บริจาคช่วยชายแดน

สส.โตโต้ ชี้ บริจาคเสื้อเกราะ อาจผิดกฎหมาย

จากกรณีที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมเกี่ยวกับการบริจาคเสื้อเกราะให้กับหน่วยงานที่ปฏิบัติงานตามแนวชายแดน ล่าสุด นายปิยรัฐ จงเทพ สส.กทม. พรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงประเด็นดังกล่าว โดยชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น แม้ว่าเจตนาของการบริจาคจะเป็นไปในทางที่ดีก็ตาม

นายปิยรัฐ กล่าวว่า ประเด็นเรื่อง “สส.โตโต้” ชี้เจตนาดีบริจาคเสื้อเกราะแต่อาจผิดกฎหมายไปแล้วทั้งผู้ให้และผู้รับ นี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในการบริหารจัดการของรัฐบาลในด้านการจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง

“สส.โตโต้” ชี้เจตนาดีบริจาคเสื้อเกราะแต่อาจผิดกฎหมายไปแล้วทั้งผู้ให้และผู้รับ

สส.ปิยรัฐ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า แม้ว่าการบริจาคเสื้อเกราะจะมีเจตนาที่ดี แต่ทั้งผู้ให้และผู้รับอาจเข้าข่ายกระทำผิดตามกฎหมาย โดยอ้างอิงถึงพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 มาตรา 18 ซึ่งกำหนดโทษสำหรับผู้ที่ผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายยุทธภัณฑ์โดยไม่ได้รับอนุญาต

“ไม่ว่าจะซื้อแถวคลองหลอด หรือ แอปส้ม แล้วมีแผ่นพลาสติกหรือแผ่นเหล็กบางๆไว้เล่น บีบีกัน หากกันกระสุน ชนิดใดชนิดหนึ่งได้ ถือว่าเป็นยุทธภัณฑ์ ดังนั้นคนที่ซื้อ หรือจัดหาที่เป็นข่าวอยู่ตอนนี้ได้ทำผิดกฎหมายไปแล้ว ทั้งคน และหน่วยงาน ที่ขอสนับสนุนเองก็ด้วย” นายปิยรัฐ กล่าว

ทำไมการบริจาคเสื้อเกราะถึงอาจผิดกฎหมาย?

ประเด็นสำคัญอยู่ที่การตีความว่าเสื้อเกราะกันกระสุนจัดเป็น “ยุทธภัณฑ์” หรือไม่ ซึ่งหากพิจารณาตามคำพิพากษาของศาลที่ผ่านมา เสื้อเกราะที่สามารถกันกระสุนได้ ไม่ว่าจะเป็นกระสุนชนิดใดก็ตาม จะถือว่าเป็นยุทธภัณฑ์ และการซื้อขายหรือบริจาคยุทธภัณฑ์จะต้องเป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ นายปิยรัฐ ยังกล่าวถึงความบกพร่องของระบบราชการในการจัดหายุทธภัณฑ์ให้เพียงพอต่อความต้องการของเจ้าหน้าที่ โดยระบุว่า หากรัฐมีระบบการจัดหาที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ การบริจาคยุทธภัณฑ์โดยบุคคลภายนอกก็คงไม่จำเป็น

“ความมั่นคงของชาติ ไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นกิจกรรมการบริจาคยุทธภัณฑ์โดยบุคคลภายนอก รัฐเองต้องมีระบบจัดหาให้เพียงพอ มีการตรวจรับ และอนุมัติที่โปร่งใส เพื่อความปลอดภัยและความถูกต้องตามกฎหมาย” นายปิยรัฐ กล่าว

การที่หน่วยงานของรัฐรับยุทธภัณฑ์จากเอกชน โดยไม่มีการตรวจสอบ หรืออนุญาตตามระเบียบ อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อีกด้วย ทำให้ประเด็น “สส.โตโต้” ชี้เจตนาดีบริจาคเสื้อเกราะแต่อาจผิดกฎหมายไปแล้วทั้งผู้ให้และผู้รับ ยิ่งมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

  • ผู้บริจาค: อาจถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 มาตรา 18 โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ผู้รับบริจาค: หน่วยงานของรัฐที่รับบริจาคโดยไม่ตรวจสอบ อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
  • ความเชื่อมั่นของประชาชน: อาจสั่นคลอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการ

ข้อเสนอแนะ

  • รัฐบาลควรเร่งปรับปรุงระบบการจัดหายุทธภัณฑ์ให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใส
  • หน่วยงานของรัฐควรตรวจสอบระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดก่อนรับบริจาคยุทธภัณฑ์
  • ประชาชนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจกฎหมายก่อนทำการบริจาคยุทธภัณฑ์

ประเด็น “สส.โตโต้” ชี้เจตนาดีบริจาคเสื้อเกราะแต่อาจผิดกฎหมายไปแล้วทั้งผู้ให้และผู้รับ เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้การช่วยเหลือเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายและเกิดประโยชน์สูงสุด การบริจาคด้วยความหวังดีอาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายที่ไม่คาดฝันได้ จึงควรตรวจสอบและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนดำเนินการใดๆ

ที่มา – “สส.โตโต้” ชี้เจตนาดีบริจาคเสื้อเกราะแต่อาจผิดกฎหมายไปแล้วทั้งผู้ให้และผู้รับ

เชตวันถามกลาโหม ทำไมปล่อยระดมเงินบริจาค?

“เชตวัน” โต้ “รมช.กลาโหม” ปมเงินบริจาค “กัน จอมพลัง” ไม่ใช่เรื่อง “ทะเลาะกัน 2 คน” แต่คือการตรวจสอบงบประมาณ ถามถ้ายุทธภัณฑ์มีเพียงพอ ทำไมปล่อยให้มีการระดมเงินบริจาคจากประชาชนอยู่ได้ นี่คือคำถามสำคัญที่ ส.ส. เชตวัน เตือประโคน ยกขึ้นมาตั้งข้อสงสัยต่อกระทรวงกลาโหม

วันที่ 31 ตุลาคม 2568 จากกรณีการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เกี่ยวกับเรื่องกรรมาธิการการทหาร เชิญ นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวช หรือกัน จอมพลัง และ พล.ท.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เข้าชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องการบริหารทรัพยากรของกองทัพในเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งตอนหนึ่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมให้สัมภาษณ์ว่า เป็นเรื่องที่คนสองคนทะเลาะกัน กองทัพไม่เกี่ยว นั้น

นายเชตวัน เตือประโคน สส.ปทุมธานี เขต 6 พรรคประชาชน และกรรมาธิการการทหาร กล่าวว่า ก่อนอื่นคงต้องถาม พล.อ.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ว่า ท่านทราบหรือไม่ว่ามีหน่วยงานทหาร ในการกำกับดูแลของท่าน ทำหนังสือขอรับการสนับสนุนจากนายกัน จอมพลัง ไม่ว่าจะเป็นข้าวของเครื่องใช้ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ตลอดจนยุทธภัณฑ์ทางทหาร ซึ่งเรื่องนี้ยืนยันจากการที่นายกัน จอมพลัง นำหลักฐานซึ่งเป็นหนังสือนั้นมาแสดงต่อกรรมาธิการการทหารแล้ว พร้อมทั้งบอกด้วยว่า ไม่ได้มีแค่หน่วยงานเดียว หากแต่มีหลายหน่วยที่ทำหนังสือมาขอรับการสนับสนุน และ “มูลนิธิกันจอมพลัง ช่วยสู้” ก็จะนำเงินที่ได้รับบริจาคมาจากประชาชนไปซื้อของ และนำไปส่งให้ตามที่หน่วยทหารเหล่านั้นต้องการ

“นี่จึงไม่ใช่เรื่องของการ ‘ทะเลาะกัน 2 คน’ และ ‘กองทัพไม่เกี่ยว‘ แต่เป็นการที่กองทัพต้องชี้แจงว่า แล้วงบประมาณมากมายมหาศาลที่กระทรวงกลาโหมได้รับในแต่ละปี ซึ่งเป็นเงินภาษีจากประชาชนนั้น ทำไมไม่ถูกใช้ไปกับภารกิจของหน่วยทหารเหล่านี้ ไม่เพียงพอหรืออย่างไร ทำไมถึงต้องขอรับการสนับสนุน ยิ่งจากการที่ พล.ท.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ออกมายืนยันว่า ทางกองทัพมียุทธภัณฑ์เพียงพอ ถึงได้รับบริจาคเข้ามาของเหล่านั้นก็ไม่ได้ใช้ แล้วทำไมท่านจึงไม่มีนโยบายไปห้ามปรามหน่วยทหารเหล่านั้น ทำไมยังคงให้หน่วยขอรับการสนับสนุนจากมูลนิธิกันจอมพลัง ช่วยสู้ และก็ยังคงให้มูลนิธินี้ประชาสัมพันธ์ระดมเงินบริจาคจากประชาชนต่อไปอยู่ได้” นายเชตวัน กล่าว

นายเชตวัน กล่าวด้วยว่า และอีกประเด็นที่สำคัญ การที่รัฐมนตรีตีกรอบให้ว่า “ทะเลาะกันสองคน” นั่นก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ผิดอย่างมหันต์ มีอคติหรือไม่ เพราะในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม น่าจะรู้ดีว่า คณะกรรมาธิการการทหาร หรือไม่ว่าจะคณะกรรมาธิการชุดไหน ประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากทุกพรรคการเมือง ซึ่งการที่ท่านบอกว่า “ทะเลาะกันสองคน” ตีความเป็นอื่นไม่ได้เลย นอกจากการชี้นิ้วว่าฝ่ายหนึ่งคือนายกัน จอมพลัง และอีกฝ่ายหนึ่งคือพรรคประชาชน

“ผมก็อยากให้ท่านรัฐมนตรีไปทำความเข้าใจเรื่องนี้เสียใหม่ ว่านี่คือการตรวจสอบของกรรมาธิการการทหาร ตามอำนาจหน้าที่ที่มี ซึ่งกองทัพเกี่ยวข้องกับกรณีนี้ด้วยแน่ๆ ในฐานะหน่วยรับงบประมาณ แต่ทว่ากลับไม่มีงบประมาณไปจัดหายุทธภัณฑ์ หรือสิ่งของจำเป็นกับทหารชั้นผู้น้อยที่อยู่ตามชายแดน เพื่อไม่ให้ประชาชนตั้งคำถามว่า แล้วเงินมันไปไหนหมด?”

“เชตวัน” ถาม กลาโหมถ้ายุทธภัณฑ์มีเพียงพอ ทำไมปล่อยให้มีการระดมเงินบริจาค

ประเด็นหลักที่นายเชตวันหยิบยกขึ้นมาคือเรื่องความโปร่งใสในการใช้งบประมาณของกระทรวงกลาโหม และความจำเป็นในการระดมเงินบริจาคจากประชาชน หากทางกองทัพมียุทธภัณฑ์เพียงพอจริง เหตุใดจึงยังมีการขอรับการสนับสนุนจากภายนอก

ทำไมต้องตั้งคำถามเรื่อง “เชตวัน” ถาม กลาโหมถ้ายุทธภัณฑ์มีเพียงพอ ทำไมปล่อยให้มีการระดมเงินบริจาค

คำถามนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่การตรวจสอบ แต่ยังเป็นการสะท้อนถึงความกังวลของประชาชนต่อการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศ หากงบประมาณที่จัดสรรให้กองทัพไม่เพียงพอ หรือมีการบริหารจัดการที่ไม่เหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของทหารชั้นผู้น้อยที่ปฏิบัติหน้าที่ตามชายแดน

  • ความโปร่งใสในการใช้งบประมาณ
  • ความเพียงพอของยุทธภัณฑ์
  • ความจำเป็นในการระดมทุนบริจาค

การตั้งคำถามในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หากกองทัพสามารถชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้งบประมาณ และความจำเป็นในการขอรับการสนับสนุนเพิ่มเติมได้อย่างชัดเจน จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชนได้มากยิ่งขึ้น

สรุปแล้ว ประเด็น “เชตวัน” ถาม กลาโหมถ้ายุทธภัณฑ์มีเพียงพอ ทำไมปล่อยให้มีการระดมเงินบริจาค ไม่ใช่แค่เรื่องของการตรวจสอบ แต่อาจนำไปสู่การปรับปรุงการบริหารจัดการงบประมาณของกองทัพให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และตอบสนองความต้องการของทหารชั้นผู้น้อยได้อย่างเหมาะสม

เราควรติดตามความคืบหน้าของเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่ามีการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และงบประมาณของประเทศถูกใช้อย่างคุ้มค่าและโปร่งใส

ที่มา – “เชตวัน” ถาม กลาโหมถ้ายุทธภัณฑ์มีเพียงพอ ทำไมปล่อยให้มีการระดมเงินบริจาค

Scroll to top