นโยบายพรรคเพื่อไทย

ศุภชัยถามเพื่อไทย เรื่องรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

“ศุภชัย” จี้ เพื่อไทยตอบ ป้ายนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ทำทันทีกี่โมง ใช้งบอุดหนุนจากไหน หวั่นเอาภาษีคน ตจว. อุ้มคนกรุงฯ หรือไม่ กังขา “สุริยะ” นั่งคมนาคม มานาน ไม่ทำตั้งแต่เป็นรัฐบาล

วันที่ 7 มกราคม 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และแกนนำพรรคภูมิใจไทย ออกมาตั้งคำถามถึงนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยที่ปรากฏบนป้ายหาเสียงทั่วกรุงเทพฯ เกี่ยวกับนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ทำทันทีว่า เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าจะทำทันทีในราคา 20 บาทจริงหรือไม่ เพราะความเป็นจริงแล้ว นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ต่อเนื่องตั้งแต่รัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน จนถึงรัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร จนถึงวันนี้ ยังไม่มีรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เกิดขึ้นจริง จึงต้องถามว่าทำได้จริงหรือไม่

นายศุภชัย กล่าวอีกว่า การดำเนินนโยบายเรื่องราคาค่าโดยสาร มีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 3 ฉบับคือ พระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง และพระราชบัญญัติตั๋วร่วม การปรับลดค่าโดยสารจะต้องสอดคล้องกับกรอบกฎหมายดังกล่าว

“คำถามคือ วันนี้หากผู้โดยสารในปัจจุบันต้องจ่ายค่าโดยสาร 30–40 บาท แต่จู่ๆ จะลดฮวบเหลือ 20 บาท แปลว่าที่ผ่านมามีการเก็บค่าโดยสารเกินราคา หรือหากเก็บตามระยะทางถูกต้องอยู่แล้ว พรรคเพื่อไทยที่จะมาทำทันทีเมื่อเป็นรัฐบาล จะนำเงินมาอุดหนุนหรือมาจากงบประมาณแผ่นดิน หรือเอามาจากภาษีของคนสุไหงโกลก คนกาญจนบุรี คนเชียงราย หรือคนต่างจังหวัดที่ไม่ได้ใช้รถไฟฟ้าหรือไม่ หรือเอาภาษีคนทั้งประเทศมาอุดหนุนเฉพาะคนกรุงเทพฯ ต้องตอบว่ามีวิธีการอย่างไร ให้คนกรุงเทพฯ และคนทั้งประเทศได้สบายใจ ไม่ใช่แค่ขึ้นป้ายหาเสียงแล้วไม่มีคำอธิบายในเมื่อท่านเป็น รมว.คมนาคม ตั้งแต่ตอนแรก ทำไมไม่ทำตอนนั้น ทำไมคิดจะมาทำทันทีตั้งแต่ตอนนี้อีก”

รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

ประเด็นเรื่องนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย กลายเป็นที่จับตามองอย่างมากจากหลายฝ่าย ทั้งประชาชนทั่วไปและนักวิเคราะห์ทางการเมือง ต่างก็ต้องการทราบรายละเอียดและแนวทางการดำเนินงานของนโยบายนี้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะแหล่งเงินทุนที่จะนำมาใช้ในการอุดหนุน รวมถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้เสียภาษีในต่างจังหวัด

คำถามสำคัญเกี่ยวกับนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

  • นโยบายนี้จะเริ่มดำเนินการได้จริงเมื่อไหร่ และมีไทม์ไลน์ที่ชัดเจนหรือไม่
  • แหล่งเงินทุนที่จะนำมาใช้ในการอุดหนุนมาจากส่วนใด งบประมาณแผ่นดิน ภาษีประชาชน หรือแหล่งอื่น ๆ
  • จะมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อผู้เสียภาษีในต่างจังหวัดอย่างไร
  • นโยบายนี้จะส่งผลกระทบต่อระบบขนส่งมวลชนโดยรวมอย่างไร
  • มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงราคาค่าโดยสารในอนาคตหรือไม่

เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน พรรคเพื่อไทยควรออกมาให้รายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย อย่างชัดเจนและโปร่งใส เพื่อสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การที่นายศุภชัยออกมาตั้งคำถามในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของหลายฝ่ายเกี่ยวกับความยั่งยืนและความเป็นธรรมของนโยบายนี้ หากพรรคเพื่อไทยสามารถตอบคำถามและคลายข้อสงสัยได้อย่างชัดเจน ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างกว้างขวาง

อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายใด ๆ ก็ตาม ควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนทุกภาคส่วนอย่างเท่าเทียมกัน และต้องมีการวางแผนและบริหารจัดการอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ

ที่มา – “ศุภชัย” จี้ เพื่อไทยตอบ นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ทำทันทีกี่โมง ถามใช้งบอุดหนุนจากไหน

“จุลพันธ์” เผยคะแนน “ยศชนัน-เพื่อไทย” ดีขึ้นจริงหรือ?

“จุลพันธ์” เผยคะแนน “ยศชนัน-เพื่อไทย” ดีขึ้น มั่นใจพรรคเพื่อไทยตีตื้นได้หลังลงพื้นที่ครบสัปดาห์ โว! กระแสตอบรับดี ฟาก “ยศชนัน” คะแนนนิยมดีขึ้นหลังเปิดตัว จ่อเปิดนโยบายหมัดเด็ด 2 ระลอก เผยพบพิรุธลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าบางพื้นที่มากผิดปกติ หวั่นซื้อเสียงเลือกตั้ง

เมื่อเวลา 08.15 น. วันที่ 3 ม.ค. 2569 ที่ตลาดริมคลองเจริญกรุง 103 ชุมชนสวนหลวง 1 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการหาเสียงครบ 1 สัปดาห์จะต้องมีการปรับแผนหรือเพิ่มกลยุทธ์อะไรหรือไม่ว่า ช่วงนี้เรามีการวางแผนไปจนถึงจบการเลือกตั้ง ในเรื่องของการดีเบต ในส่วนของเวทีต่างๆ ในแต่ละพื้นที่ เรามีการกำหนดผู้ปราศรัย ซึ่งตนและนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย จะได้ลงทุกพื้นที่พร้อมกับพบปะพี่น้องประชาชน วันนี้เราพร้อมทุกอย่าง ส่วนต้องปรับอะไรนั้นอาจจะมีหน้างานบ้าง แต่ส่วนใหญ่เราค่อนข้างพร้อม และมีกำหนดที่จะเปิดนโยบายสำคัญอีก 2 ช่วง ที่จะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน

เมื่อถามถึงความนิยมของแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ที่ครั้งนี้หลายโพลมองว่าจะมาเป็นอันดับ 3 จะมีนโยบายอะไรที่จะดึงเสียงความนิยมของประชาชนกลับมาเหมือนเดิม นายจุลพันธ์ กล่าวว่า สำหรับผลโพลขณะนี้ ตนมองว่าเป็นเรื่องแปลกที่พรรคเพื่อไทยไม่ได้อยู่ในการแข่งขัน พอดูจากผลโพลก็พบว่าพรรคเพื่อไทยเริ่มที่จะจ่อขึ้นมาแล้ว จากที่ไม่มีชื่อของนายยศชนัน แต่เมื่อเปิดชื่อออกมา 15 วัน ความนิยมจ่อขึ้นมาแล้ว และจากการทำงาน โอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะนำเป็นอันดับ 1 ไม่ใช่เรื่องยาก ซึ่งการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยเป็นตัวเต็ง แต่ก็มีการพลิกแซงในโค้งสุดท้าย ดังนั้นอย่าไปคิดว่าประชาชนเป็นของตาย หรือประชาชนมีความแน่นอน เพราะประชาชนมีโอกาสและมีสิทธิ์ในการตัดสินใจ และเป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละบุคคล ฉะนั้นการทำงานอย่างหนักจึงจะเป็นเครื่องพิสูจน์ให้ประชาชนได้รู้ถึงความตั้งใจและแนวนโยบายของพรรคเรา

เมื่อถามว่าในพื้นที่กรุงเทพฯ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการต่อสู้ระหว่างพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทยจะมีกลยุทธ์อย่างไร นายจุลพันธ์ กล่าวว่า หากมาเดินพบปะประชาชนเช่นพวกตน จะเห็นว่าเรามีโอกาสสูงมาก วันนี้การตอบรับแต่ละพื้นที่แต่ละชุมชนเป็นไปด้วยดี พี่น้องประชาชนให้การตอบรับ ฉะนั้นตนจึงไม่ได้เป็นห่วงในประเด็นนี้ และนโยบายของเรายังออกไม่หมด และจะมีนโยบายทีเด็ดทีขาดที่จะนำมาให้พี่น้องประชาชนตัดสินใจ ซึ่งจะมีการออกนโยบายอีก 2 ระลอก แต่คงไม่ช้าถึงขณะที่ออกในสัปดาห์สุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง โดยคาดว่าในต้นปีนี้จะออกมา 1 นโยบาย ขอให้ประชาชนรอติดตาม

เมื่อถามถึงผู้สมัครในพื้นที่อื่นๆ ได้มีการรายงานปัญหาอุปสรรคหรือข้อพิรุธเข้ามาหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวยอมรับว่า มีปัญหาพอสมควร และมีเรื่องที่น่ากังวลคือการทุจริตคอร์รัปชั่น การทำลายป้ายหาเสียง และอย่างที่ตนเคยให้สัมภาษณ์ว่าอย่าไปโทษผู้สมัคร แต่ทุกพรรคต้องกำชับอย่างจริงจัง ว่าอย่าให้มีการทำร้ายหรือทำลายป้ายหาเสียง ซึ่งช่วงนี้เริ่มจะเห็นว่ามีการทำลายป้ายหาเสียงของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นสัญญาณว่ากระแสความนิยมของพรรคกำลังกลับมาอย่างดี ซึ่งตนขอความกรุณาผู้สมัครแต่ละพรรคการเมือง ให้ช่วยกันเน้นย้ำเรื่องดังกล่าวนี้

นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งมีการส่งข้อมูลเข้ามาเรื่อยๆ เช่น การเก็บบัตรประชาชนตามพื้นที่ต่างจังหวัด และอีกเรื่องคือมีตัวเลขในการเลือกตั้งล่วงหน้า ที่เยอะผิดปกติในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นสัญญาณที่อันตราย พวกเราในฐานะฝ่ายการเมืองจะติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะที่ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ก็ขอให้ดำเนินภารกิจตามหน้าที่ของท่านในการติดตามการทุจริตคอร์รัปชั่น การซื้อสิทธิ์ขายเสียงอย่างเข้มข้นด้วย

เมื่อถามย้ำว่ามีตัวเลขหรือข้อมูลหรือไม่สำหรับการเลือกตั้งล่วงหน้าที่ผิดปกติ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า จะมีการรวบรวมข้อมูลและนำเสนออีกครั้ง เพราะมีบางพื้นที่เท่านั้นที่มีตัวเลขโดดผิดปกติ ซึ่งไม่ใช่การย้ายที่อยู่ เพราะมีระยะเวลาตามกฎหมายกำหนดอยู่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือมีผู้ประสงค์ใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้า เยอะกว่าค่าเฉลี่ยปกติ เพื่อให้ประชาชนไปใช้สิทธิ์ก่อนวันเลือกตั้งเพื่อสะดวกในการซื้อสิทธิ์ขายเสียง

“จุลพันธ์” เผยคะแนน “ยศชนัน-เพื่อไทย” ดีขึ้น

“จุลพันธ์” มองอนาคต “ยศชนัน-เพื่อไทย” คะแนนดีขึ้น จริงหรือไม่?

จากข้อมูลที่นายจุลพันธ์ได้ให้สัมภาษณ์นั้น ทำให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยในการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง การที่คะแนนนิยมของนายยศชนันและพรรคเพื่อไทยเริ่มดีขึ้นเป็นสัญญาณที่ดี แต่ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถรักษาและเพิ่มคะแนนนิยมได้หรือไม่ นอกจากนี้ การพบพิรุธเกี่ยวกับการเลือกตั้งล่วงหน้าก็เป็นสิ่งที่ต้องจับตามองและแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

การออกมาให้ข้อมูลของ “จุลพันธ์” ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของพรรคเพื่อไทยที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ดังนั้น ประชาชนควรติดตามข้อมูลและนโยบายของพรรคอย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ที่มา – “จุลพันธ์” เผยคะแนน “ยศชนัน-เพื่อไทย” ดีขึ้น แฉ ตจว. เริ่มเก็บบัตรประชาชน

“ยศชนัน” หาเสียง ขอมองไปข้างหน้าให้เป็นปีแห่งโอกาส

“ยศชนัน” หาเสียง ขอมองไปข้างหน้าให้เป็นปีแห่งโอกาส เชื่อ “พลภูมิ” จะได้กลับมา

ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง “ยศชนัน” หาเสียง ขอมองไปข้างหน้าให้เป็นปีแห่งโอกาส โดยเชื่อมั่นว่า “พลภูมิ” จะกลับมาเป็น ส.ส. อีกครั้ง พร้อมเน้นย้ำถึงนโยบายที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่อนาคตที่สดใสกว่าเดิม

“ยศชนัน” หาเสียง ขอมองไปข้างหน้าให้เป็นปีแห่งโอกาส

เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และนายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรค นำทีมลงพื้นที่หาเสียงในเขต 14 และ 15 กรุงเทพมหานคร โดยมีนายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ผู้สมัคร ส.ส. เขต 15 และนายพงศกร รัตนเรืองวัฒนา ผู้สมัคร ส.ส. เขต 14 ร่วมขบวน

บรรยากาศการหาเสียงเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและสะท้อนปัญหาต่างๆ ที่พวกเขาเผชิญ โดยเฉพาะเรื่องค่าครองชีพที่สูงขึ้น ความต้องการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย และโครงการหวยเกษียณที่ช่วยสร้างความมั่นคงในชีวิตบั้นปลาย

นายยศชนันกล่าวว่า เขตนี้เบอร์ 6 พรรคเพื่อไทยเบอร์ 9 และปีหน้า 69 ต้องเลือกทั้งคนทั้งพรรค ขออย่าเลือกผิด นอกจากนี้ยังได้ทดลองปิ้งหมูร่วมกับแม่ค้า และไหว้พระสงฆ์ที่มาบิณฑบาต

นโยบายเพื่อปากท้องและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นายยศชนันเน้นย้ำว่า นายพลภูมิไม่เคยทิ้งประชาชน และมั่นใจว่าจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอีกครั้ง เขากล่าวว่า สิ่งที่สำคญคือการส่งมอบนโยบายที่ถูกต้องให้กับคนในพื้นที่ โดยเฉพาะเรื่องปัญหาปากท้อง หนี้สิน และความต้องการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

นโยบายที่พรรคเพื่อไทยจะผลักดัน ได้แก่ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย รถเมล์แอร์ 10 บาท ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3.70 บาท โดยการนำระบบไฟฟ้าพลังงานทดแทน เช่น โซลาร์เซลล์ กลับมาใช้ เพื่อลดค่าไฟฟ้าอย่างยั่งยืน รวมถึงโครงการหวยเกษียณที่จะสร้างการออมเงินเพื่อใช้ในวัยเกษียณ

นายพลภูมิกล่าวเสริมว่า เขามีความมั่นใจที่จะชนะการเลือกตั้งในพื้นที่ของตนเอง เพราะตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เขาได้ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และประชาชนได้เห็นถึงความตั้งใจในการทำงานของเขา

“ยศชนัน” หาเสียง ขอมองไปข้างหน้าให้เป็นปีแห่งโอกาส โดยกล่าวถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย อยากให้มีการเลือกตั้งแบบแฟร์ว่า สิ่งสำคัญคือต้องมองไปข้างหน้า มองที่ประเทศ มองที่ประชาชนที่เดือดร้อน ปีหน้าเป็นปีแห่งโอกาสที่จะให้ของขวัญกับประชาชนเป็นนโยบายที่ทำให้เขาได้ใช้ชีวิตกลับขึ้นมาอีกครั้ง

นายจุลพันธ์กล่าวถึงเรื่องการทุจริตการเลือกตั้งว่า พรรคเพื่อไทยได้ตั้งกองตรวจสอบเหตุทุจริตการเลือกตั้ง โดยมีนายชูศักดิ์ ศิรินิล เป็นหัวหน้าทีม เพราะพรรคเพื่อไทยถูกกระทำมาหลายครั้ง และเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ก็อาจจะมีการทุจริตเกิดขึ้น

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย มาร่วมกันตัดสินใจ เลือกคนที่ใช่ พรรคที่ชอบ เพื่อสร้างสรรค์ประเทศไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนทุกคนจะได้ร่วมกันกำหนดอนาคตของประเทศ และพรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์สังคมไทยให้ดีขึ้น

ที่มา – “ยศชนัน” หาเสียง ขอมองไปข้างหน้าให้เป็นปีแห่งโอกาส เชื่อ “พลภูมิ” จะได้กลับมา

จาตุรนต์ รณรงค์ประชามติ เห็นชอบ รธน.ใหม่

“จาตุรนต์” ย้ำ เพื่อไทยเดินหน้าร่วมภาคประชาชน รณรงค์ประชามติ “เห็นชอบ” ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ชี้ทุกพรรคการเมืองมีสิทธิรณรงค์ตามกฎหมาย กกต. ต้องเปิดพื้นที่เท่าเทียม

วันที่ 28 ธันวาคม 2568 ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานคณะกรรมการรณรงค์สื่อสารประชามติและรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการร่วมกิจกรรมรณรงค์กับภาคประชาชนในช่วงบรรยากาศการเปิดรับสมัคร สส.บัญชีรายชื่อ โดยยืนยันจุดยืนของพรรคเพื่อไทยในการผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างต่อเนื่อง พร้อมระบุว่า การรณรงค์ทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย และ กกต. ต้องอำนวยความสะดวกให้เกิดความเสรี เสมอภาค และเท่าเทียม

พรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้ารณรงค์ประชามติ “เห็นชอบ” ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แม้ว่าจะมีอุปสรรคและความท้าทายต่างๆ นานา แต่พรรคฯ ยังคงมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้ประชาชนได้มีสิทธิในการตัดสินใจอนาคตของประเทศอย่างแท้จริง

นายจาตุรนต์ ยังอ้างอิงหลักสิทธิเสรีภาพตามกฎหมายประชามติว่า ทุกภาคส่วนสามารถรณรงค์ได้อย่างเต็มที่ โดยกล่าวว่า ตนเห็นสิทธิเสรีภาพที่กำหนดไว้ในพรบ.ประชามติฉบับปัจจุบันที่บอกว่าประชาชน พรรคการเมือง กลุ่มเอกชน ภาคประชาสังคมหรือองค์กรต่างๆ มีสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญที่จะรณรงค์การออกเสียงประชามติได้อย่างเสรี เสมอภาค และเท่าเทียม และย้ำบทบาทของ กกต.ในการอำนวยความสะดวก เปิดพื้นที่การสื่อสารอย่างเป็นธรรม โดยระบุว่า กกต.จะต้องให้ความร่วมมือเปิดช่องทางในการชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน กกต.จะต้องเปิดโอกาสให้ประชาชน รวมทั้งพรรคการเมืองเข้าร่วมการรณรงค์ได้อย่างเต็มที่

สำหรับการทำงานของคณะกรรมการรณรงค์ฯ พรรคเพื่อไทย นายจาตุรนต์กล่าวว่า พรรคได้ตั้งคณะกรรมการรณรงค์ขึ้นอย่างเป็นทางการ และพร้อมประสานความร่วมมือกับทุกฝ่ายตลอดช่วงเลือกตั้งจนถึงวันลงประชามติ ซึ่งเป็นวันเดียวกัน โดยกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการรณรงค์ประชามติ “เห็นชอบ” ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจเรื่องสำคัญของชาติ และเชื่อว่าการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นประชาธิปไตย จะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ท้ายที่สุด นายจาตุรนต์ ขอบคุณภาคประชาชนและองค์กรผู้จัดกิจกรรม พร้อมยืนยันจะเข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง และแสดงความมุ่งมั่นในการที่จะเข้าร่วมทุกกิจกรรมที่ทำขึ้น

จาตุรนต์ รณรงค์ประชามติ “เห็นชอบ” ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

การรณรงค์เพื่อให้ประชาชนเห็นชอบกับการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น ถือเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมือง ภาคประชาสังคม หรือประชาชนทั่วไป การเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นอย่างเสรีและเท่าเทียม จะช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างรอบคอบและเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง

ความสำคัญของการรณรงค์ประชามติ “เห็นชอบ” ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

การรณรงค์เพื่อให้ประชาชนเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย เพราะรัฐธรรมนูญคือ กฎหมายสูงสุดของประเทศ ที่กำหนดโครงสร้างทางการเมือง การปกครอง และสิทธิเสรีภาพของประชาชน การมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย จะช่วยสร้างความมั่นคงทางการเมือง ลดความขัดแย้ง และส่งเสริมการพัฒนาประเทศในทุกด้าน

  • ส่งเสริมประชาธิปไตย: รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มาจากประชาชน จะเป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง
  • ลดความขัดแย้ง: การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการร่างรัฐธรรมนูญ จะช่วยลดความขัดแย้งและความไม่พอใจ
  • พัฒนาประเทศ: รัฐธรรมนูญที่ดี จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในทุกมิติ

ดังนั้น การรณรงค์ให้ประชาชนเห็นชอบกับการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงเป็นการสร้างโอกาสให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

การตัดสินใจของประชาชนในการออกเสียงประชามติครั้งนี้ จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของประเทศ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะใช้สิทธิของท่านอย่างเต็มที่เพื่อสร้างประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม

ที่มา – “จาตุรนต์” นำทีมภาคประชาชนเดินหน้ารณรงค์ประชามติ “เห็นชอบ” ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

จุลพันธ์เชื่อเพื่อไทย คว้า 200 ที่นั่ง สส. ได้!

“จุลพันธ์” ชี้เป้า สส. 200 ที่นั่งท้าทาย แต่เพื่อไทยทำได้ จาก “ศักยภาพพรรค-บุคลากร-นโยบาย” เผย “เยาวภา” เบรก “ยศชนัน”กลับเข้าวงการเมือง

วันที่ 22 ธ.ค.2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ในรายการเปิดปากกับภาคภูมิ ถึงการสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 จะหนักที่สุดหรือไม่ว่า เป็นภาวะที่ไม่ปกติของพรรคเพื่อไทยเท่านั้น หากถามว่ายากกว่าในอดีตหรือไม่ ขอบอกว่าหัวหน้าพรรคในอดีตหลายคนเผชิญกับภาวะที่วิกฤติกว่าตนมาก บางคนเจอการเลือกตั้งที่พ้นจากการปฏิวัติรัฐประหาร บางคนเจอกับสถานการณ์ที่มีเลือดไหลออก มีการยุบพรรคมาใหม่ จำได้ไหมครับ ดังนั้น ยุคตนไม่น่ายากกว่าคนอื่น เพียงแต่อาจเป็นครั้งแรกในรอบ 20 กว่าปี หลังจากการเลือกตั้งครั้งแรกที่เป็นไทยรักไทย ที่มีคุณทักษิณ นำพาพรรคครั้งแรก

ซึ่งครั้งนี้อาจเป็นครั้งแรกที่เราไม่ได้เป็นที่ 1 จากการเลือกตั้ง คนจึงประเมินว่าเราอาจไม่ได้เป็นเต็งหนึ่ง ซึ่งเราต้องทำความเข้าใจกับประชาชนเดินหน้าสู่การเลือกตั้งต่อไป

เมื่อถามว่าจากไทยรักไทย มาพลังประชาชน และเพื่อไทย ไม่ว่าจะผ่านสถานการณ์อะไร ก็เป็นที่ 1 มาตลอด จนครั้งที่ 2 กลับมาเป็นนายกฯ ด้วยคะแนนเฉียดฉิวมาก จะเป็นศึกหนักของหัวหน้าพรรคหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า การเลือกตั้งไม่เคยง่าย เพราะอยู่ที่มือประชาชน ก็เป็นภาระหน้าที่ของพรรคการเมืองที่จะทำความเข้าใจในการสื่อสาร แต่ตนมั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยจะสามารถกลับมาอย่างแข็งแรงมาก

ส่วนที่พรรคเพื่อไทยตั้งเป้าที่นั่ง สส. 200 คน นั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เป็นเป้าที่ท้าทาย ถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ก็เป็นไปได้ ขนาดเพื่อไทยซึ่งเคยผ่านการเลือกตั้ง มีแลนด์สไลด์ก็ทำมาแล้ว เราเคยได้ถึง 377 สมัย นายกฯยิ่งลักษณ์มี 247 หรือ 249 สุดท้ายเราผ่านการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ซึ่งเราจะผิดพลาดในหลายประเด็น โดยเฉพาะการบริหารกระแสในช่วงท้าย เราก็ยังมีถึง 141 เสียง เพราะฉะนั้นเราไม่ใช่พรรคเล็ก ตนเชื่อมั่นว่า ด้วยศักยภาพของพรรค ด้วยบุคลากรของพรรค รวมถึงนโยบายที่เราจะนำเสนอในครั้งนี้เรายังตั้งเป้า 200 จริงๆ

เมื่อถามว่า แม้จะเพิ่งผ่านเรื่องคลิปเสียง อังเคิล สถานการณ์ไทย-กัมพูชามานั้น “มันก็ผ่านมาทุกอย่างในมิติที่ดำเนินการมา คนเป็นรัฐเราก็ดำเนินการหลายอย่าง มีสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ถูกต้อง มันก็มีเหตุการณ์ที่เราทำแล้วประสบความสำเร็จอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นนโยบายในอดีต เรื่อง 30 บาทรักษาทุกโรค เรื่องกองทุนหมู่บ้าน ก็ยังอยู่กับประชาชน แน่นอนว่าคนทำงานย่อมมีบาดแผล แต่เราเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราทำมาเป็นประโยชน์กับประชาชน“ นายจุลพันธ์ กล่าว

เมื่อถามว่า เร็วไปไหม 2 ปี 6 เดือน ประเทศไทยมีนายกฯ 3 คนแล้วต้องเลือกตั้งใหม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ในสภาฯ คุยกันเล่นๆ ว่า การเป็น สส. ครั้งนี้คุ้มมาก เพราะ สส. 2 ปีเศษ เลือกนายกฯ ไป 5 ครั้ง ไม่เคยมีมาก่อน ก็เป็นโจทย์ที่พวกเราต้องมานั่งคิดว่าคือสาเหตุ พรรคเพื่อไทยผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่ เพราะเรามองว่ารัฐธรรมนูญ มีจุดบกพร่องอย่างมาก จุดเริ่มต้นผิด เนื้อหาภายในตั้งโจทย์ไม่ถูกต้อง สุดท้ายกลายเป็นรัฐธรรมนูญที่สร้างความอ่อนแอให้กลไกประชาธิปไตยและพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นก็มีเหตุอันควรให้มีกระบวนการนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สุดท้ายแม้จะไปไม่ถึงฝั่งฝัน

พวกตนบอกตั้งแต่ต้นว่า MOA มันล้มเหลว สุดท้ายมันก็พิสูจน์ว่า พวกตนถูกต้อง แต่อย่างไรก็ตามโค้งสุดท้ายสภาฯ ได้ส่งคำถามที่ 1 ไปยังรัฐบาลคือให้ประชามติว่า ประชาชน อยากจะให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ซึ่งส่งไปที่ กกต.เรียบร้อย ก็หวังว่าจะได้ลงประชามติ และคงได้เสียงสนับสนุนจากประชาชนด้วย ในการที่จะเดินหน้ามีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เมื่อถามว่าทำไม พรรคเพื่อไทยต้องมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เป็นเพราะผูกพันกับตระกูลวงศ์สวัสดิ์หรือไม่ นายจุลพันธ์ ยืนยัน ไม่เกี่ยวกันต้องพยายามแยกออก เวลาคนรู้จักกันคงไม่ได้เริ่มถามนามสกุลก่อน เราดูคนที่เนื้อ ที่ศักยภาพของเขา ความรู้ความสามารถดีกว่า ที่จะไปดูว่าเป็นใครมาจากไหน เทือกเขาเหล่ากอ มันไม่เคยมีที่ใครจะต้องไปถามลักษณะนั้น

“นายยศชนัน ไม่ใช่คนใหม่ของเพื่อไทย เพราะเคยลงสมัคร สส.เชียงใหม่ มาแล้ว แต่การเลือกตั้งโมฆะ ก็ไปใช้ชีวิตในมุมอื่น เป็นศาสตราจารย์ อยู่ที่ ม.มหิดล ซึ่งจุดนี้พิสูจน์ชัดว่าคงไม่ได้ใช้นามสกุล เพราะมหาวิทยาลัยชั้นนำ เช่น มหิดล คงไม่ได้ถามนามสกุลก่อนที่บรรจุเป็นตำแหน่ง อธิการบดี รองคณบดีต่างๆ ตรงนี้เป็นการพิสูจน์ผลงานเอง จนเมื่อปีเศษที่ผ่านมา ก็ได้กลับเข้ามาเพราะมีความรู้เรื่องการนำเทคโนโลยี มาใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ก็เข้ามาช่วยงานที่บ้านพิษณุโลกในการให้ข้อแนะนำ ก่อนมาร่วมกับทางพรรคคิดนโยบาย เพราะฉะนั้น นโยบายแพคเกจที่นำเสนอในครั้งนี้ ซึ่งนายยศชนัน รู้มากกว่าตน เพราะอยู่ในกระบวนการตั้งแต่ต้น จนจบ ในเรื่องของนโยบาย

การมาของนายยศชนัน ไม่เกี่ยวว่าจะต้องมีคนตระกูลชินวัตร ตนได้คุยกับนายยศชนัน บอกว่า จริงๆแล้ว นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ แม่ของนายยศชนัน เบรกไม่อยากให้เข้าสู่การเมืองอีกครั้ง เพราะอย่างที่เห็นมีสถานการณ์ที่มีอำนาจนอกสภา แทรกแซงองค์กรอิสระที่ดำเนินการอยู่ การอยู่ในการเมืองบางครั้งมีความเสี่ยง แต่พรรคก็ทำเต็มที่เพราะคืออาชีพของเรา เราต้องการทำบ้านเมืองให้มันดีขึ้น” นายจุลพันธ์ กล่าว

พร้อมระบุ สังเกตพรรคภูมิใจไทยตอนนี้ มีการเชิญเป็นแคนดิเดตนายกฯ แต่ตกลงกันไม่ได้เพราะคนนอกบางทีไม่ได้อยากเข้ามา ถ้าเราต้องการสร้างการเมืองที่มี นิติรัฐ นิติธรรม โปร่งใส ตอบโจทย์ชาวบ้าน เพื่อให้คนที่มีศักยภาพจากด้านนอกเข้ามาทำการเมือง มาพัฒนาประเทศร่วมกับเรา เราต้องปรับโครงสร้างของสังคม โครงสร้างพื้นฐานประชาธิปไตย

จุลพันธ์ มั่นใจ เพื่อไทย ครอง 200 ที่นั่ง สส. ได้

อะไรที่ทำให้จุลพันธ์เชื่อมั่นว่าเพื่อไทยจะได้ 200 ที่นั่ง?

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แสดงความมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถคว้า 200 ที่นั่ง สส. ได้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยให้เหตุผลถึงศักยภาพของพรรค ประสบการณ์ที่ผ่านมา และนโยบายที่จะนำเสนอต่อประชาชน

การตั้งเป้า 200 ที่นั่ง สส. ของพรรคเพื่อไทย ถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากพรรคสามารถสื่อสารนโยบายและสร้างความเข้าใจกับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สถานการณ์การเมืองที่ผ่านมาอาจส่งผลกระทบต่อความนิยมของพรรค แต่ด้วยประสบการณ์และความเข้มแข็งของพรรคเพื่อไทย ทำให้เชื่อมั่นว่าจะสามารถกลับมาได้อย่างแข็งแกร่ง

สรุป

โดยสรุปแล้ว นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของพรรค และตั้งเป้าที่จะนำพาพรรคไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยมีเป้าหมายคือการครอง 200 ที่นั่ง สส. ให้ได้สำเร็จ

ที่มา – “จุลพันธ์” เชื่อเพื่อไทยทำได้ ครอง 200 ที่นั่ง สส. เผย “เยาวภา” เบรก “ยศชนัน” กลับเข้าวงการเมือง

เพื่อไทยเผย 3 แคนดิเดตนายกฯ ลงปาร์ตี้ลิสต์

“ประเสริฐ” รับ 3 แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ลงปาร์ตี้ลิสต์อันดับต้น เชื่อ “ยศชนัน” ดึงเสียงคนยังไม่ตัดสินใจได้ หลังเปิดตัวไม่ถึงสัปดาห์คะแนนพุ่ง

วันที่ 22 ธันวาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงบัญชีรายชื่อ สส. ของพรรคเพื่อไทยที่ปรากฏตามสื่อ โดยมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคร่วมอยู่ด้วยว่า ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคได้หารือกันในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคควรจะอยู่ในบัญชีรายชื่อ จึงได้ไปทาบทาม ซึ่งแคนดิเดตนายกฯ ได้ตอบรับ ซึ่งการจัดลำดับจะต้องพิจารณาอีกครั้ง และควรอยู่ลำดับต้น เพราะเป็นบุคคลสำคัญของพรรค แต่ชื่อที่ปรากฏต่อสาธารณะขณะนี้ เป็นรายชื่อที่เรียงตามตัวอักษร ก. – ฮ. เท่านั้น โดยในอีก 1 – 2 วันนี้ จะพิจารณาจัดลำดับอีกครั้ง ก่อนจะไปสมัครในวันที่ 28 ธันวาคมนี้

สำหรับการเปิดตัวผู้สมัครทั้ง สส.เขต และบัญชีรายชื่อนั้น นายประเสริฐ กล่าวว่า ขณะนี้ผู้สมัครทั้ง 400 เขต เข้าสู่กระบวนการสรรหาของพรรคเรียบร้อยแล้ว โดยในวันที่ 25 ธันวาคมนี้ จะเปิดตัวทั้ง 400 เขต ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย และจากนั้นพรรคจะเร่งเดินหน้าหาเสียงทันที และมีกำหนดปราศรัยใหญ่ไว้แล้ว โดยเวทีแรกจะเป็นที่กรุงเทพมหานคร

ขณะที่ผลโพลกรุงเทพมหานคร ที่ขณะนี้เกือบ 50% ยังไม่ตัดสินใจ หลังเดินเครื่องหาเสียงแล้วจะสามารถดึงคะแนนเสียงในส่วนนี้มาได้มากน้อยแค่ไหน นายประเสริฐ กล่าวว่า เรามั่นใจ เนื่องจากแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่กี่วัน แต่มีคะแนนนิยม มีผลโพลดีขึ้นตลอดเวลา จึงมั่นใจว่า จะสามารถแย่งคะแนนในส่วนนี้มาได้ เพราะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คน ก็เป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ คิดว่า จะโดนใจประชาชน

ส่วนได้ประเมิน หรือไม่ หลังคะแนนของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพิ่มขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ นายประเสริฐ กล่าวว่า มีการพูดคุยกันอยู่ การที่คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นมาจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะนายยศชนัน เป็นคนรุ่นใหม่ มีความรู้ จบศาสตราจารย์ คิดว่า เป็นจุดขายจุดหนึ่ง และการที่มาลงสมัครเป็นแคนดิเดตของพรรคเพื่อไทย ที่เดิมมีฐานคะแนนอยู่แล้ว ก็เป็นการส่งเสริมซึ่งกันและกัน และนายยศชนัน เป็นคนรุ่นใหม่ที่น่าสนใจ อยู่ในช่วงเวลาที่ที่ใช้พลังขับเคลื่อนประเทศได้อย่างเต็มที่

นอกจากนโยบายแล้ว นายยศชนัน จะดึงคะแนนจากกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจได้หรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า มั่นใจ เพราะหลังลงพื้นที่ ก็ได้รับคะแนนตอบรับเป็นอย่างดี เชื่อกระแสนิยมจะดีขึ้น จึงขอให้ติดตามความเคลื่อนไหว และนโยบายของพรรคเพื่อไทย เพราะครั้งนี้มีนโยบายที่ผ่านกระบวนการกลั่นกรอง และเชื่อว่า ประชาชนให้ความมั่นใจ

นายประเสริฐ ยังกล่าวถึงกำหนดการในการลงรับสมัครเลือกตั้งว่า ได้แบ่งให้แกนนำพรรคไปในแต่ละพื้นที่ โดยในวันที่ 27 ธันวาคมนี้ ที่เป็นการรับสมัคร สส.แบบแบ่งเขต ในพื้นที่ กทม. จะนำโดยนายยศชนัน, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จะไปที่จังหวัดเชียงใหม่, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จะไปที่จังหวัดขอนแก่น, นายประเสริฐ จะไปที่จังหวัดนครราชสีมา, นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรค จะไปที่จังหวัดนนทบุรี และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรค จะไปที่จังหวัดสุโขทัย ส่วนวันที่ 28 ธันวาคมนี้ จะไปสมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อพร้อมกัน

ยัน “จาตุรนต์” ยังอยู่พรรค 

นายประเสริฐ ยังกล่าวถึงกรณีที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง ลาออกจากตำแหน่งประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยว่า นายจาตุรนต์ได้ทำหน้าที่นี้มาสักพักหนึ่งแล้ว โดยได้วางยุทธศาสตร์ร่วมกับคณะกรรมการบริหารพรรคมา และขณะนี้เข้าสู่การเลือกตั้ง จึงได้แจ้งมายังตนเอง และหัวหน้าพรรคว่า มีความประสงค์อยากทำเรื่องประชามติ และรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคก็เห็นด้วย และจะให้การสนับสนุนนายจาตุรนต์ในการขับเคลื่อนเรื่องการทำประชามติ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ยืนยัน นายจาตุรนต์ ไม่ได้ออกจากพรรคเพื่อไทย เพียงแต่ภารกิจหน้าที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา และขณะนี้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ยังเป็นชุดเดิม โดยมีรองประธานทำหน้าที่รักษาการ ขณะที่ประธานคนใหม่กำลังพูดคุยกันอยู่

เพื่อไทยเผย 3 แคนดิเดตนายกฯ ลงปาร์ตี้ลิสต์

พรรคเพื่อไทยเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง โดยล่าสุดเลขาธิการพรรคได้ออกมาเปิดเผยถึงรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคที่จะลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการดึงคะแนนเสียงจากประชาชน

ทำไม 3 แคนดิเดตนายกฯ ลงปาร์ตี้ลิสต์จึงสำคัญ?

การที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 ท่านลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่อ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังประชาชนว่า พรรคพร้อมที่จะนำเสนอผู้ที่มีความสามารถและความเหมาะสมเข้ามาบริหารประเทศ การตัดสินใจนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับพรรคเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้สนับสนุนอีกด้วย

นอกจากนี้ การมีชื่อของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในบัญชีรายชื่อยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความจริงใจของพรรคในการเปิดเผยรายชื่อผู้ที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการบริหารประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

การที่ เพื่อไทยเผย 3 แคนดิเดตนายกฯ ลงปาร์ตี้ลิสต์ ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมืองอื่นๆ ว่าพรรคเพื่อไทยมีความพร้อมและมีความมั่นใจในการแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งนี้

การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยที่ เพื่อไทยเผย 3 แคนดิเดตนายกฯ ลงปาร์ตี้ลิสต์ นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง และเป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่าจะมีผลต่อคะแนนนิยมของพรรคมากน้อยเพียงใด

พรรคเพื่อไทยมั่นใจว่า เพื่อไทยเผย 3 แคนดิเดตนายกฯ ลงปาร์ตี้ลิสต์ จะสามารถดึงคะแนนเสียงจากประชาชนได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกลุ่มผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใคร

ที่มา – เลขาธิการพรรคเพื่อไทย เผย 3 แคนดิเดตนายกฯ ลงปาร์ตี้ลิสต์ เชื่อ “ยศชนัน” ดึงเสียงคนยังไม่ตัดสินใจ

“จุลพันธ์” นำเพื่อไทยลุยลำพูน ประกาศนโยบายไร้จน-ปลดหนี้

“จุลพันธ์” นำเพื่อไทยลุยลำพูน ประกาศนโยบายไร้จน-ปลดหนี้ ไม่กลัวยุบสภา พร้อมเลือกตั้ง หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อม สส. และว่าที่ผู้สมัคร สส. ลุยลำพูน ประกาศนโยบายไร้จน-ปลดหนี้ เร่งดัน พ.ร.บ.ลำไย และ พ.ร.บ.อสม. ให้จบก่อนยุบสภา ลั่นพร้อมเลือกตั้ง ไม่มีพรรคใดมีผลงานเชิงประจักษ์เท่า

วันที่ 6 ธันวาคม 2568 พรรคเพื่อไทยนำโดย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และ สส.เชียงใหม่ พร้อมด้วยนายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ และกรรมการบริหารพรรค นางสาวประภาพร ทองปากน้ำ สส.สุโขทัย และรองโฆษกพรรค นายรังสรรค์ มณีรัตน์ สส.ลำพูน และนายชัยณรงค์ ภู่พิสิฐ ผู้เสนอตัวลงสมัคร สส.ลำพูน เขต 1 พบพี่น้องประชาชนกว่า 3,000 คน ทั้งเกษตรกรผู้ปลูกลำไย และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จาก 9 ตำบลในอำเภอป่าซาง ที่เทศบาลตำบลม่วงน้อย อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ซึ่งประชาชนสะท้อนปัญหาราคาลำไยตกต่ำ โดยมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลที่ผ่านมา ทั้งอุดหนุนไร่ละ 1,400 บาท รวมถึงค่าตัดแต่งทรงพุ่ม/ช่อดอก และค่าปุ๋ยรวม 1,400 บาท ล่าช้า ไม่ตอบโจทย์ จึงเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยช่วยแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ

นายจุลพันธ์ ปราศรัยว่า พรรคเพื่อไทยไม่เคยทอดทิ้งพี่น้องลำพูน ผลงานสำคัญของนายรังสรรค์ คือการผลักดัน พ.ร.บ.ลำไย ซึ่งผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้วตั้งแต่เดือนกันยายน ขณะนี้รอการพิจารณาของวุฒิสภา หากประกาศใช้ได้จริงจะเป็นกฎหมายแรกที่ช่วยสร้างสวัสดิการ กองทุน หลักประกันราคาผลผลิตให้เกษตรกรลำไยทั่วประเทศ นี่คือกฎหมายที่พรรคเพื่อไทยทำเพื่อชาวสวนลำไยอย่างแท้จริง

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยังได้ประกาศนโยบายแก้ปัญหาหนี้สินเรื้อรัง โดยเฉพาะหนี้ที่พอกพูนหลังรัฐประหาร ว่า พรรคเพื่อไทยมีมาตรการปลดหนี้ให้ประชาชน เช่น กรณีมีหนี้ 100,000 บาท ให้ปิดบัญชีแบบเหมาจ่ายเพียง 10,000 บาท พร้อมมาตรการปลดหนี้ผู้สูงอายุที่ทำงานหนักทั้งชีวิตแต่ยังมีภาระหนี้ติดตัว สำหรับผู้มีรายได้น้อยพรรคเพื่อไทยเตรียมเดินหน้านโยบายไร้จน อุดหนุนรายได้ให้ผู้ที่อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ควบคู่กับการยกระดับราคาพืชผลเกษตรและสร้างรายได้แบบก้าวหน้า

“พรรคเพื่อไทยไม่กลัวยุบสภา และพร้อมเลือกตั้งทันที เราจะอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างเต็มที่ และพร้อมให้ประชาชนตัดสินใจในคูหาเลือกตั้ง”

ทางด้าน นายสมศักดิ์ ปราศรัยถึงบทบาทของ อสม. ว่า พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับสวัสดิการ อสม. มาโดยตลอด ทั้งการขึ้นค่าป่วยการเป็น 2,000 บาทต่อเดือน ตั้งแต่รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมตกเบิกย้อนหลัง ขณะนี้พรรคเพื่อไทยยังผลักดัน พ.ร.บ.อสม. ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว อยู่ระหว่างพิจารณาของรัฐสภา โดยจะเพิ่มสวัสดิการ อาทิ ค่าป่วยการ 2,000 บาทต่อเดือน, ขยายอายุแรกเข้าสมาชิกจนถึง 65 ปี, สิทธิรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลสังกัด สธ., เพิ่มงบตรวจสุขภาพ, เงินฌาปนกิจ 1,000,000 บาท

พร้อมรณรงค์ให้ความรู้เรื่องโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญของคนไทย เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ และมะเร็ง เน้นย้ำบทบาทสำคัญของ อสม. ในการดูแลสุขภาพประชาชนอีกด้วย ซึ่งพรรคเพื่อไทยยืนยันว่า ถ้าได้รับความไว้วางใจจะเดินหน้าทุกนโยบายเพื่อแก้ปัญหาเกษตรกร ลดหนี้ เพิ่มสวัสดิการ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

ต่อมาที่ศูนย์ประสานงานพรรคเพื่อไทย อำเภอเมืองลำพูน นายจุลพันธ์ นำคณะลงพื้นที่พบประชาชนอำเภอบ้านธิ และอำเภอเมือง ก่อนจะกล่าวว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยสูงถึง 90% พรรคเพื่อไทยพร้อมเดินหน้าแก้หนี้ทั้งระบบ ทั้งหนี้ประชาชน หนี้เกษตรกร และหนี้ผู้สูงอายุ พร้อมย้ำว่าไม่มีพรรคใดมีผลงานเชิงประจักษ์เท่าพรรคเพื่อไทย ทั้งด้านเศรษฐกิจ การแก้ปัญหายาเสพติด และการสร้างสวัสดิการเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน

“วันนี้ประชาชนจะตัดสินใจเลือกพรรคที่ทำงานได้จริง พรรคเพื่อไทยถูกขัดขวางมาตลอด แต่เรายังยืนหยัดทำงานเพื่อประชาชน”

ขณะที่นายสมศักดิ์ วิจารณ์รัฐบาลปัจจุบันว่า ทำงานไร้ประสิทธิภาพ ทั้งการจัดซีเกมส์และการบริหารจัดการน้ำท่วม พร้อมตั้งคำถามถึงการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในช่วงเวลาที่สุ่มเสี่ยงต่อการยุบสภา ทั้งนี้ ตนในขณะดำรงตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข ได้กดปุ่มอนุมัติค่าป่วยการ อสม. เดือนละ 2,000 บาททันทีภายในสัปดาห์แรก พร้อมขับเคลื่อนนโยบายนับคาร์บ ลดปัญหา NCDs ที่ใช้งบรักษาพยาบาลปีละกว่า 80,000 ล้านบาท ซึ่งหากลดภาระงบประมาณได้ จะมีเงินเหลือนำมาสนับสนุนสวัสดิการ อสม. อย่างเป็นรูปธรรม

พร้อมกันนี้ นายอนุสรณ์ ได้กล่าวเชิญชวนพี่น้องลำพูน ร่วมผลักดันให้รัฐสภาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.อสม. วาระ 2–3 ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนนี้ ว่า “สภาฯ ควรร่วมกันเร่งมือพิจารณา พ.ร.บ.อสม. วาระ 2–3 ให้เสร็จสิ้นก่อนยุบสภา อย่าให้การยุบสภาเป็นเหตุให้สิทธิประโยชน์ อสม. ต้องหายไปต่อหน้าต่อตา”

“จุลพันธ์” นำเพื่อไทยลุยลำพูน ประกาศนโยบายไร้จน-ปลดหนี้

“จุลพันธ์” นำเพื่อไทยลุยลำพูน พร้อมนโยบายที่จับต้องได้

การลงพื้นที่ลำพูนของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง นโยบายที่ประกาศออกมานั้น ล้วนเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการ และรอคอย การผลักดันกฎหมายเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และการแก้ปัญหาหนี้สิน จะเป็นสิ่งที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของประชาชนอย่างแน่นอน

“จุลพันธ์” นำเพื่อไทยลุยลำพูนในครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะกลับมาเป็นผู้นำในการพัฒนาประเทศอีกครั้ง

ที่มา – “จุลพันธ์” นำเพื่อไทยลุยลำพูน ประกาศนโยบายไร้จน-ปลดหนี้ ไม่กลัวยุบสภา พร้อมเลือกตั้ง

เพื่อไทยช่วยน้ำท่วมอยุธยา รอดูนโยบายพรรค

“จุลพันธ์” นำเพื่อไทยแท็กทีมช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมอยุธยา เสนอระบบเปิดปิดประตูระบายน้ำอัตโนมัติ แจ้งเตือนมวลน้ำด้วยแอปฯ ขอรอดูนโยบายเพื่อไทย มั่นใจตอบโจทย์ประชาชน

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 พรรคเพื่อไทย นำโดย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และ สส.เชียงใหม่ ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ นายทะเบียนพรรค และ สส.บัญชีรายชื่อ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด กรรมการบริหารพรรค และ สส.บัญชีรายชื่อ นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรค นายณณัฏฐ์ หงส์ชูเวช อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง พร้อมด้วยผู้เสนอตัวลงสมัคร สส.พระนครศรีอยุธยา ประกอบด้วย นายจิรทัศ ไกรเดชา น.ส.ณัฐณิชา บุรณศิริ และน.ส.ธนพร โสมทองแดง ลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประกอบด้วย วัดไชยภูมิ อ.เสนา วัดอมฤตสิทธิธาราม อ.ผักไห่ วัดตาลานเหนือ อ.ผักไห่ และวัดป่าคา อ.บางไทร มอบถุงยังชีพ ข้าวสาร อาหารแห้ง ให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมเป็นระยะเวลานาน พร้อมพูดคุยรับฟังปัญหาจากพี่น้องประชาชน เพื่อจัดทำนโยบายที่เป็นประโยชน์แก้ปัญหาตอบสนองพี่น้องประชาชน

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพื้นที่ที่เสียสละของประเทศ โดยเฉพาะให้กับกรุงเทพฯ และปริมณฑล วันนี้ที่มาไม่ใช่แค่นำข้าวสาร อาหารแห้ง มาแจกเพียงอย่างเดียว แต่มีการพูดคุยรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เพื่อนำไปแก้ไขอย่างยั่งยืน ครั้งนี้มีปัญหาเรื่องการเปิดปิดประตูระบายน้ำ ที่ยังมีการทะเลาะเบาะแว้ง การประท้วงกัน พวกเราอยากแก้ไขอย่างเป็นระบบ ที่ตอบคำถามกับประชาชนได้ทุกคน ว่าทำไมสถานการณ์น้ำมาถึงต้องบริหารจัดการแบบนี้  

“ปัญหาการเปิดปิดประตูน้ำจะหมดไป หากภาครัฐบริหารจัดการได้ด้วยวิทยาศาสตร์ การนำเทคโนโลยีมาจับ การมีคำตอบที่ชัดเจนให้กับพี่น้องประชาชน การเปิดปิดประตูน้ำจะต้องเป็นอัตโนมัติ จะได้ไม่เกิดปัญหาทะเลาะระหว่างกัน” นายจุลพันธ์กล่าว

นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาแอปพลิเคชั่น แจ้งเตือนเรื่องน้ำให้ครบวงจร ว่ามวลน้ำจะไหลมาทิศทางไหน มาถึงเมื่อไหร่ พี่น้องประชาชนจะได้วางแผนจัดการชีวิตของตัวเองได้

เพื่อไทย ช่วยน้ำท่วมอยุธยา ขอรอดูนโยบายพรรค มั่นใจตอบโจทย์ประชาชน

นายจุลพันธ์กล่าวว่า ตนไม่ค่อยห่วงเรื่องการจ่ายเงินชดเชยเยียวยา เพราะมีระเบียบการเบิกจ่ายที่แน่ชัดอยู่แล้ว พี่น้องผู้ประสบภัยได้เงินแน่นอน ซึ่งไม่ต้องมีรัฐบาลก็ทำได้ อย่างไรก็ตามน้ำท่วมไม่ได้จบแค่การชดเชย แต่ยังมีเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ การขาดรายได้ จากผืนนาที่จะผลิตเงินให้เรา กลายเป็นพื้นที่ที่เราต้องแบกรับภาระน้ำท่วม ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเงินชดเชยที่ได้มาไม่เคยเพียงพอ แต่ถ้าพวกเราไม่มีพื้นที่ทุ่งผักไห่ เสนา บางบาล คอยรับน้ำ กรุงเทพฯ ไม่มีเหลือ อย่างไรก็ตามประชาชนที่อยู่ในจังหวัดที่คอยรับน้ำ ควรจะได้รับเงินเยียวยาชดเชยมากขึ้น ให้เหมาะสมกับความเสียสละ ความเสียหายที่เกิดขึ้น

“วันนี้เรามารับฟังปัญหาของท่าน เพื่อที่จะมากลั่นกรองเป็นนโยบาย เพราะพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคแห่งการนำนโยบายมาให้พี่น้องประชาชน” นายจุลพันธ์กล่าว

นายจุลพันธ์กล่าวว่า สำหรับปัญหาราคาข้าวตกต่ำ เป็นเรื่องที่แก้ยาก วันนี้เราต้องแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ต้องตั้งราคาขายให้เพียงพอกับความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกร เพื่อให้เกิดรายได้อย่างมั่นคง จะได้มีชีวิตอย่างเข้มแข็ง

“รอดูนโยบายของพรรคเพื่อไทย จะเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชน จะสร้างความหวังให้กับพวกเรา ในการมีชีวิตอย่างมีคุณภาพ” นายจุลพันธ์กล่าว

พรรคเพื่อไทยลงพื้นที่ช่วยเหลือน้ำท่วมอยุธยา พร้อมรับฟังปัญหาของประชาชนและเตรียมนำไปพิจารณาเพื่อกำหนดเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง การแก้ไขปัญหาระยะยาวต้องอาศัยความเข้าใจในพื้นที่และนโยบายที่ยั่งยืน

เพื่อไทยมุ่งแก้น้ำท่วมอยุธยาด้วยนโยบายที่ยั่งยืน

การลงพื้นที่ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของพรรคเพื่อไทยในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมในจังหวัดอยุธยา และความมุ่งมั่นที่จะพัฒนานโยบายที่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดและยั่งยืน การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญในการออกแบบนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง และสร้างความหวังให้กับประชาชนในการมีชีวิตที่ดีขึ้น

การแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่พรรคเพื่อไทยให้ความสนใจ การพัฒนานโยบายที่สามารถยกระดับราคาสินค้าเกษตรและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เกษตรกรสามารถมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ

ดังนั้น การรอดูนโยบายของพรรคเพื่อไทยจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะนโยบายเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศ และสร้างความหวังให้กับประชาชนในการมีอนาคตที่ดีขึ้น

ที่มา – เพื่อไทย ช่วยน้ำท่วมอยุธยา ขอรอดูนโยบายพรรค มั่นใจตอบโจทย์ประชาชน

เพื่อไทยชู AI ยกระดับบัตรทอง “รักษาดี อยู่ดี ตายดี”

“แพทองธาร – จุลพันธ์” เปิดเวที “Moonshot Forum” ครั้งแรก ชู AI ยกระดับบัตรทอง ตั้งเป้าระบบสุขภาพไทย “รักษาดี อยู่ดี ตายดี” เดินหน้าเปลี่ยนอนาคตประเทศด้วยนโยบายคิดใหญ่-ทำได้จริง

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 พรรคเพื่อไทยเปิดเวทีเสวนา Moonshot Forum ครั้งที่ 1 ภายใต้หัวข้อ “ยกเครื่อง 30 บาทด้วย AI : รักษาดี อยู่ดี ตายดี” เพื่อออกแบบแนวนโยบายอนาคต นำระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเข้าสู่ยุคข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ ดึงเทคโนโลยีเสริมประสิทธิภาพการดูแลประชาชนทุกช่วงวัย

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 กล่าวเปิดงานว่า นโยบายที่ดีไม่ได้เริ่มจากตัวเลขหรือเอกสาร แต่เกิดจาก “ความฝันที่อยากเห็นประเทศดีขึ้น” และพลังความหวังของประชาชน DNA พรรคเพื่อไทยสืบทอดจากไทยรักไทยที่กล้าทำสิ่งเคยถูกมองว่าเป็นไปไม่ได้ เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งพิสูจน์แล้วว่ายกระดับคุณภาพชีวิตและเป็นรากฐานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

“Moonshot Forum คือพื้นที่ให้ทุกคนฝันให้ไกล และทำให้เกิดขึ้นจริง เราอยากให้คนไทยเชื่อว่าความฝันเล็กๆ สามารถเติบโตเป็นการเปลี่ยนแปลงประเทศได้ หากเรากล้าคิดและลงมือทำ”

น.ส.แพทองธาร ยังชี้ว่าไทยกำลังอยู่บนทางแยกสำคัญ หากไม่ก้าวผ่านข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี-กฎหมาย-เศรษฐกิจ จะเสี่ยงตกขบวนโลก จึงต้องมีนโยบายที่ “คิดให้ไกลกว่าปัจจุบัน แต่ยืนบนความจริงของผู้คน” เพื่อเปิดพื้นที่ความหวังใหม่ให้ทุกคน

ทางด้าน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงเป้าหมายของเวที ว่า ต้องการปลุกพลังความฝัน ขับเคลื่อนนโยบายเชิงก้าวกระโดด รับมือระบบราชการที่แข็งตัวหลังปี 2557 และอุปสรรคต่อการเปลี่ยนแปลง พร้อมยกตัวอย่างภารกิจส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ของสหรัฐฯ และโครงการ 30 บาทในอดีต ที่เริ่มจากสิ่งท้าทายแต่สำเร็จเป็นนโยบายสร้างความเท่าเทียมทางสุขภาพ โดยพรรคเพื่อไทยจะทำนโยบายเชิงระบบผ่าน 3 กระบวนการ คือ ตอบคำถามผู้สมัครและ สส. เพื่อสื่อสารกับประชาชนได้ชัดเจน, พูดคุยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในแต่ละนโยบาย และผ่านการตรวจสอบและข้อเสนอจากภาควิชาการ เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติจริง โฟกัสแรกคือการต่อยอด “30 บาทรักษาทุกโรค” ด้วย AI ปรับทั้งระบบบริการ ประสิทธิภาพงบประมาณ และการเข้าถึงบริการสุขภาพทั่วประเทศ

นอกจากนี้ บนเวทีเสวนา นำเสนอกรอบพัฒนาระบบสุขภาพไทยสู่การดูแลตลอดชีวิต โดย นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรองนายกรัฐมนตรี ผู้ริเริ่มโครงการ 30 บาท – ทบทวนบทเรียนและชี้ความท้าทายใหม่ จากระบบตั้งรับสู่การดูแลเชิงรุกบนฐานข้อมูลและเทคโนโลยี นพ.ธีรพัฒน์ ตันพิริยะกุล (หมอโจ้) ผู้เชี่ยวชาญ AI ด้านสุขภาพ เสนอระบบข้อมูลสุขภาพแห่งชาติ-เชื่อมทุกสถานพยาบาล ใช้ AI วินิจฉัย ป้องกันโรค ติดตามผู้ป่วย และยกระดับระบบปฐมภูมิ ขณะที่ นายสหัสวรรษ วีระมงคลกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายกำกับดูแลการใช้ AI ย้ำความจำเป็นของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลสุขภาพ-มาตรฐานธรรมาภิบาล AI และกฎหมายรองรับแพลตฟอร์มข้อมูลประเทศ และ รศ.พญ.ศรีเวียง ไพโรจน์กุล ศูนย์การุณรักษ์ เสนอยกระดับระบบดูแลตั้งแต่เกิดจนวาระสุดท้าย รวมการดูแลแบบประคับประคองเป็นสิทธิพื้นฐาน “อยู่ดี ตายดี ด้วย 30 บาท”

เพื่อไทยเปิดเวที ชู AI ยกระดับบัตรทอง “รักษาดี อยู่ดี ตายดี”

พรรคเพื่อไทยได้เปิดเวที Moonshot Forum โดยมุ่งเน้นการใช้ AI เพื่อยกระดับบัตรทองให้ประชาชน “รักษาดี อยู่ดี ตายดี” ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจในการพัฒนาระบบสาธารณสุขของไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

เป้าหมาย “รักษาดี อยู่ดี ตายดี” ด้วย AI

การนำ AI เข้ามาใช้ในระบบบัตรทองมีศักยภาพที่จะช่วยให้การรักษาพยาบาลมีประสิทธิภาพมากขึ้น การวินิจฉัยโรคทำได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วขึ้น รวมถึงการติดตามและดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ AI ยังสามารถช่วยในการบริหารจัดการงบประมาณและทรัพยากรด้านสาธารณสุขให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกัน

การเสวนาในเวที Moonshot Forum ยังครอบคลุมถึงประเด็นสำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบสุขภาพ เช่น การสร้างระบบข้อมูลสุขภาพแห่งชาติ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมายที่รองรับการใช้ AI ในทางการแพทย์ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้การนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นไปอย่างมีจริยธรรมและปลอดภัย

พรรคเพื่อไทยมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนอนาคตประเทศด้วยนโยบายที่กล้าคิด กล้าทำ และทำได้จริง โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างระบบสุขภาพที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทุกคน การผลักดันนโยบาย “รักษาดี อยู่ดี ตายดี” ด้วย AI นับเป็นก้าวสำคัญในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

การนำ AI มาใช้ยกระดับบัตรทอง “รักษาดี อยู่ดี ตายดี” ถือเป็นความท้าทายที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้ระบบสุขภาพของไทยสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง และก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก

ที่มา – เพื่อไทยเปิดเวที “Moonshot Forum” ชู AI ยกระดับบัตรทอง “รักษาดี อยู่ดี ตายดี”

Scroll to top