นโยบายพรรคเพื่อไทย

เพื่อไทยฝันหวานเลือกตั้งครั้งหน้าจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง

เพื่อไทยฝันหวานเลือกตั้งครั้งหน้าจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง

ในวันที่ 27 กันยายน 2568 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำพรรคเพื่อไทย ได้ลงพื้นที่หาเสียงในอำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อช่วยเหลือผู้สมัคร ส.ส. นางสาวภูริกา สมหมาย (กุ้ง) ทายาทการเมืองของ ส.ส. อมรเทพ สมหมาย ที่มาจากลูกหลานชาวขุนหาญ-ภูสิงห์แท้ๆ พี่น้องประชาชนมาร่วมให้กำลังใจอย่างหนาแน่น แสดงถึงความศรัทธาที่พรรคเพื่อไทยยังคงมีในใจของคนไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่เคยได้รับประโยชน์จากนโยบายของพรรค

การลงพื้นที่หาเสียงและคำมั่นสัญญาจากณัฐวุฒิ

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า นี่เป็นครั้งที่สองที่มาเยือนอำเภอภูสิงห์ ครั้งแรกมาในฐานะรัฐบาล แต่ตอนนี้ถูก “วิ่งราว” ไปเสียแล้ว เอางูเห่าไปด้วย จนกลายเป็นทั้งงูทั้งหนูอยู่ด้วยกัน การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อภูริกา เพื่อทำงานรับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง เขายังเน้นย้ำถึงผลงานในอดีตของพรรคที่ช่วยยกระดับชีวิตคนยากจน ทำให้คนไทยลืมตาอ้าปาก มีสิทธิมีเสียงมากขึ้น นโยบายเหล่านี้ตอบโจทย์ชีวิตจริงของประชาชน ไม่ใช่แค่คำพูดสวยๆ

สถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันที่เรียกว่า “รัฐบาลสีน้ำเงิน” กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์หนัก นายณัฐวุฒิ ฝากให้ประชาชนช่วย “แตะเบรก” รัฐบาลนี้ โดยการเลือกตั้งในวันที่ 28 กันยายน 2568 จะเป็นโอกาสให้คนศรีสะเกษส่งสัญญาณชัดเจน ว่าสังคมไทยจะไม่ยอมให้ใครยึดทุกอย่างได้หมด จะไม่ปล่อยให้น้ำเงินครองทุกสีสันของการเมืองไทย

เพื่อไทยฝันหวานเลือกตั้งครั้งหน้าจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง: ความหวังและความมุ่งมั่น

หนึ่งในประเด็นที่นายณัฐวุฒิพูดถึงคือ การถูกจับกุมของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร จากคดีที่เกิดจากการทำหน้าที่นายกฯ แต่พรรคเพื่อไทยไม่เคยหายไปจากใจประชาชน เพราะ “ล้มบนตักประชาชน” เขายังเล่าว่า ได้ส่งข่าวไปยังนางสาวแพทองธาร ชินวัตร เพื่อเล่าให้ท่านทักษิณฟังว่า คนศรีสะเกษยังจำได้ คนขุนหาญยังไม่ลืม คนภูสิงห์ยังซึ้งใจ หากไม่มีปฏิวัติ คงหายจนไปแล้ว พรรคเพื่อไทยจะไม่ยอมแพ้ และ เพื่อไทยฝันหวานเลือกตั้งครั้งหน้าจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง อย่างแน่นอน เราจะช่วยกันจัดตั้งรัฐบาลเพื่อไทย เพื่อนำความเจริญกลับมาสู่ประชาชน

การหาเสียงครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเลือกตั้งซ่อม แต่เป็นสัญญาณของการต่อสู้เพื่ออนาคตทางการเมืองไทย พรรคเพื่อไทยมีประวัติศาสตร์ยาวนานในการยืนหยัดเพื่อประชาชน จากนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 30 บาทรักษาทุกโรค ไปจนถึงการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ทำให้คนจนลุกขึ้นยืนได้ ในยุคที่รัฐบาลปัจจุบันถูกมองว่าล้มเหลวในการแก้ปัญหา โอกาสของเพื่อไทยในการกลับมาครองอำนาจดูสดใสยิ่งขึ้น

  • ผลงานที่ผ่านมา: ยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย
  • นโยบายที่ตอบโจทย์: ช่วยเหลือคนยากจนและผู้มีรายได้น้อย
  • ความศรัทธาจากประชาชน: ยังคงเหนียวแน่นแม้เผชิญอุปสรรค

ประชาชนในพื้นที่แสดงความเห็นด้วยอย่างมาก บางคนเล่าว่าชีวิตดีขึ้นจริงจากนโยบายเพื่อไทย และหวังว่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งในการเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้า การเมืองไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยน และเพื่อไทยพร้อมนำทางไปสู่ความยุติธรรมและความเจริญรุ่งเรือง

สุดท้ายนี้ ผมเชื่อว่า เพื่อไทยฝันหวานเลือกตั้งครั้งหน้าจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ไม่ใช่แค่ฝัน แต่เป็นเป้าหมายที่เราจะทำให้สำเร็จร่วมกัน คุณคิดอย่างไร? มาร่วมแสดงความเห็นและสนับสนุนพรรคที่ใส่ใจประชาชนอย่างแท้จริงในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – เพื่อไทยฝันหวานเลือกตั้งครั้งหน้าจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง

“ภูมินทร์” ใช้เอกสิทธิ์ ไม่โหวต “ชัยเกษม”

“ภูมินทร์” สส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ขอใช้เอกสิทธิ์ สส. ไม่โหวต “ชัยเกษม” เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 พร้อมยก 2 เหตุผล นโยบายล้มเหลว-ปมคลิปเสียง “อิ๊งค์” ต้องรับผิดชอบ เสียสละไม่เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล

วันที่ 31 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลัง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคเพื่อไทย 5 คน ทยอยออกจากกลุ่มไลน์พรรค โดยคาดว่าจะไปสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นั้น เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ สส.ศรีสะเกษ เขต 4 พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในนั้น ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เลือกที่จะใช้เอกสิทธิ์ สส. ไม่โหวต “ชัยเกษม” เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมระบุเหตุผลการตัดสินใจที่เพิ่งเกิดขึ้นนี้ ว่า

1. พรรคเพื่อไทยบริหารประเทศมา 2 ปี นโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยแถลงไว้แทบจะไม่สามารถปฏิบัติได้เป็นผล โดยเฉพาะราคาข้าว ราคามันสำปะหลัง ราคาวัว ตกต่ำเป็นอย่างมาก

2. จากเหตุการณ์คลิป Uncle หลุด และเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะที่อำเภอกันทรลักษ์ ประชาชนได้รับบาดเจ็บล้มตาย เดือดร้อนกันอย่างแสนสาหัส นั่นหมายถึงรัฐบาลบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ไม่ดีพอ

“มาถึงฟางเส้นสุดท้ายคือคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ให้ท่านนายกฯ มีความผิด ส่งผลให้พ้นจากตำแหน่ง”

นพ.ภูมินทร์ เผยต่อไป สิ่งเหล่านี้ทำให้ต้องกลับมาคิดอย่างจริงจังว่า ตนเองและรัฐบาลพรรคเพื่อไทยนั้นควรต้องมีส่วนแสดงความรับผิดชอบต่อพี่น้องประชาชน และควรจะต้องเสียสละไม่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ไม่เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ฉุดลากประเทศให้ตกต่ำ เดือดร้อนเสียหายไปมากกว่านี้ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง อันจะนำไปสู่การยุบสภาเพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนกำหนดอนาคตของตัวเองอีกครั้งในเร็ววัน

“นี่คือเหตุผลที่ผมจะไม่สนับสนุนให้คุณชัยเกษม นิติสิริ เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครับ”

“ภูมินทร์” ใช้เอกสิทธิ์ สส.ไม่โหวต “ชัยเกษม” ยก 2 เหตุผล เพื่อไทยต้องรับผิดชอบ

จากกรณีที่ นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ สส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ประกาศ“ภูมินทร์” ใช้เอกสิทธิ์ สส.ไม่โหวต “ชัยเกษม” เป็นนายกรัฐมนตรี ได้สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองเป็นอย่างมาก การตัดสินใจครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อไทย และความพยายามในการจัดตั้งรัฐบาลผสม สิ่งที่ นพ.ภูมินทร์ ได้เน้นย้ำคือความรับผิดชอบต่อประชาชน และผลกระทบจากนโยบายที่ผ่านมาของพรรค

เหตุผลเบื้องหลังการไม่โหวต “ชัยเกษม”

เหตุผลหลักที่ นพ.ภูมินทร์ ยกขึ้นมานั้น มี 2 ประการที่สำคัญ คือ

  • ความล้มเหลวของนโยบาย: นพ.ภูมินทร์ ชี้ให้เห็นว่า นโยบายที่พรรคเพื่อไทยได้แถลงไว้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราคาผลผลิตทางการเกษตร เช่น ข้าว มันสำปะหลัง และวัว ที่ตกต่ำอย่างมาก
  • ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: เหตุการณ์คลิป Uncle หลุด และความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการบริหารประเทศของรัฐบาล

นอกจากนี้ คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ส่งผลให้นายกฯ พ้นจากตำแหน่ง ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ นพ.ภูมินทร์ ต้องกลับมาทบทวนบทบาทของตนเองและพรรคเพื่อไทย

ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ การใช้เอกสิทธิ์ สส. ของ นพ.ภูมินทร์ ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล และการจัดตั้งรัฐบาลผสมอย่างไร การที่ สส. ภายในพรรคเดียวกันออกมาแสดงจุดยืนที่แตกต่างกัน บ่งบอกถึงความแตกแยกภายในพรรคหรือไม่ นี่เป็นคำถามที่สังคมกำลังจับตามอง

การตัดสินใจของ นพ.ภูมินทร์ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนทางการเมือง และความท้าทายในการบริหารประเทศในสถานการณ์ปัจจุบัน พรรคเพื่อไทยจะต้องพิจารณาถึงข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น และปรับปรุงนโยบายให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองทุกคนว่า ความรับผิดชอบต่อประชาชน และการเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำงานการเมือง การที่ นพ.ภูมินทร์ กล้าที่จะออกมาแสดงจุดยืนที่แตกต่าง แม้จะต้องเผชิญกับความขัดแย้งภายในพรรค นับเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง

การเมืองไทยยังคงต้องจับตาดูกันต่อไป ว่าสถานการณ์นี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างไร และพรรคเพื่อไทยจะสามารถก้าวข้ามความท้าทายนี้ไปได้อย่างไร ที่สำคัญที่สุดคือ ประชาชนจะต้องได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจของ สส. แต่ละคนในการเลือกนายกรัฐมนตรี ถือเป็นสิทธิและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และควรอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ ในสถานการณ์ที่ประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายหลากหลายด้าน การมีผู้นำที่สามารถนำพาประเทศไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนต้องการ

ดังนั้นการที่ “ภูมินทร์” ใช้เอกสิทธิ์ สส.ไม่โหวต “ชัยเกษม” จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณากันอย่างรอบคอบถึงเหตุผลและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – “ภูมินทร์” ใช้เอกสิทธิ์ สส.ไม่โหวต “ชัยเกษม” ยก 2 เหตุผล เพื่อไทยต้องรับผิดชอบ

เพื่อไทยส่ง “สง่า” ลงเลือกตั้งซ่อมเชียงราย

การรับสมัครเลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขต 7 วันแรกเป็นไปอย่างเงียบเหงา โดยในช่วงเช้ามีผู้สมัครเพียงรายเดียวคือ นายสง่า พรมเมือง จากพรรคเพื่อไทย ได้หมายเลข 1 ไปครอง ท่ามกลางการให้กำลังใจจากนายสมศักดิ์ เทพสุทิน และนายยงยุทธ ติยะไพรัช ที่มาร่วมหาเสียงและย้ำว่า การเลือกเพื่อไทยคือการเลือกอยู่ฝ่ายรัฐบาล

เพื่อไทยส่ง “สง่า” ลงเลือกตั้งซ่อมเชียงราย-รับสมัครวันแรกยังเงียบเหงา

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 บรรยากาศการรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดเชียงราย เขต 7 เพื่อแทนตำแหน่งที่ว่างลงของนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ซึ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี ทำให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดให้มีการรับสมัครเลือกตั้งซ่อม ตั้งแต่วันที่ 13-17 สิงหาคม 2568 ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอเชียงแสน โดยมีนายชูชาติ สุขสงวน ผอ.กกต.เชียงราย มาร่วมสังเกตการณ์และอำนวยความสะดวก

ในช่วงเช้าวันแรกของการเปิดรับสมัคร มีเพียงชาวบ้านที่เป็นกองเชียร์ของนายสง่า พรมเมือง อดีต ส.อบจ.เขตเชียงแสน และผู้สมัครในนามพรรคเพื่อไทย ประมาณ 100 คน สวมเสื้อแดงชูป้ายรูปและชื่อ ร่วมให้กำลังใจอย่างอบอุ่น ส่วนผู้สมัครจากพรรคการเมืองอื่นยังไม่ปรากฏตัว ทำให้เมื่อถึงเวลา 08.30 น. มีเพียงนายสง่า พรมเมือง ตัวแทนพรรคเพื่อไทยมายื่นใบสมัครแต่เพียงผู้เดียว และได้หมายเลข 1 ไปโดยปริยาย

นายชูชาติ สุขสงวน ผอ.กกต.เชียงราย กล่าวว่า ได้มีการออกพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ก.) การเลือกตั้ง สส.เชียงราย เขต 7 เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างลง และกำหนดให้มีการรับสมัครในวันที่ 13-17 สิงหาคม 2568 ณ หอประชุม อ.เชียงแสน จ.เชียงราย วันนี้เป็นการรับสมัครวันแรก มีผู้สมัครมายื่นสมัครเพียงพรรคเดียว ช่วงก่อน 08.30 น. เจ้าหน้าที่เขตเลือกตั้งที่ 7 กกต.เขต ผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เตรียมความพร้อมของสถานที่รับสมัครเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการร้องเรียนใดๆ เกิดขึ้น

ผอ.กกต.เชียงราย กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. ปฏิบัติตามกฎหมายการเลือกตั้งอย่างเคร่งครัดในการหาเสียง และเป็นไปตามประกาศของ กกต. ว่าด้วยการหาเสียงและข้อห้ามในการหาเสียง

นายสง่า พรมเมือง ผู้สมัครในนามพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สาเหตุที่ตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.เชียงราย เขต 7 ในครั้งนี้ เนื่องจากต้องการเข้ามาสานต่อนโยบายของพรรค และเป็นตัวแทนประชาชนในพื้นที่เขต 7 ซึ่งประกอบด้วย อ.เชียงแสน อ.เวียงแก่น อ.ดอยหลวง อ.เชียงของ และ อ.แม่จัน (ต.จันจว้า และ ต.จันจว้าใต้) รู้สึกตื่นเต้นที่พรรคเลือกตนลงสมัคร สส.ในเขต 7 แต่นโยบายหลักที่ใช้หาเสียงคือ การดูแลปากท้องความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกร ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภค และพัฒนาการท่องเที่ยวและกีฬา

นโยบายหลักของสง่า พรมเมือง ผู้สมัครเพื่อไทย

สำหรับการลงสมัครเลือกตั้งครั้งนี้ ตนมองว่าเป็นการแข่งขันโดยเสรี ตนเป็นตัวเลือกให้ประชาชนเขต 7 ได้พิจารณา หากได้รับเลือกจะทำงานให้ดีที่สุด ด้วยความซื่อสัตย์และความขยันทุ่มเท หลังจากนี้จะเร่งลงพื้นที่พบปะประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าหลายคนมองว่ากระแสพรรคเพื่อไทยอยู่ในช่วงขาลง ตนมองว่าตนเองเป็นตัวแทนพรรคที่เป็นแกนนำรัฐบาล สามารถนำงบประมาณมาพัฒนาพื้นที่ได้ และเชื่อว่าประชาชนจะเข้าใจในจุดนี้

“สมศักดิ์” ย้ำ เลือกเพื่อไทย อยู่ฝ่ายรัฐบาล แก้ปัญหาได้ทันที

หลังจากเสร็จสิ้นการรับสมัคร นายสง่า ได้เดินทางกลับบ้านที่บ้านป่าสักน้อย ม.12 ต.ป่าสัก อ.เชียงแสน ซึ่งมีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรคเพื่อไทย และนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภา มาให้กำลังใจและแนะนำตัวผู้สมัครให้ชาวบ้านในพื้นที่

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า วันนี้เป็นวันสำคัญ จึงลาราชการมาช่วยนายสง่า ซึ่งพรรคเพื่อไทยมอบหมายให้ตนมา ซึ่งทำเห็นจุดเด่นของนายสง่า เหมือนตนเกือบ 100% เพราะเป็นวิศวกรไฟฟ้าเหมือนกัน เริ่มต้นทางการเมืองด้วยการเป็น สจ.สมัยแรกเหมือนกัน และบ้านอยู่ในชนบทเหมือนกัน มั่นใจว่าคนเป็นวิศวกรอยู่ในสภาฯ มีไม่กี่คน แต่ถ้าได้เป็น สส.แล้วจะเป็นนาน และเติบโตทางการเมืองได้ จึงขอให้ประชาชนสนับสนุนนายสง่า เพราะมีความเข้าใจเรื่องการเกษตรเป็นอย่างดี ก็จะสามารถช่วยประชาชนได้ทันที ที่สำคัญการเลือกตั้งครั้งนี้ นายสง่าคือฝ่ายรัฐบาล แต่คู่แข่งน่าจะมาจากฝ่ายค้าน ดังนั้นเวลามีปัญหานายสง่าก็สามารถประสานรัฐบาลได้ทันที

นายยงยุทธ กล่าวว่า การแก้ปัญหาต้องเอาคนที่มีประสบการณ์ อย่าเอาคนอ่อนประสบการณ์เข้าไป เพราะประชาชนมีปัญหาที่จะให้ช่วยเหลือ เขาจะไม่สามารถทำได้ แต่นายสง่าสามารถช่วยเหลือประชาชนได้ เนื่องจากมีประสบการณ์และความเข้าใจพื้นที่เป็นอย่างดี

ส่วนความเคลื่อนไหวของผู้สมัครจากพรรคอื่น ขณะนี้พบว่ามี น.ส.มิรันตี บุญแก้ว ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งก่อนสมัครในนามพรรคภูมิใจไทย ได้คะแนนประมาณ 1 หมื่นกว่าคะแนน แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้หันไปซบพรรคพลังประชารัฐ แต่ยังไม่ปรากฏตัว คาดว่าหากไม่ติดเงื่อนไขการย้ายพรรคก่อนรับสมัคร 30 วัน น.ส.มิรันตีอาจจะมาสมัครในนามพรรค พปชร. หรือถ้าติดเงื่อนไขดังกล่าว อาจจะต้องลงสมัครในนามอิสระแทน ส่วนพรรคประชาชนซึ่งในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด มีนายประหยัด เสียงดัง หรือ ทนายไก่ เป็นตัวแทนพรรค ได้คะแนนประมาณ 2 หมื่นกว่าคะแนน ตามหลังนายพิเชษฐ์จากพรรคเพื่อไทย แต่รอบนี้พรรคประชาชนเปิดเกมเงียบ จนถึงวันนี้ยังไม่ประกาศตัวผู้สมัครอย่างเป็นทางการ แต่มีข่าวว่าจะมีการเปลี่ยนตัวผู้สมัคร

การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้มีความสำคัญต่ออนาคตของเชียงราย เขต 7 อย่าลืมออกไปใช้สิทธิของท่าน

ที่มา – เพื่อไทย ส่ง “สง่า” ลงเลือกตั้งซ่อมเชียงราย-รับสมัครวันแรกยังเงียบเหงา

Scroll to top