นิติสงคราม

“เท้ง” ยันเรื่องจริง “ระบอบสีน้ำเงิน” กินรวบประเทศ ลั่นไม่กลัว สว. ฟ้องปิดปาก

“เท้ง” ยันเรื่องจริง “ระบอบสีน้ำเงิน” กินรวบประเทศ ลั่นไม่กลัว สว. ฟ้องปิดปาก

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนเกี่ยวกับประเด็น “เท้ง” ยันเรื่องจริง “ระบอบสีน้ำเงิน” กินรวบประเทศ ลั่นไม่กลัว สว. ฟ้องปิดปาก โดยเขายืนยันว่าสิ่งที่เขาสื่อสารนั้นคือข้อเท็จจริงที่สังคมควรได้รับทราบ เพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินใจว่าระบอบการเมืองในปัจจุบันกำลังดำเนินไปในทิศทางที่เป็นประชาธิปไตยจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงแผนการที่ต้องการกินรวบอำนาจผ่านกลุ่มก้อนการเมืองบางกลุ่ม

ทำไม “เท้ง” ยันเรื่องจริง “ระบอบสีน้ำเงิน” กินรวบประเทศ ลั่นไม่กลัว สว. ฟ้องปิดปาก

ในการให้สัมภาษณ์ล่าสุด นายณัฐพงษ์ได้สะท้อนมุมมองว่า การเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาโครงสร้างอำนาจที่ฝังรากลึกในปัจจุบัน หากเราต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงคือทางออกสำคัญ โดยเขายังได้ตั้งคำถามอย่างน่าสนใจไปยังกลุ่ม สว. ที่ออกมาข่มขู่เตรียมใช้กระบวนการกฎหมายฟ้องร้องปิดปากว่า ในอนาคตพวกเขาจะไล่ฟ้องประชาชนทุกคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ระบอบนี้ด้วยหรือไม่

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มีดังนี้:

  • การตั้งคำถามถึงกระบวนการประชาธิปไตยที่มีกลุ่มอำนาจผูกขาด
  • ความไม่หวั่นเกรงต่อกระบวนการนิติสงครามที่ใช้ฟ้องร้องเพื่อหวังผลทางการเมือง
  • ความต้องการให้ประชาชนร่วมกันตรวจสอบการกระทำของกลุ่มก้อนที่มีอำนาจเหนือรัฐ

นอกจากนี้ นายณัฐพงษ์ยังได้ย้ำว่า การที่เขาออกมาพูดถึง “เท้ง” ยันเรื่องจริง “ระบอบสีน้ำเงิน” กินรวบประเทศ ลั่นไม่กลัว สว. ฟ้องปิดปาก ไม่ใช่การพาดพิงบุคคลใดเป็นการเฉพาะ แต่เป็นภาพรวมของการตั้งข้อสังเกตต่อระบอบการปกครอง ซึ่งในฐานะประชาชนและหัวหน้าพรรคการเมือง เขามีสิทธิ์โดยชอบธรรมในการแสดงความคิดเห็นเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง

ท้ายที่สุด การเมืองไทยวันนี้ไม่ได้ต้องการแค่การโต้ตอบกันด้วยวาทกรรม แต่ต้องการการตรวจสอบที่โปร่งใสและกติกาที่เป็นธรรมสำหรับทุกคน ไม่ว่ากลุ่มอำนาจใดจะพยายามรวมศูนย์การปกครองอย่างไร พลังของประชาชนจะเป็นตัวชี้ขาดที่สำคัญที่สุดในอนาคต

ที่มา – “เท้ง” ยันเรื่องจริง “ระบอบสีน้ำเงิน” กินรวบประเทศ ลั่นไม่กลัว สว. ฟ้องปิดปาก

“ไหม” ยันไม่กระทบเยียวยา ฝ่ายค้านยื่นศาลตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

“ไหม” ยันไม่กระทบเยียวยา ฝ่ายค้านยื่นศาลตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ โดยนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ไหม” รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนว่า การยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ไม่ได้ทำให้การเยียวยาประชาชนหยุดชะงัก รัฐบาลยังเดินหน้ากู้เงินและช่วยเหลือประชาชนได้ตามปกติ

“ไหม” ยันไม่กระทบเยียวยา ฝ่ายค้านยื่นศาลตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและผลักดันการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ร.ก.ฉบับนี้มีความยาวเพียง 5 หน้าเท่านั้น แต่กลับไม่มีรายละเอียดชัดเจนเกี่ยวกับรูปแบบการกู้เงินหรือโครงการที่จะใช้เงินจำนวนมหาศาลนี้ ต่างจากการกู้เงินในช่วงโควิด-19 ที่มีกลไกกลั่นกรองเข้มงวด โดยมีเลขาธิการสภาพัฒน์เป็นประธานคณะกรรมการ

โครงสร้างคณะกรรมการกลั่นกรองที่เปลี่ยนแปลง

ใน พ.ร.ก. ฉบับนี้ รัฐบาลกำหนดให้ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ แทนเลขาธิการสภาพัฒน์เดิม ขณะที่สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) รับผิดชอบประเมินโครงการ ส่งผลให้กระทรวงการคลังมีบทบาทครบวงจรทั้งผู้กู้ ผู้กลั่นกรอง และผู้ตรวจสอบในกระบวนการเดียวกัน นอกจากนี้ บัญชีแนบท้าย พ.ร.ก. ยังระบุกรอบการใช้จ่ายแบบกว้างๆ โดยแผนเยียวยาครอบคลุมเกษตรกรและผู้ประกอบการ แต่โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ใช้งบถึง 1.7 แสนล้านบาท หรือเกือบทั้งหมดของแผนนี้

แผนเปลี่ยนผ่านพลังงานและข้อกังวลเรื่องความเร่งด่วน

ส่วนแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน มีขอบเข้ากว้างมาก รวมถึงการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะแรงงาน ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่าทำไมต้องบรรจุใน พ.ร.ก.กู้เงินฉบับเร่งด่วนนี้ด้วย ฝ่ายค้านจึงยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดย “ไหม” ย้ำว่า “ไหม” ยันไม่กระทบเยียวยา ฝ่ายค้านยื่นศาลตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน การยื่นคำร้องนี้มีผลเพียงชะลอการอนุมัติจากรัฐสภาออกไปไม่เกิน 60 วัน และหากศาลวินิจฉัยว่าบางส่วนขัดรัฐธรรมนูญ ก็กระทบเฉพาะแผนพลังงาน ส่วนแผนเยียวยารัฐบาลกู้เงินช่วยประชาชนได้ทันที

ข้อวิจารณ์เรื่องรูปแบบเยียวยาที่ดู “สุ่ม” และ “เกือบถ้วนหน้า” อาจทำให้ผู้เดือดร้อนบางคนพลาดสิทธิ “ไหม” แนะนำให้ใช้กลไกรัฐสภาในการตรวจสอบมากกว่าศาล เพื่อให้การช่วยเหลือเดินหน้าต่อเนื่อง ประชาชนที่กำลังรอความช่วยเหลือสามารถมั่นใจได้

หลักการของพรรคประชาชน

พรรคประชาชนยืนยันว่า การยื่นคำร้องครั้งนี้อยู่ในขอบเขตอำนาจนิติบัญญัติ เพื่อให้ศาลวินิจฉัยกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ไม่ใช่การขยายอำนาจศาลให้กลายเป็น “นิติสงคราม” เพื่อเล่นงานฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง พรรคยึดผลประโยชน์ประชาชนและหลักประชาธิปไตยรัฐสภาเป็นหลัก

ประเด็นนี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการกำกับดูแลการใช้เงินภาษีอย่างโปร่งใส โดยเฉพาะเงินกู้จำนวนใหญ่ หาก พ.ร.ก.นี้ผ่านไปโดยไม่มีรายละเอียดชัดเจน อาจนำไปสู่ปัญหาการใช้จ่ายที่ไม่เหมาะสมในอนาคต ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบเพื่อประชาชนทุกคน

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวของฝ่ายค้านครั้งนี้เป็นการรักษาสมดุลอำนาจที่สำคัญ ช่วยให้รัฐบาลต้องปรับปรุงกลไกให้โปร่งใสยิ่งขึ้น สุดท้ายแล้ว ประชาชนคือผู้ได้ประโยชน์ หากคุณสนใจประเด็นการเมืองและเศรษฐกิจไทย แชร์บทความนี้และแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราร่วมกันติดตามพัฒนาการต่อไป!

ที่มา – “ไหม” ยันไม่กระทบเยียวยา ฝ่ายค้านยื่นศาลตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

“พิธา” ซัด “นิติสงคราม” เพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม

ในวงการการเมืองไทยที่ร้อนระอุ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน ด้วยการโพสต์ข้อความที่กลายเป็นประเด็นร้อน “พิธา ซัด นิติสงคราม เพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม” โดยปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องล้มล้างการปกครอง และยืนยันว่าเจตนาการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือที่รู้จักกันในชื่อกฎหมายหมิ่นพระบรมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีจุดประสงค์เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งในสังคมไทยเท่านั้น

“พิธา” ซัด “นิติสงคราม” เพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม

วันที่ 23 เมษายน 2569 นายพิธาได้โพสต์ข้อความยืนยันเจตนาในการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 112 โดยระบุชัดว่าการกระทำดังกล่าวไม่ได้มุ่งเซาะกร่อนหรือบ่อนทำลายระบอบการปกครองแต่อย่างใด แต่เป็นความพยายามนำความขัดแย้งทางความคิดที่รุนแรงในสังคมไทย สู่การถกเถียงในพื้นที่ปลอดภัยอย่างสภาผู้แทนราษฎร ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญและกระบวนการนิติบัญญัติสากล

พิธาชี้ให้เห็นว่าคดีที่เกิดขึ้นนี้ไม่สมควรเป็นคดีอาญาตั้งแต่แรก แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ “นิติสงคราม” ที่มุ่งทำลายพรรคการเมืองฝ่ายค้านอย่างพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล และพรรคประชาชน โดยเฉพาะการนำ “มาตรฐานทางจริยธรรม” มาใช้อย่างเข้มข้นแต่ไร้หลักเกณฑ์ชัดเจน ขาดการถ่วงดุล ทำให้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อกำจัดฝ่ายตรงข้าม สิ่งนี้นี่เองที่เป็นการบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

เจตนาการเสนอแก้มาตรา 112 เพื่อคลี่คลายความขัดแย้ง

การเสนอแก้มาตรา 112 เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรง พิธาย้ำว่าการนำเรื่องนี้เข้าสภาเป็นวิถีทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดการอภิปรายอย่างเปิดเผยและหาข้อยุติที่ยั่งยืน แทนที่จะปล่อยให้ความขัดแย้งคุกรุ่นในสังคม ซึ่งอาจนำไปสู่ความแตกแยกยิ่งกว่าเดิม นี่คือตัวอย่างของการใช้กลไกประชาธิปไตยในการแก้ปัญหา ไม่ใช่การก่อการร้ายหรือล้มล้างอย่างที่ถูกกล่าวหา

วิพากษ์การใช้นิติสงครามและมาตรฐานจริยธรรมไร้กฎเกณฑ์

ในโพสต์ดังกล่าว พิธาได้ตั้งข้อสังเกตถึงการใช้กฎหมายและจริยธรรมเป็นอาวุธ โดยเฉพาะ “นิติสงคราม” ที่เลือกเป้าหมายเฉพาะเจาะจงทางการเมือง สิ่งนี้ไม่เพียงทำลายบุคคล แต่ยังอ่อนแอสถาบันรัฐสภาและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบยุติธรรม การขาดมาตรฐานที่ชัดเจนทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติ สร้างความไม่เป็นธรรมในสังคม

เหตุผล 3 ประการที่ ส.ส. 10 คนไม่จำเป็นต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่

สำหรับกรณี ส.ส. 10 คนที่ยังถูกดำเนินคดี พิธาเห็นว่าควรให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป โดยมีเหตุผลหลัก 3 ประการ ดังนี้

  • ไม่ก่อความเสียหายร้ายแรง: การกระทำไม่ได้สร้างความเสียหายต่อรัฐหรือประชาชนในระดับที่ต้องระงับสิทธิทันที
  • อยู่ภายใต้กลไกตรวจสอบ: การทำงานของ ส.ส. มีการกำกับดูแลจากรัฐธรรมนูญและคณะกรรมการจริยธรรมอยู่แล้ว
  • บทบาทสำคัญต่อประชาชน: ส.ส.ทั้ง 10 มีภารกิจตรากฎหมายและตรวจสอบรัฐบาล หากหยุดงานจะทำให้ฝ่ายค้านอ่อนแอ และด้วยจำนวนไม่ถึงเกณฑ์รวมกลุ่มเสนอร่างกฎหมายซ้ำ จึงไม่มีความเสี่ยงกระทำผิดเดิม

การให้ ส.ส. ทำงานต่อไปนี้ไม่ใช่การละเว้น แต่เป็นการรักษาความต่อเนื่องของระบบรัฐสภา ในระหว่างที่คดียังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยที่ให้โอกาสพิสูจน์ความบริสุทธิ์

บริบทการเมืองไทยและผลกระทบระยะยาว

เหตุการณ์นี้สะท้อนภาพรวมการเมืองไทยที่กฎหมายถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อสู้กันเอง โดยเฉพาะประเด็นมาตรา 112 ที่เป็นจุดถกเถียงมานาน พรรคก้าวไกลและพรรคผู้สืบทอดถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด การ “ซัด” ของพิธาครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการปกป้องตัวเอง แต่ยังเป็นการเรียกร้องให้สังคมไทยมีพื้นที่เสรีภาพในการแสดงความเห็นมากขึ้น หากปล่อยให้ “นิติสงคราม” ดำเนินต่อไป อาจนำไปสู่การแบ่งแยกที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม

นอกจากนี้ ยังมีนักวิชาการและนักการเมืองฝ่ายอื่นออกมาแสดงความเห็นเห็นด้วยกับพิธา เช่น ชี้ว่าการใช้มาตรฐานจริยธรรมแบบสองมาตรฐานกำลังกัดกินความน่าเชื่อถือของสถาบันตุลาการและรัฐสภา สิ่งที่จำเป็นคือการปฏิรูประบบให้โปร่งใสและเท่าเทียม เพื่อให้ประชาธิปไตยไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

ในมุมมองของผู้เขียน “พิธา ซัด นิติสงคราม เพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม” เป็นคำเตือนที่สำคัญต่อผู้มีอำนาจ ว่าการใช้อำนาจทางกฎหมายโดยปราศจากสมดุลจะย้อนกลับมาทำร้ายระบบโดยรวม สุดท้ายแล้ว ผู้ที่เสียหายมากที่สุดคือประชาชนที่ต้องการผู้นำที่ทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ

คุณคิดเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้? เชื่อว่า “นิติสงคราม” เป็นภัยต่อประชาธิปไตยหรือไม่? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นการถกเถียงที่สร้างสรรค์!

ที่มา – “พิธา” ซัด “นิติสงคราม” ใช้มาตรฐานจริยธรรมแบบไร้กฎเกณฑ์ เพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม

“มนพร” มองรัฐบาล “อนุทิน” รอดหรือไม่ หากเจออภิปราย

“มนพร” ลุยปราศรัยนครพนม ทวงคืนแชมป์จากภูมิใจไทย ชี้เพื่อไทยถูกกระทำนิติสงครามหลายครั้ง แต่ไม่หวั่นไหว มองการเมือง 2 มาตรฐาน เทียบยุคนายกฯ อิ๊งค์-อนุทิน มีปัญหาในลักษณะเดียวกัน แต่โดนแค่เพื่อไทย มั่นใจรัฐบาลถึงทางตัน เหลือแค่ยุบสภาหนีถ้าเจอซักฟอก ประเด็นสำคัญคือ “มนพร” มองรัฐบาล “อนุทิน” แล้วมีความเห็นอย่างไรต่อสถานการณ์ปัจจุบัน

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 นางมนพร เจริญศรี สส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย อดีต รมช.คมนาคม ในฐานะรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เตรียมพร้อมเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลงพื้นที่ปราศรัย ลุยจัดเวทีย่อยหาเสียง พบปะชาวบ้านรายตำบล ในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 2 เขต 3 เขต 4 พร้อมมีการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. เขต 3 เขต 4 นครพนม คนใหม่ ภายใต้แคมเปญยกเครื่องเพื่อไทย เพื่อทวงแชมป์คืนจากภูมิใจไทย ตั้งเป้ากวาดที่นั่งเป็นของเพื่อไทย ทั้ง 4 เขต เพราะเหลือเพียงแค่เขต 3 และเขต 4 เป็นพรรคภูมิใจไทย เน้นชูนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนแท้จริง เชื่อมั่นพรรคเพื่อไทยมีนโยบายกินได้ เข้าถึงประชาชน แต่มีนักการเมืองบางพรรคสร้างความบิดเบี้ยวทางการเมือง มองข้ามเสียงข้างมากของประชาชน ที่มาจากการเลือกตั้ง ยืนยันความจำเป็นของการเลือกตั้งครั้งนี้ จะต้องรวมพลังสนับสนุนพรรคเพื่อไทย กลับมาเป็นรัฐบาล สานต่อนโยบายการพัฒนาขับเคลื่อนประเทศไทย

เพื่อไทยถูกกระทำนิติสงครามหลายครั้งแต่ไม่หวั่นไหว

นางมนพร กล่าวปราศรัยกับพี่น้องประชาชนว่า ทุกนโยบายของพรรคเพื่อไทย มาจากความเดือดร้อน และปัญหาความทุกข์ยากของประชาชน ทุกนโยบาย ทุกยุคทุกสมัย เข้าถึงประชาชน แต่เสียดาย ปัญหาการเมืองประเทศไทย ทำให้พี่น้องประชาชนเสียโอกาส เพราะนักการเมืองบางพรรคสร้างความบิดเบี้ยวทางการเมือง หวังสืบอำนาจทางการเมือง จนพรรคเพื่อไทย ที่มีผลงานมากที่สุดของประเทศ ประชาชนได้ประโยชน์ ตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน จนถึงเพื่อไทย ถูกกระทำจากปัญหานิติสงคราม ถูกปฏิวัติ รัฐประหาร ยุบพรรค มาหลายครั้ง แต่ยืนยันไม่เคยหวั่นไหว ไม่เคยล่มสลาย พร้อมยืนเคียงข้างประชาชน ที่สำคัญ พรรคเพื่อไทยมีประชาชนเป็นผนังทองแดง กำแพงเหล็ก ทำให้มีพลังขับเคลื่อนการทำงานต่อเนื่อง

“มนพร” มองรัฐบาล “อนุทิน” อย่างไร

หากถามถึงรัฐบาลปัจจุบัน ของนายกฯ อนุทิน ถือเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจเสียงข้างน้อย มาจากความบิดเบี้ยวทางการเมือง ยากที่จะเดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนา ได้จัดตั้งรัฐบาลเพราะเสียงฝ่ายค้านมาสนับสนุน ทำให้เห็นความชัดเจนของการเมืองแบบสองมาตรฐาน ยกตัวอย่าง เป็นที่น่าสังเกต กรณีอดีตนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นจากตำแหน่ง เพราะการเจรจาเพื่อความสันติวิธีเกี่ยวกับปัญหาชายแดน แต่รัฐบาลปัจจุบันมีปัญหามากมาย ที่เข้าข่ายความผิดในการใช้อำนาจหน้าที่ รวมถึงการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ที่มีปัญหาในลักษณะเดียวกันกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทย แต่ไม่ถูกพิจารณาตัดสินความผิด อย่างไรก็ตามเชื่อมั่น หากรัฐบาล นายกฯ อนุทิน ไม่ยุบสภาก่อนที่จะมีการถูกซักฟอกอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากถึงเวลาลงมติไม่ไว้วางใจ คงยากที่จะรอดเพราะมีเสียงข้างน้อยกว่าฝ่ายค้าน ทำให้การเลือกตั้งที่จะมาถึงสำคัญสำหรับพี่น้องประชาชน ถึงเวลารวมพลังสนับสนุนพรรคเพื่อไทย สร้างความสมบูรณ์ให้แก่ระบอบประชาธิปไตย ประกาศจุดยืนให้นักการเมืองรับรู้ว่า เสียงของประชาชนจะต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดิน พรรคการเมืองที่มาจากเสียงข้างมากของประชาชน จะต้องยืนหยัดอยู่กับประชาชน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทย

“มนพร” มองรัฐบาล “อนุทิน” ถ้าไม่ยุบสภาหนี รอดยากถ้าเจออภิปรายไม่ไว้วางใจ

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น “มนพร” มองรัฐบาล “อนุทิน” ว่ามีความเสี่ยงที่จะไม่รอด หากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นจริง นี่คือมุมมองที่น่าสนใจและควรพิจารณาในการตัดสินใจทางการเมืองครั้งต่อไป

การเมืองไทยมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

ที่มา – “มนพร” มองรัฐบาล “อนุทิน” ถ้าไม่ยุบสภาหนี รอดยากถ้าเจออภิปรายไม่ไว้วางใจ

รังสิมันต์โรม ผิดหวังเพื่อไทย ยื่นศาล รธน. ฟัน “เท้ง”

“รังสิมันต์ โรม” ผิดหวัง “เพื่อไทย” ใช้นิติสงคราม จ่อฟัน “เท้ง ณัฐพงษ์” พ้น สส. อ้าง TOA  เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง ทั้งที่ “แพทองธาร” เพิ่งหลุดนายกฯ ควรเข้าใจเรื่องนี้มากกว่าใคร อัด แทนที่จะสร้างฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง

วันที่ 6 ก.ย. 2568 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคเพื่อไทยจ่อร้องพรรคประชาชนล้มล้างการปกครอง จากการทำ TOA กับพรรคภูมิใจไทย และโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า ตนเองได้เห็นร่างคำร้องศาลรัฐธรรมนูญแล้ว เป็นการร้องให้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ  สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน สิ้นสุดสมาชิกภาพ สส.จากการลงนามใน TOA  เป็นเรื่องที่ตนเองรับไม่ได้ พรรคเพื่อไทยจะอาศัยการตีความมั่ว ๆ การอ้างเรื่องไม่เป็นเรื่องว่าการทำ TOA เป็นการล้มล้างการปกครอง ตนเองคิดว่าความพยายามของพรรคเพื่อไทยในการโยงเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ Nonsense ไร้สาระเป็นอย่างมาก 

ถ้าการกระทำของเราเป็นการกระทำที่ล้มล้างการปกครอง แล้วพรรคเพื่อไทย มีมติรับทุกข้อเสนอของพรรคประชาชน เท่ากับเป็นการรับข้อเสนอที่ล้มล้างการปกครองหรอกหรือ ตนเองคิดว่าสุดท้ายคือ เมื่อเราตัดสินใจทำ TOA กับพรรคภูมิใจไทยแล้วพรรคเพื่อไทยไม่ได้รับ TOA กลายเป็นว่า พยายามที่จะอ้างเรื่องต่าง ๆ เป็นการใส่ร้ายพรรคประชาชน

ในเมื่อวันนี้ทั้งสองพรรคต่างเป็นฝ่ายค้านที่มีเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เราควรมาช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งภายใต้รัฐบาลเฉพาะกิจเฉพาะกาล แต่กลายเป็นว่าพรรคเพื่อไทยใช้นิติสงคราม ใช้ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งดูแล้วไม่แตกต่างอะไรกับสิ่งที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีโดน 

“พรรคเพื่อไทยที่ควรเข้าใจเรื่องนี้มากกว่าใคร กลายเป็นเอาเรื่องไม่เป็นเรื่องมาโจมตีกัน เป็นเรื่องที่ตนรับไม่ได้ หวังผลที่จะทำร้าย ทำลาย ความเป็นสมาชิกภาพของนายณัฐพงษ์ เป็นสิ่งที่น่าผิดหวัง เพราะพรรคเพื่อไทยควรจะเข้าใจเรื่องเหล่านี้ดีที่สุด”

ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นไปได้ไหมว่าเมื่อเพื่อไทยแพ้ทางการเมืองแล้ว จึงต้องการเอาชนะทางนิติสงครามแทน นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตนเองไม่ได้มองเรื่องการแพ้ชนะทางการเมือง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานไม่ใช่แค่การเมืองระหว่างนายชัยเกษม นิติสิริ กับนายอนุทิน แต่คือการเลือกระหว่างนายอนุทินกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือตัวเลือกอื่น ๆ เพราะนายชัยเกษมพูดชัดเจนว่าตนเองเป็นแค่ตุ๊กตา นายชัยเกษมบอกใบ้กับสังคมว่าอาจจะมีอัศวินขี่ม้าขาว นายชัยเกษมพูดขนาดที่ว่าเขาแทบไม่ได้รับการติดต่อจากพรรคเพื่อไทยเลย

นายชัยเกษมยังไม่แม้แต่จะไว้ใจพรรคเพื่อไทย คำถามคือจะให้เราไว้วางใจแล้วทำ TOA กับพรรคเพื่อไทยได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นหากเราดูเรื่องเทคนิควิธีการเหมือนตอนเลือกนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สภาฯ ให้เสนอชื่อได้แค่ครั้งเดียว หากเมื่อวานทั้งนายชัยเกษมและนายอนุทินไม่เข้า ทั้งสองคนนี้จะไม่สามารถถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตได้ซ้ำอีก จะเหลือแคนดิเดตอีก 3 คน คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ถามง่าย ๆ 3 คนนี้ใครจะมีโอกาสเป็นนายกฯ มากที่สุด ตนเองเชื่อว่ามีโอกาสที่จะมีขบวนการบางอย่างดึง พล.อ.ประยุทธ์ กลับมามีอำนาจอีกครั้ง

นายรังสิมันต์ ยืนยันว่า พรรคประชาชน เราไม่สามารถยอมรับการกลับเข้าสู่อำนาจอีกครั้งของ พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยการบริหารงานที่ล้มเหลว ละเมิดสิทธิมนุษยชน และสร้างความเสียหายในอดีตไว้มากมาย เราจึงจะไม่ปล่อยให้เกิดนายกฯ คนนอก หรืออำนาจนอกระบบครอบงำ  เราจึงจำเป็นต้องทำในสิ่งที่ต้องทำ เราหวังว่าในเวลาอีก 4 เดือน รัฐบาลภูมิใจไทยต้องรักษาสัญญา เพราะ TOA ที่เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นสัญญาระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนเท่านั้น แต่ทุกอย่างถูกวางบนโต๊ะ หากมีการละเมิด TOA ถือเป็นการตระบัดสัตย์ต่อพี่น้องประชาชน

รังสิมันต์โรม ผิดหวังเพื่อไทย ยื่นศาล รธน. ฟัน “เท้ง”

จุดยืนของรังสิมันต์โรม กรณีเพื่อไทยยื่นศาล รธน. ฟัน “เท้ง”

จากกรณีที่พรรคเพื่อไทยยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาการสิ้นสุดสมาชิกภาพ สส. ของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน ทำให้นายรังสิมันต์ โรม ออกมาแสดงความผิดหวังอย่างชัดเจน โดยมองว่าเป็นการใช้นิติสงครามที่ไม่เป็นธรรม

รังสิมันต์โรม ผิดหวังเพื่อไทย ที่หันมาใช้วิธีการทางกฎหมายเพื่อจัดการกับฝ่ายค้าน โดยอ้างเหตุผลเรื่องการทำ TOA กับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไร้สาระและไม่สมเหตุสมผล

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในขั้วการเมือง และอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานร่วมกันในอนาคต การที่พรรคเพื่อไทยซึ่งเคยได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจศาล กลับมาใช้วิธีการเดียวกัน ทำให้เกิดคำถามถึงความจริงใจในการสร้างประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

การที่นายรังสิมันต์ โรมออกมาวิพากษ์วิจารณ์พรรคเพื่อไทยอย่างตรงไปตรงมา สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อวิธีการทางการเมืองที่เกิดขึ้น และอาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอนาคต.

ที่มา – “โรม” ผิดหวัง เพื่อไทยยื่นศาล รธน. ฟัน “เท้ง” อ้าง TOA ล้มล้างการปกครอง

Scroll to top