดๆ กลับมา อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศของไทยจะเดินหน้าสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นกลางเกี่ยวกับ MOU-43 ผ่านช่องทางต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ประชาชนมีข้อมูลอย่างครบถ้วน หากต้องตัดสินใจลงประชามติในปลายปีนี้

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การบิดเบือนข้อมูลเกี่ยวกับ F-16 หรือประเด็นอื่น ๆ สร้างความเข้าใจผิด และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นได้ การสื่อสารด้วยความจริงใจและเปิดเผยจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ประเทศไทยควรเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ และส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ เพื่อสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การที่ ไทยไม่หวั่นกัมพูชาบิดเบือนข้อมูล F-16 แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในข้อมูลของตนเอง แต่การที่ยังคงห่วงใยในเจตนาของอีกฝ่าย ก็เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความระมัดระวังและความปรารถนาดีที่มีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ คือ การรักษาสมดุลระหว่างการปกป้องอธิปไตยของชาติ และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะการมีเพื่อนบ้านที่ดี ย่อมดีกว่าการมีเพื่อนบ้านที่ไม่เข้าใจกัน

ที่มา – ไทยไม่หวั่นกัมพูชาบิดเบือนข้อมูล F-16 แต่ห่วงเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์มากกว่า

กต.โต้กัมพูชาบิดเบือน! เร่งย้ายคนออกจากพื้นที่

กระทรวงการต่างประเทศตอบโต้กัมพูชาอย่างแข็งขัน กรณีกล่าวหาไทยบิดเบือนหลักเขตแดน 42-43 พร้อมตั้งคำถามถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาชายแดน และย้ำถึงความจำเป็นในการจัดการย้ายชาวบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่โดยเร็ว

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยกล่าวถึงท่าทีของไทยต่อกรณีที่กัมพูชาออกมาประท้วงในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เรื่องการบังคับใช้กฎหมายไทยกับพลเมืองกัมพูชาที่เข้ามาในบ้านหนองจานและหนองหญ้าแก้ว ยืนยันว่าไทยได้บังคับใช้กฎหมายภายในประเทศกับบุคคลที่อยู่ในเขตแดนของไทยอย่างถูกต้อง ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์อย่างที่ฝ่ายกัมพูชาพยายามจะบิดเบือน การกระทำดังกล่าวของไทยเป็นไปตามหลักอธิปไตยของรัฐและเป็นไปตามหลักสากลที่ทุกประเทศยอมรับ

กต.โต้กัมพูชาบิดเบือน! เร่งย้ายคนออกจากพื้นที่

นายนิกรเดชกล่าวว่า การที่กัมพูชากล่าวหาว่าไทยจงใจบิดเบือนแผนผังที่แสดงลักษณะภูมิศาสตร์ และตำแหน่งหลักเขตแดนที่ 42, 43 ว่าเป็นเขตแดนจริงนั้น ทางไทยขอยืนยันว่าไม่เคยระบุหรือยืนยันว่าแผนผังดังกล่าวกำหนดเส้นเขตแดน เพราะการเจรจาเรื่องเส้นเขตแดนอยู่ภายใต้อาณัติของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมหรือ JBC แผนผังที่ฝ่ายไทยแสดงเป็นเพียงการนำพิกัดหลักเขตแดนไปทำภาพจำลองเส้นเขตแดนบนแผนที่แบบไม่เป็นทางการเท่านั้น เพื่อความเข้าใจของประชาชนทั่วไป

นอกจากนี้ นายนิกรเดชยังกล่าวถึงข้อกล่าวหาที่ว่าประเทศไทยละเมิด MOU 43 แต่แท้จริงแล้วเป็นฝ่ายกัมพูชาที่ละเมิดเอ็มโอยูดังกล่าว โดยปล่อยให้มีการสร้างอาคารบ้านเรือนชุมชนทั้งในเขตพื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ ซึ่งเป็นอธิปไตยของไทย ซึ่งฝ่ายไทยได้ทำการประท้วงในกรอบเอ็มโอยูแล้วกว่า 500 ครั้งในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แต่กัมพูชากลับเพิกเฉยและไม่ยอมแก้ไข

ไทยอดทนอดกลั้นมาตลอด

ในส่วนของกรณีที่กัมพูชาเรียกร้องให้ไทยยุติกิจกรรมที่เป็นบ่อนทำลายความพยายามลดความตึงเครียดตามข้อตกลงหยุดยิงนั้น นายนิกรเดชย้ำว่าประเทศไทยมุ่งมั่นปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด โดยใช้ความอดทนอดกลั้นสูงสุดมาโดยตลอด ปฏิบัติตามปฏิบัติการทหารทุกครั้งเพื่อป้องกันตนเอง รักษาอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน และความปลอดภัยให้กับประชาชนทั้งสองฝ่าย แต่ฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายที่ละเมิดพันธกรณีข้างต้น สนับสนุน ปลุกปั่น และจัดฉากให้ประชาชนกัมพูชามาชุมนุมประท้วงด้วยท่าทีที่ก้าวร้าวและก่อความไม่สงบในดินแดนของไทย รวมถึงใช้ความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยจนมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บหลายนาย โดยฝ่ายไทยใช้ตำรวจควบคุมฝูงชนในการควบคุมสถานการณ์ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว โดยไม่ได้ใช้กองกำลังทหารแต่อย่างใด อย่างที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวหา

นายนิกรเดชยังกล่าวอีกว่า การปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปตามหลักสากล และประเทศไทยขอเรียกร้องให้กัมพูชาหยุดขยายชุมชนรุกล้ำเขตแดนไทย และแจ้งให้ประชาชนของตนเองที่รุกล้ำเขตอธิปไตยของไทยย้ายออกนอกพื้นที่ รวมทั้งยุติการปลุกระดมจัดฉากให้เด็ก สตรี และพระสงฆ์ออกมาประท้วงรับหน้าแทน ซึ่งจะส่งผลให้ความขัดแย้งของทั้งสองประเทศร้าวลึกลงไป และเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลาย การกต.โต้กัมพูชาบิดเบือน! เร่งย้ายคนออกจากพื้นที่ คือทางออกที่ดีที่สุด

ประเทศไทยขอยืนยันว่าฝ่ายไทยเคารพในพันธกรณี ยึดมั่น และปฏิบัติตามกลไก JBC และข้อตกลงหยุดยิงมาตลอด และรู้สึกผิดหวังที่กัมพูชายังคงบิดเบือนความจริงต่อประชาคมโลกและประชาชนของตนเองอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ไทยเรียกร้องในขณะนี้คือการต้องการความจริงใจผ่านการกระทำของกัมพูชาในการแก้ไขปัญหา ซึ่งปัญหานี้เป็นปัญหาที่ประเทศไทยไม่ได้ก่อและเป็นประโยชน์กับประเทศไทยเลย

นายนิกรยังย้ำว่าประเทศไทยจะยังดำเนินการและใช้โอกาสต่าง ๆ ชี้แจงถึงจุดยืน ท่าที และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาต่อประชาคมโลก เพื่อแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่รักสงบ มีความมุ่งมั่นที่จะยุติความขัดแย้งกับกัมพูชาโดยสันติวิธีผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ การที่ กต.โต้กัมพูชาบิดเบือน! เร่งย้ายคนออกจากพื้นที่ เป็นสิ่งที่แสดงออกถึงความตั้งใจที่จะรักษาสันติภาพ

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การที่ กต.โต้กัมพูชาบิดเบือน! เร่งย้ายคนออกจากพื้นที่ เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้ปัญหาคลี่คลาย และรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

ที่มา – กระทรวงการต่างประเทศ โต้ กัมพูชาบิดเบือนกล่าวหาไทย ลั่นควรให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่โดยเร็ว

Scroll to top