บุรีรัมย์

ฝ่ายกัมพูชาเคลื่อนไหว กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบโดรน 1 ลำ ที่ จ.บุรีรัมย์

ฝ่ายกัมพูชาเคลื่อนไหว กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบโดรน 1 ลำ ที่ จ.บุรีรัมย์

ในช่วงเวลาที่สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด ฝ่ายกัมพูชาเคลื่อนไหว โดยกองทัพภาคที่ 2 ได้ตรวจพบโดรน 1 ลำในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความกังวลให้กับประชาชนและหน่วยงานความมั่นคงของไทย ข่าวนี้มาจากศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ที่สรุปสถานการณ์ประจำวันที่ 1 ตุลาคม 2568 เวลา 14.00 น. สถานการณ์โดยรวมยังคงอยู่ภายใต้การควบคุม แต่การตรวจพบโดรนดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวที่ต้องจับตา

ฝ่ายกัมพูชาเคลื่อนไหว กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบโดรน 1 ลำ ที่ จ.บุรีรัมย์

กองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานว่ามีการตรวจพบโดรน 1 ลำบริเวณพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นจุดที่อยู่ใกล้แนวชายแดนไทย-กัมพูชา เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังไม่คลี่คลาย โดยฝ่ายกัมพูชามีการเคลื่อนไหวที่เพิ่มขึ้น ทำให้หน่วยงานไทยต้องเพิ่มมาตรการเฝ้าระวัง ปัจจุบัน กองกำลังทั้งสองฝ่ายยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง โดยฝ่ายไทยได้จัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามอย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตอบโต้ตามสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

การตรวจพบโดรนในครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์คล้ายกันในพื้นที่ชายแดน โดรนเหล่านี้มักถูกใช้สำหรับการลาดตระเวนหรือสอดแนม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ประชาชนในพื้นที่บุรีรัมย์และจังหวัดใกล้เคียงต่างตื่นตัวกับข่าวนี้ โดยหลายคนแสดงความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย แต่กองทัพไทยยืนยันว่าสถานการณ์ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้

มาตรการรับมือจากกองทัพภาคที่ 2

เพื่อรับมือกับ ฝ่ายกัมพูชาเคลื่อนไหว กองทัพภาคที่ 2 ได้เพิ่มการลาดตระเวนด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ระบบเรดาร์ตรวจจับโดรน และการประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังมีการฝึกซ้อมปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างความพร้อมของกำลังพล การตรวจพบโดรน 1 ลำ ที่ จ.บุรีรัมย์ ในครั้งนี้ ทำให้หน่วยงานต้องเร่งตรวจสอบเส้นทางการบินและที่มาของอุปกรณ์ดังกล่าว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น

  • เพิ่มกำลังพลเฝ้าตรวจตามจุดสำคัญ
  • ใช้เทคโนโลยีตรวจจับโดรนและอากาศยานไร้คนขับ
  • ประสานงานกับประชาชนในพื้นที่เพื่อรายงานความเคลื่อนไหวที่น่าสงสัย
  • เตรียมแผนตอบโต้หากสถานการณ์บานปลาย

นอกจากนี้ กองทัพยังขอความร่วมมือจากประชาชนในการป้องกันการรับข้อมูลข่าวสารที่คลาดเคลื่อน บิดเบือน หรือข่าวปลอม (Fake news) ขอให้ทุกท่านใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูล และติดตามจากช่องทางอย่างเป็นทางการของส่วนราชการเท่านั้น เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา

ผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจท้องถิ่น

สถานการณ์ชายแดนที่ตึงเครียดแบบนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของประชาชนในจังหวัดบุรีรัมย์และพื้นที่ใกล้เคียง เช่น การค้าขายข้ามชายแดนที่อาจชะงักงัน หรือการท่องเที่ยวที่ลดลง อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านในพื้นที่ต่างเข้าใจและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ โดยหลายคนได้เข้าร่วมเป็นหูเป็นตาในการรายงานเหตุการณ์ผิดปกติ ฝ่ายกัมพูชาเคลื่อนไหว ครั้งนี้ยิ่งทำให้หน่วยงานต้องเร่งหาทางแก้ไขปัญหาทวิภาคีกับกัมพูชา เพื่อความสงบสุขในระยะยาว

จากประสบการณ์ในอดีต เหตุการณ์ตรวจพบโดรนเคยนำไปสู่การเจรจาระหว่างสองประเทศ ซึ่งช่วยคลี่คลายความตึงเครียดได้ในที่สุด ดังนั้น การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกฝ่าย

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความมั่นคงชายแดนด้วยเทคโนโลยีและการทูตที่เข้มแข็ง หากไทยและกัมพูชาสามารถเจรจาได้สำเร็จ จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง

สุดท้ายนี้ เราแนะนำให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และหลีกเลี่ยงการแชร์ข้อมูลที่ไม่ได้รับการยืนยัน หากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อขอคำปรึกษา เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ที่มา – ฝ่ายกัมพูชาเคลื่อนไหว กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบโดรน 1 ลำ ที่ จ.บุรีรัมย์

“สส.จุลพงศ์” ขอโทษ “เนวิน-คนบุรีรัมย์” ยอมรับอภิปรายเขากระโดงเป็นเท็จ

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและการตรวจสอบกันอย่างเข้มข้น เหตุการณ์ล่าสุดที่สร้างความสนใจให้กับสาธารณชนคือ “สส.จุลพงศ์” ขอโทษ “เนวิน-คนบุรีรัมย์” ยอมรับอภิปรายเขากระโดงเป็นเท็จ ซึ่งสะท้อนถึงความรับผิดชอบของนักการเมืองต่อคำพูดและข้อมูลที่นำเสนอในสภา นายจุลพงศ์ อยู่เกษ ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน ได้ออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการต่อนายเนวิน ชิดชอบ และครอบครัวตระกูลชิดชอบ รวมถึงชาวบุรีรัมย์ทั้งหมด หลังจากยอมรับว่าข้อมูลที่ใช้ในการอภิปรายเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเป็นเท็จทั้งหมด

“สส.จุลพงศ์” ขอโทษ “เนวิน-คนบุรีรัมย์” ยอมรับอภิปรายเขากระโดงเป็นเท็จ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจาการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 โดยนายจุลพงศ์ได้พาดพิงถึงที่ดินเขากระโดงในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่กว่า 5,000 ไร่ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) อ้างสิทธิ์ครอบครอง เขาได้กล่าวหาว่าครอบครัวตระกูลชิดชอบใช้อิทธิพลทางการเมืองขัดขวางหน่วยราชการในการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกา แต่ต่อมาพบว่าข้อมูลดังกล่าวมาจากสคริปต์ที่ทีมงานจัดเตรียม โดยนายจุลพงศ์ในฐานะ ส.ส.สมัยแรก ไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและแผนที่จาก รฟท. อย่างละเอียด จนหลงเชื่อในข้อมูลที่ผิดพลาด

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2568 นายจุลพงศ์ได้รับพยานหลักฐานจากทนายความของนายเนวิน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าครอบครัวชิดชอบไม่มีเจตนาครอบครอบที่ดินโดยผิดกฎหมาย ไม่เคยใช้อิทธิพลบังคับหน่วยราชการ และพร้อมปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อรักษากระบวนการยุติธรรม นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาต้องยอมรับผิดและออกหนังสือขอโทษอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568

การแสดงความรับผิดชอบที่ชัดเจน

ในการขอโทษ นายจุลพงศ์แสดงความสำนึกผิดอย่างจริงใจ โดยระบุว่าเนื้อหาการอภิปรายทั้งหมดเป็นข้อมูลเท็จที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของนายเนวินและครอบครัว รวมถึงชาวบุรีรัมย์ เขาขออภัยอย่างสูงและเพื่อแสดงความจริงใจ จะบริจาคเงิน 10,000 บาทให้โรงพยาบาลในบุรีรัมย์เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ยังจะโพสต์หนังสือขอโทษบนเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยปักหมุดไว้ที่หน้าแรกนานไม่น้อยกว่า 7 วัน เพื่อให้ทุกคนเห็นถึงความรับผิดชอบของเขา

นายจุลพงศ์ย้ำว่าการกระทำนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต และหวังว่านายเนวินและครอบครัวจะให้อภัย โดยเขาไม่มีเจตนาร้าย แต่เกิดจากความประมาทเลินเล่อในการตรวจสอบข้อมูล ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับ ส.ส. ทุกคนที่ต้องระมัดระวังในการนำเสนอข้อเท็จจริงในสภา

บริบทของที่ดินเขากระโดงและผลกระทบทางการเมือง

ที่ดินเขากระโดงเป็นประเด็นยาวนานในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพิพาทระหว่าง รฟท. กับเอกชน โดยศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษายึดคืนที่ดิน แต่การดำเนินการติดขัดมานานหลายปี การอภิปรายของนายจุลพงศ์จึงถูกมองว่าเป็นการโยงประเด็นนี้เข้ากับการเมือง เพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม แต่เมื่อปรากฏว่าเป็นข้อมูลเท็จ จึงกลายเป็นดอกผลเสียให้กับพรรคประชาชนเอง

ในโพสต์เฟซบุ๊กหลังจากนั้น นายจุลพงศ์ชี้แจงว่าการขอโทษนี้เป็นส่วนหนึ่งในการพยายามยุติคดีความอาญาที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของเขาในฐานะ ส.ส. เขาขอโทษประชาชนหากเหตุการณ์นี้กระทบต่อภาพลักษณ์การทำงาน แต่ยืนยันว่าการอภิปรายนโยบายรัฐบาลในวันที่ 29 กันยายน 2568 ข้อมูลทุกอย่างเป็นจริง และเขาจะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลต่อไป

ประเด็นนี้ไม่เพียงแต่แสดงถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย แต่ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนนำเสนอในที่สาธารณะ โดยเฉพาะในสภาที่มีน้ำหนักในการกำหนดนโยบายประเทศ การยอมรับผิดของนายจุลพงศ์ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของความรับผิดชอบ แม้จะสายเกินไปแต่ก็ช่วยลดความขัดแย้งได้

  • บทเรียนจากเหตุการณ์: นักการเมืองต้องตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบ
  • ผลกระทบต่อบุรีรัมย์: ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากข่าวลือที่ไม่จริง
  • อนาคตของคดี: หวังว่าจะจบลงด้วยดีเพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ “สส.จุลพงศ์” ขอโทษ “เนวิน-คนบุรีรัมย์” ยอมรับอภิปรายเขากระโดงเป็นเท็จ นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่านักการเมืองควรให้ความสำคัญกับความจริงมากกว่าการโจมตี หากทุกคนทำเช่นนี้ การเมืองไทยจะโปร่งใสและน่าเชื่อถือมากขึ้น คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกัน

ที่มา – “สส.จุลพงศ์” ขอโทษ “เนวิน-คนบุรีรัมย์” ยอมรับอภิปรายเขากระโดงเป็นเท็จ

กองทัพบกให้ญาติ “ร.ต.ธีรยุทธ” รับราชการ: ครอบครัวซาบซึ้ง

เรื่องราวสุดซึ้งใจ! กองทัพบกได้ให้โอกาสญาติของ “ร.ต.ธีรยุทธ” พลทหารผู้เสียสละ เข้ารับราชการที่ มทบ.26 สร้างความซาบซึ้งใจให้กับครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง มาติดตามรายละเอียดเรื่องราวนี้กันครับ

จากเหตุการณ์ความสูญเสียที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2568 ที่ช่องตาเฒ่า อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ จากการปะทะกันระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชา ทำให้ พลทหารธีรยุทธ กระจ่างทอง อายุ 22 ปี ต้องเสียชีวิตในหน้าที่

เรื่องราวของพลทหารธีรยุทธ ได้สร้างความสะเทือนใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ เมื่อทราบว่าครอบครัวของเขาอาศัยอยู่อย่างยากลำบากบนที่ดินของหลวง ในกระท่อมหลังเล็กๆ ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ภาพของเสาบ้านและหลังคาที่พลทหารธีรยุทธเก็บหอมรอมริบเงินเดือนทหารเพื่อสร้างบ้านให้พ่อแม่ กลายเป็นภาพที่สะกิดใจผู้คนมากมาย

ด้วยความเมตตาจากผู้ใจบุญทั่วประเทศ เงินบริจาคหลั่งไหลมาช่วยเหลือครอบครัวพลทหารธีรยุทธ เพื่อสร้างบ้านให้สำเร็จ รวมถึงพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ที่พระราชทานบ้านชั่วคราว (บ้านน็อคดาวน์) ให้กับครอบครัวในทันที

ล่าสุด กองทัพบกได้แสดงความขอบคุณและตอบแทนความเสียสละของพลทหารธีรยุทธ โดยให้โอกาส น.ส.หอมจันทร์ กระจ่างทอง พี่สาวของ “ร.ต.ธีรยุทธ” พลทหารผู้เสียสละ ได้เข้ารับราชการ สังกัดมณฑลทหารบกที่ 26 จ.บุรีรัมย์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอการอบรมและเข้าทำงาน

กองทัพบกให้ญาติ “ร.ต.ธีรยุทธ” รับราชการ

น.ส.หอมจันทร์ ได้กล่าวด้วยความตื้นตันว่า เธอรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่คนไทยใจบุญไม่ทอดทิ้งครอบครัวของเธอ และขอขอบคุณกองทัพไทยที่ให้ความช่วยเหลือมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่กองทัพให้โอกาสเธอได้เข้ารับราชการ ถือเป็นพระคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และเธอจะตั้งใจทำงานรับใช้ชาติให้ดีที่สุด

นายกิมแดง และนางติน กระจ่างทอง พ่อและแม่ของพลทหารธีรยุทธ ยังคงทำใจกับการจากไปของลูกชายไม่ได้ แต่ก็รู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของคนไทย และความช่วยเหลือจากกองทัพบกเป็นอย่างมาก

กองทัพบกตอบแทนความเสียสละของ “ร.ต.ธีรยุทธ”

รายงานข่าวแจ้งว่า กองทัพบกได้ดำเนินการปูนบำเหน็จ 7 ชั้นยศ 5 ขั้นเงินเดือน เลื่อนยศร้อยตรี ให้แก่ พลทหารธีรยุทธ กระจ่างทอง และยังได้ดูแลสิทธิและเงินช่วยเหลือตามสิทธิของทางราชการและภาคส่วนต่างๆ พร้อมกับจะให้ความช่วยเหลือครอบครัวในด้านอื่นๆ ต่อไป

การตัดสินใจของกองทัพบกในการให้โอกาสญาติของ “ร.ต.ธีรยุทธ” พลทหารผู้เสียสละ เข้ารับราชการ ถือเป็นการแสดงความขอบคุณและให้เกียรติแก่ผู้ที่เสียสละเพื่อชาติอย่างแท้จริง เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารและครอบครัวทหารทุกคนว่า ความเสียสละของพวกเขานั้น ไม่ได้สูญเปล่า

เรื่องราวของพลทหารธีรยุทธ และครอบครัว เป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นถึงความเสียสละของทหารกล้าที่ปกป้องประเทศชาติ และความเอื้ออาทรของคนไทยที่พร้อมจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามยากลำบาก

ที่มา – กองทัพบกให้ญาติ “ร.ต.ธีรยุทธ” พลทหารพลีชีพ รับราชการที่ มทบ.26 ครอบครัวสุดซาบซึ้ง

ประวัติ โสภณ ซารัมย์ คัมแบ็กนั่งรองนายกฯ

เปิดประวัติ โสภณ ซารัมย์ อดีตรัฐมนตรีหลายสมัย คนสนิทเนวิน ชิดชอบ ได้คัมแบ็กเป็นรองนายกฯ ใน ครม.อนุทิน 1 หลังจากห่างหายจากเก้าอี้รัฐมนตรีไปนาน

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และให้มีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยนายโสภณ ซารัมย์ ส.ส.บุรีรัมย์หลายสมัย ได้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ใน ครม.อนุทิน 1 ครั้งนี้

ประวัติ โสภณ ซารัมย์

สำหรับนายโสภณ ซารัมย์ เกิดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2502 ปัจจุบันอายุ 66 ปี เป็นชาวลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยกำเนิด บิดาคือ นายสนั่น ซารัมย์ มีอาชีพเป็นกำนัน มีพี่ชาย 1 คน คือ นายสมบูรณ์ ซารัมย์ ส.ส.เขต 3 บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ที่ถูกแฉปมเสียบบัตรแทนกัน แต่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตีตกเนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ ทางด้านการศึกษา นายโสภณ เรียนจบครุศาสตรบัณฑิต สาขาการประถมศึกษา จากวิทยาลัยครูบุรีรัมย์

ขณะที่นายโสภณ มีชีวิตสมรสกับนางอารีญาภรณ์ ซารัมย์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลลำปลายมาศ มีบุตรด้วยกัน 3 คน หนึ่งในนั้นคือนายอาณัตพณ ซารัมย์ อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตเมื่อปี 2560 ขณะอายุ 30 ปี โดยหลังจากบุตรชายเสียชีวิต จึงได้ก่อตั้งมูลนิธิขึ้น และดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์ (ลูกเติ้ง) เพื่อคอยช่วยเหลือสังคม

นายโสภณ เข้าสู่เส้นทางการเมือง โดยรับราชการครูมาก่อน จากนั้นในปี 2544 ได้ลงสมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ ในนามพรรคชาติไทย และได้รับการเลือกตั้ง ต่อมาในปี 2548 ได้ย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย และยังคงได้รับการเลือกตั้ง ส.ส. ก่อนจะย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชาชน เมื่อพรรคไทยรักไทยถูกยุบพรรค แต่พรรคพลังประชาชนก็ถูกตัดสินยุบพรรคอีกครั้ง

ทำให้ในปี 2550 นายโสภณ ซารัมย์ ที่ถือเป็นคนใกล้ชิดนายเนวิน ชิดชอบ ได้ย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย ที่แยกจากพรรคพลังประชาชน มารวมกับ ส.ส. จากพรรคมัชฌิมาธิปไตย เพื่อสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

ส่วนตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญของนายโสภณ ซารัมย์ เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการคมนาคมในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ส่วนปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการศึกษาธิการ และล่าสุดได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ใน ครม.อนุทิน 1 ในครั้งนี้

เส้นทางการเมืองของ โสภณ ซารัมย์

การกลับมาครั้งนี้ของโสภณ ซารัมย์ นับเป็นการคืนสู่ตำแหน่งบริหารระดับสูงอีกครั้ง หลังจากที่ห่างหายไปนาน การได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ผู้บริหารพรรคและรัฐบาลมีต่อประสบการณ์และความสามารถของเขา

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ การกลับมาของบุคคลที่มีประสบการณ์จึงอาจนำมาซึ่งมุมมองใหม่ ๆ และการขับเคลื่อนนโยบายที่น่าสนใจต่อไปในอนาคต

ที่มา – ประวัติ โสภณ ซารัมย์ คนสนิทเนวิน บ้านบุรีรัมย์ คัมแบ็กนั่งรองนายกฯ

ประวัติ พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรมคนใหม่

เปิดประวัติ พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 ไม่พลิกโผ ได้นั่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ใน ครม.อนุทิน 1 พบเติบโตใน จ.บุรีรัมย์ รับราชการตำรวจ ตามรอย “อดุลย์ แสงสิงห์แก้ว”

วันที่ 19 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ขณะที่ตำแหน่งที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ล่าสุด พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้นั่งตำแหน่งนี้

ประวัติ พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์

สำหรับ ประวัติ พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เรียนจบชั้นมัธยมที่โรงเรียนตาคลีประชาสรรค์ จ.นครสวรรค์ จบปริญญาตรี รัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต(รป.บ.ตร.) นักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 24 และเรียนจบปริญญาโท หลักสูตรการจัดการภาครัฐและภาคเอกชนมหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เป็นน้องเล็กคนสุดท้องจาก 5 คน อยู่ในครอบครัวตำรวจตั้งแต่รุ่นปู่ คือ “ร.ต.ต.คล้าว เนาวรัตน์” รับราชการทางภาคใต้ สืบมายัง “พ.ต.ท.วิเชียร เนาวรัตน์” ผู้เป็นบิดา และมีบุตรชาย 1 คน ก็รับราชการตำรวจ ถือว่าเป็นสายเลือดผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เช่นกัน

พล.ต.ต.รุทธพล เคยผ่านการอบรม หลักสูตรการสืบสวนสอบสวนหลังเหตุระเบิดวิทยาลัยตำรวจแห่งมลรัฐลุยเซียนา เมืองแบตันรูช มลรัฐลุยเซียนา ประเทศสหรัฐอเมริกา, หลักสูตรการต่อต้านการก่อการร้าย Counter Terrorism Course สำนักงานผู้ช่วยทูตด้านกฎหมาย FBI ประจำประเทศไทย, หลักสูตรอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ Cybercrime Course สำนักงานผู้ช่วยทูตด้านกฎหมาย FBI ประจำประเทศไทย, ประกาศนียบัตรหลักสูตรการสืบสวนคดีอาญาระดับก้าวหน้า รุ่นที่ 1 สถาบันพัฒนาข้าราชการตำรวจ, ประกาศนียบัตรประกอบวิชาชีพสอบสวน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, การบริหารงานตำรวจชั้นสูง รุ่นที่ 43 และหลักสูตรผู้กำกับการ รุ่นที่ 55

เส้นทางการทำงาน พล.ต.ต.รุทธพล ได้เดินตามรอย พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ที่เคยปลูกฝัง สมัยเป็น ผบ.ร้อย เป็นนายตำรวจปกครองที่โรงเรียนนายร้อยสามพราน ซึ่ง พล.ต.ต.รุทธพล ได้เลือกลงที่ สภ.เมืองนครพนม แล้วสมัครใจไปอยู่นาแก ตามรอย พล.ต.อ.อดุลย์

เข้ามารับราชการในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 3 ตั้งแต่ปี 2540 ในตำแหน่งสารวัตรสืบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองบุรีรัมย์ ก่อนจะเติบโตมาเป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ และถูกแต่งตั้งให้ขึ้นเป็นผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ และรับราชการในตำแหน่งสุดท้าย คือ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3

โดย พล.ต.ต.รุทธพล ได้เขียนบรรยายถึงชีวิตรับราชการตำรวจไว้ว่า นับตั้งแต่ปี 2540 ที่ได้มารับราชการในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 3 ในตำแหน่งสารวัตรสืบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองบุรีรัมย์ และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ในตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 และถึงจุดสุดท้ายของชีวิตรับราชการ ซึ่งได้ผ่านภารกิจหน้าที่มาในหลายรูปแบบ ทั้งผู้ปฏิบัติและผู้บริหาร

ทุกภารกิจและหน้าที่ความรับผิดชอบ ได้รับความร่วมมือจากพี่ๆ น้องๆ ตำรวจภูธรภาค 3 ด้วยดีตลอดมา ได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ร่วมกันฟันฝ่าอุปสรรค ปัญหาน้อยใหญ่ จนลุล่วงด้วยดีตลอดมา

ขอขอบคุณและเป็นกำลังใจให้พี่ๆ น้องๆ ตำรวจภูธรภาค 3 ทุกๆ ท่าน จงประสบแต่ความโชคดี มีความสุข มีความภาคภูมิใจในการทำงานในหน้าที่ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ มีกำลังกาย กำลังใจเข้มแข็งตลอดไป

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.รุทธพล มักได้รับความไว้วางใจให้ดูแลงานสำคัญๆ เช่น การรักษาความปลอดภัยและการจราจร การจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการ MotoGP สนามที่ 1 “PT Grand Prix of Thailand 2025” ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ และการรักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกจราจร ในพิธีเปิด การแข่งขันวิ่ง “บุรีรัมย์ มาราธอน“ ประจำปี 2568 (BURIRAM MARATHON 2025) ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ที่มี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการเปิดงาน

กระทั่ง ครม.อนุทิน 1 ได้ถูกจัดตั้งขึ้น ก็มีชื่อ พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 ได้มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในโค้งสุดท้าย

เจาะลึก ประวัติ พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์

การเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของ พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ ถือเป็นก้าวสำคัญในชีวิตราชการของท่าน ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานในแวดวงตำรวจ ทำให้มีความเข้าใจในกระบวนการยุติธรรมอย่างลึกซึ้ง การได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสามารถและความเป็นผู้นำที่โดดเด่นของท่าน

เชื่อว่าภายใต้การนำของ พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ กระทรวงยุติธรรมจะสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรมยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนและประเทศชาติ

ที่มา – ประวัติ พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม คนใหม่ในโผ ครม.อนุทิน 1

อนุทินรับจำเป็นต้องมี รมช.กห. ไม่ตอบชื่อ รมว.ยุติธรรม

“นายกฯ อนุทิน” ยอมรับมี “รมช.กลาโหม” เหตุคิดว่าจำเป็น ขอรอดู “รมว.ยุติธรรม” ว่าเป็นใคร ก่อนหัวเราะหลังสื่อจี้ถามเป็นอดีตตำรวจหรือไม่ ชี้ ทุกคนต้องมี ความสัมพันธ์กันหมด ปมเชื่อมโยง “บุรีรัมย์” ถามกลับ รมต.ยธ. คนปัจจุบัน สนิทกับใครบ้าง

วันที่ 13 ก.ย. 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีโผคณะรัฐมนตรี(ครม.) จะสามารถนำขึ้นทูลเกล้าได้เมื่อไหร่นั้น ว่า คาดว่าเร็วๆนี้ ซึ่งตอนนี้รายชื่อนำส่งไปประกอบและบางส่วนทยอยส่งกลับมาแล้ว ซึ่งการตรวจสอบต้องการให้เกิดความชัดเจน และไม่มีปัญหา โดยต้องส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า รายชื่อที่ส่งไปไม่มีปัญหา

ส่วนมีความกังวลในการเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ นายอนุทิน กล่าวว่าไม่มีนะ ทุกอย่างเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่ตั้งไว้ ซึ่งตนก็เร่งถามไปที่เลขาคณะรัฐมนตรี และรัฐบาลที่ผ่านมาตนได้สอบถามไปว่า หลังจากมีการประกาศโปรดเกล้า นายกรัฐมนตรีใช้เวลาเท่าไหร่ ในการแถลงชื่อคณะรัฐมนตรี เลขาธิการครม.ก็ได้ตอบกลับมาว่า “นี่ก็เร็วแล้ว” ซึ่งต้องยอมรับว่าระยะภายหลังต้องมีการอิงคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องของจริยธรรม เราจึงต้องสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อไม่ให้มีอะไรขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ส่วนตอนนี้ชื่อของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมลงตัวแล้วหรือไม่ เพราะรัฐมนตรีคนอื่นมีการเปิดเผยชื่อออกมาหมดแล้ว นายอนุทิน กล่าวว่า เดี๋ยวขอรอให้ทุกอย่างเรียบร้อย ย้ำว่าเปิดเผยหมดทุกอย่าง ซึ่งตอนนี้ส่วนใหญ่ลงตัวหมดแล้ว และในส่วนรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นายอนุทินบอกว่า มี คิดว่ามีความจำเป็น แต่ส่วนจะเป็นใครขอให้ทุกอย่างเรียบร้อยก่อน

ส่วนที่พรรคประชาชนมีการตั้งคำถามว่า ชื่อของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมีความสัมพันธ์กับทางจังหวัดบุรีรัมย์ นายอนุทินย้อนถามกลับว่า และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนปัจจุบัน มีความสัมพันธ์กับใครบ้างหรือไม่ ก่อนย้ำว่าทุกคนก็มีความสำคัญ และความสัมพันธ์กันหมด ซึ่งต้องมีความรู้จักกันบ้าง รู้หน้าค่าตากัน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นอดีตตำรวจ นายอนุทินไม่ตอบ ก่อนจะหัวเราะแล้วเดินออกจากวงสัมภาษณ์ ก่อนจะหันมาพูดอีกว่า คนปัจจุบันเป็น ก่อนจะไม่ตอบว่าคนถัดไปเป็นหรือไม่

อนุทินรับจำเป็นต้องมี รมช.กห. ไม่ตอบชื่อ รมว.ยุติธรรม

อนุทินตอบคำถามเรื่อง รมว.ยุติธรรม

จากกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) และมีประเด็นที่น่าสนใจคือการที่ท่านอนุทินรับจำเป็นต้องมี รมช.กห. ไม่ตอบชื่อ รมว.ยุติธรรมนั้น ทำให้หลายฝ่ายจับตามองไปยังตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นพิเศษ

คำถามสำคัญคือใครจะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม? นายอนุทินยังคงอุบไว้ก่อน โดยให้เหตุผลว่าขอให้ทุกอย่างเรียบร้อยเสียก่อน แต่ก็ยอมรับเป็นนัยว่าตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมนั้นมีความจำเป็น

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือคำถามที่ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนใหม่จะมีความเชื่อมโยงกับจังหวัดบุรีรัมย์หรือไม่ ซึ่งนายอนุทินได้ตอบกลับด้วยคำถามที่ชวนคิดว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนปัจจุบันมีความสัมพันธ์กับใครบ้าง ก่อนจะย้ำว่าทุกคนมีความสัมพันธ์กันหมด

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อถูกถามว่าว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นอดีตตำรวจหรือไม่ นายอนุทินก็ไม่ได้ตอบคำถามนี้โดยตรง แต่เลือกที่จะหัวเราะแล้วเดินออกจากวงสัมภาษณ์ ซึ่งยิ่งทำให้เกิดความสงสัยและความสนใจในตำแหน่งนี้มากขึ้นไปอีก

การที่นายอนุทินอนุทินรับจำเป็นต้องมี รมช.กห. ไม่ตอบชื่อ รมว.ยุติธรรมไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนใหม่ ทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์ไปต่างๆ นานา แต่สิ่งที่แน่นอนคือตำแหน่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง และการตัดสินใจเลือกบุคคลที่เหมาะสมจะส่งผลต่อการบริหารงานของรัฐบาลในภาพรวม

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของรัฐบาลจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้เราเข้าใจถึงทิศทางและความเป็นไปของประเทศ และสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างรอบด้าน

ดังนั้นการที่ อนุทินรับจำเป็นต้องมี รมช.กห. ไม่ตอบชื่อ รมว.ยุติธรรม จึงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

การแต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนใหม่นี้จะเป็นใคร และจะมีนโยบายในการบริหารงานอย่างไร คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด เชื่อว่าในเร็วๆ นี้เราคงจะได้ทราบกันอย่างแน่นอน

ที่มา – “อนุทิน” รับจำเป็นต้องมี รมช.กห. ไม่ตอบชื่อ รมว.ยุติธรรม ชี้ทุกคนต้องมีความสัมพันธ์กันหมด

สว.อีสานใต้ โต้คดี “ฮั้ว สว.” ท้าสอบต่อ!

จากกรณีที่มีข้อกล่าวหาเรื่อง “ฮั้ว สว.” พลตำรวจโท บุญจันทร์ นวลสาย สว.อีสานใต้ ได้ออกมาโต้แย้งถึงประเด็นดังกล่าว โดยยืนยันว่าการ “ฮั้ว สว.” เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ พร้อมทั้งกล่าวว่า สว. หลายท่านเป็นผู้ทรงคุณวุฒิและมีคุณภาพ จะกระทำการเช่นนั้นได้อย่างไร นอกจากนี้ยังท้าทายให้รัฐบาลชุดใหม่เดินหน้าตรวจสอบหาความจริงในเรื่องนี้ให้เสร็จสิ้น เพื่อให้เกิดความกระจ่างและยุติข้อสงสัยทั้งหมด

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 คณะกรรมการโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ตอนล่าง) หรือ สว.อีสานใต้ นำโดยนายพรเพิ่ม ทองศรี สมาชิกวุฒิสภา หัวหน้าคณะ ได้ลงพื้นที่โรงเรียนเมืองตลุงพิทยาสรรพ์ อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ โดยมีนายจำเริญ แหวนเพ็ชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ นายอำเภอประโคนชัย ผู้นำท้องถิ่น ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และประชาชนชาวประโคนชัยให้การต้อนรับและนำเสนอข้อมูลต่อสมาชิกวุฒิสภา

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากประชาชนในพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการดำเนินการด้านนิติบัญญัติของวุฒิสภา การกลั่นกรองกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย ตลอดจนสะท้อนข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหาโดยอาศัยกลไกของวุฒิสภา และส่งเสริมความร่วมมืออันดีระหว่างประชาชนทุกภาคส่วน

ตัวแทนผู้นำท้องถิ่น หัวหน้าส่วนราชการ และชาวบ้าน ได้นำเสนอปัญหาที่ต้องการการสนับสนุนและแก้ไข เช่น ระบบชลประทานที่ยังขาดการบริหารจัดการ ปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร ทั้งปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม รวมถึงปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องแหล่งท่องเที่ยวที่เสื่อมโทรมและขาดการพัฒนา รวมถึงเส้นทางคมนาคมเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยวที่ชำรุดทรุดโทรม และปัญหาที่สำคัญคือปัญหายาเสพติดในพื้นที่ที่ต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

นายพรเพิ่ม ทองศรี สมาชิกวุฒิสภา หัวหน้าคณะเดินทาง กล่าวว่า จะนำปัญหาในพื้นที่ไปดำเนินการแก้ไข โดยจะนำเรื่องที่สามารถดำเนินการได้ทันทีเสนอต่อคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง และหากต้องอาศัยกลไกของสภา สมาชิกวุฒิสภาจะเสนอญัตติ ตั้งกระทู้ถาม และปรึกษาประธานสภา เพื่อยื่นเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางแก้ไขปัญหาต่อไป

พลตำรวจโท บุญจันทร์ นวลสาย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการ สว.พบประชาชนอีสานตอนล่าง โดยจะเวียนกันไปรับฟังปัญหาของประชาชนใน 7 จังหวัด ได้แก่ ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ และยโสธร

โดยกลุ่มจะใช้คำว่า “โน้มตัวมาหาประชาชน” เพื่อใกล้ชิดและรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดย สว. จะนำปัญหาไปนำเสนอให้รัฐบาลทราบ เนื่องจาก สว. ไม่มีหน้าที่สั่งการหน่วยงานต่างๆ ได้โดยตรง

ส่วนกรณีที่มีคนพยายามโจมตี สว. ว่าทำงานให้กับกลุ่มการเมือง ตนขอย้ำว่า การสมัครเป็น สว. เป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่กำหนดให้มีการแบ่งกลุ่มอาชีพ มีการแนะนำตัว และให้เลือกกันเอง

สว.อีสานใต้ โต้คดี “ฮั้ว สว.”

เช่นเดียวกับที่กลุ่มพวกตนโดนกล่าวหาว่า “ฮั้ว สว.” พวกตนจะทำได้อย่างไร คนเดียวหรือแค่ไม่กี่คนจะไปฮั้วทั่วประเทศ เป็นไปไม่ได้

สำหรับคดีที่เกิดขึ้นพวกตนไม่ตื่นเต้น พร้อมตอบได้ทุกคำถาม ไม่มีความกังวลใดๆ ย้ำว่าพวกตนไม่ได้สังกัดสีไหน หรือกลุ่มไหน เราสังกัดตัวแทน 20 กลุ่มอาชีพ เมื่อถามว่ารัฐบาลชุดใหม่นี้ อาจจะมีการเดินหน้าคดี “ฮั้ว สว.” ต่อ พล.ต.ท.บุญจันทร์ กล่าวว่ายินดีให้เดินหน้าต่อไปได้เลย สอบให้เสร็จไปเลย ไม่ต้องหยุด ให้เสร็จสิ้นกระบวนการได้เลย เพราะพวกตนเข้ามาอยู่สายการเมือง สามารถตรวจสอบได้ทุกอย่าง พล.ต.ท.บุญจันทร์ กล่าว

พร้อมให้ตรวจสอบคดีฮั้ว สว. อย่างเต็มที่

พลตำรวจโท บุญจันทร์ นวลสาย ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า สมาชิกวุฒิสภาทุกคนพร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบคดี “ฮั้ว สว.” อย่างเต็มที่ และมั่นใจว่าจะสามารถชี้แจงข้อเท็จจริงได้ทุกประเด็น เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม

การออกมาโต้แย้งและท้าทายให้ตรวจสอบคดี “ฮั้ว สว.” ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจของ สว.อีสานใต้ ว่าการดำเนินงานของตนเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และพร้อมที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง

ที่มา – สว.อีสานใต้ โต้คดี “ฮั้ว สว.” ท้า “รัฐบาลอนุทิน” ตรวจสอบต่อให้จบได้เลย

เสียงสะท้อน! ชาวบ้านหนุนรัฐบาลใหม่รื้อฟื้น “คนละครึ่ง”

ชาวบ้านขานรับนโยบาย “คนละครึ่ง” หากรัฐบาลใหม่รื้อฟื้นใช้อีกครั้ง มองช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้จริง

วันที่ 6 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก อำเภอบ้านด่าน จังหวัดบุรีรัมย์ หลังมีกระแสข่าวว่า พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย มีแนวโน้มนำโครงการ “คนละครึ่ง” ซึ่งเคยใช้ในยุครัฐบาลของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาใช้อีกครั้งในช่วง 4 เดือนแรกของการบริหารงาน

ทั้งนี้ เมื่อประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ต่างแสดงความเห็นในเชิงสนับสนุน โดยมองว่าเป็นนโยบายที่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทางด้าน นางสมบูรณ์ ช่างเกวียน อายุ 68 ปี แม่ค้าใน อ.บ้านด่าน กล่าวว่า โครงการคนละครึ่งในอดีตช่วยเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนได้จริง ชาวบ้านเข้าใจการใช้งาน และสามารถเข้าถึงได้ง่าย หากรัฐบาลใหม่นำกลับมาใช้ ถือว่าเป็นเรื่องดี และจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้แน่นอน

ขณะที่ นางสุดาพัตร บำรุงแคว้น อายุ 57 ปี ชาวบ้านในพื้นที่เดียวกัน กล่าวว่า เคยใช้สิทธิโครงการคนละครึ่งมาแล้ว และรู้สึกว่าสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้จริง แม้จะอยากได้การช่วยเหลือเต็มจำนวน แต่การกลับมาของโครงการคนละครึ่งก็ยังเป็นทางเลือกที่ดีและน่าจะเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ประชาชนในพื้นที่ต่างจับตาว่ารัฐบาลชุดใหม่ จะมีท่าทีอย่างไรกับโครงการนี้ หากมีการนำกลับมาใช้จริง คาดว่าจะได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างกว้างขวาง.

เสียงตอบรับนโยบาย “คนละครึ่ง” จากประชาชน

จากกระแสข่าวการพิจารณานำนโยบาย “คนละครึ่ง” กลับมาใช้อีกครั้งในรัฐบาลชุดใหม่ ทำให้เกิดเสียงตอบรับอย่างกว้างขวางจากประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและผู้ประกอบการรายย่อย ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าโครงการนี้เป็นเครื่องมือที่ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย และกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไมประชาชนถึงสนับสนุน “คนละครึ่ง”?

หลายคนให้เหตุผลว่า โครงการ “คนละครึ่ง” ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้จริง ทำให้มีเงินเหลือสำหรับใช้จ่ายในด้านอื่นๆ มากขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

  • ช่วยลดค่าครองชีพ
  • กระตุ้นการใช้จ่าย
  • เข้าถึงง่าย ใช้งานสะดวก

นอกจากนี้ โครงการ “คนละครึ่ง” ยังเป็นที่ชื่นชอบของผู้ประกอบการรายย่อย เนื่องจากช่วยเพิ่มยอดขายและเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถอยู่รอดได้ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไม่แน่นอน

ถึงแม้ว่าโครงการ “คนละครึ่ง” จะมีข้อดีมากมาย แต่ก็ยังมีบางส่วนที่กังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนของโครงการ และผลกระทบต่อวินัยทางการเงินของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลสามารถบริหารจัดการโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคำนึงถึงผลประโยชน์ระยะยาว โครงการ “คนละครึ่ง” ก็จะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย

การกลับมาของนโยบาย “คนละครึ่ง” จึงเป็นที่น่าจับตามอง และเป็นความหวังของคนจำนวนมากที่จะช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นได้ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

ที่มา – เสียงสะท้อนจากชาวบ้าน ขานรับนโยบาย “คนละครึ่ง” หากรัฐบาลใหม่รื้อฟื้นใช้อีกครั้ง

บุรีรัมย์เตรียมรับ “อนุทิน” แก้บนหลังได้เป็นนายกฯ คนที่ 32

บุรีรัมย์เตรียมพร้อม! คนดูแลวงเวียน ร.1 หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “วงเวียนช้าง” เผยได้รับคำสั่งให้เตรียมสถานที่ต้อนรับ “อนุทิน ชาญวีรกูล” แก้บนหลังได้เป็นนายกฯ คนที่ 32 หลังมติสภาฯ เห็นชอบให้ดำรงตำแหน่ง เผยการแก้บนครั้งนี้จะเน้นเลข 9 เป็นหลัก

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดบุรีรัมย์ว่า ภายหลังจากที่ประชุมสภาฯ มีมติเห็นชอบให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการรอโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการ

สำหรับความเคลื่อนไหวในจังหวัดบุรีรัมย์ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้นำเต็นท์มากางบริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 หรือวงเวียน ร.1 ตำบลอิสาน อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “วงเวียนช้าง” เพื่อเตรียมจัดพิธี “อนุทิน ชาญวีรกูล” แก้บนหลังได้เป็นนายกฯ คนที่ 32 ตามที่ได้มีการบนบานศาลกล่าวไว้ก่อนหน้านี้

นายสุริชัย ศรีหาบุญทัน อายุ 52 ปี ผู้ดูแลวงเวียน ร.1 เปิดเผยว่า ในแต่ละวันจะมีประชาชนเดินทางมาแก้บนหรือขอพรในเรื่องต่างๆ เช่น การงาน การสอบเข้าทำงาน ประมาณวันละ 100-200 คน

บุรีรัมย์เตรียมรับ “อนุทิน ชาญวีรกูล” แก้บนหลังได้เป็นนายกฯ คนที่ 32

“การบนบานขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละบุคคล บางคนวิ่งรอบอนุสาวรีย์ 999 รอบ บางคน 29 รอบ หรือ 9 รอบ โดยจะใช้เลข 9 เป็นหลัก ส่วนสิ่งของที่นำมาแก้บน ส่วนมากจะเป็นหัวหมู จะเป็นกี่หัวก็ได้ขอให้ลงท้ายด้วยเลข 9” นายสุริชัยกล่าว

ส่วนของนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มักจะใช้ไก่ 9 ตัว เป็ด 9 ตัว ของหวาน 9 อย่าง และผลไม้ 9 อย่าง ในการแก้บน

คาด “อนุทิน” มาแก้บนพร้อมเปิดงานบวงสรวงใหญ่

สำหรับกำหนดการที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรี จะเดินทางมาแก้บนนั้น ขณะนี้ตนได้รับคำสั่งให้เตรียมสถานที่ให้พร้อมแล้ว แต่ยังไม่ทราบวันเวลาที่แน่นอน คาดการณ์ว่าน่าจะเป็นวันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน ซึ่งเป็นวันที่มีการบวงสรวงใหญ่ นายอนุทินอาจจะเดินทางมาเปิดงานพร้อมกับการ “อนุทิน ชาญวีรกูล” แก้บนหลังได้เป็นนายกฯ คนที่ 32 ไปในคราวเดียวกัน แต่รายละเอียดลึกๆ นั้นตนยังไม่ทราบ

พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 1 ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญของชาวบุรีรัมย์และคนทั่วไป นิยมมาขอพรและแก้บน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแข่งขันฟุตบอลนัดสำคัญๆ มักจะมีการบวงสรวงและจุดประทัดเพื่อความเป็นสิริมงคล

การที่บุรีรัมย์เตรียมสถานที่เพื่อต้อนรับนายอนุทินในการแก้บนครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความศรัทธาที่ชาวบุรีรัมย์มีต่อนายอนุทิน รวมถึงความผูกพันกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือ การแก้บนจึงเป็นการแสดงความขอบคุณและเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

“อนุทิน ชาญวีรกูล” แก้บนหลังได้เป็นนายกฯ คนที่ 32 ถือเป็นวัฒนธรรมและความเชื่อที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน การแสดงออกถึงความกตัญญูและความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยังคงเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คน

ที่มา – บุรีรัมย์ เตรียมสถานที่ รับ “อนุทิน ชาญวีรกูล” แก้บนหลังได้เป็นนายกฯ คนที่ 32

Scroll to top