บุรีรัมย์

วงเวียน ร.1 ยังไม่พบจัดเตรียมสถานที่ ‘อนุทิน’ แก้บน

บุรีรัมย์: บริเวณวงเวียน ร.1 ยังไม่พบการจัดเตรียมสถานที่เพื่อรองรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย สำหรับการแก้บน หากได้รับการโหวตเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทยแต่อย่างใด พบเพียงการตั้งเต็นท์สำหรับจัดพิธีวางพวงมาลาในวันคล้ายวันสวรรคต ร.1 ในวันที่ 7 กันยายนเท่านั้น

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 เวลา 13:30 น. ผู้สื่อข่าวได้รายงานบรรยากาศบริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 หรือ วงเวียน ร.1 ตำบลอิสาณ อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ภายหลังมีกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยจะมีการจัดเตรียมสถานที่เพื่อจัดพิธีแก้บนให้กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค

ข่าวลือดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากมีการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 5 กันยายน 2568 ซึ่งมีการพิจารณาเรื่องการให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มีกระแสข่าวว่าหากนายอนุทินได้รับการโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เขาจะเดินทางมาแก้บนที่บุรีรัมย์ทันที

ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจบริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 หรือ วงเวียน ร.1 พบว่ามีการตั้งเต็นท์ผ้าใบ 2 ฝั่ง แต่ไม่พบเจ้าหน้าที่จากพรรคภูมิใจไทยมาจัดเตรียมสถานที่ตามที่ปรากฏในข่าว นอกจากนี้ จากการสอบถามผู้ใกล้ชิดในวงการการเมืองก็ไม่มีใครทราบเรื่องการเตรียมสถานที่สำหรับนายอนุทิน

เต็นท์ที่ตั้งอยู่ดังกล่าวเป็นเต็นท์ที่เจ้าหน้าที่กองช่างเทศบาลนครบุรีรัมย์ได้เตรียมไว้สำหรับการจัดพิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 1 เนื่องในวันน้อมรำลึกวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ในวันที่ 7 กันยายน ซึ่งมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์เป็นผู้จัดงาน

วงเวียน ร.1

จากเหตุการณ์นี้ ทำให้เห็นว่าข่าวลือและความเข้าใจผิดสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วในยุคดิจิทัล การตรวจสอบข้อมูลและความถูกต้องของข่าวสารก่อนที่จะเชื่อหรือแชร์ต่อจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

ความสำคัญของวงเวียน ร.1 ในบุรีรัมย์

วงเวียน ร.1 ไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบุรีรัมย์ การจัดงานพิธีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชาวจังหวัด

  • เป็นสถานที่จัดงานสำคัญทางประวัติศาสตร์
  • เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบุรีรัมย์
  • เป็นสัญลักษณ์ของความเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ดังนั้น การเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับ วงเวียน ร.1 และกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้น จึงเป็นหน้าที่ของทุกคน

ที่มา – วงเวียน ร.1 ยังไม่พบจัดเตรียมสถานที่ รองรับ “อนุทิน” แก้บน หากได้รับโหวตเป็นนายกฯ

ล่าเก๋งชนแล้วหนี! ผัวดับ เมียสาหัส

อุบัติเหตุสลด! รถกระบะเสียหลักข้ามเลนชนรถจักรยานยนต์สองสามีภรรยา บริเวณบุรีรัมย์ ทำให้ผู้เป็นสามีเสียชีวิตคาที่ ภรรยาอาการสาหัส คนขับกระบะอ้างถูก ล่าเก๋งชนแล้วหนี เสยท้ายจนเสียหลัก ขณะที่ลูกชายผู้ตายเผย พ่อพูดเป็นลางก่อนเกิดเหตุ

เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2568 เวลา 17.30 น. ร.ต.อ.นิยม ท่วมไธสง รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.บ้านด่าน อ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์ ได้รับแจ้งเหตุรถกระบะชนรถจักรยานยนต์ บนถนน 4 เลน สาย 219 เส้นบุรีรัมย์ – สตึก ตรงข้ามบริษัทคอนกรีตแห่งหนึ่งใน ต.บ้านด่าน ฝั่งขาเข้าตัวเมืองบุรีรัมย์ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมกู้ชีพโรงพยาบาลบ้านด่าน และกู้ชีพเทศบาลตำบลบ้านด่าน

ในที่เกิดเหตุ พบรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า สีดำ ทะเบียน บุรีรัมย์ สภาพด้านหน้าพังยับเยิน ลักษณะข้ามเกาะกลางถนนเข้าไปพุ่งชนรถจักรยานยนต์ที่แล่นสวนมา บริเวณท้ายรถกระบะพบศพนายทองสุข วงค์วัน อายุ 60 ปี และใกล้กันพบร่างนางสร้อย วงค์วัน อายุ 55 ปี ภรรยาของนายทองสุข ซึ่งทำงานเป็นแม่บ้านบริษัทคอนกรีต ใกล้กับที่เกิดเหตุ นอนหมดสติอยู่ข้างทาง เจ้าหน้าที่เร่งปฐมพยาบาล ก่อนนำส่งโรงพยาบาลบ้านด่าน และส่งต่อไปยังโรงพยาบาลศูนย์บุรีรัมย์ เนื่องจากมีอาการกระดูกหักหลายท่อน

ใกล้กันพบรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ สีน้ำเงิน ทะเบียน บุรีรัมย์ สภาพพังยับเยิน ชิ้นส่วนอะไหล่รถจักรยานยนต์แตกหักกระเด็น กระจายเกลื่อนทั่วบริเวณ

จากการสอบถามนายภานุวัฒน์ อายุ 53 ปี คนขับรถกระบะ เล่าว่า ตนเองกำลังขับรถไปดูงานรับเหมาในเขต อ.บ้านด่าน เมื่อมาถึงหน้าโรงงานคอนกรีต ได้มีรถเก๋งพุ่งชนท้ายรถของตนก่อน จากนั้นรถกระบะก็เสียหลักพุ่งข้ามเกาะกลางถนนไปชนสองสามีภรรยาที่ขับรถจักรยานยนต์มาดังกล่าว ส่วนรถเก๋งคู่กรณีได้ ล่าเก๋งชนแล้วหนี มุ่งหน้าไปทาง อ.บ้านด่าน

นายสุภรรษา นิลทอง อายุ 46 ปี คนงานบริษัทคอนกรีต ที่เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า เห็นนายทองสุข ขับจักรยานยนต์มารับภรรยา ซึ่งทำงานเป็นแม่บ้านที่บริษัท ในช่วงนั้นเห็นกำลังจะยูเทิร์นกลับรถเพื่อที่จะกลับบ้าน จู่ๆ ตนเองเห็นรถกระบะพุ่งข้ามเกาะกลางถนนชนสองสามีภรรยาจนร่างกระเด็นไปคนละทิศละทาง

นายณัฐพงษ์ วงค์วัน อายุ 34 ปี ลูกชายผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า ช่วงเย็นพ่อสั่งให้ตนเองต้มไก่เป็นอาหารเย็น และข้างบ้านมีงานศพ โดยพ่อได้บอกว่าถ้าหมดเวลาก็จะมีคนมาเอาไป ไม่คิดว่าพ่อจะพูดเป็นลาง

ล่าเก๋งชนแล้วหนี

ทางด้านคดี ตำรวจกำลังตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพื่อตาม ล่าเก๋งชนแล้วหนี คันต้นเหตุ เพื่อนำตัวคนขับมาสอบสวนต่อไป

ความคืบหน้าคดีล่าเก๋งชนแล้วหนี

ขณะนี้ตำรวจกำลังเร่งตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดตามเส้นทางที่คาดว่ารถเก๋งคันดังกล่าวจะใช้หลบหนี เพื่อระบุตัวผู้กระทำผิดและนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด นอกจากนี้ยังมีการสอบปากคำพยานเพิ่มเติมเพื่อรวบรวมหลักฐานให้แน่นหนามากยิ่งขึ้น

สำหรับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บคือ นางสร้อย วงค์วัน ยังคงรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศูนย์บุรีรัมย์ อาการยังคงสาหัส ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมแพทย์

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความประมาทของผู้ขับขี่ที่อาจนำไปสู่ความสูญเสียที่ร้ายแรง การขับรถด้วยความระมัดระวังและมีสติอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเช่นนี้ขึ้นอีก

ข้อควรจำ: หากท่านประสบอุบัติเหตุบนท้องถนน สิ่งที่ควรทำคือตั้งสติ แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ และให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บเท่าที่ทำได้ การหลบหนีจากที่เกิดเหตุถือเป็นความผิดทางกฎหมาย

คำแนะนำ: เพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ โดยเฉพาะในบริเวณที่มีการจราจรหนาแน่น และปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้ผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการขับขี่ด้วยความระมัดระวัง และมีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมทาง เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ และสร้างความปลอดภัยบนท้องถนน

ที่มา – ล่าเก๋งชนแล้วหนี เสยท้ายกระบะเสียหลักข้ามเลน ชนจยย. ผัวดับ เมียสาหัส

สลด! ควายคลั่งขวิดเจ้าของเสียชีวิต ญาติประกาศขาย

เกิดเหตุสลดใจที่บุรีรัมย์ เมื่อ ควายคลั่งขวิดเจ้าของเสียชีวิต ขณะที่กำลังจูงควายไปลงเล่นน้ำในสระ ญาติๆ ต่างตกใจและหวาดกลัว ตัดสินใจประกาศขายควายตัวดังกล่าวทันทีด้วยราคา 5 หมื่นบาท หวั่นจะเกิดเหตุซ้ำรอยทำร้ายคนในครอบครัวและชาวบ้าน

ควายคลั่งขวิดเจ้าของเสียชีวิต ญาติผวาประกาศขายด่วน

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ร.ต.อ.วีรวุฒิ รัตน์ประโคน รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.หนองไทร อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ได้รับแจ้งเหตุร้าย ควายคลั่งขวิดเจ้าของเสียชีวิต บริเวณริมสระน้ำสาธารณประโยชน์ (สระสามเหลี่ยม) บ้านโคกเปราะหอม หมู่ 13 ต.หนองไทร อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ หลังรับแจ้งจึงรีบรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมหน่วยกู้ภัยตำรวจทางหลวงบุรีรัมย์ และแพทย์เวรโรงพยาบาลนางรอง

ในที่เกิดเหตุ พบร่างของนายวสันต์ ก่อมกามิน อายุ 59 ปี นอนหงายเสียชีวิตอยู่ริมสระน้ำ สภาพศพสุดสลด ไส้ทะลักออกมาด้านนอก และบริเวณศีรษะมีแผลฉกรรจ์ขนาดใหญ่ สร้างความหดหู่ใจแก่ญาติๆ และชาวบ้านที่มามุงดู ต่างก็ไม่คาดคิดว่าควายที่เลี้ยงมาตั้งแต่เล็กจะกลับมาทำร้ายเจ้าของจนถึงแก่ชีวิต

ควายตัวที่ก่อเหตุ เป็นควายเพศผู้ อายุ 5 ปี ญาติๆ ได้ช่วยกันต้อนเข้าคอกไว้ก่อน เกรงว่าจะอาละวาดไปทำร้ายผู้อื่น

ควายคลั่ง

จากการสอบถามนายบาว และนายป้อ ชาวบ้านที่พบศพ เล่าว่า ขณะที่พากันไปสูบน้ำที่สระ ก็มาเห็นนายวสันต์นอนเสียชีวิตอยู่ริมสระในสภาพดังกล่าว พวกตนไม่เห็นเหตุการณ์ตอนที่ควายทำร้าย แต่ปกติก็เห็นผู้ตายนำควายมาเลี้ยงและเล่นน้ำที่สระนี้ทุกวัน ไม่เคยเห็นควายมีอาการผิดปกติหรือดุร้ายเลย

ด้านนางสมบูรณ์ กล่อมกามิฬ พี่สาวของผู้เสียชีวิต กล่าวว่า ตนเองเลี้ยงควาย 6 ตัว ส่วนน้องชายเลี้ยง 2 ตัว ควายที่ก่อเหตุเป็นควายที่น้องชายเลี้ยงมาตั้งแต่เล็ก ไม่ทราบว่าทำไมถึงได้ทำร้ายน้องชาย ทั้งที่ไม่เคยมีอาการดุร้ายมาก่อน

ญาติประกาศขายควายด่วน หวั่นเกิดเหตุซ้ำรอย

หลังจากเกิดเหตุการณ์ ควายคลั่งขวิดเจ้าของเสียชีวิต ทางครอบครัวตัดสินใจที่จะขายควายตัวดังกล่าว แม้ว่าจะมีคนให้ราคาเพียง 3 หมื่นกว่าบาท ซึ่งถือว่าต่ำกว่าราคาที่ตั้งไว้ เพราะเลี้ยงมานานหลายปี แต่ด้วยความกังวลว่าจะทำร้ายคนในครอบครัวหรือชาวบ้านอีก ญาติจึงตั้งราคาขายไว้ที่ 5 หมื่นบาท หากได้ราคานี้ก็จะขายทันที

ขายควาย

ด้านนางอุดมพร สิงห์วงศ์ น้องสาวผู้ตาย เล่าว่า พี่ชายจะนำควายมากินน้ำและลงเล่นน้ำที่สระนี้เป็นประจำ แต่ก็ไม่ทราบว่าทำไมควายถึงทำร้ายพี่ชาย ทั้งที่ไม่เคยเห็นมีอาการดุร้ายมาก่อน

ญาติๆ ไม่ติดใจสาเหตุการเสียชีวิต เนื่องจากเป็นควายของผู้เสียชีวิตเอง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงมอบศพให้ญาตินำไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

เหตุการณ์ ควายคลั่งขวิดเจ้าของเสียชีวิต นับเป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ผู้เลี้ยงสัตว์ต้องระมัดระวังและสังเกตพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงอย่างใกล้ชิด แม้ว่าจะเลี้ยงมาตั้งแต่เล็ก ก็ไม่ควรประมาท เพราะอาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นได้

ที่มา – ควายคลั่ง ขวิดเจ้าของเสียชีวิต เลี้ยงมาตั้งแต่เล็ก ญาติประกาศขายทันที 5 หมื่น

ยายเผยเศร้า พลทหารพิทยุตม์ หวังเรียนต่อ

ครอบครัวสุดเศร้าเตรียมจัดงานศพให้ “พลทหารพิทยุตม์” พลทหารผู้กล้าที่เคยโต้เถียงกับหญิงชาวกัมพูชาที่ปราสาทตาเมือนธม ยายเผยความเศร้า หลานชายสมัครเป็นทหารเพื่อหวังจะได้เรียนหนังสือต่อ และยังไม่ได้กลับบ้านตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ปะทะ

วันที่ 24 สิงหาคม 2568 จากกรณีการเสียชีวิตของ พลทหารพิทยุตม์ โสดา หรือ “น้องยักษ์” อายุ 20 ปี สังกัด ร.23 พัน 4 ประจำการอยู่ที่ปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ พลทหารที่เคยเป็นข่าวโต้เถียงกับหญิงชาวกัมพูชาชื่อ “โมนิก้า” ก่อนเกิดเหตุการณ์สู้รบไม่นาน โดยเสียชีวิตเมื่อช่วงเย็นวานนี้ (23 ส.ค. 68) ภายในห้องน้ำบริเวณฐานปฏิบัติการฯ ด้วยอาการวูบจากโรคประจำตัว เพื่อนทหารระบุว่า พลทหารพิทยุตม์ มีโรคประจำตัวและเคยอาเจียนเป็นเลือด ก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและรับยามารับประทาน ต้นสังกัดให้พักรักษาตัว แต่เจ้าตัวเป็นห่วงเพื่อนร่วมงาน ขอปฏิบัติหน้าที่ดังเดิม

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบ้านของพลทหารพิทยุตม์ ใน ต.หนองกง อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ พบว่าชาวบ้านกำลังช่วยกันเตรียมงานศพ

นางจัด ประสงทรัพย์ อายุ 70 ปี น้องสาวยายของพลทหารน้อย เล่าว่า หลานชายเป็นคนอาภัพ พ่อแม่แยกทางกัน ไม่ได้เรียนหนังสือ กระทั่งอายุ 18 ปี จึงสมัครเข้าเป็นทหารที่ค่าย ร.23 พัน 4 บุรีรัมย์ ด้วยความหวังว่าจะได้เรียนหนังสือต่อ เมื่อเกิดความตึงเครียดจึงถูกส่งไปประจำแนวชายแดนที่ จ.สุรินทร์ และยังไม่ได้กลับบ้าน ทราบว่าได้พักแล้ว แต่ยังไม่ขอกลับ เพราะอยากอยู่เป็นเพื่อนทหารที่ชายแดน ยอมรับว่าตอนที่หลานไปโต้เถียงกับทหารกัมพูชา ตนเป็นห่วง กลัวเขาจะทำร้าย แต่ก็ดีใจที่หลานมีใจเด็ดเดี่ยว

ด้านนางชวนพิมพ์ พรมพนัส อายุ 60 ปี ประธาน อสม. หมู่ 7 ต.หนองกง อ.นางรอง เล่าว่า ตอนที่น้องไปปะทะคารมกับทหารกัมพูชา ชาวบ้านต่างเอาใจช่วยและปรบมือให้ ตั้งใจว่าถ้าน้องกลับมา จะมอบทิปให้คนละร้อย แต่เสียดายที่น้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

เรื่องราวเศร้าของ พลทหารพิทยุตม์

เรื่องราวของ พลทหารพิทยุตม์ กลายเป็นที่สนใจของสังคมหลังจากคลิปวิดีโอการโต้เถียงกับหญิงชาวกัมพูชาถูกเผยแพร่ออกไป หลายคนชื่นชมในความกล้าหาญและความรักชาติของเขา แต่เบื้องหลังความกล้าหาญนั้นคือความฝันที่อยากจะเรียนต่อให้สูงขึ้น

ความฝันที่ยังไม่ทันเป็นจริงของ พลทหารพิทยุตม์

ยายของพลทหารพิทยุตม์เล่าด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยว่า พลทหารพิทยุตม์ ตั้งใจสมัครเป็นทหารเพราะหวังว่าจะมีโอกาสได้เรียนต่อ เขาเป็นเด็กขยันขันแข็งและมีความรับผิดชอบสูง แม้ว่าชีวิตจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เขาก็ไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรค

การจากไปของ พลทหารพิทยุตม์ สร้างความเสียใจให้กับครอบครัวและเพื่อนฝูงเป็นอย่างมาก แต่ความกล้าหาญและความเสียสละของเขาจะยังคงอยู่ในความทรงจำของทุกคนตลอดไป

ไว้อาลัย พลทหารพิทยุตม์ ผู้กล้าแห่งตาเมือนธม

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของ พลทหารพิทยุตม์ โสดา ผู้เสียสละเพื่อชาติและประชาชน ขอให้ดวงวิญญาณของท่านไปสู่สุคติ

เรื่องราวของพลทหารพิทยุตม์สะท้อนให้เห็นถึงความเสียสละและความมุ่งมั่นของคนหนุ่มสาวที่ต้องการสร้างอนาคตที่ดีให้กับตัวเองและครอบครัว แม้ว่าเส้นทางชีวิตของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน แต่ความฝันและความหวังเป็นสิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกัน

ที่มา – ยายเผยเศร้า “พลทหารพิทยุตม์” ตั้งใจสมัครเป็นทหาร เพื่อหวังเรียนหนังสือต่อ

สลด! ชายวัย 61 ขับรถบดถนนพลาดตกคลองดับ

อุบัติเหตุสุดสลด! ชายวัย 61 ปี ประสบเหตุ ขับรถบดถนนพลาดร่วงตกคลองโดนทับดับ เพื่อนร่วมงานที่นั่งมาด้วยกระโดดหนีเอาชีวิตรอดได้ทัน แต่โชคร้ายที่ตัวคนขับถูกรถบดขนาดใหญ่ น้ำหนักกว่า 10 ตัน กดทับร่างจมน้ำเสียชีวิตคาที่ กู้ภัยเร่งประสานรถเครนเข้าช่วยเหลือ ใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมงจึงสามารถนำร่างออกมาได้

สลด! ชายวัย 61 ขับรถบดถนนพลาดร่วงตกคลองโดนทับดับ

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 21 สิงหาคม 2568 ร.ต.อ. สุธี ดาศรี รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.ห้วยราช อ.ห้วยราช จ.บุรีรัมย์ ได้รับแจ้งเหตุ ขับรถบดถนนพลาดร่วงตกคลองโดนทับดับ บริเวณถนนเลียบคลองบ้านตาเสา-เมืองโพธิ์ ต.ตาเสา หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กู้ชีพ อบต.ตาเสา และกู้ภัยสว่างจรรยาธรรมจุด อ.ห้วยราช

ที่เกิดเหตุพบเป็นคลองส่งน้ำลึกประมาณ 3 เมตร ภายในคลองพบรถบดถนนแบบ 3 ล้อขนาดใหญ่ น้ำหนักประมาณ 10 ตัน ตกลงไปในลำคลองในสภาพหงายท้อง จากการตรวจสอบทราบว่ามีผู้ติดอยู่ภายในรถ คือ นายสวัสดิ์ อายุ 61 ปี ชาว อ.ห้วยราช จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นคนขับรถบด

เนื่องจากรถบดมีน้ำหนักมาก ทำให้หน่วยกู้ภัยไม่สามารถเข้าช่วยเหลือได้ในทันที จึงประสานรถเครนมาช่วยยกรถขึ้นจากคลอง ใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง จึงสามารถนำรถขึ้นมาได้ และพบร่างของนายสวัสดิ์ติดอยู่กับรถบดในสภาพเสียชีวิตแล้ว สร้างความสลดใจให้กับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นอย่างมาก

เพื่อนร่วมงานเล่านาทีชีวิต

จากการสอบถาม นายทด ฉัตรทัน อายุ 55 ปี เพื่อนร่วมงานที่นั่งมาในรถบดด้วยกัน เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุ พวกเขากำลังจะย้ายรถบดขึ้นรถขนย้าย เนื่องจากงานบดถนนเสร็จสิ้นแล้ว ระหว่างที่ขับรถมา นายสวัสดิ์ พยายามหลบถนนที่กำลังลาดยางมะตอยอยู่ครึ่งหนึ่งของถนน เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุซึ่งด้านล่างเป็นคลองส่งน้ำ ดินเกิดทรุดตัว ทำให้รถพลิกตะแคงลงไปในคลอง ตนเองซึ่งนั่งอยู่ด้านนอกกระโดดหนีออกมาได้ทัน แต่ นายสวัสดิ์ คนขับรถ ไม่สามารถออกจากรถได้ทัน จึงถูกรถทับร่างจนเสียชีวิต

ข้อควรระวังในการขับขี่รถขนาดใหญ่

อุบัติเหตุ ขับรถบดถนนพลาดร่วงตกคลองโดนทับดับ ในครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับผู้ที่ทำงานกับเครื่องจักรขนาดใหญ่ การตรวจสอบสภาพพื้นที่และการประเมินความเสี่ยงก่อนปฏิบัติงานเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เศร้าสลดเช่นนี้อีก

นอกจากนี้ การบำรุงรักษารถและเครื่องจักรอย่างสม่ำเสมอ การฝึกอบรมพนักงานให้มีความรู้ความสามารถในการใช้งาน และการมีสติในการทำงานอยู่เสมอ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้

ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิต และหวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนตระหนักถึงความปลอดภัยในการทำงานมากยิ่งขึ้น

อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ การเตรียมความพร้อมและระมัดระวังจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ที่มา – สลด ชายวัย 61 ขับรถบดถนนพลาดร่วงตกคลองโดนทับดับ เพื่อนนั่งมาด้วยหนีทัน

ดราม่า! หนุ่มขาย “เตียงผู้ป่วย” โดนทัวร์ลง


กลายเป็นประเด็นดราม่าเมื่อหนุ่มโพสต์ขาย “เตียงผู้ป่วย” มือสอง แต่กลับโดนทัวร์ลง เหตุชาวเน็ตแนะนำให้บริจาคมากกว่าขาย สุดท้ายจบที่การขายต่อให้ผู้ที่ต้องการใช้งานจริง

ดราม่าขาย “เตียงผู้ป่วย”

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ หลังจากผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ขายเตียงสำหรับผู้ป่วยในกลุ่ม “หาอะไรก็เจอพุทไธสง” โดยระบุว่าเป็นเตียงของผู้สูงอายุที่เสียชีวิตแล้ว แต่กลับมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่แนะนำให้บริจาคเตียงให้กับผู้ยากไร้มากกว่าที่จะนำมาขาย ทำให้เกิดเป็นประเด็นถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง บ้างก็เห็นด้วยว่าควรบริจาค บ้างก็มองว่าเป็นสิทธิ์ของผู้ขายที่จะตัดสินใจ

จากกระแสดราม่าที่เกิดขึ้น หนุ่มเจ้าของโพสต์ได้ออกมากล่าวว่า “ขอบคุณทุกคนนะครับ ผมอ่านทุกคอมเมนต์เลยครับ ตอนที่ผมโพสต์ขายคนเข้ามาว่าผมเต็มเลย จนผมรู้สึกผิดมากว่าทำไมถึงโพสต์ขาย เขามีแต่เอาไปบริจาคกัน ผมก็งงๆ เพราะไม่ได้คิดอะไรมาก ผมคิดว่าน่าจะทำอะไรผิด ผมเลยลบโพสต์นั้นไป เลยตั้งโพสต์ใหม่ว่าจะเอาไปบริจาคที่อนามัยใกล้ๆ บ้านแทน แต่ช่วงเช้ามีพี่คนหนึ่งแกหลังไมค์มาบอกว่า พ่อเขาป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายขอซื้อต่อ ไม่อยากขอฟรี เขาถามผมจะขายเท่าไหร่ ผมเลยบอกผมเอา 1,500 พร้อมวิลแชร์ให้ไปด้วย เตียงหลังนี้ผมซื้อมาราคา 5,000 บาท เป็นของมือ 1 ยังใช้งานได้ปกติทุกอย่าง”

เปิดใจเจ้าของโพสต์ขาย “เตียงผู้ป่วย”

ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อสัมภาษณ์ นายอภินันท์ อายุ 32 ปี ชาวจังหวัดบุรีรัมย์ เจ้าของโพสต์ดังกล่าว โดยเขาเล่าว่า โพสต์ขาย“เตียงผู้ป่วย” ในราคา 2,500 บาท รวมรถวีลแชร์ หลังจากนั้นก็ไม่ได้เข้ามาดู กระทั่งผ่านไป 4-5 ชั่วโมง จึงพบว่ามีคอมเมนต์มากมายที่ไม่เห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่าเตียงเป็นของคนป่วยหรือคนเสียชีวิต ไม่ควรนำมาขาย แต่ควรบริจาคมากกว่า

นายอภินันท์ ยอมรับว่ารู้สึกงงกับคำแนะนำดังกล่าว เพราะในความคิดแรกของเขาไม่เคยคิดเรื่องการบริจาค มองว่าเป็นของซื้อมาขายไปเหมือนสินค้ามือสองทั่วไป แต่เมื่อมีคนแนะนำก็รู้สึกว่าตัวเองอาจจะคิดน้อยไป

“โพสต์แรกมีคนทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ทั้งอยากให้บริจาค และอยากให้ขายเพราะเราเป็นเจ้าของ จึงตัดสินใจลบโพสต์ไป กลัวเขาทะเลาะกันมากกว่านี้ หลังจากนั้นได้โพสต์คำขอโทษขึ้นมาอีกครั้ง ไม่คิดว่าจะมีคนมาให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก ทั้งในคอมเมนต์และอินบ็อกซ์” นายอภินันท์ กล่าว

หลังจากโพสต์ขอโทษ ก็มีเพื่อนในเฟซบุ๊กแจ้งว่าโพสต์ของตนถูกแชร์ไปจำนวนมาก มีทั้งแนะนำว่าไม่ต้องทำบุญก็ได้ และควรขายเพราะเป็นของที่ซื้อมาเอง ตอนแรกตั้งใจว่าจะนำไปบริจาคตามคำแนะนำ แต่สุดท้ายมีคนทักมาขอซื้อ จึงขายไปในราคา 1,500 บาท พร้อมวีลแชร์ โดยผู้ซื้อได้ให้คำอนุโมทนาบุญอีกด้วย

เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่แตกต่างกันในสังคมเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของผู้เสียชีวิต บางคนมองว่าการบริจาคเป็นสิ่งที่ควรทำ ในขณะที่บางคนก็เห็นว่าการขายเป็นสิทธิ์ของผู้เป็นเจ้าของ

สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับ“เตียงผู้ป่วย” หรือทรัพย์สินอื่นๆ ย่อมขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแต่ละบุคคล ไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิดอย่างชัดเจน แต่สิ่งสำคัญคือการคำนึงถึงความเหมาะสมและสถานการณ์ของตนเองเป็นหลัก

ที่มา – หนุ่มเปิดใจดราม่า ประกาศขาย “เตียงผู้ป่วย” หลังเจอทัวร์ลง คนแนะให้เอาไปบริจาค

แม่สุดห่วง! ส.อ.ธีรพล เหยียบกับระเบิด

ใจหาย! แม่สุดห่วงหลังทราบข่าว ส.อ.ธีรพล เหยียบกับระเบิดขณะลาดตระเวนที่ปราสาทตาเมือนธม เผยเพิ่งดีใจเมื่อวาน ลูกชายโทรมาบอกว่า “สบายดี เขาหยุดรบแล้ว”

วันที่ 12 ส.ค. 68 กองทัพบกรายงานว่า หน่วยทหารพราน ร้อย.ทพ.2610 มีกำลังพลบาดเจ็บ คือ สิบเอก ธีรพล หรือ แกละ เพียขันที อายุ 48 ปี ตำแหน่ง ผบ.ชุดปฏิบัติการ ชป.ร้อย ทพ.กรม ทหารพราน 26 ถูกทุ่นระเบิด PMN 2 ขณะลาดตระเวนพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม เหตุเกิดเวลา 09.10 น. คาดว่าเป็นการนำระเบิดมาวางใหม่ ขณะนี้ ส.อ.ธีรพล ถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลสุรินทร์แล้ว

ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบ้านนางสาคร เพียขันที อายุ 78 ปี แม่ของสิบเอก ธีรพล ที่ ต.สำโรงใหม่ อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ พบว่ามีชาวบ้านมาให้กำลังใจจำนวนมาก รวมถึงหน่วยกู้ภัยฮุก 31 ที่นำข้าวของมาช่วยเหลือ

นางสาครดูคลิปภาพขณะรถพยาบาลนำร่างลูกชายส่งโรงพยาบาลด้วยความเป็นห่วง ทราบว่าลูกชายขาซ้ายขาดเพราะเหยียบทุ่นระเบิดของทหารกัมพูชา

แม่เล่าว่าลูกชายเป็นทหารพรานมา 23 ปี ทุกครั้งที่ไปทำงานชายแดน หรือกลับจากชายแดน จะมากราบเท้าแม่และเอาเท้าแม่เหยียบที่หัว นอกจากนี้ยังฉีกชายผ้าถุงของแม่ติดตัวไปด้วยเสมอ

หลังจากได้รับคำสั่งให้เตรียมพร้อมก่อนรบ ลูกชายเก็บของและเดินทางไปเมื่อวันที่ 23 ก.ค. โทรศัพท์คุยกับแม่และครอบครัวทุกวัน แม้จะมีการหยุดยิงแล้วก็ตาม

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. ลูกชายโทรมาบอกว่าสบายดี ไม่เป็นอะไรแล้ว เพราะหยุดรบแล้ว แม่ก็ดีใจ แต่ข้ามคืนเดียวก็ได้รับข่าวร้ายว่าลูกชายขาขาด เพราะ ส.อ.ธีรพล เหยียบกับระเบิด

นางสาครเล่าทั้งน้ำตายอมรับว่าเสียใจ แต่ก็ดีใจที่ลูกชายได้รับใช้ชาติอย่างสมบูรณ์ หลังจากนี้จะดูแลลูกชายต่อไป

นายธนาศักดิ์ เพียขันที อายุ 21 ปี ลูกชายสิบเอกธีรพล เล่าว่าภูมิใจในตัวพ่อที่เป็นทหารและเป็นไอดอล ปีนี้อายุครบ 21 ปี จะสมัครเป็นทหารผลัด 2 ในเดือนพฤศจิกายน 68

แม่สุดห่วง ทราบข่าว ส.อ.ธีรพล เหยียบกับระเบิด

ความเสียสละของ ส.อ.ธีรพล

เหตุการณ์ ส.อ.ธีรพล เหยียบกับระเบิด เป็นเครื่องเตือนใจให้เห็นถึงความเสียสละของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน แม้จะมีความเสี่ยงภัยรอบด้าน แต่ก็ยังคงทำหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติอย่างเต็มกำลัง สิ่งที่เกิดขึ้นกับ ส.อ.ธีรพล แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนในสถานการณ์ชายแดน และความจำเป็นที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในการปฏิบัติหน้าที่

ความเข้มแข็งของนางสาครผู้เป็นแม่ และความภาคภูมิใจของลูกชายที่มีต่อผู้เป็นพ่อ แสดงให้เห็นถึงจิตใจที่เข้มแข็งของครอบครัวทหาร ขอเป็นกำลังใจให้ ส.อ.ธีรพล หายจากอาการบาดเจ็บโดยไว และขอขอบคุณในความเสียสละที่ยิ่งใหญ่

ส.อ.ธีรพล เหยียบกับระเบิด เป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจ แต่ก็เป็นเครื่องยืนยันถึงความกล้าหาญและความเสียสละของทหารไทย.

ที่มา – แม่สุดห่วง ทราบข่าว “ส.อ.ธีรพล” เหยียบกับระเบิด เผยเพิ่งโทรบอกเมื่อวานว่าสบายดี

Scroll to top