นโยบายพลังงาน

UAE จ่อถอนตัวจาก OPEC / OPEC+ 1 พ.ค.นี้ เพื่อเลือกทางของตนเอง

UAE จ่อถอนตัวจาก OPEC / OPEC+ 1 พ.ค.นี้ เพื่อเลือกทางของตนเอง ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดจากสงครามในตะวันออกกลางที่กำลังสั่นคลอนตลาดน้ำมันโลก การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลก

UAE จ่อถอนตัวจาก OPEC / OPEC+ 1 พ.ค.นี้ เพื่อเลือกทางของตนเอง

ตามรายงานจากสำนักข่าว WAM ของรัฐบาล UAE เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ประกาศอย่างเป็นทางการว่าประเทศจะถอนตัวจากการเป็นสมาชิกของ OPEC และ OPEC+ ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 แถลงการณ์ระบุชัดเจนว่าการตัดสินใจนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์และเศรษฐกิจระยะยาว โดยมุ่งเน้นการพัฒนาภาคพลังงานภายในประเทศและเร่งรัดการลงทุนผลิตน้ำมัน

เหตุผลหลักที่ทำให้ UAE จ่อถอนตัวจาก OPEC / OPEC+ 1 พ.ค.นี้ เพื่อเลือกทางของตนเอง คือความขัดแย้งกับนโยบายของกลุ่มที่จำกัดโควตาการผลิตน้ำมัน UAE ต้องการเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อสร้างรายได้มากขึ้น แต่ถูกกีดกันมานานหลายปี นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะปัญหาการส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ยังเป็นตัวเร่งให้ UAE ต้องการควบคุมนโยบายพลังงานของตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นผู้นำกลุ่ม

สาเหตุหลักของการถอนตัว

  • ข้อจำกัดโควตา: UAE พยายามผลักดันเพิ่มโควตาแต่ไม่สำเร็จ
  • วิสัยทัศน์เศรษฐกิจ: มุ่งลงทุนผลิตน้ำมันและพลังงานทดแทน
  • สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์: สงครามและความเสี่ยงเส้นทางขนส่ง

ซูฮาอิล อัล มาซรูอี รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน UAE โพสต์ผ่าน X ว่า “การตัดสินใจนี้สะท้อนวิวัฒนาการนโยบายที่สอดคล้องกับตลาดระยะยาว เรายังมุ่งมั่นต่อความมั่นคงพลังงาน โดยจัดหาแหล่งพลังงานที่น่าเชื่อถือ รับผิดชอบ และคาร์บอนต่ำ สนับสนุนเสถียรภาพตลาดโลก”

ผลกระทบต่อตลาดน้ำมันโลก

UAE เป็นหนึ่งใน 10 ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุด คิดเป็น 3-4% ของการผลิตน้ำมันโลก การถอนตัวจะสั่นคลอน OPEC ที่ควบคุม 36% ของการผลิตและ 80% ของสำรองน้ำมันโลก อาจนำไปสู่การเพิ่มอุปทานน้ำมัน ส่งผลให้ราคาตกต่ำในระยะสั้น แต่ยาวนานอาจสร้างความไม่แน่นอนมากขึ้น โดยเฉพาะหากประเทศอื่นตาม

OPEC ก่อตั้งปี 2503 โดยสมาชิกเริ่มต้นคือซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน อิรัก เวเนซุเอลา และคูเวต UAE เข้าร่วมปี 2510 กลุ่ม OPEC+ ยังรวมรัสเซียเพื่อควบคุมราคา แต่ปัจจุบัน UAE เลือกทางเดินอิสระเพื่อตอบสนองความต้องการเศรษฐกิจที่เติบโต

อนาคตพลังงานของ UAE

หลังถอนตัว UAE วางแผนลงทุนในโครงการขยายแท่นเจาะน้ำมันใหม่ เพิ่มกำลังผลิตจาก 4 ล้านบาร์เรลต่อวันเป็น 5 ล้านบาร์เรลภายในปี 2573 นอกจากนี้ ยังผลักดันพลังงานสะอาด เช่น โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์และไฮโดรเจนสีเขียว เพื่อกระจายความเสี่ยงและตอบโจทย์ Net Zero

การตัดสินใจนี้อาจจุดกระแสให้สมาชิกอื่นทบทวนบทบาทใน OPEC โดยเฉพาะประเทศที่ต้องการขยายการผลิต นักวิเคราะห์คาดว่าราคาน้ำมัน Brent อาจผันผวน 5-10% ในสัปดาห์หน้า

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวของ UAE แสดงถึงการปรับตัวที่ชาญฉลาดท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ประเทศผู้ผลิตน้ำมันต้องเลือกระหว่างการยึดติดกับกลุ่มเก่าหรือก้าวไปข้างหน้าเพื่ออนาคต หากคุณสนใจผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยซึ่งพึ่งพาน้ำมันนำเข้า สามารถติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้

ที่มา – UAE จ่อถอนตัวจาก OPEC / OPEC+ 1 พ.ค.นี้ เพื่อเลือกทางของตนเอง

“เอกนัฏ” ขึ้นแท่นรัฐมนตรีรุ่นใหม่ ครม.อนุทิน

“เอกนัฏ” ขึ้นแท่นรัฐมนตรีรุ่นใหม่ใน ครม.อนุทิน ประชาชนพอใจ – เชื่อมั่นแก้ปัญหาพลังงาน เป็นข่าวดีที่สร้างความหวังให้กับประชาชนชาวไทยจำนวนมากในช่วงที่ราคาพลังงานผันผวนสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าครองชีพที่พุ่งขึ้นจากราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า ล่าสุดผลสำรวจจากหลายสำนักชี้ให้เห็นว่าประชาชนมีความเชื่อมั่นในตัวนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน อย่างเห็นได้ชัด

“เอกนัฏ” ขึ้นแท่นรัฐมนตรีรุ่นใหม่ใน ครม.อนุทิน ประชาชนพอใจ – เชื่อมั่นแก้ปัญหาพลังงาน

จากผลสำรวจของสำนักวิจัยซูเปอร์โพล ที่เก็บข้อมูลจากประชาชน 1,259 ตัวอย่างทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 22-25 เมษายน 2569 พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหาพลังงานเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการลดราคาพลังงานอย่างต่อเนื่องถึง 89.6% และเปิดเผยโครงสร้างราคาอย่างโปร่งใส 84.3% สิ่งที่น่าประทับใจคือ ความเชื่อมั่นในตัว “เอกนัฏ” อยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด 67.9% และปานกลาง 21.4% รวมกว่า 89% ที่เชื่อมั่นตั้งแต่ปานกลางขึ้นไป

นอกจากนี้ ประชาชนยังมองภาพลักษณ์ของรัฐมนตรีคนนี้ในแง่บวก โดยชื่นชอบความจริงจังในการทำงาน 77.1% และความตั้งใจแก้ปัญหาชาติ 74.2% ซึ่งถือเป็นภาวะผู้นำที่มีคุณธรรม สร้างความไว้วางใจระยะยาว สำหรับการรับรู้ผลงาน พบว่ามาตรการลดราคาน้ำมันได้รับการรับรู้สูงถึง 73.8% การลงพื้นที่แก้ปัญหา 70.5% รวมถึงการลดค่าไฟฟ้า การปรับโครงสร้างพลังงาน และความโปร่งใสที่เกิน 60% ทุกด้าน

ผลสำรวจซูเปอร์โพลยืนยันความเชื่อมั่นสูง

  • ต้องการลดราคาพลังงานต่อเนื่อง: 89.6%
  • เปิดเผยโครงสร้างราคาโปร่งใส: 84.3%
  • เชื่อมั่นมาก-มากที่สุด: 67.9%
  • จริงจังในการทำงาน: 77.1%
  • รับรู้ลดราคาน้ำมัน: 73.8%

ผลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า “เอกนัฏ” ขึ้นแท่นรัฐมนตรีรุ่นใหม่ใน ครม.อนุทิน ประชาชนพอใจ – เชื่อมั่นแก้ปัญหาพลังงาน อย่างแท้จริง เพราะมีการดำเนินงานเชิงรุกที่ประชาชนรับรู้ได้

สำนักวิจัยสยามเทคโนโพลเสริมความมั่นใจ

ขณะที่สำนักวิจัยสยามเทคโนโพล จากวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม สำรวจ 1,089 ตัวอย่าง วันที่ 24-25 เมษายน 2569 พบว่าประชาชนคาดหวังให้กระทรวงพลังงานลดค่าไฟ-ค่าน้ำมัน 81.2% และจัดการกักตุนอย่างโปร่งใส 75.4% ส่วนความพึงพอใจต่อ “เอกนัฏ” พบพอใจนโยบายลดค่าไฟ-น้ำมัน 65.1% ชอบสไตล์ลุยงาน กล้าคิดกล้าทำ 61.2% และโดยรวม 62.5%

ในบริบทปัญหาพลังงานไทยที่ยืดเยื้อมานาน เช่น ราคาน้ำมันโลกผันผวน สงครามการค้า และการพึ่งพาการนำเข้าสูง การเข้ามาของรัฐมนตรีรุ่นใหม่อย่างเอกนัฏ จึงเป็นแสงสว่างที่สร้างความหวัง ประชาชนเริ่มเห็นมาตรการจริงจัง เช่น การเจรจาลดราคาน้ำมัน การส่งเสริมพลังงานทางเลือก และการตรวจสอบกองทุนน้ำมันที่โปร่งใส ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยและ SMEs

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นนี้มาพร้อมความคาดหวังสูง หากรัฐบาลสามารถแปลงนโยบายให้เป็นผลลัพธ์จริง เช่น ลดราคาไฟฟ้าอย่างยั่งยืน ส่งเสริมรถ EV และพลังงานหมุนเวียน ก็จะยกระดับความไว้วางใจให้รัฐบาลทั้งคณะ โดยเฉพาะ ครม.อนุทิน ที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากปัญหาเศรษฐกิจ

จากมุมมองผู้เขียน การขึ้นแท่นของ “เอกนัฏ” ในครั้งนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขสำรวจ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูประบบพลังงานไทย หากรักษาความเชื่อมั่นนี้ได้ จะช่วยดึงคะแนนนิยมให้รัฐบาลพุ่งสูงแน่นอน

คุณคิดอย่างไรกับผลงานของเอกนัฏ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวพลังงานล่าสุด!

ที่มา – “เอกนัฏ” ขึ้นแท่นรัฐมนตรีรุ่นใหม่ใน ครม.อนุทิน ประชาชนพอใจ – เชื่อมั่นแก้ปัญหาพลังงาน

อภิสิทธิ์ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงินแก้ปัญหาปลายทาง

อภิสิทธิ์ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงินแก้ปัญหาปลายทาง เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงนี้ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลที่เตรียมออกพระราชกำหนดการกู้เงิน (พ.ร.ก.) เพื่อบรรเทาค่าครองชีพ โดยชี้ว่าวิธีนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายทางเท่านั้น และเสนอทางเลือกที่ดีกว่าอย่างการลดค่าการกลั่นน้ำมัน ซึ่งจะช่วยลดภาระประชาชนได้ทั่วถึงมากกว่า

อภิสิทธิ์ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงินแก้ปัญหาปลายทาง

ในวันที่ 22 เมษายน 2569 นายอภิสิทธิ์ ได้กล่าวถึงกรณีรัฐบาลจะออก พ.ร.ก.กู้เงิน ว่า เขายังรอฟังคำชี้แจงจากรัฐบาลเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินกู้ โดยย้ำว่าพรรคประชาธิปัตย์เสนอมาตลอดให้รัฐบาลบริหารจัดการต้นทุนให้ดีที่สุดก่อน เช่น ลดภาษีสรรพสามิตและค่าการกลั่นน้ำมันที่ยังสามารถลดได้อีกมาก ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนน้ำมันได้ทันที หากรัฐช่วยลดต้นทุนได้มาก ความจำเป็นในการช่วยเหลือปลายทางด้วยเงินกู้ก็จะน้อยลง

อภิสิทธิ์ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงินแก้ปัญหาปลายทาง อาจนำไปสู่ปัญหาใหม่ เช่น การเลือกช่วยเหลือกลุ่มใด และช่วยอย่างไร แต่หากลดค่าการกลั่นลงอีก 5 บาท จะช่วยทุกคน ไม่ใช่แค่ผู้ใช้น้ำมันโดยตรง แต่รวมถึงค่าขนส่งที่ถูกลง ส่งผลดีต่อราคาสินค้าทุกชนิด เขายังเข้าใจสถานการณ์การคลังที่อาจจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้ แต่รัฐต้องมีแผนชัดเจนไม่ให้บานปลาย พร้อมแนวทางเพิ่มรายได้คืน

ข้อเสนอลดค่าการกลั่นและภาษีลาภลอย

นายอภิสิทธิ์ ยังได้พูดคุยกับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยยืนยันว่าค่าการกลั่นที่ 7-8 บาท สามารถลดได้อีก แม้เดือนเมษายนราคาพรีเมี่ยมน้ำมันขึ้นเป็น 15 บาท เขาเสนอให้ใช้ระบบ “ภาษีลาภลอย” ที่ปรับตามสถานการณ์จริง แทนการรอราคาเฉลี่ย เช่น เดือนเมษายนที่ราคาสูงตั้งแต่ต้นเดือน หากเก็บภาษีพิเศษแบบนี้ จะช่วยได้มาก

  • ตัวอย่างราคาน้ำมันดีเซล: ปัจจุบันลิตรละ 42 บาท หากลดภาษีสรรพสามิต 6 บาท และค่าการกลั่น 5 บาท ราคาจะเหลือใกล้ 30 บาท
  • ช่วยลดราคาสินค้าทุกประเภทที่พึ่งพาการขนส่ง
  • ลดภาระรัฐบาลในการช่วยเหลือเพิ่มเติม

พรรคประชาธิปัตย์จึงเร่งให้รัฐบาลบริหารต้นทุนเร็วที่สุด เพื่อช่วยประชาชนที่เดือดร้อนจากราคาน้ำมันแพง โดยเชื่อว่าการประชุม กบง. วันพรุ่งนี้จะมีข่าวดี ลดราคาได้อีก เพราะรัฐมนตรียอมรับหลักการปรับตามราคาเดือนต่อเดือน แม้มีประเด็นโต้แย้งตัวเลข แต่ค่าการกลั่น 5 บาทยังทำได้สบาย

ประโยชน์ระยะยาวจากการลดต้นทุนน้ำมัน

นอกจากช่วยบรรเทาภาระประชาชนทันที การลดค่าการกลั่นยังป้องกันปัญหาเงินเฟ้อจากราคาสินค้าที่ปรับขึ้นตามน้ำมันแพง หากราคาน้ำมันลดลง สินค้าก็ต้องลดตาม รัฐบาลควรโฟกัสที่นี่ก่อนออก พ.ร.ก. เพื่อความยั่งยืน นี่คือมุมมองที่อภิสิทธิ์ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงินแก้ปัญหาปลายทาง ซึ่งหลายคนเห็นด้วยเพราะเป็นวิธีแก้ที่ต้นตอ

สุดท้าย การตัดสินใจของ กบง. จะเป็นตัวชี้วัดว่ารัฐบาลฟังข้อเสนอหรือไม่ คุณคิดว่ารัฐควรลดค่าการกลั่นก่อนไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันครับ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ชี้ ออก พ.ร.ก.กู้เงิน แก้ปัญหาปลายทาง เชื่อลดค่าการกลั่นได้อีก ช่วยแบ่งเบาภาระ ปชช.

“ทวี” ปูดปม “ค่าไฟทิพย์” ลั่นหน้าที่รัฐเร่งแก้เดือดร้อน

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมไทยกันดีกว่าครับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เปิดโปงปัญหาค่าไฟทิพย์ที่พุ่งสูงถึง 1.09 ล้านล้านบาท! ท่านลั่นชัดเจนว่า นี่คือหน้าที่ของรัฐที่จะต้องเร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชนโดยด่วน แถมยังแนะนำให้แก้ไขโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมด้วยนะครับ มาฟังรายละเอียดกันเลย

ค่าไฟทิพย์ คืออะไร และทำไมถึงเป็นปัญหาใหญ่?

ไฟฟ้านั้นเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่เราทุกคนต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเปิดไฟ ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือแม้แต่ขับรถ EV ตามนโยบายรัฐบาล รัฐธรรมนูญกำหนดชัดว่ารัฐต้องถือหุ้นในกิจการไฟฟ้าไม่น้อยกว่า 51% และต้องให้บริการโดยไม่เป็นภาระแก่ประชาชนเกินสมควร แต่ในความเป็นจริงล่ะครับ? ค่าไฟแพงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะค่าไฟทิพย์ที่ถูกเรียกเก็บแบบไม่โปร่งใส

พ.ต.อ.ทวีชี้ว่า คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกฯ เป็นประธาน 19 คน และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) 7 คน ดูเหมือนจะปล่อยเกียร์ว่าง ทำให้คนไทยต้องแบกภาระราคาไฟแพง แม้เรื่องไฟฟ้าจะซับซ้อน ต้องใช้คณิตศาสตร์เชิงซ้อนและโมเดลวิศวกรรม แต่รัฐต้องรับผิดชอบนะครับ

กับดัก 2 กลไกหลักของค่าไฟทิพย์

นโยบายส่งเสริมพลังงานสะอาดอย่างพลังงานแสงอาทิตย์หรือยานยนต์ไฟฟ้า ฟังดูดีใช่ไหมครับ? แต่ในอดีต มันกลายเป็นฝันร้ายที่เอื้อนายทุนผ่านค่าไฟทิพย์ ด้วย 2 กลไกใหญ่ๆ

  • 1. Adder และ FiT: Adder คือส่วนเพิ่มราคารับซื้อ เช่น ค่าไฟฐาน 3 บาท + Adder 8 บาท = 11 บาท/หน่วย จูงใจแต่ควบคุมยาก FiT กำหนดราคาคงที่ เช่น 5.60 บาท/หน่วย และ FiTa คือส่วนต่างที่เก็บจากเราในค่า Ft ทุกเดือน โดยไม่เคยถามประชาชน!
  • 2. SPP และ VSPP: SPP โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก 10-90 MW อย่างก๊าซธรรมชาติหรือชีวมวล VSPP ขนาดเล็กมาก <10 MW อย่างโซลาร์รูฟท็อป ส่งผลให้ต้นทุนพุ่งเพราะรัฐต้องจ่าย “ค่าความพร้อมจ่าย” แม้โรงไฟฟ้าไม่ผลิตก็ตาม

จากกราฟข้อมูลที่พ.ต.อ.ทวีนำเสนอ กลุ่ม Firm (สีม่วง) อุดหนุนเอกชน 445,069 ล้านบาท ค่าพร้อมจ่ายสแตนด์บาย ส่วน Non-Firm, Partial-Firm, VSPP (สีเขียว) 648,148 ล้านบาท รวมกว่า 1.09 ล้านล้านบาทตลอด 30 ปี (2538-2568)! ปี 2567 เดียวๆ กว่า 1.2 แสนล้านบาท นี่เงินจากกระเป๋าประชาชนไปร่ำรวยให้เอกชนเลยครับ

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญและความเดือดร้อนประชาชน

ศาลรัฐธรรมนูญคำวินิจฉัย 1/2566 แนะนำให้ กพช. และ กกพ. กำหนดเพดานสัดส่วนเอกชนและกำลังสำรองให้เหมาะสม มิเช่นนั้นอาจเสียหายแก่ประโยชน์สาธารณะ สำรวจจากสำนักงานสถิติแห่งชาติยืนยัน ค่าครองชีพสูง ค่าไฟ-น้ำมันแพง รายได้ไม่พอจ่าย เป็นปัญหาอันดับ 1 ของประชาชน นายทุนพลังงานรวยจนทนไม่ไหว แต่เรากลับจน!

โครงสร้างปัจจุบันไม่เป็นธรรม รัฐต้องรีบแก้ไขค่าไฟทิพย์ ไม่ให้ทับถมคนไทยอีกต่อไปครับ เพื่อความมั่นคงพลังงานที่สมดุลกับภาระประชาชน

ส่วนตัวผมเห็นด้วยกับพ.ต.อ.ทวีมากครับ นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นความทุกข์ของพี่น้องประชาชน รัฐบาลควรเร่งปฏิรูประบบ ลดการอุดหนุนที่ไม่จำเป็น ส่งเสริมพลังงานสะอาดแบบยั่งยืนจริงๆ คุณล่ะครับคิดเห็นอย่างไร? คอมเมนต์บอกกันหน่อย และแชร์บทความนี้เพื่อให้เสียงเราดังถึงหูผู้มีอำนาจ!

ที่มา – “ทวี” ปูดปม “ค่าไฟทิพย์” ลั่นหน้าที่รัฐ เร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชน

พริษฐ์เรียกร้องนายกฯเปลี่ยนพิพัฒน์เคลียร์ผลทับซ้อน

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางคือ “พริษฐ์” เรียกร้อง นายกฯ เปลี่ยนตัว “พิพัฒน์” เคลียร์ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ในช่วงวิกฤตพลังงานที่ประชาชนกำลังเผชิญความเดือดร้อนจากราคาน้ำมันแพง นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนหลังจากติดตามการสัมภาษณ์ของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567

“พริษฐ์” เรียกร้อง นายกฯ เปลี่ยนตัว “พิพัฒน์” เคลียร์ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

นายพริษฐ์ยืนยันความเห็นเดิมที่เคยอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2567 โดยเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเปลี่ยนตัวผู้รับผิดชอบหลักเรื่องวิกฤตพลังงาน จากนายพิพัฒน์เป็นบุคคลอื่น เพื่อล้างข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่กำลังเป็นประเด็นร้อน สาเหตุหลักมาจากคำให้สัมภาษณ์ของนายพิพัฒน์เอง ที่เล่าว่านายกรัฐมนตรีเคยเรียกประชุมกลุ่มย่อยเรื่องการขึ้นราคาน้ำมัน โดยไม่มีผู้ประกอบการเข้าร่วม เพราะกลัวว่าผู้ประกอบการจะรู้ข้อมูลล่วงหน้าแล้วปิดปั๊มหรือกักตุนน้ำมัน

แต่ปัญหาคือ “ช้างในห้อง” หรือตัวนายพิพัฒน์เองที่ยังคงมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจน้ำมัน โดยเฉพาะบริษัท PTG Energy Public Company Limited ซึ่งเป็นเครือข่ายธุรกิจของครอบครัว นี่คือเหตุผลหลักที่นายพริษฐ์ชี้ให้เห็น:

ความเชื่อมโยงทางธุรกิจของนายพิพัฒน์กับ PTG Energy

  • นายพิพัฒน์ยังถือหุ้น 5% ในบริษัท รัชกิจ โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 25% ใน PTG Energy โดยมีน้องชายเป็นกรรมการและผู้บริหาร
  • ตลอดการสัมภาษณ์ นายพิพัฒน์ใช้คำว่า “เรา” หรือ “พวกเรา” เมื่อพูดถึงการดำเนินงานของ PTG Energy แม้จะพยายามปฏิเสธความเกี่ยวข้องในการบริหาร
  • PTG Energy ถือครองห่วงโซ่อุปทานน้ำมันแทบทุกขั้นตอน แม้ไม่มีโรงกลั่นเอง แต่มีหุ้นในบริษัทต่างๆ ดังนี้

การถือหุ้นในผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่หรือคลังน้ำมัน (มาตรา 7):

  • บริษัท 1: PTG ถือหุ้น 70.50%
  • บริษัท 2: PTG ถือหุ้น 40%

ผู้ค้าน้ำมันรายย่อยหรือจ็อบเบอร์ (มาตรา 10): อย่างน้อย 6 บริษัท

  • บริษัท 1: PTG ถือหุ้น 100%
  • บริษัท 2: PTG ถือหุ้น 99.98%
  • บริษัท 3: PTG ถือหุ้น 99.98%
  • บริษัท 4: PTG ถือหุ้น 99.98%
  • บริษัท 5: PTG ถือหุ้น 99.97%
  • บริษัท 6: PTG ถือหุ้น 99.97%

ผู้ขนส่งน้ำมัน (มาตรา 12): อย่างน้อย 4 บริษัท

  • บริษัท 1: PTG ถือหุ้น 100%
  • บริษัท 2: รัชกิจ โฮลดิ้ง ถือหุ้น 25%
  • บริษัท 3: รัชกิจ โฮลดิ้ง ถือหุ้นทางอ้อม 25%
  • บริษัท 4: รัชกิจ โฮลดิ้ง ถือหุ้นทางอ้อม 19%

ยิ่งไปกว่านั้น หนึ่งในบริษัทผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ที่ PTG ถือหุ้น เป็นโรงกลั่นน้ำมันไบโอดีเซล ซึ่งจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากนโยบายรัฐบาลที่เสนอเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซล เช่น B10 หรือ B20

ทำไมต้องเปลี่ยนตัวผู้รับผิดชอบ?

นายพริษฐ์ย้ำว่าไม่ได้กล่าวหาว่ามีการกระทำผิดจริง แต่สถานการณ์นี้เปิดช่องให้เก็งกำไรได้มหาศาล หากผู้กำหนดนโยบายรู้ข้อมูลล่วงหน้าและมีเครือข่ายธุรกิจกว้างขวางในอุตสาหกรรมน้ำมัน สิ่งนี้ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในความโปร่งใสของรัฐบาล โดยเฉพาะในวิกฤตพลังงานที่ราคาน้ำมันผันผวน กองทุนน้ำมันขาดแคลน และประชาชนต้องแบกรับภาระ

วิกฤตพลังงานครั้งนี้เกิดจากปัจจัยหลายประการ เช่น ราคาน้ำมันดิบโลกสูงขึ้น สงครามยูเครน-รัสเซีย และนโยบายภายในที่ยังไม่ชัดเจน การที่ผู้รับผิดชอบหลักอย่างนายพิพัฒน์ ซึ่งเป็นประธานศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาพลังงาน (ศบก.) มีผลประโยชน์ทับซ้อน ยิ่งทำให้เกิดคำถามถึงความเป็นกลาง นายพริษฐ์เสนอทางออกชัดเจนว่า นายกรัฐมนตรีควรเปลี่ยนผู้รับผิดชอบ หรือนายพิพัฒน์ถอนตัวเองเพื่อเคลียร์ข้อครหา

ประเด็น “พริษฐ์” เรียกร้อง นายกฯ เปลี่ยนตัว “พิพัฒน์” เคลียร์ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน สะท้อนปัญหาใหญ่ของการเมืองไทย คือการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน หากรัฐบาลไม่ดำเนินการ อาจนำไปสู่การขาดความน่าเชื่อถือและการประท้วงจากประชาชนที่เดือดร้อน

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลียร์ข้อครหาแบบนี้เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การแก้ไขวิกฤตพลังงานเดินหน้าอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ คุณคิดว่ารัฐบาลควรเปลี่ยนตัวจริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – “พริษฐ์” เรียกร้อง นายกฯ เปลี่ยนตัว “พิพัฒน์” เคลียร์ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

นักวิชาการเรียกร้องปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องร้อนๆ ในวงการพลังงานไทยกันดีกว่า ปัญหาน้ำมันแพงกำลังเป็นประเด็นใหญ่ที่ทุกคนเจอ โดยเฉพาะตอนนี้ที่ราคาพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดมีนักวิชาการชื่อดังมาระดมสมองในงานเสวนา “6 บาทที่ต้องตอบ…ผู้นำไทยจะพาประเทศออกจากวิกฤตพลังงานอย่างไร?” ที่มหาวิทยาลัยรังสิต นักวิชาการเรียกร้องปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ เพื่อแก้ปัญหาการกำหนดราคาที่ไม่โปร่งใส ซึ่งเป็นรากเหง้าของปัญหาทั้งหมด

นักวิชาการเรียกร้องปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ

ในงานเสวนาวันที่ 27 มีนาคม 2569 มีผู้เชี่ยวชาญอย่าง รศ.สุริยะใส กตะศิลา, รศ.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ, รศ.ชิตตะวัน ชนะกุล และ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี มาร่วมพูดคุย รศ.สุริยะใส ชี้ว่าปัญหาน้ำมันแพงครั้งนี้เหมือนภูเขาน้ำแข็งที่ซ่อนวิกฤติการจัดการไว้ รัฐบาลดูแลไม่ดี หน่วยงานเบี่ยงประเด็นไปเทียบราคากับเพื่อนบ้าน แต่ไม่บอกว่าจะแก้ยังไง ท่านตั้งคำถามแรงๆ ว่า “มีรัฐบาลไว้ทำไม ถ้าประชาชนต้องปลูกกล้วยเลี้ยงไก่เอง” และเรียกร้องให้ นักวิชาการเรียกร้องปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ โดยเฉพาะนำ ปตท. กลับมาเป็นของรัฐ เพื่อความเป็นธรรม

แก้ปัญหากำหนดราคาไม่โปร่งใส

ม.ล.กรกสิวัฒน์ ย้อนประวัติศาสตร์วิกฤตน้ำมันไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2520 ที่พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ จัดตั้ง ปตท. เพื่อถ่วงดุลบริษัทต่างชาติ ต่อมาพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ใช้ส่วนแบ่งผลผลิตแทนเงินสด แต่ปัจจุบันรัฐเสียอำนาจควบคุมโรงกลั่นไปมาก ปัญหาหลักคือโครงสร้างราคาตั้งแต่ปี 2540 อิงราคาสมมุติจากสิงคโปร์ บวก “ต้นทุนทิพย์” อย่างค่าขนส่ง ค่าประกัน ที่ทำให้ราคาแพงขึ้น ทุก 1 บาทที่ขึ้น ประชาชนแบกภาระ 36,000 ล้านบาทต่อปี! ยังไม่มีหน่วยงานรัฐไหนกล้าแก้จริงจัง

รศ.ชิตตะวัน เสริมว่าความขัดแย้งโลกทำให้ราคาผันผวน แม้ไทยไม่แพงสุด แต่โครงสร้างเศรษฐกิจและคอร์รัปชันทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก การตรึงราคาแล้วปล่อยขึ้นทีเดียวกระทบหนัก อาจนำไปสู่เงินเฟ้อ ว่างงาน เศรษฐกิจถดถอย แนะรัฐตัดงบไม่จำเป็น เอา 100,000-200,000 ล้านมาอุดค่าไฟแทนการกู้เพิ่ม

แนวทางแก้ไขวิกฤตพลังงานไทย

รศ.ณรงค์ มองว่าสถานการณ์สงครามชิงทรัพยากรน้ำมันจะยืดเยื้อเป็นปี เพราะจีน รัสเซีย ไม่ยอมให้สหรัฐครองซัพพลาย เสนอไทยประกาศภาวะฉุกเฉิน ห้ามส่งออกน้ำมัน ใช้กลไกผู้ถือหุ้น ปตท. (กระทรวงการคลัง 51.38%) อุดหนุนราคา คล้าย PETRONAS ของมาเลเซีย และเร่งพลังงานทดแทน เช่น น้ำมันจากยางพารา ถ่านหิน

  • อัปเกรด ปตท. เป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติ ดูแลน้ำมัน ก๊าซ พลังงานหมุนเวียนครบวงจร
  • นำ ปตท. กลับรัฐ โดยซื้อหุ้นคืน ใช้กฎหมาย หรือตั้งบริษัทใหม่แข่ง
  • Zero Import Energy ใช้ทรัพยากรในประเทศ เช่น เอทานอลจากมันสำปะหลัง ข้าวโพด น้ำมันจากขยะพลาสติกด้วย pyrolysis

ม.ล.กรกสิวัฒน์ ชี้ไทยมีพลังงานบนดินเยอะ แต่ทุนพลังงานครอบงำนโยบาย เช่น ไม่นำ Flex Fuel Car จากบราซิลมาใช้ เพราะกระทบอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ถ้าเอทานอลราคา 40 บาท/ลิตร รายได้หมุนในประเทศ เศรษฐกิจดี ลดขาดแคลน

รศ.ชิตตะวัน ทิ้งท้ายว่าต้องตัดสินใจชัด ปตท. เป็นรัฐหรือเอกชน 100% ไม่ควรกึ่งกลาง และตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติใหม่ จัดระบบพลังงานใหม่ทั้งหมด

มุมมองอนาคตและคำแนะนำ

จากเสวนานี้เห็นชัดว่า นักวิชาการเรียกร้องปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ เป็นทางออกเดียวที่จะหยุดวิกฤตนี้ได้ รัฐต้องโปร่งใส ตรวจสอบสต๊อกน้ำมันจริงจัง อย่าปล่อยให้เอกชนกินรวบ คุณล่ะคิดยังไงกับเรื่องนี้? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ หรือติดตามข่าวพลังงานเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตนะครับ สุดท้ายแล้ว การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากเราทุกคนที่กดดันนโยบายให้ดีขึ้น

ที่มา – นักวิชาการเรียกร้องปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ แก้ปัญหากำหนดราคาไม่โปร่งใส

“กรุณพล” ชี้ วิกฤติน้ำมัน รัฐล้มเหลว ชู 5 ข้อเสนอ

กรุณพล ชี้ วิกฤติน้ำมัน สะท้อนความล้มเหลวในการบริหารจัดการของรัฐบาลชัดเจนที่สุด โดยเฉพาะผลกระทบที่เกิดขึ้นกับธุรกิจร้านอาหารและผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นถึง 6 บาทต่อลิตรในคืนเดียว ทำให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจพุ่งปรี๊ด ผู้ประกอบการหลายรายกำลังดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด ในบทความนี้เราจะมาวิเคราะห์ปัญหานี้กันแบบเจาะลึก พร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายที่น่าสนใจจากนายกรุณพล เทียนสุวรรณ หรือที่รู้จักในนาม “เพชร กรุณพล” รองโฆษกพรรคประชาชน

กรุณพล ชี้ วิกฤติน้ำมัน สะท้อนรัฐบริหารล้มเหลว

วันที่ 27 มีนาคม 2569 นายกรุณพล ได้ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า กรุณพล ชี้ วิกฤติน้ำมัน ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาเศรษฐกิจธรรมดา แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลที่ใช้นโยบายตรึงราคาน้ำมันจนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงขาดทุนยับเยิน ก่อนจะปล่อยลอยตัวราคาอย่างกะทันหัน ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบสะเทือน โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารที่ครอบครัวของนายกรุณพลเองก็ทำมานานกว่า 40 ปี จึงเข้าใจปัญหานี้อย่างถ่องแท้ ลูกค้าหาย ต้นทุนพุ่ง ก๊าซหุงต้มและน้ำมันแพงขึ้น ร้านอาหารไทยนับแสนรายตกอยู่ในภาวะทางตัน

ผลกระทบรุนแรง 3 ระดับ จากกรุณพล ชี้ วิกฤติน้ำมัน

วิกฤตินี้กระทบหนักใน 3 ระดับหลัก ดังนี้

  • ระดับผู้ประกอบการรายย่อย: ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าขนส่ง และก๊าซหุงต้มพุ่งสูง ผลกำไรที่บางอยู่แล้วหายวับไป ผู้ประกอบการหลายรายต้องปิดร้านเพราะแบกไม่ไหว สถานการณ์นี้ทำให้ครอบครัวหลายพันครอบครัวสูญเสียรายได้หลัก
  • ระดับผู้ประกอบการขนาดกลาง: กดดันจากทุกด้าน ต้นทุนคงที่สูง แต่กำลังซื้อของลูกค้าลดลงเพราะประชาชนต้องจ่ายเงินแพงขึ้นกับพลังงาน ส่งผลให้ยอดขายตกฮวบ ร้านที่เคยฟื้นตัวจากโควิดกำลังเจอปัญหาใหม่
  • ระดับผู้ประกอบการรายใหญ่: ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก การขนส่งขาดแคลนน้ำมัน ทำให้กระจายสินค้าไม่ได้ สุดท้ายนักลงทุนขาดความเชื่อมั่น เศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัว

ทั้งหมดนี้เกิดจากการขาดวิสัยทัศน์ ฝืนกลไกตลาดจนพังพินาศ ในช่วงที่ธุรกิจกำลังฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด รัฐกลับสร้างภาระใหม่ให้ประชาชนและผู้ประกอบการ

ข้อเสนอเชิงนโยบาย 5 เรื่อง จากกรุณพล ชี้ วิกฤติน้ำมัน

นายกรุณพล ชูข้อเสนอเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรม 5 เรื่อง เพื่อให้รัฐบาลนำไปปรับใช้ทันที

  1. ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันอย่างเร่งด่วน: ลดหย่อนทันทีเพื่อลดภาระต้นทุนให้ประชาชนและธุรกิจ ช่วยให้ราคาน้ำมันไม่พุ่งสูงเกินไป
  2. ช่วยเหลือเฉพาะเจาะจงกลุ่มผู้ผลิตอาหาร: อุดหนุนราคาพลังงานสำหรับร้านอาหารและเกษตรกร เพื่อรักษาราคาอาหารให้เสถียร ประชาชนไม่เดือดร้อน
  3. ปรับโครงสร้างยุติเอื้อนายทุนพลังงาน: หันมาโฟกัสลดค่าครองชีพประชาชน แทนการเอื้อกลุ่มทุนใหญ่
  4. ส่งเสริมเข้าสู่ระบบภาษี: จูงใจผู้ประกอบการด้วยแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ สำหรับผู้ที่จดทะเบียนถูกต้อง
  5. ปรับลดภาระภาษี เพิ่มหักค่าใช้จ่ายเหมา: จาก 60% เป็น 90% ช่วยผู้ประกอบการลดภาษีได้มากขึ้น สร้างสภาพคล่อง

คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารรับมือวิกฤติ

นอกจากนี้ นายกรุณพล ยังมีคำแนะนำปฏิบัติจริงสำหรับเจ้าของร้านอาหาร

  • บริหารเมนู: ยกเลิกเมนูผลกำไรต่ำ ต้นทุนสูงทิ้งไปเลย
  • ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น: ลดค่าขนส่ง หันไปซื้อจากแหล่งใกล้เคียง สนับสนุนชุมชนด้วย
  • ประหยัดพลังงาน: ใช้เทคโนโลยีประหยัดไฟ ประหยัดก๊าซ ลดต้นทุนทุกขั้นตอน

วิกฤติน้ำมันครั้งนี้เป็นบทเรียนราคาแพง หากรัฐยังแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ธุรกิจร้านอาหารทั่วประเทศจะซบเซาหนัก ความไม่พอใจของประชาชนจะบานปลาย สุดท้ายรัฐบาลเสียหายมหาศาล ในฐานะนักอ่าน คุณล่ะคิดอย่างไรกับข้อเสนอเหล่านี้? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ผู้ประกอบการที่กำลังเดือดร้อน เพื่อช่วยกันกดดันให้รัฐแก้ปัญหาจริงจัง ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน!

ที่มา – “กรุณพล” ชี้ วิกฤติน้ำมันสะท้อนรัฐบริหารล้มเหลว ชูข้อเสนอเชิงนโยบาย 5 เรื่อง

วิธีลงทะเบียน ล้างแอร์ช่วยชาติ จ่าย 300 บาท 3 หมื่นสิทธิ์

ฤดูร้อนมาเยือน ค่าไฟพุ่งกระฉูด! รัฐบาลมีโครงการดีๆ มาช่วยประชาชนประหยัดพลังงาน นั่นคือ วิธีลงทะเบียน ล้างแอร์ช่วยชาติ จ่ายเพียง 300 บาท รับสิทธิ์จำกัดแค่ 30,000 สิทธิ์เท่านั้น เริ่มลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2569 ใครสนใจรีบเลย!

โครงการ “ล้างแอร์ช่วยชาติ 2569” (Clean your air, Care your life) เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กับพันธมิตรเอกชนชั้นนำอย่างห้างสรรพสินค้าต่างๆ เพื่อส่งเสริมการประหยัดพลังงาน ลดการใช้ไฟช่วงหน้าร้อนที่พีคสุดๆ และยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อีกด้วย นอกจากส่วนลดล้างแอร์ 300 บาทแล้ว ยังมีส่วนลดซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 อีก 15,000 สิทธิ์ คุ้มสุดๆ ไปเลย

ทำไมต้องล้างแอร์? เพราะแอร์ที่สกปรกจะกินไฟมากขึ้น 20-30% เลยนะ ล้างแล้วเย็นฉ่ำ ประหยัดไฟ ค่าไฟถูกลง แถมอากาศในบ้านสะอาด ดีต่อสุขภาพด้วย โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุ โครงการนี้ช่วยให้ทุกคนเข้าถึงบริการล้างแอร์ราคาถูกได้ง่ายๆ

วิธีลงทะเบียน ล้างแอร์ช่วยชาติ

อยากรู้ วิธีลงทะเบียน ล้างแอร์ช่วยชาติ ใช่ไหม? ไม่ยากเลย แต่ต้องไปลงที่ห้างสรรพสินค้าที่ร่วมรายการเท่านั้นนะ ไม่มีลงออนไลน์หรือแอปสำหรับคนทั่วไป เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 23 พฤษภาคม 2569 หรือจนกว่าจะครบสิทธิ์

ขั้นตอนวิธีลงทะเบียน ล้างแอร์ช่วยชาติ ทำตามนี้เลย

1. เตรียมเอกสารให้พร้อม

  • บัตรประชาชนตัวจริง (ต้องเป็นเจ้าของบ้านหรือผู้มีชื่อในทะเบียนบ้าน)
  • บิลค่าไฟเดือนล่าสุด (เพื่อยืนยันเลขที่สัญญาไฟฟ้า 11 หลัก)

2. ไปห้างที่ร่วมโครงการ

ห้างที่เข้าร่วมมีหลายแห่ง เช่น HomePro, Power Buy, The Mall (Power Mall), ไทวัสดุ, Mega Home และอื่นๆ เดินไปที่แผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าเลย

3. แสดงเอกสารและรับสิทธิ์

  • ยื่นบัตรประชาชนและบิลค่าไฟให้พนักงานตรวจสอบ
  • ถ้าสิทธิ์ยังเหลือ ชำระเงินเพียง 300 บาท (ปกติราคาล้างแอร์ 600-700 บาท กฟผ. ช่วยออกส่วนต่าง 50% หรือตามเงื่อนไข)
  • นัดวันให้ช่างมาล้างแอร์ที่บ้านกับพนักงาน

เงื่อนไขสำคัญ: สิทธิ์ 1 หมายเลขผู้ใช้ไฟฟ้า ต่อ 1 สิทธิ์ (ล้างได้ 1 เครื่อง) เฉพาะแอร์ติดผนัง (Wall Type) ขนาดไม่เกิน 24,000 BTU เท่านั้น อย่าลืมเช็คให้ดีก่อนไปนะ

นอกจากนี้ โครงการยังช่วยลดภาระค่าไฟช่วงหน้าร้อนที่ทุกคนเจอ คิดดูสิ ถ้าล้างแอร์แล้วประหยัดไฟเดือนละ 200-300 บาท ปีนึงก็หลายพันแล้ว แถมเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสิ่งแวดล้อม ลดโลกร้อนได้ด้วย ใครที่แอร์ที่บ้านเริ่มไม่เย็น ไม่ต้องเสียเงินแพงๆ รีบใช้สิทธิ์นี้เลย

เคล็ดลับเพิ่มเติม: ก่อนล้างแอร์ ทำความสะอาดตัวเองด้วย ตั้งแอร์ 25 องศา ใช้พัดลมช่วย เปิดม่านบังแดด จะยิ่งประหยัดไฟเข้าไปใหญ่ ลองคำนวณดู ถ้าบ้านคุณมีแอร์ 2 ตัว ล้างทั้งคู่ (ถ้าสิทธิ์เหลือ) ค่าไฟลดฮวบแน่นอน

โครงการนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใส่ใจประชาชนจริงๆ อย่าพลาดโอกาสประหยัดเงินและช่วยชาติไปด้วยกัน สิทธิ์จำกัดจริงๆ 30,000 สิทธิ์ หมดไวแน่นอน!

รีบไปลงทะเบียนวันนี้ รับส่วนลดล้างแอร์ช่วยชาติ จ่ายแค่ 300 บาท ประหยัดค่าไฟยาวๆ ไปเลย!

ที่มา – วิธีลงทะเบียนเข้าโครงการ “ล้างแอร์ช่วยชาติ” รับเพียง 3 หมื่นสิทธิ์ จ่ายเพียง 300 บาท

เช็กเงื่อนไขลงทะเบียนล้างแอร์ 2569 รับส่วนลด 300 บาท

ยุคนี้ค่าไฟแพงขึ้นทุกวัน แต่มีทางออกช่วยประหยัดได้ง่ายๆ ด้วยโครงการดีๆ จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อย่าง “ล้างแอร์ช่วยชาติ ประหยัดไฟ ไทยต้องรอด” วันนี้เราจะพาคุณไป เช็กเงื่อนไข ลงทะเบียนล้างแอร์ 2569 รับสิทธิ์ส่วนลดล้างแอร์ 300 บาท กันแบบละเอียดยิบ รีบมาดูเลย เพราะสิทธิ์มีจำกัดแค่ 30,000 สิทธิ์เท่านั้น!

เช็กเงื่อนไข ลงทะเบียนล้างแอร์ 2569 รับสิทธิ์ส่วนลดล้างแอร์ 300 บาท

โครงการนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2569 เวลา 11.00 น. จนถึง 23 พฤษภาคม 2569 หรือจนกว่าสิทธิ์จะหมด ใครที่อยากล้างแอร์ให้เครื่องเย็นฉ่ำ ประหยัดไฟ ลดค่าใช้จ่าย ก็ต้องรีบเช็กเงื่อนไขด่วนๆ หลักๆ คือ:

  • เครื่องปรับอากาศแบบติดผนัง ขนาดไม่เกิน 24,000 BTU/h เท่านั้นนะ
  • จำกัด 1 สิทธิ์ต่อ 1 คน ต่อ 1 ครัวเรือน
  • สงวนสิทธิ์สำหรับพนักงาน กฟผ. ไม่สามารถใช้ได้
  • ค่าบริการล้างแอร์ไม่เกิน 600 บาท จะได้ลด 300 บาท ชำระจริงเหลือไม่เกิน 300 บาท

ทำไมต้องล้างแอร์? เพราะฝุ่นและสิ่งสกปรกสะสมในแอร์ทำให้เครื่องทำงานหนัก กินไฟมากขึ้น ล้างแล้วช่วยประหยัดไฟได้ถึง 10-20% เลยทีเดียว โดยเฉพาะหน้าร้อนแบบนี้ แอร์สะอาด=เย็นฉ่ำ+ไฟถูก!

ขั้นตอนการรับสิทธิ์เช็กเงื่อนไข ลงทะเบียนล้างแอร์ 2569

ไม่ต้องลงทะเบียนออนไลน์ แค่มาที่ห้างสรรพสินค้าที่ร่วมโครงการ เช่น HomePro, MEGA HOME, Power Buy, ไทวัสดุ, BnB home, โกลบอลเฮ้าส์, เดอะมอลล์, Power Mall, Emporium, PARAGON, โฮมวัน และอื่นๆ อีกมากมาย ขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้:

  1. เตรียมบัตรประชาชนและบิลค่าไฟฟ้า 1 เดือนในปี 2569 (เดือนไหนก็ได้)
  2. ไปที่จุดบริการ พนักงานจะเช็กสิทธิ์ให้
  3. นัดหมายให้พนักงานมาล้างแอร์ที่บ้าน ภายใน 23 มิถุนายน 2569
  4. ชำระค่าบริการจริง (ลดแล้วไม่เกิน 300 บาท)

ถ้ามีข้อสงสัย สอบถามเพิ่มได้ที่ LINE OA: https://lin.ee/4PdJQqA เลย สะดวกมาก!

ประโยชน์ที่ได้จากการล้างแอร์ในโครงการนี้

นอกจากส่วนลด 300 บาทแล้ว ยังช่วยให้บ้านเย็นสบาย อากาศสะอาด ลดโรคภูมิแพ้จากฝุ่น ล้างแอร์เป็นประจำทุก 3-6 เดือน ช่วยยืดอายุเครื่อง ลดการเสียหายใหญ่ๆ ในระยะยาว คิดดูสิ ค่าไฟลด+เครื่องทนทาน=คุ้มสุดๆ โดยเฉพาะครอบครัวที่มีแอร์หลายตัว เริ่มจากตัวหลักก่อนเลย

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการช่วยประชาชนประหยัดพลังงาน ลดภาระค่าไฟช่วงหน้าร้อน กฟผ. จัดเต็มเพื่อไทยต้องรอดจริงๆ หากคุณมีแอร์ติดผนังขนาดเหมาะสม อย่าพลาดเด็ดขาด สิทธิ์หมดเร็วแน่นอน!

รีบไปเช็กเงื่อนไข ลงทะเบียนล้างแอร์ 2569 กันเลยวันนี้ ล้างแอร์สะอาด ประหยัดไฟ ชีวิตดีขึ้นทันตา!

Scroll to top