บ้านหนองจาน

ผลตรวจทุ่นระเบิด: พบทุ่นระเบิด PMN เก่า!

จากเหตุการณ์น่าสลดใจที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อชาวจีนท่านหนึ่งประสบอุบัติเหตุเหยียบทุ่นระเบิดจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ล่าสุดมีการเปิดเผยผลการตรวจพิสูจน์ผลตรวจทุ่นระเบิดแล้ว พบว่าเป็นทุ่นระเบิด PMN ชนิดเก่าที่ยังหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบทุ่นระเบิดชนิดเดียวกันนี้เพิ่มอีก 1 ลูกระหว่างการตรวจสอบพื้นที่ ทำให้สถานการณ์บริเวณนั้นยังคงน่าเป็นห่วง

ผลตรวจทุ่นระเบิด: PMN เก่า อันตรายที่ยังคงอยู่

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ทีมข่าวรายงานว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว หน่วยปฏิบัติการเพื่อระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 1 ได้ร่วมกับตำรวจพิสูจน์หลักฐาน ภูธรจังหวัดสระแก้ว ลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างละเอียด ผลปรากฏว่า ชิ้นส่วนที่พบเป็นส่วนประกอบของทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN ซึ่งเป็นรุ่นเก่าที่เคยมีการใช้งานในอดีต บ่งชี้ว่ายังมีระเบิดหลงเหลืออยู่อีกจำนวนหนึ่งในบริเวณนั้น

เหตุการณ์เริ่มต้นจาก ชาวจีนลักลอบข้ามแดน และเหยียบเข้ากับทุ่นระเบิดที่ บ.หนองจาน ซึ่งนำไปสู่การตรวจสอบและค้นพบผลตรวจทุ่นระเบิดที่น่าตกใจ

ทุ่นระเบิด PMN

สิ่งที่น่ากังวลคือ ในระหว่างการเข้าตรวจสอบพื้นที่ เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN เพิ่มอีก 1 ลูก ก่อนถึงจุดเกิดเหตุแรกเพียงประมาณ 2 เมตรเท่านั้น โชคดีที่เจ้าหน้าที่สามารถเก็บกู้ระเบิดลูกดังกล่าวได้สำเร็จ และทำการปิดกั้นพื้นที่ พร้อมปักป้ายเตือนห้ามเข้า เพื่อป้องกันอุบัติเหตุซ้ำรอย ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ยังคงดำเนินการเก็บกู้ระเบิดที่อาจจะยังคงหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ต่อไป

การเก็บกู้ทุ่นระเบิด
ป้ายเตือน

มาตรการป้องกันและสร้างความเข้าใจ

จากสถานการณ์ดังกล่าว กองกำลังบูรพาได้มอบหมายให้ชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือน และชุดปฏิบัติการจิตวิทยา ลงพื้นที่หมู่บ้านชายแดน เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้รับทราบถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการเข้าไปในพื้นที่ที่ยังไม่ได้เก็บกู้ทุ่นระเบิด พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ผ่านหอกระจายข่าวของหมู่บ้าน เพื่อสร้างความตระหนักและความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน

  • การประชาสัมพันธ์เชิงรุก: เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ให้ข้อมูลโดยตรงแก่ชาวบ้าน
  • การแจ้งเตือนผ่านสื่อต่างๆ: ใช้หอกระจายข่าวหมู่บ้านเป็นช่องทางหลัก
  • การปักป้ายเตือน: ติดตั้งป้ายเตือนในบริเวณที่เสี่ยง

ผลตรวจทุ่นระเบิดครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงอันตรายที่ยังคงมีอยู่ตามแนวชายแดน การให้ความรู้และการป้องกันตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ การสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่เหลืออยู่ก็เป็นหน้าที่ของทุกคน เพื่อความปลอดภัยของชุมชนและผู้ที่สัญจรผ่านไปมา

เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเกี่ยวกับอันตรายจากทุ่นระเบิด และความจำเป็นในการสนับสนุนการดำเนินงานเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความปลอดภัยในระยะยาว

ผลตรวจทุ่นระเบิดและมาตรการป้องกันที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนยังคงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ผลตรวจทุ่นระเบิด หลังชาวจีน เหยียบขาขาด พบเป็นทุ่นระเบิด PMN เก่า ผงะเจออีก 1 ทุ่น

สลด! หนุ่มไทยดับในปอยเปต ถูกทำร้าย ช็อตไฟฟ้า

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าการเจรจาและการปักปันเขตแดนจะดำเนินไปอย่างช้าๆ กองทัพไทยยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์ตามแนวชายแดนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวต่อความขัดแย้ง

ขณะเดียวกัน ข่าวเศร้าก็เกิดขึ้นเมื่อมีรายงานว่าชายหนุ่มชาวไทยเสียชีวิตในประเทศกัมพูชา เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจให้กับครอบครัวและคนใกล้ชิดเป็นอย่างมาก

สลด! หนุ่มไทยดับในปอยเปต ถูกทำร้าย ช็อตไฟฟ้า

กองทัพไทยได้เปิดเผยผลการสำรวจและปักหมุดชั่วคราวระหว่างหลักเขตแดนที่ 42 ถึง 43 บริเวณบ้านหนองจาน โดยรวมระยะเวลาสี่วัน สามารถวัดจุด GCP ได้แล้ว 56 หมุด จากทั้งหมด 128 หมุด คิดเป็นร้อยละ 43.75 ทางกองทัพย้ำว่าการปักหมุดครั้งนี้เป็นการปักตามที่ตั้งหลักเขตแดนเดิมที่เคยปักไว้ในอดีตเมื่อกว่า 120 ปีที่แล้ว ไม่ได้อิงตามหรือใช้แผนที่ 1:200,000 แต่อย่างใด นอกจากนี้ ยังมีการเคลียร์ทุ่นระเบิดในพื้นที่ ซึ่งสามารถเคลียร์พื้นที่ปลอดภัยได้ 1,230 ตร.ม. จากทั้งหมด 9.98 หมื่น ตร.ม. คิดเป็นร้อยละ 1.23

อย่างไรก็ตาม ข่าวร้ายก็แทรกเข้ามา เมื่อศูนย์ช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน (IMF) ได้แจ้งว่ามีคนไทยเสียชีวิตในเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา อีกรายหนึ่ง โดยผู้เสียชีวิตเป็นชายหนุ่มจากอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถูกทำร้ายร่างกายและถูกช็อตด้วยไฟฟ้า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพิกัดเดียวกับกรณีของสาวพังงาที่เพิ่งเสียชีวิตไปก่อนหน้านี้

การปฏิบัติการสำรวจและปักหมุดไทย-กัมพูชา บริเวณบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง กองกำลังบูรพาได้ใช้โดรนในการลาดตระเวนทางอากาศเพื่อตรวจสอบพื้นที่ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ สถานการณ์ทั่วไปยังคงเงียบสงบ โดยไม่มีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติจากฝั่งกัมพูชา

แหล่งข่าวในพื้นที่เปิดเผยว่า ความเงียบสงบในวันนี้อาจเป็นผลมาจากการที่คณะกรรมการปักปันเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา กำลังดำเนินการปักหมุดชั่วคราวในสองจุดสำคัญของพื้นที่ ได้แก่ บริเวณบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว ทำให้ฝ่ายกัมพูชาชะลอการเคลื่อนไหวเพื่อรอดูผลการดำเนินงานของคณะทำงานร่วม อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเคลื่อนไหวของกำลังทหารกัมพูชาที่อาจมีการแสดงท่าทีแข็งกร้าวในบางจังหวะ รวมถึงความเสี่ยงจากกลุ่มมวลชนชาวกัมพูชาที่อาจรวมตัวกันและสร้างแรงกดดันในพื้นที่ได้ตลอดเวลา

ในส่วนของแนวชายแดนฝั่งภาคอีสาน ซึ่งก่อนหน้านี้มีความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้น ยังคงต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ หน่วยข่าวกรองของไทยได้รับคำสั่งให้ติดตามความเคลื่อนไหวของกำลังทหารกัมพูชาอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนกำลัง การก่อสร้าง หรือการรวมตัวของชาวบ้านที่อาจเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทด้านพรมแดน

จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่หลักในการปฏิบัติการของกองกำลังบูรพา ยังคงมีการส่งโดรนขึ้นบินในรอบหลายชั่วโมงเพื่อเก็บภาพมุมสูง ตรวจสอบความเคลื่อนไหวของบุคคลหรือยานพาหนะบริเวณแนวชายแดน รวมถึงพื้นที่ป่ารกทึบที่เข้าถึงยาก ซึ่งถือเป็นจุดเสี่ยงสำหรับการเข้า-ออกผิดกฎหมายและการแทรกซึมของกำลัง จากการตรวจสอบจนถึงช่วงสาย สถานการณ์ยังคงสงบเรียบร้อย ไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น

รายละเอียดเหตุการณ์ หนุ่มไทยดับในปอยเปต ถูกทำร้าย ช็อตไฟฟ้า

เพจศูนย์ช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน (IMF) ได้แจ้งข่าวเศร้าเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายนว่า มีคนไทยเสียชีวิตในจังหวัดปอยเปต ประเทศกัมพูชา เพิ่มอีก 1 ราย ผู้เสียชีวิตชื่อนายณรงค์ก้ำ หรือดอน เป็นชาวอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ทางศูนย์ได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. ของวันที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

ทางเพจยังระบุว่า สาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยรายล่าสุดนี้มาจากการถูกทำร้ายร่างกายและถูกช็อตด้วยไฟฟ้า โดยพิกัดที่ได้รับแจ้งคือ “บัวลัย” ซึ่งเป็นพิกัดเดียวกับที่สาวพังงาเสียชีวิตก่อนหน้านี้ ทางศูนย์ฯ ยังไม่ทราบว่าร่างของผู้เสียชีวิตอยู่ที่ใด และกำลังเร่งหาข้อมูลจากผู้ที่รู้จักกับผู้เสียชีวิต เพื่อให้ได้ข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง

สถานการณ์ หนุ่มไทยดับในปอยเปต ถูกทำร้าย ช็อตไฟฟ้า สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่คนไทยจำนวนมากต้องเผชิญในการเดินทางไปทำงานหรือทำธุรกิจในต่างแดน การขาดการดูแลและความช่วยเหลือที่เพียงพอ ทำให้พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบางและอาจตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมได้

หน่วยงานภาครัฐและองค์กรที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับการให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองคนไทยในต่างแดนอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าสลดเช่นนี้ขึ้นอีก

ที่มา – สลดหนุ่มไทยดับในกัมพูชา ในเมืองปอยเปต ถูกทำร้ายร่างกาย ช็อตด้วยไฟฟ้า

กองกำลังบูรพา กวาดล้างทุ่นระเบิด คืนความปลอดภัย

กองทัพภาคที่ 1 กองกำลังบูรพา ยังคงเดินหน้าภารกิจสำคัญอย่างต่อเนื่อง นั่นคือการกวาดล้างทุ่นระเบิด และคืนพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยได้รับผลกระทบจากภัยสงครามในอดีต การดำเนินงานครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพในการสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หน่วยเฉพาะกิจที่ 12 (ฉก.12) ภายใต้การปฏิบัติของหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 1 ร่วมกับกองพันทหารช่างที่ 2 ยังคงปฏิบัติภารกิจตรวจสอบและเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างเข้มข้นในพื้นที่อันตรายที่ต้องสงสัย บริเวณบ้านหนองจาน พื้นที่ C อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว การปฏิบัติการนี้เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 และมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

กองกำลังบูรพา เร่งกวาดล้างทุ่นระเบิด

ผลการปฏิบัติงานประจำวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 มีรายละเอียดดังนี้:

  • พื้นที่ปฏิบัติงานประจำวัน: 968 ตารางเมตร
  • พื้นที่ปฏิบัติงานสะสม: 2,453 ตารางเมตร จากพื้นที่ทั้งหมด 288,457 ตารางเมตร คิดเป็นความคืบหน้า 0.85%

ในวันดังกล่าว หน่วยชุดตรวจค้นสามารถดำเนินงานได้เต็มพื้นที่ที่กำหนดไว้ ในขณะที่ชุดเครื่องจักรได้ใช้รถ BearCat สนับสนุนภารกิจในการตัดและกำจัดวัชพืช เพื่ออำนวยความสะดวกในการตรวจค้นทุ่นระเบิด ผลการปฏิบัติงานในวันนั้นไม่พบทุ่นระเบิดเพิ่มเติม แต่เจ้าหน้าที่ยังคงปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวังอย่างสูงสุด

ผลการดำเนินงานของกองกำลังบูรพา ในการกวาดล้างทุ่นระเบิด

นับตั้งแต่เริ่มภารกิจจนถึงปัจจุบัน หน่วยฯ ได้ตรวจพบทุ่นระเบิดแล้วรวม 7 ทุ่น แยกเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN จำนวน 5 ทุ่น, POMZ-2 จำนวน 1 ทุ่น, PMD-6M จำนวน 1 ทุ่น และไม่พบทุ่นระเบิดดักรถถังในพื้นที่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอันตรายที่แฝงตัวอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว และความจำเป็นในการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง

ภารกิจกวาดล้างทุ่นระเบิดของกองกำลังบูรพา ไม่ได้เป็นเพียงการกำจัดวัตถุอันตรายเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความหวังให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน การคืนพื้นที่ปลอดภัยให้กับพวกเขาสามารถทำให้พวกเขากลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข สามารถทำการเกษตรได้อย่างไม่ต้องกังวล และเด็กๆ สามารถวิ่งเล่นได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องหวาดกลัว

การดำเนินงานของกองกำลังบูรพา ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามอย่างต่อเนื่องในการฟื้นฟูความปลอดภัยให้กับชุมชนชายแดน และคืนพื้นที่ปลอดภัยให้แก่ประชาชนในเขตอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว การกวาดล้างทุ่นระเบิดเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา ความอดทน และความเชี่ยวชาญ แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน

นอกจากการกวาดล้างทุ่นระเบิดแล้ว กองทัพยังได้ดำเนินโครงการอื่นๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน เช่น การสร้างถนน การพัฒนาแหล่งน้ำ และการส่งเสริมอาชีพ เพื่อให้พวกเขามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและสามารถพึ่งพาตนเองได้

การทำงานอย่างหนักและเสียสละของเจ้าหน้าที่ทุกนายที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ ถือเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง พวกเขาเหล่านี้คือผู้ปิดทองหลังพระที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อสร้างความปลอดภัยและความสุขให้กับประชาชน

แม้ว่าการกวาดล้างทุ่นระเบิดจะเป็นงานที่ยากลำบากและอันตราย แต่กองกำลังบูรพา ยังคงมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติภารกิจนี้ให้สำเร็จลุล่วง เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข และมีอนาคตที่สดใสรออยู่เบื้องหน้า

ที่มา – “กองกำลังบูรพา” เดินหน้ากวาดล้างทุ่นระเบิดต่อเนื่อง คืนพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชน

ชายแดนโคกสูงวันนี้: สถานการณ์ยังสงบ

สถานการณ์บริเวณชายแดน อ.โคกสูง ในวันนี้ยังคงเป็นไปอย่างสงบ กองกำลังบูรพาได้ใช้โดรนในการสำรวจบริเวณชายแดนบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว ไม่พบความผิดปกติใดๆ รวมถึงไม่มีทหารกัมพูชาออกมาในลักษณะที่สร้างความกังวลเหมือนเช่นที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพาได้ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนทางอากาศ โดยใช้โดรนบินสำรวจพื้นที่ชายแดน บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ติดกับประเทศกัมพูชา การลาดตระเวนนี้มีจุดประสงค์เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวและประเมินสถานการณ์ความมั่นคงในภาพรวม

ผลจากการบินสำรวจในช่วงเช้า พบว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ทหารกัมพูชาออกมาแสดงท่าทีใดๆ ที่เป็นการบันทึกภาพหรือรายงานสถานการณ์ฝั่งไทย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กัมพูชายังคงประจำจุดตามปกติบริเวณเพิงพัก เพื่อปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ของตนเอง

ในส่วนของบรรยากาศฝั่งกัมพูชา โดยเฉพาะหมู่บ้านที่อยู่ตรงข้ามกับบ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจานเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่มีการเคลื่อนไหวหรือการรวมตัวของประชาชนที่ผิดปกติ ชาวบ้านยังคงดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติ

เจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพายังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด มีการรายงานความเคลื่อนไหวที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง โดยภาพรวมของสถานการณ์บริเวณชายแดน อ.โคกสูง ช่วงบ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจานนั้น ยังคงอยู่ในสภาวะที่สงบ ไม่พบเหตุการณ์ผิดปกติหรือความเคลื่อนไหวที่ก่อให้เกิดความตึงเครียด

ชายแดน อ.โคกสูง สถานการณ์ยังสงบ

ถึงแม้สถานการณ์ชายแดน อ.โคกสูง ในช่วงนี้จะสงบ แต่กองกำลังบูรพาก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวด มีการลาดตระเวนอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้ การใช้โดรนในการลาดตระเวนทางอากาศเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดนที่กว้างขวาง ทำให้สามารถตรวจจับความเคลื่อนไหวผิดปกติได้รวดเร็วและแม่นยำ

การลาดตระเวนทางอากาศบริเวณชายแดน อ.โคกสูง

การลาดตระเวนทางอากาศด้วยโดรนเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการรักษาความปลอดภัยชายแดนที่กองกำลังบูรพาใช้เพื่อประเมินสถานการณ์และรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการปฏิบัติงานทำให้เจ้าหน้าที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ การปรากฏตัวของเจ้าหน้าที่กัมพูชาบริเวณชายแดนก็เป็นสิ่งที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด ถึงแม้ในวันนี้จะไม่มีการบันทึกภาพหรือรายงานสถานการณ์ฝั่งไทยเหมือนเช่นที่ผ่านมา แต่การเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

  • การลาดตระเวนอย่างต่อเนื่อง
  • การใช้เทคโนโลยีในการเฝ้าระวัง
  • การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สถานการณ์ที่ชายแดน อ.โคกสูง อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ดังนั้นการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและรักษาความมั่นคงของประเทศ

การที่สถานการณ์ในวันนี้ยังคงสงบเป็นผลมาจากความร่วมมือและการปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรประมาทและควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา – ชายแดน อ.โคกสูง สถานการณ์ยังสงบ ไม่พบ “ทหารกัมพูชา” ยืนสอดแนม-ถ่ายรูปฝั่งไทย

กองทัพภาคที่ 1 เดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดพื้นที่อันตราย

กองทัพภาคที่ 1 เดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดพื้นที่อันตราย บ.หนองจาน และ บ.หนองหญ้าแก้ว

วันที่ 3 พ.ย.2568 กองทัพภาคที่ ๑ โดยกองกำลังบูรพา ปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตย ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.สระแก้ว ยังคงเดินหน้าสร้างพื้นที่ปลอดภัยบ.หนองจาน และบ.หนองหญ้าแก้ว ตามแผนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่เสี่ยงต้องสงสัย เพื่อคืนพื้นที่ให้ประชาชนได้มีที่ดินทำกิน

เดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดพื้นที่อันตราย playkhao

ล่าสุด ที่ บ.หนองหญ้าแก้ว หน่วยเฉพาะกอจที่ 12 (ฉก.12) โดยกองพันทหารช่างที่ 2 ร่วมกับ TMAC โดยหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 1 จัดชุดเก็บกู้ทุ่นระเบิดพร้อมชุดเครื่องจักร สำรวจและสร้างพื้นที่ปลอดภัย ในพื้นที่ E ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ 25 ต.ค.68 ปัจจุบันได้พื้นที่ปฏิบัติการสะสม 18,905 ตร.ม. คิดเป็น 9.20 % (จากพื้นที่ 205,405 ตร.ม.) และยังไม่มีรายงานการตรวจพบทุ่นระเบิด

เดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดพื้นที่อันตราย playkhao

ส่วนในพื้นที่ บ.หนองจาน เริ่มดำเนินการเมื่อ 30 ต.ค.68 สามารถสร้างพื้นที่ปลอดภัย ในพื้นที่ A ไปแล้ว 11,219 ตร.ม. คิดเป็น 35.06 % (จากพื้นที่ 32,000 ตร.ม.) และตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล POMZ-2 จำนวน 1 ทุ่น (30 ต.ค.68) ก่อนประสานส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเตรียมคืนพื้นที่ให้ประชาชนได้มีที่ทำกิน

กองทัพภาคที่ ๑ เดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดพื้นที่อันตราย playkhao

นอกจากนี้ กกล.บูรพา โดย กองพันทหารช่างที่ 2 ยังคงดำเนินการก่อสร้างหลุมหลบภัยและบังเกอร์ภายใต้โครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์”กองทัพบก ในพื้นที่ชายแดน ไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว ปัจจุบันได้ดำเนินการตามแผนเร่งด่วน เป็นหลุมภัยประชาชน 3 จุด และบังเกอร์ 10 จุด มีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 40 % และดำเนินการตามแผนเร่งด่วนที่ 2 คือ การสร้างหลุมหลบภัยประชาชน 3 หลุมและบังเกอร์ 62 จุด มีความคืบหน้าประมาณ 6%

กองทัพภาคที่ 1 เดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดพื้นที่อันตราย playkhao
กองทัพภาคที่ ๑ เดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดพื้นที่อันตราย playkhao

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ ๑ พร้อมอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ในการลงพื้นที่สำรวจแนวเส้นชายแดนและดูแลความปลอดภัยในการร่วมสำรวจและปักหมุดชั่วคราว ตามแนวทางข้อตกลงของคณะกรรมการ GBC ในการจัดการพื้นที่หมู่บ้านชายแดน จ.สระแก้ว เพื่อนำไปสู่การคลี่คลายสถานการณ์ให้มีแนวโน้มที่ดีขึ้น และยืนยันความพร้อมในทุกมิติ ในการปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยและดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างเต็มกำลังความสามารถ

ที่มา กองทัพภาคที่ 1 เดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดพื้นที่อันตราย

ตามข่าวก่อนใครได้ที่ playkhao.com

ทัพไทยเล็งสร้างรั้วชายแดน: จุดแรกจันทบุรี

กองทัพไทยเตรียมสร้างรั้วชายแดน โดยคาดว่าจุดแรกที่จะดำเนินการคือบริเวณจังหวัดจันทบุรี หลักเขตที่ 52–54 ซึ่งมีความยาวประมาณ 1.3 กิโลเมตร โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดน

ทัพไทยเล็งสร้างรั้วชายแดน คาดจุดแรกจันทบุรีหลักเขต 52–54 ยาว 1.3 กิโลเมตร

พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่า การก่อสร้างจะเน้นในพื้นที่ราบเป็นหลัก เนื่องจากพื้นที่ชายแดนมีความหลากหลาย ทั้งพื้นที่สันปันน้ำ พื้นที่ราบ และพื้นที่แนวลำห้วยตามธรรมชาติ

รายละเอียดโครงการสร้างรั้วชายแดน

สำหรับการดำเนินการในจังหวัดต่างๆ พล.ต.วิทัย กล่าวว่า พื้นที่จังหวัดจันทบุรีและสระแก้ว (หลักเขตที่ 49-50) มีความเหมาะสมในการก่อสร้าง นอกจากนี้ บริเวณช่องจอม (หลักเขตที่ 14-15) ก็เป็นอีกพื้นที่ที่สามารถสำรวจเพื่อสร้างรั้วชายแดนได้ อย่างไรก็ตาม พื้นที่บ้านหนองจานหรือบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว ยังมีปัญหาเรื่องหลักเขตที่ไม่ตรงกัน ทำให้การสร้างรั้วในบริเวณนี้อาจเป็นไปได้ยาก แต่จะมีการปักหมุดชั่วคราวเพื่อแสดงแนวเขตแดนอ้างอิง

“สิ่งใดที่ล้ำออกมาจากแนวนี้จะถือว่าเป็นการรุกล้ำ เราก็ต้องผลักดันสิ่งปลูกสร้างของกัมพูชาที่รุกล้ำออกไป” พล.ต.วิทัย กล่าว

ก่อนหน้านี้ กองทัพไทยได้เริ่มสร้างรั้วอิเล็กทรอนิกส์บริเวณด่านคลองลึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ในหลักกิโลเมตรที่ 50 และกำลังขยายการก่อสร้างเพิ่มเติม สำหรับรั้วที่เป็นกำแพงนั้น จะเริ่มสร้างในพื้นที่ที่ไม่มีปัญหาหรือพื้นที่ที่ตกลงกันได้แล้ว โดยจังหวัดจันทบุรีจะเป็นจุดเริ่มต้นในหลักเขตที่ 52-54 ซึ่งมีความยาวประมาณ 1.3 กิโลเมตร

ความสำคัญของรั้วชายแดน

  • เสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดน
  • ป้องกันการลักลอบเข้าเมือง
  • ควบคุมการค้าชายแดนที่ไม่ได้รับอนุญาต
  • แสดงแนวเขตแดนที่ชัดเจน

การสร้างรั้วชายแดนถือเป็นมาตรการสำคัญในการรักษาความมั่นคงของประเทศ และช่วยป้องกันปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามแนวชายแดน การเริ่มต้นโครงการในจังหวัดจันทบุรีจึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเสริมสร้างความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

โครงการนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่การสร้างกำแพง แต่ยังรวมถึงการใช้เทคโนโลยีและมาตรการอื่นๆ เพื่อให้การรักษาความปลอดภัยชายแดนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา – ทัพไทยเล็งสร้างรั้วชายแดน คาดจุดแรกจันทบุรีหลักเขต 52–54 ยาว 1.3 กิโลเมตร

สกัดวุ่น! “วีระ” นำมวลชนบุกแนวรั้วบ้านหนองจาน

เกิดเหตุการณ์ตึงเครียดเมื่อ “วีระ สมความคิด” นำมวลชนบุกแนวรั้วบ้านหนองจาน เจ้าหน้าที่ต้องสกัดเข้ม หวั่นเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงที่มีทุ่นระเบิด

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์บริเวณบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศกัมพูชา โดยเกิดความตึงเครียดขึ้นเมื่อกลุ่มมวลชนนำโดย นายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ได้เดินขบวนเข้าใกล้แนวรั้วสแลนของเจ้าหน้าที่ ซึ่งกั้นไว้บริเวณหน้าหมู่บ้านหนองจาน โดยจุดดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (คอฟ.) ตั้งแนวสกัด เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงที่มีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (POMZ-2) ซึ่งยังไม่สามารถยืนยันความปลอดภัยได้ทั้งหมด

สกัดวุ่น! “วีระ” นำมวลชนบุกแนวรั้วบ้านหนองจาน

ระหว่างที่มวลชนเข้าใกล้แนวรั้ว เจ้าหน้าที่ได้ประกาศเตือนหลายครั้ง แต่ นายวีระ และประชาชนส่วนหนึ่งได้ฝ่าแนวกั้นเข้าไปในพื้นที่ด้านใน บริเวณอดีตหมู่บ้านของกำนันลี ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งควบคุมสถานการณ์เพื่อป้องกันไม่ให้เข้าไปลึกกว่าแนวปลอดภัย โดยมีเจ้าหน้าที่ คอฟ. ประมาณ 100 นาย รักษาความเรียบร้อยและสกัดกั้นมวลชน

เจ้าหน้าที่ได้ตะโกนเตือนให้เดินบนถนนหลักเท่านั้น เพื่อป้องกันอันตรายจากทุ่นระเบิด หลังจากสถานการณ์ตึงเครียด เจ้าหน้าที่ได้เชิญ นายวีระ และผู้ติดตามไปพูดคุยที่ สภ.โคกสูง ท่ามกลางเสียงเรียกร้องของประชาชนที่ยังคงอยู่ในพื้นที่

มวลชนส่วนใหญ่แสดงความดีใจที่ได้ “เข้าเหยียบแผ่นดินบริเวณนั้นได้” แม้เพียงระยะทางสั้น ๆ หลายคนกล่าวว่า “รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้มายืนบนผืนแผ่นดินไทย” หลังจากมีกระแสข่าวเรื่องการอ้างสิทธิเหนือพื้นที่หนองจานจากฝ่ายกัมพูชา บางคนถึงกับหยอกล้อว่า “เข้ามาครั้งนี้ก็อยากลองกำลังเจ้าหน้าที่ดูว่าถ้ามีเหตุปะทะจริงจะสู้รบกับกัมพูชาได้หรือไม่”

ความกังวลเรื่องความปลอดภัย หลัง “วีระ” นำมวลชนบุกแนวรั้วบ้านหนองจาน

เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่รุนแรง แต่มีความห่วงใยในความปลอดภัยของประชาชน เนื่องจากพื้นที่หนองจานยังถือเป็นพื้นที่เสี่ยงจากทุ่นระเบิดที่ยังไม่ถูกเก็บกู้ครบ และมีแนวชายแดนที่ต้องระมัดระวัง เจ้าหน้าที่ยืนยันจะดูแลสถานการณ์ด้วยความอดทนและยึดหลักสันติวิธี

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากการที่ “วีระ” นำมวลชนบุกแนวรั้วบ้านหนองจาน สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยของประชาชนต่อประเด็นปัญหาชายแดนและความรู้สึกรักชาติที่ต้องการแสดงออก แต่สิ่งสำคัญคือการคำนึงถึงความปลอดภัยและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน ความร่วมมือและความเข้าใจระหว่างทุกฝ่ายจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาและรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่

นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาเรื่องเขตแดนและการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างต่อเนื่องจากภาครัฐ จะช่วยสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนได้ในระยะยาว การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน จะช่วยลดความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้

ถึงแม้ว่าการแสดงออกถึงความรักชาติจะเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง แต่การดำเนินการใดๆ ควรอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย และคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่นเป็นสำคัญ การร่วมมือกันสร้างสรรค์สังคมที่สงบสุขและปลอดภัยจึงเป็นหน้าที่ของทุกคน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างยั่งยืน และการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต การสื่อสารที่เปิดเผยและโปร่งใสจากภาครัฐ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชนได้

ที่มา – สกัดวุ่น “วีระ” นำมวลชนบุกแนวรั้ว บ้านหนองจาน ทวงคืนอธิปไตย

ผบ.ฉก.อรัญประเทศ ไม่ขอออกความเห็น ปมไทยรุกล้ำกัมพูชา

สระแก้ว – ผู้บัญชาการหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ (ผบ.ฉก.อรัญประเทศ) ตรวจสอบความเรียบร้อยการกู้ทุ่นระเบิด “บ้านหนองจาน” วันสุดท้าย ยืนยันไม่พบทุ่นระเบิด และข่าวเปิดด่านเขาดินไม่เป็นความจริง ขอประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลบิดเบือน พร้อมทั้งไม่ขอออกความคิดเห็น ปมนายกฯ ให้สัมภาษณ์ ไทยรุกล้ำพื้นที่กัมพูชา

ความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผบ.ฉก.อรัญประเทศ กกล.บูรพา /ผบ.ฉก.ร.12 จ.สระแก้ว ลงพื้นที่ตรวจสอบความเรียบร้อยของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดวันสุดท้าย ที่บ้านหนองจาน พื้นที่โซน B ซึ่งเป็นพื้นที่เครือข่ายกำนันลี จำนวน 7 ไร่ โดยผลการตรวจหาทั้งสองวันไม่พบทุ่นระเบิดตกค้างแต่อย่างใด

พ.อ.ชัยณรงค์ เปิดเผยว่า หลังจากนี้หน่วยจะดำเนินการเก็บกู้ในส่วนของ “หลักเขตที่ 47” ต่อไป ส่วนบ้านในเครือข่ายกำนันลี จะต้องมีการรื้อถอนอยู่แล้ว แต่ยังไม่ใช่ลำดับความเร่งด่วน ขณะที่พื้นที่หลังสแลนสีดำจะต้องรอผลการประชุมในวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้ เพื่อปักหมุดให้แล้วเสร็จก่อนดำเนินการขั้นต่อไป

สำหรับกระแสข่าวการเปิดด่านถาวรบ้านเขาดิน นั้น พ.อ.ชัยณรงค์ ยืนยันว่า เป็นไปตามที่กองทัพภาคที่ 1 ชี้แจงก่อนหน้านี้ว่า “ไม่มีการเปิดด่าน” พร้อมขอให้ประชาชนรับฟังข้อมูลจากทางราชการเท่านั้น เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและไม่ให้เกิดความรู้สึกไม่ดีต่อเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดน

ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้สัมภาษณ์ว่า “ส่วนที่เราไปล้ำเขาก็มี” พ.อ.ชัยณรงค์ กล่าวว่า ไม่ขอออกความคิดเห็นในเรื่องนี้ โดยระบุว่าต้องรอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงเพิ่มเติม ซึ่งภายหลังการปักหมุดในวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้ จึงจะสามารถทราบได้อย่างชัดเจนว่าพื้นที่ดังกล่าวมีการรุกล้ำจริงหรือไม่

ในส่วนของการเตรียมความพร้อมรับมวลชนและนายวีระ สมความคิด ที่จะเดินทางมาพื้นที่ในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ พ.อ.ชัยณรงค์ กล่าวว่า ขอบคุณประชาชนที่มาให้กำลังใจ แต่ขอความร่วมมืออย่าเข้าเกินแนวที่กำหนด เพราะเจ้าหน้าที่ดำเนินการอยู่ในขั้นตอนตามแผนงานแล้ว การปักหมุดแดงหรือน้ำเงิน เป็นไปตามกระบวนการทางเทคนิค หากนำภาคประชาชนหรือรถไถเข้าไปในพื้นที่ในตอนนี้จะไม่สามารถทำได้ และอาจเกิดอันตรายได้

“อยากให้พี่น้องประชาชนเห็นใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ หากการดำเนินการไม่เป็นไปตามแผน ถึงเวลานั้นค่อยว่ากันอีกที เพราะสิ่งที่เราคำนึงมากที่สุดคือความปลอดภัยของประชาชน” พ.อ.ชัยณรงค์ กล่าว

ส่วนประเด็นเรื่องการลงนามสันติภาพและการถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน พ.อ.ชัยณรงค์ ระบุว่า ขณะนี้ยังต้องรอคำชี้แจงจากกองทัพภาคที่ 1 อีกครั้ง

ผบ.ฉก.อรัญประเทศ ไม่ขอออกความคิดเห็น ปมนายกฯ ให้สัมภาษณ์ ไทยรุกล้ำพื้นที่กัมพูชา

ผบ.ฉก.อรัญประเทศ เผยความคืบหน้าปมไทยรุกล้ำกัมพูชา

ประเด็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์เรื่องไทยรุกล้ำพื้นที่กัมพูชายังคงเป็นที่สนใจของประชาชน ผบ.ฉก.อรัญประเทศเลือกที่จะไม่แสดงความคิดเห็นในขณะนี้ และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรอผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ การทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ

ที่มา – ผบ.ฉก.อรัญประเทศ ไม่ขอออกความคิดเห็น ปมนายกฯ ให้สัมภาษณ์ ไทยรุกล้ำพื้นที่กัมพูชา⁣

ไทย-กัมพูชา ถอนอาวุธหนัก 3 เฟส ไม่เสียศักดิ์ศรี

“บิ๊กเล็ก” ชี้ไทย-กัมพูชาดีเดย์ถอนอาวุธตั้งแต่ 26 ต.ค. วางไทม์ไลน์ 6 สัปดาห์ 3 เฟส รอทัพภาค 2 ถกกัมพูชา พร้อมกำหนดกรอบ AOT ทำงาน 3 เดือน บรรลุ 3 เรื่อง ลั่น ไม่ยอมให้ไทยเสียศักดิ์ศรี

วันที่ 28 ตุลาคม 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการถอนอาวุธหนักออกจากแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า หากนับเวลาตั้งแต่มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) วันที่ 23 ตุลาคม 2568 และต่อมาวันที่ 26 ตุลาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามปฏิญญาเพื่อนำไปสู่สันติภาพ ช่วงค่ำของวันเดียวกันมีการเริ่มถอนอาวุธ ซึ่งอาวุธของทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาที่ถอนออกมาไม่เหมือนกัน ขณะนี้กองทัพภาคที่ 2 อยู่ระหว่างการพูดคุยในรายละเอียดกับกัมพูชา จึงขอให้ประชาชนมั่นใจว่ากระทรวงกลาโหมยึดมั่นในอธิปไตย และความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ จะไม่ยอมให้ไทยเสียศักดิ์ศรีอย่างแน่นอน

เมื่อถามว่าไทยมีการถอนอาวุธในช่วงค่ำวันที่ 26 ตุลาคม ใช่หรือไม่เพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ พล.อ.ณัฐพล ตอบว่า ใช่ ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงจรวด BM 21 ที่ไทยคาดหวังให้กัมพูชาถอนออกไปเนื่องจากเป็นอาวุธที่อันตรายนั้น พล.อ.ณัฐพล ระบุว่า ถือเป็นสิ่งที่อยากให้กัมพูชาได้ดำเนินการถอน ซึ่งตามแผนการปฏิบัติการ ได้กำหนดกรอบเวลาเอาไว้ 6 สัปดาห์ ประมาณ 1 เดือนครึ่ง หรืออาจจะมากกว่านั้น และกัมพูชาก็เห็นพ้อง ซึ่งจะมีอยู่ 3 เฟส คือเริ่มทันทีในคืนวันที่ 26 ตุลาคม ส่วนเฟสที่ 2 จะเริ่มภายใน 3 สัปดาห์ และเฟสที่ 3 คือสัปดาห์ที่ 6 ซึ่งจะมีการแบ่งการถอนอาวุธเป็นลอต ขณะที่แต่ละลอตจะถอนอาวุธอะไรบ้างนั้นอยู่ระหว่างการพูดคุย และต้องถอนพร้อมกันไม่ว่าจะเป็นเฟสไหนก็ตาม

ในส่วนของประเด็นการจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ใช้กรอบการทำงานระยะเวลาเท่าใด พล.อ.ณัฐพล เผยว่า ประมาณ 3 เดือน และสามารถต่อได้อีก คาดว่าในห้วงเวลาดังกล่าวสามารถเห็นผลได้ใน 3 เรื่อง ทั้งถอนอาวุธหนัก เก็บกู้วัตถุระเบิดตามแนวชายแดน ในส่วนของบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จในวันที่ 17 ธันวาคม 2568 รวมถึงพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ด้วย ซึ่งขณะนี้ทำอยู่ ซึ่งจะเริ่มทำแผนการดำเนินการส่งไปยังกัมพูชา

พร้อมกันนี้ รมว.กลาโหม ย้ำว่าเมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมาถือเป็นวันดีเดย์ อาวุธอะไรที่เริ่มถอนได้ก็ให้ถอน แม้จะเล็กน้อยแต่ถือว่าเป็นการเริ่มต้น เราติดตามความคืบหน้าไป ซึ่งปัจจุบันนี้ได้ขอนายกรัฐมนตรีตั้งคณะทำงานในเรื่องนี้ โดยมี พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน และมีหน่วยงานกระทรวงการต่างประเทศ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และกระทรวงมหาดไทยร่วมขับเคลื่อนในเรื่องดังกล่าวเพื่อให้ประชาชนสบายใจ

พล.อ.ณัฐพล กล่าวอีกว่า เรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด หากอยู่ในพื้นที่ของฝ่ายใดให้ฝ่ายนั้นเป็นผู้เก็บกู้ทุ่นระเบิด เมื่อถามในช่วงท้ายจะมั่นใจได้อย่างไรว่าฝ่ายกัมพูชาจะเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ เช่น ในพื้นที่ปราสาทตาควาย และพื้นที่โดยรอบ พล.อ.ณัฐพล ตอบว่า คณะ AOT ต้องลงไปดูในพื้นที่ปราสาทตาควายว่ามีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดจริงหรือไม่ โดยเบื้องต้นเริ่ม 13 พื้นที่.

ไทย-กัมพูชา ถอนอาวุธหนัก 3 เฟส ไม่เสียศักดิ์ศรี

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง หลังจากการประกาศแผนการถอนอาวุธหนัก 3 เฟส โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ซึ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาอธิปไตยและศักดิ์ศรีของชาติไทย

การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และการลงนามปฏิญญาเพื่อสันติภาพ โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างทั้งสองประเทศ

รายละเอียดแผนการถอนอาวุธหนัก 3 เฟส

แผนการถอนอาวุธหนัก 3 เฟส มีกรอบเวลาดำเนินการ 6 สัปดาห์ หรือประมาณ 1 เดือนครึ่ง โดยแบ่งออกเป็น:

  • เฟสที่ 1: เริ่มทันทีในคืนวันที่ 26 ตุลาคม
  • เฟสที่ 2: เริ่มภายใน 3 สัปดาห์
  • เฟสที่ 3: เริ่มในสัปดาห์ที่ 6

การถอนอาวุธในแต่ละเฟสจะมีการแบ่งเป็นลอต ซึ่งรายละเอียดของอาวุธที่จะถูกถอนในแต่ละลอตนั้น อยู่ระหว่างการพูดคุยและตกลงร่วมกันระหว่างกองทัพภาคที่ 2 ของไทยและฝ่ายกัมพูชา

บทบาทของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT)

คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) จะมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบและยืนยันการถอนอาวุธหนัก 3 เฟส รวมถึงการเก็บกู้วัตถุระเบิดตามแนวชายแดน โดยมีกรอบการทำงานประมาณ 3 เดือน และสามารถต่ออายุได้หากจำเป็น

นอกจากนี้ AOT จะเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ปราสาทตาควาย เพื่อยืนยันว่ามีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดจริงตามที่ได้ตกลงกันไว้

การดำเนินการทั้งหมดนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา โดยยึดมั่นในหลักการอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ การถอนอาวุธหนัก 3 เฟส จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเน้นย้ำถึงการไม่ยอมให้ไทยเสียศักดิ์ศรี แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ารัฐบาลจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ

ที่มา – รมว.กลาโหม ชี้ไทย-กัมพูชาวางไทม์ไลน์ถอนอาวุธ 3 เฟส ลั่น ไม่ยอมให้ไทยเสียศักดิ์ศรี

Scroll to top