บ้านหนองหญ้าแก้ว

รอง ผกก.คฝ.ย้ำ ตำรวจสลายม็อบกัมพูชา บ้านหนองหญ้าแก้ว

รอง ผกก.ควบคุมฝูงชน ย้ำเจ้าหน้าที่ทำตามหลักสากล กรณีสถานการณ์ตึงเครียดที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ใช้อุปกรณ์พิเศษเท่าที่จำเป็น พร้อมยืนยันไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต เน้นป้องกันเจ้าหน้าที่

ความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 พ.ต.ท.ศรายุทธ อรุณฉาย รองผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการ กองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน (รอง ผกก.ฝอ.บก.คอฝ.) เปิดเผยถึงยุทธวิธีและแนวปฏิบัติในการควบคุมฝูงชนว่า ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามคู่มือการควบคุมฝูงชน พ.ศ. 2561 ซึ่งกำหนดขั้นตอนการทำงานแบบไล่ระดับ เริ่มจากการตั้งแถว การเคลื่อนกำลัง (Move-in) การแจ้งเตือน การเจรจา หากไม่เป็นผลและสถานการณ์รุนแรงขึ้นจึงจะใช้อุปกรณ์พิเศษ เช่น แก๊สน้ำตา รถฉีดน้ำ หรือกระสุนยาง และหากเกิดการเผชิญหน้าในระยะประชิดและรุนแรงมากอาจต้องใช้อาวุธปืน ซึ่งเป็นหลักการปฏิบัติในระดับสากล ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์หน้างาน

โดยเหตุการณ์เมื่อวันที่ผ่านมา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตนมองว่ากลุ่มผู้ชุมนุมมีการรุกล้ำเข้ามาและขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่ ถือเป็นเหตุอันควรที่เจ้าหน้าที่สามารถตอบโต้ได้อย่างชอบธรรมด้วยการใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางในการควบคุม ซึ่งบางฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าเจ้าหน้าที่ใช้แก๊สน้ำตาน้อยเกินไป พ.ต.ท.ศรายุทธชี้แจงว่า เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานส่วนใหญ่ไม่มีหน้ากากป้องกัน และไม่สามารถคาดเดาทิศทางลมได้ หากใช้แก๊สน้ำตาจำนวนมากจะกระจายไปทั่วทั้งพื้นที่ จะส่งผลกระทบทั้งฝั่งผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่เอง

พ.ต.ท.ศรายุทธ ยืนยันว่าอุปกรณ์ที่ใช้ เช่น แก๊สน้ำตาและกระสุนยาง ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต โดยแก๊สน้ำตาจะทำให้แสบร้อนหรือหายใจติดขัดแต่จะทุเลาเอง ส่วนกระสุนยางเจ้าหน้าที่มีเป้าหมายยิงต่ำกว่าระดับศีรษะเพื่อลดอันตราย อย่างไรก็ตามระหว่างการควบคุมฝูงชนที่มีการเคลื่อนไหวอาจเกิดความคลาดเคลื่อนบ้าง

และการใช้อุปกรณ์พิเศษเป็นการป้องกันเจ้าหน้าที่เอง เพราะไม่อาจรู้ได้ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมมีอาวุธหรือไม่ โดยกระสุนยางจะใช้ในระยะไม่ต่ำกว่า 10-15 เมตร และไม่เกิน 25 เมตร ขณะที่แก๊สน้ำตาแบบขว้างจะใช้ในระยะ 10-25 เมตร และแบบยิงใช้ในระยะ 50-150 เมตร ทั้งนี้หากการเจรจาและการเตือนบรรลุผล เจ้าหน้าที่จะไม่ใช้มาตรการรุนแรง

นอกจากนี้ยังมีการใช้เครื่องเรดาร์เสียง L-RAD ซึ่งปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อผลักดันกลุ่มฝูงชนให้ออกไป หากอยู่ใกล้และนานอาจส่งผลกระทบต่อการได้ยิน เครื่องดังกล่าวจะใช้เฉพาะกรณีจำเป็นเพื่อป้องกันการกระทบกระทั่ง โดยเสียงมีความถี่สูงกว่าเสียงเครื่องบินขึ้นจากสนามบินอีก

พ.ต.ท.ศรายุทธ ระบุว่า โดยส่วนตัวเชื่อว่าฝ่ายกัมพูชามีเจตนายุยงให้ไทยใช้ความรุนแรง ซึ่งตนไม่เห็นด้วยเพราะจะก่อปัญหามากขึ้นและกระทบชาวบ้านในพื้นที่ พร้อมย้ำว่าการควบคุมฝูงชนเมื่อวานใช้กำลังตำรวจเป็นหลัก โดยมีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจนกับทหาร และภารกิจควบคุมฝูงชนเป็นหน้าที่ของตำรวจ ไม่ใช่ของทหาร

รอง ผกก.คฝ.ย้ำตำรวจทำตามหลักสากล สลายม็อบกัมพูชา บ้านหนองหญ้าแก้ว

จากเหตุการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ทำให้เกิดคำถามถึงวิธีการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ในการควบคุมสถานการณ์ พ.ต.ท.ศรายุทธ อรุณฉาย รอง ผกก.ฝอ.บก.คอฝ. ได้ออกมาอธิบายถึงขั้นตอนและยุทธวิธีที่เจ้าหน้าที่ใช้ โดยเน้นย้ำว่าทุกขั้นตอนเป็นไปตามหลักสากล และมีการใช้อุปกรณ์พิเศษเท่าที่จำเป็นเพื่อป้องกันทั้งเจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุม

ความสำคัญของการปฏิบัติตามหลักสากลในการสลายม็อบ

พ.ต.ท.ศรายุทธเน้นย้ำว่าการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการควบคุมฝูงชนเป็นไปตามคู่มือการควบคุมฝูงชน พ.ศ. 2561 ซึ่งอ้างอิงจากหลักสากล โดยมีขั้นตอนที่ชัดเจนตั้งแต่การเจรจา การแจ้งเตือน ไปจนถึงการใช้อุปกรณ์พิเศษเมื่อสถานการณ์รุนแรงขึ้น การปฏิบัติตามหลักสากลนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะ:

  • ลดความรุนแรง: การมีขั้นตอนที่ชัดเจนและใช้กำลังตามความเหมาะสมจะช่วยลดโอกาสในการใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ
  • สร้างความโปร่งใส: การปฏิบัติงานตามหลักสากลทำให้การตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ง่ายขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
  • ป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน: หลักสากลให้ความสำคัญกับการเคารพสิทธิมนุษยชนของผู้ชุมนุม และกำหนดขอบเขตการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่

แม้ว่าการสลายการชุมนุมจะเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่หากจำเป็นต้องทำ เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องยึดมั่นในหลักสากล เพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุดและรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม

ประเด็นสำคัญคือ เจ้าหน้าที่ตำรวจเน้นย้ำว่าการใช้อุปกรณ์พิเศษ เช่น แก๊สน้ำตาและกระสุนยาง มีเป้าหมายเพื่อป้องกันเจ้าหน้าที่และควบคุมสถานการณ์เท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำร้ายผู้ชุมนุม และมีการจำกัดการใช้อุปกรณ์ตามระยะทางและสถานการณ์ที่เหมาะสม

การที่ รอง ผกก.คฝ. ออกมาย้ำถึงการปฏิบัติงานตามหลักสากลในการสลายม็อบกัมพูชาที่บ้านหนองหญ้าแก้ว แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงความสำคัญของการใช้กำลังอย่างเหมาะสมและการเคารพสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม ประชาชนก็ควรติดตามข่าวสารและพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

ที่มา – รอง ผกก.คฝ.ย้ำตำรวจทำตามหลักสากล สลายม็อบกัมพูชา บ้านหนองหญ้าแก้ว

ทบ. แจงเหตุควบคุมมวลชนกัมพูชา ป่วนบ้านหนองหญ้าแก้ว

กองทัพบก (ทบ.) ได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ควบคุมมวลชนกัมพูชา ป่วนบ้านหนองหญ้าแก้ว ซึ่งเกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเหตุการณ์ดังกล่าวสืบเนื่องมาจากการชุมนุมประท้วงของกลุ่มชาวกัมพูชาที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว

ทบ. แจงเหตุควบคุมมวลชนกัมพูชา ป่วนบ้านหนองหญ้าแก้ว

ตามรายงานของกองทัพบก เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 เวลา 15.40 น. เมื่อกองกำลังบูรพาได้รับรายงานว่ามีกลุ่มมวลชนชาวกัมพูชาประมาณ 200 คน เดินทางมาชุมนุมประท้วงบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว การชุมนุมดังกล่าวมีขึ้นเพื่อแสดงความไม่พอใจต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยในการวางเครื่องกีดขวางและลวดหีบเพลงเพื่อเสริมความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

ในเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้พยายามชี้แจงและทำความเข้าใจกับกลุ่มผู้ชุมนุม พร้อมทั้งยืนยันว่าจะดำเนินการวางลวดหีบเพลงตามแผนที่วางไว้ อย่างไรก็ตาม กลุ่มมวลชนกัมพูชายังคงแสดงการประท้วงอย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้น

ลำดับเหตุการณ์สำคัญในการควบคุมมวลชนกัมพูชา ป่วนบ้านหนองหญ้าแก้ว

  • 15.40 น.: กองทัพบกได้รับรายงานการชุมนุมประท้วงของชาวกัมพูชา
  • 16.20 น.: เจ้าหน้าที่ไทยใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางเพื่อควบคุมสถานการณ์
  • 17.00 น.: ฝ่ายไทยยังคงเสริมความมั่นคงตามแนวชายแดนและควบคุมการประท้วง

สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเวลา 16.20 น. เมื่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยตัดสินใจใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางเพื่อควบคุมสถานการณ์ ส่งผลให้กลุ่มผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนต้องถอยห่างออกจากแนวปะทะเนื่องจากผลของแก๊สน้ำตา

ถึงเวลาประมาณ 17.00 น. ฝ่ายไทยยังคงดำเนินการเสริมความมั่นคงตามแนวชายแดน โดยการวางแนวลวดหนามเพิ่มเติมและใช้ยางรถยนต์ประกอบ รวมถึงควบคุมการประท้วงโดยใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และเครื่อง LRAD (Long Range Acoustic Device)

ในขณะที่ฝ่ายกัมพูชาเริ่มถอยออกจากพื้นที่ แต่ยังคงมีการตะโกนต่อว่าเจ้าหน้าที่ไทยเป็นระยะ นอกจากนี้ ยังมีการใช้ความรุนแรงโดยการขว้างปาท่อนไม้ ก้อนหิน และยิงหนังสติ๊กมายังเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ไทยยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์ควบคุมมวลชนกัมพูชา ป่วนบ้านหนองหญ้าแก้ว เป็นเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และความสำคัญของการเจรจาและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต การเสริมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนของปัญหาชายแดนและการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การใช้ความอดทนอดกลั้นและการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ จะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้

ที่มา – ทบ. แจงเหตุควบคุมมวลชน “กัมพูชา” ป่วนบ้านหนองหญ้าแก้ว ทำร้าย จนท.ไทย บาดเจ็บ

ตำรวจเจ็บ 2 นาย! เหตุวุ่นวายบ้านหนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงตึงเครียด! ล่าสุดมีรายงาน ตำรวจเจ็บ 2 นาย เหตุวุ่นวายที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว โดยได้รับบาดเจ็บจากก้อนหินที่ถูกขว้างปาเข้ามา ขณะเดียวกันทหารกัมพูชาเองก็ได้รับลูกหลง บาดเจ็บที่บริเวณเบ้าตา

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 ที่บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว ตำบลโคกสูง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นจุดที่มีปัญหาการรุกล้ำเขตแดนจากฝั่งกัมพูชา ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ไทยกำลังดำเนินการติดตั้งเสาไฟฟ้าใกล้กับแนวรั้ว ซึ่งห่างจากกองร้อยทหารพรานที่ 1301 ประมาณ 600 เมตร ปรากฏว่ามีชาวบ้านจากฝั่งกัมพูชาจำนวน 50-70 คน ถือไม้เข้ามาพยายามรื้อทำลายลวดหนามที่ใช้กั้นเขตแดน พร้อมทั้งตะโกนด่าทอทหารไทย โดยบางคนสามารถพูดภาษาไทยได้ และโต้เถียงว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของกัมพูชา ในขณะที่ทหารกัมพูชายืนสังเกตการณ์อยู่

ต่อมาในช่วงเย็น กองกำลังควบคุมฝูงชน (คฝ.) จากตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว และ สภ.โคกสูง ได้เข้าเสริมกำลังในพื้นที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย มีการใช้กระสุนยางและแก๊สน้ำตาเพื่อสลายการชุมนุมของชาวกัมพูชา ที่มีพฤติกรรมตะโกนด่าทอ ทำร้ายเจ้าหน้าที่ไทย และระดมมวลชนละเมิดข้อตกลง รวมถึงแสดงท่าทีเป็นปรปักษ์

ตำรวจเจ็บ 2 นาย เหตุวุ่นวายที่บ้านหนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ล่าสุด มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 2 นาย โดยมีอาการหัวแตก จากการถูกก้อนหินขว้างปาจากฝั่งกัมพูชา และกำลังนำตัวส่งโรงพยาบาล

ทหารกัมพูชาถูกลูกหลง

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าทหารกัมพูชาได้รับบาดเจ็บที่บริเวณเบ้าตา โดยถูกลูกหลงจากชาวบ้านกัมพูชาเอง ทำให้มีเลือดออกเป็นจำนวนมาก นับว่าเป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างอลหม่านและมีความสุ่มเสี่ยงที่จะบานปลาย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นอีกหนึ่งความท้าทายในการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการจัดการปัญหาชายแดนที่ละเอียดอ่อน การใช้กำลังและความรุนแรง อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดในระยะยาว การเจรจาและการพูดคุยอย่างสันติ บนพื้นฐานของข้อตกลงและกฎหมายระหว่างประเทศ น่าจะเป็นแนวทางที่ยั่งยืนกว่า

เหตุการณ์ ตำรวจเจ็บ 2 นาย เหตุวุ่นวายที่บ้านหนองหญ้าแก้ว นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาเขตแดนอย่างจริงจังและยั่งยืน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งและความรุนแรงซ้ำรอย รวมถึงการดูแลสวัสดิภาพและความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝัน และรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่

ประเด็นสำคัญคือการทำความเข้าใจถึงความรู้สึกและความต้องการของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางออกที่ยอมรับได้ร่วมกัน และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง จำเป็นต้องอาศัยความอดทน ความเข้าใจ และความมุ่งมั่นที่จะหาทางออกร่วมกัน เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

ตำรวจเจ็บ 2 นาย เหตุวุ่นวายที่บ้านหนองหญ้าแก้ว เป็นบทเรียนสำคัญที่ต้องนำไปพิจารณาและวางแผนป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้อีกในอนาคต

ที่มา – ตำรวจเจ็บแล้ว 2 นาย เหตุวุ่นวายที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ส่วนทหารกัมพูชาถูกลูกหลง เจ็บอีก 1

คฝ.ใช้กระสุนยาง แก๊สน้ำตา ที่หนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ตึงเครียดที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว เมื่อเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน (คฝ.) เริ่มใช้กระสุนยาง แก๊สน้ำตา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว เพื่อสลายการชุมนุม หลังชาวกัมพูชาระดมมวลชนประชิดและทำร้ายเจ้าหน้าที่ไทย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 บริเวณชายแดนระหว่างหลักเขตที่ 42-43 สร้างความกังวลต่อความสงบเรียบร้อยในพื้นที่

พล.ต.ต.ถาวร ดุลยวิทย์ ผบก.ภ.จว.สระแก้ว ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.จตุรภัทร สิงหัษฐิต รอง ผบก.ภ.จว.สระแก้ว ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชน (คฝ.) จาก บก.ภ.จว.สระแก้ว ร่วมกับตำรวจ สภ.โคกสูง จ.สระแก้ว เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ตามมาตรการปราบจลาจลและจับกุมผู้ลักลอบเข้าเมือง การเตรียมพร้อมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความปลอดภัยและอธิปไตยของชาติ

ก่อนหน้านี้ นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ได้นำเอกสารหลักฐานไปยื่นประท้วงต่อ นายอูม เรีย เตร็ย ผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ที่ด่าน ตม.ปอยเปต กรณีที่ประชาชนชาวกัมพูชาบุกรุกอธิปไตยไทยเข้ามารื้อรั้วลวดหนามหีบเพลง ที่กองกำลังบูรพานำมาวางกั้นพื้นที่บริเวณหลักเขตที่ 42-43 เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 การกระทำดังกล่าวส่งผลให้รั้วลวดหนามหีบเพลงได้รับความเสียหายและสูญหายไปบางส่วน

เริ่มใช้กระสุนยาง แก๊สน้ำตา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว

เหตุการณ์บานปลายเมื่อเวลาประมาณ 16.20 น. เมื่อเจ้าหน้าที่ คฝ. ตัดสินใจใช้กระสุนยาง แก๊สน้ำตา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว เพื่อควบคุมสถานการณ์ หลังชาวกัมพูชาจำนวนมากเข้ามาทำร้ายเจ้าหน้าที่ไทยและระดมมวลชนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง การตัดสินใจดังกล่าวเป็นไปเพื่อรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และควบคุมฝูงชนให้อยู่ในความสงบ

สถานการณ์ล่าสุด: กระสุนยาง แก๊สน้ำตา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว

การใช้กระสุนยาง แก๊สน้ำตา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ส่งผลให้เกิดความชุลมุนและความไม่พอใจในกลุ่มผู้ชุมนุม อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังคงตรึงกำลังในพื้นที่เพื่อป้องกันเหตุการณ์บานปลายและรักษาความสงบเรียบร้อย สถานการณ์ยังคงตึงเครียดและต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่บ้านหนองหญ้าแก้วสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดนและความสำคัญของการเจรจาและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี การใช้กำลังและการเผชิญหน้าอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น การเปิดโต๊ะเจรจาและการแสวงหาทางออกร่วมกันจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาสัมพันธไมตรีและความสงบสุขระหว่างประเทศ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและต้องการการจัดการด้วยความระมัดระวัง การรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีเป็นหนทางที่ดีที่สุด

  • การเจรจาและการทูต: การเจรจาอย่างต่อเนื่องระหว่างรัฐบาลทั้งสองประเทศเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง
  • การบังคับใช้กฎหมาย: การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดต่อผู้กระทำผิดทั้งสองฝั่งชายแดน
  • การพัฒนาเศรษฐกิจ: การส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและความยากจน
  • การสร้างความเข้าใจ: การส่งเสริมความเข้าใจและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ

เหตุการณ์ที่บ้านหนองหญ้าแก้วเป็นเครื่องเตือนใจว่าการรักษาสันติภาพและความมั่นคงตามแนวชายแดนนั้นเป็นงานที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศเป็นหนทางที่ยั่งยืนที่สุด

ที่มา – เริ่มใช้กระสุนยาง แก๊สน้ำตา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว หลังกัมพูชาประชิด-ทำร้าย จนท.

กัมพูชารื้อรั้ว! ทหารไทยเจรจาบ้านหนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ตึงเครียดที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อชาวกัมพูชารื้อรั้วลวดหนามบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว ทำให้เกิดความกังวล แต่สุดท้ายการเจรจาอย่างสันติวิธีช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อมีรายงานว่าชาวกัมพูชาจำนวนหนึ่งได้ทำการรื้อรั้วลวดหนามที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว รั้วดังกล่าวเป็นรั้วที่ฝ่ายไทยได้ติดตั้งไว้เพื่อป้องกันการลักลอบเข้าออกบริเวณชายแดน สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความตึงเครียดให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่

จากการตรวจสอบพบว่า นอกจากจะมีการรื้อรั้วแล้ว ยังมีการขโมยลวดหนามกลับไปยังฝั่งกัมพูชาอีกด้วย คาดว่ามีจุดประสงค์เพื่อนำไปขายหรือใช้ประโยชน์ส่วนตัว การกระทำนี้เป็นการเพิ่มแรงกดดันให้กับเจ้าหน้าที่ไทย เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาใช้ชาวบ้านเป็นโล่มนุษย์ในการกดดันแนวชายแดน

บรรยากาศตึงเครียดดำเนินไปจนถึงเวลา 22.40 น. พันเอก ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับการกองกำลังเฉพาะกิจที่ 12 ได้เดินทางมายังพื้นที่เพื่อควบคุมสถานการณ์ และเริ่มการเจรจากับฝ่ายกัมพูชา โดยมีล่ามแปลภาษาเพื่อการสื่อสารที่เข้าใจตรงกัน

กัมพูชารื้อรั้วลวดหนามบ้านหนองหญ้าแก้ว

พันเอก ชัยณรงค์ ยืนยันกับฝ่ายกัมพูชาอย่างชัดเจนว่า รั้วลวดหนามที่ถูกรื้อเป็นรั้วเดิมที่ไทยสร้างไว้ก่อนหน้านี้ ไม่มีการรุกล้ำเข้าไปในดินแดนกัมพูชาแต่อย่างใด ในขณะที่ฝ่ายกัมพูชาไม่สามารถแสดงหลักฐานยืนยันว่าไทยรุกล้ำได้ เมื่อไม่มีข้อพิสูจน์ที่เป็นรูปธรรม และการเจรจาเป็นไปอย่างมีเหตุผล ทหารกัมพูชาและชาวบ้านจึงยอมถอนกำลังกลับไป สถานการณ์จึงคลี่คลายโดยไม่มีความรุนแรง

ทางด้านกองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ โดยระบุว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง เนื่องจากเป็นการยั่วยุโดยใช้ประชาชน และทหารกัมพูชาไม่ได้ห้ามปราม อีกทั้งยังมีการบิดเบือนข้อมูลว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่อ้างสิทธิ์ ทั้งที่จริงแล้วอยู่ในเขตอธิปไตยของไทย

กองทัพบกชี้แจงเหตุการณ์ กัมพูชารื้อรั้วลวดหนามบ้านหนองหญ้าแก้ว

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า บริเวณแนวรั้วลวดหนามอยู่ในพื้นที่อธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน และสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ฝ่ายไทยจะรวบรวมหลักฐานเพื่อประท้วงผ่านกลไกสากล

เหตุการณ์ กัมพูชารื้อรั้วลวดหนามบ้านหนองหญ้าแก้ว ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเจรจาและการรักษาสันติภาพชายแดน การแก้ไขปัญหาด้วยความเข้าใจ และการยึดมั่นในข้อตกลงระหว่างประเทศเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สถานการณ์ กัมพูชารื้อรั้วลวดหนามบ้านหนองหญ้าแก้ว เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการจัดการความขัดแย้งชายแดน การที่ทั้งสองฝ่ายสามารถเจรจาและคลี่คลายสถานการณ์ได้โดยไม่เกิดความรุนแรงถือเป็นสัญญาณที่ดี

สิ่งที่เกิดขึ้นที่ กัมพูชารื้อรั้วลวดหนามบ้านหนองหญ้าแก้ว แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาชายแดน และความจำเป็นในการมีกลไกการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ การรักษาสันติภาพและความมั่นคงตามแนวชายแดนต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกันของทั้งสองประเทศ

ที่มา – ตึงเครียดกลางดึก กัมพูชารื้อรั้วลวดหนามบ้านหนองหญ้าแก้ว ทหารเจรจาคลี่คลาย

กัมพูชาป่วนอีก! บุกรื้อแนวลวดหนามบ้านหนองหญ้าแก้ว

เกิดเหตุการณ์วุ่นวายที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อชาวกัมพูชารวมตัวประท้วง บุกรื้อแนวลวดหนามในพื้นที่ชายแดน “บ้านหนองหญ้าแก้ว” จังหวัดสระแก้ว พร้อมด่าทอทหารไทย ล่าสุดสถานการณ์คลี่คลายแล้วหลังเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมสถานการณ์

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงบ่ายที่ผ่านมา บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ได้เกิดเหตุชาวกัมพูชาประมาณ 50–70 คน รวมตัวกันบุกเข้ามาที่แนวชายแดน รื้อถอนแนวลวดหนามที่เจ้าหน้าที่ไทยใช้กั้นเขตแดน พร้อมตะโกนด่าทอทหารไทย โดยมีบางคนสามารถพูดภาษาไทยได้และโต้เถียงอ้างว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของกัมพูชา

มีรายงานเบื้องต้นระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นขณะเจ้าหน้าที่ไทยกำลังติดตั้งเสาไฟฟ้าใกล้แนวรั้ว ห่างจากกองร้อยทหารพรานที่ 1301 ราว 600 เมตร ทำให้ชาวบ้านกัมพูชาเข้าใจผิดว่าเป็นการรุกล้ำพื้นที่ ก่อนรวมตัวก่อเหตุประท้วงดังกล่าว เจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพาและหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ จึงรีบเสริมกำลังเข้าพื้นที่ ควบคุมสถานการณ์ด้วยการเจรจาอย่างอดทน โดยไม่ใช้ความรุนแรง จนกลุ่มชาวบ้านทยอยสลายตัวกลับเข้าหมู่บ้านฝั่งกัมพูชาเรียบร้อยแล้ว

ขณะนี้สถานการณ์กลับเข้าสู่ความสงบ แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังใกล้ชิดเพื่อป้องกันการลุกฮือซ้ำ ด้านหน่วยงานความมั่นคงได้รายงานไปยังกองทัพบก เพื่อพิจารณามาตรการในระยะต่อไป

ขณะที่แหล่งข่าวท้องถิ่นเผยว่า สาเหตุอาจมาจากกระแสข้อมูลที่เผยแพร่ในกัมพูชาเกี่ยวกับปัญหาพื้นที่ชายแดน ทำให้ชาวบ้านบางส่วนเข้าใจคลาดเคลื่อน และก่อเหตุดังกล่าว โดยบ้านหนองหญ้าแก้วยังถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา หากควบคุมสถานการณ์ไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด เวลา 17.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ล่าสุดในพื้นที่นั้นสงบแล้ว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ยังได้มีการลงพื้นที่และตรึงกำลังอยู่โดยรอบ เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะที่ทางชาวบ้านก็ยังเรียกร้องสิทธิทำกินของตนเองอยู่ แต่หวั่นจะเกิดเหตุความวุ่นวายขึ้น จึงอยากให้ทางเจ้าหน้าที่ดำเนินการต่อไป

กัมพูชาป่วนอีก บุกรื้อแนวลวดหนาม “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ล่าสุดสลายตัวแล้ว

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้วนี้ แสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนของปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และความสำคัญของการสื่อสารที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น การแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี และการเคารพซึ่งกันและกันจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ที่ดีของทั้งสองประเทศ

ความสำคัญของบ้านหนองหญ้าแก้วต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

บ้านหนองหญ้าแก้วเป็นพื้นที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ การจัดการปัญหาในพื้นที่นี้จึงต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเจรจาและการทำความเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ล่าสุดที่บ้านหนองหญ้าแก้ว แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การรายงานสถานการณ์อย่างถูกต้องและรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันความเข้าใจผิด และช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสงบสุขในภูมิภาค

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว ควรเน้นการเจรจาและการสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน การใช้ความรุนแรงไม่ควรเป็นทางเลือกแรก การรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย และการหาทางออกที่ยุติธรรมจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหา

การที่ชาวบ้านออกมาเรียกร้องสิทธิทำกินของตนเองเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แต่การกระทำใดๆ ก็ตามควรอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย การเคารพสิทธิของผู้อื่น และการไม่ใช้ความรุนแรงเป็นสิ่งสำคัญในการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข การแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีจึงเป็นสิ่งจำเป็น

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่บ้านหนองหญ้าแก้วเป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนของปัญหาชายแดนและความสำคัญของการจัดการปัญหาอย่างสันติวิธี เราหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชาต่อไป

ที่มา – กัมพูชาป่วนอีก บุกรื้อแนวลวดหนาม “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ล่าสุดสลายตัวแล้ว

กัมพูชายังไม่ตอบตกลง ย้ายชาวบ้านรุกหนองจาน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ล่าสุด ผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจยของกัมพูชายังไม่ได้ตอบตกลงตามข้อเสนอของทางการไทยที่ขอให้มีการย้ายชาวกัมพูชาที่รุกล้ำที่ดินของไทย บริเวณบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว โดยอ้างว่าต้องรอการตกลงในการประชุม GBC ก่อน

นอกจากนี้ มีรายงานว่าทหารกัมพูชาได้นำชาวบ้านชุดใหม่จากพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาในพื้นที่ชายแดนเพิ่มเติม ซึ่งอาจเป็นการเพิ่มแรงกดดันในพื้นที่

กัมพูชายังไม่ตอบตกลง ย้ายชาวบ้านรุกหนองจาน

ก่อนหน้านี้ เกิดเหตุการณ์ที่ชาวกัมพูชารวมตัวกันกดดันทหารไทยในพื้นที่บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ภายหลังจากที่นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ติดป้ายเตือนให้ 170 ครัวเรือนชาวกัมพูชาที่รุกล้ำออกจากพื้นที่ของไทย หากเพิกเฉยจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายไทย ซึ่งมีบทลงโทษดังนี้:

  • พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11 มาตรา 62 และมาตรา 81 มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 20,000 บาท
  • พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 และมาตรา 72 ตรี มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากกระทำในพื้นที่เกินกว่า 25 ไร่ โทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 15 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 ถึง 100,000 บาท

ความคืบหน้าล่าสุด ทหารกัมพูชาได้นำชาวบ้านชุดใหม่เข้ามาในพื้นที่ชายแดนบ้านหนองจาน เพื่อประท้วงการสร้างรั้วกั้นประเทศของฝ่ายไทยและการขับไล่ทหารไทย

ท่าทีของกัมพูชาต่อการย้ายชาวบ้านรุกหนองจาน

ล่าสุด มีหนังสือตอบกลับจากนายอม เรีย เตีย ผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจย โดยระบุว่าปัญหาดังกล่าวเกี่ยวข้องกับหลักเขตแดน ซึ่งเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการ GBC และคณะกรรมการปักปันหลักเขต JBC ตามข้อตกลงร่วมที่ได้ลงนามไว้ นอกจากนี้ การดำเนินการใดๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชน จะขัดกับข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยและกัมพูชา รวมถึงการประชุมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงขอให้คงสถานภาพของประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนไว้ และให้คณะกรรมการ GBC และ JBC เป็นผู้ดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อไป

สถานการณ์บริเวณชายแดนบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การที่กัมพูชายังไม่ตอบตกลงในการย้ายชาวบ้านที่รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ของไทย สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและละเอียดอ่อนของปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเขตแดนและการจัดการพื้นที่ชายแดนร่วมกัน การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือและการเจรจาอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาสัมพันธไมตรีและผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ

การรักษาสันติภาพและความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การเจรจาและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและการกระทบกระทั่งที่อาจเกิดขึ้น การเคารพซึ่งกันและกันและยึดมั่นในข้อตกลงระหว่างประเทศ จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

ประเด็นเรื่องกัมพูชายังไม่ตอบตกลง ย้ายชาวบ้านรุกหนองจาน นี้ ยังคงต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง และหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถหาทางออกร่วมกันได้ในที่สุด

กัมพูชายังไม่ตอบตกลงต่อข้อเสนอของไทยในการย้ายชาวบ้านรุกหนองจาน ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – กัมพูชา ยังไม่ตอบตกลง หลังไทยขอให้ย้ายชาวบ้านรุกล้ำบ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว

เตือน! รุกที่ดินหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว มีโทษทั้งคุกปรับ

เจ้าหน้าที่ติดป้ายเตือนชาวกัมพูชารุกล้ำที่ดินบริเวณบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว มีโทษทั้งจำและปรับสูงสุด หากฝ่าฝืนกฎหมายไทย

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ป่าไม้สระแก้ว ร่วมกับทหารพรานและตำรวจตระเวนชายแดน ได้ดำเนินการติดตั้งป้ายประกาศบังคับใช้กฎหมายกับชาวกัมพูชาที่บุกรุกเข้ามาในพื้นที่ประเทศไทย โดยเฉพาะบริเวณบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว จุดที่ติดตั้งป้ายคือบริเวณแนวลวดหนามและสแลนสีดำ เพื่อส่งสัญญาณเตือนไปยังฝั่งกัมพูชาอย่างชัดเจน

เนื้อหาในป้ายประกาศ ระบุถึงบทลงโทษอย่างชัดเจน โดยเป็นป้าย 3 ภาษา เพื่อให้ชาวกัมพูชาที่กระทำการรุกล้ำทราบว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมายอาญา และมีโทษทั้งจำและปรับ หากไม่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือทรัพย์สินออกจากที่ดิน และยังเพิกเฉยไม่ดำเนินการใดๆ จะถูกดำเนินคดีและต้องรับโทษตามกฎหมายไทย

ความผิดดังกล่าวมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 20,000 บาท นอกจากนี้ ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การกระทำรุกที่ดินหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

เตือน! รุกที่ดินหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว มีโทษทั้งคุกปรับ

การดำเนินการครั้งนี้ เป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ไทยในการปกป้องอธิปไตยและรักษาทรัพยากรของชาติ โดยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ที่กระทำการรุกที่ดินหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ทำไมการรุกที่ดินหนองจาน-หนองหญ้าแก้วถึงเป็นเรื่องใหญ่?

ปัญหาการรุกล้ำที่ดินบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้มีผู้พยายามแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย การรุกที่ดินหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดกฎหมายไทยเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกด้วย

ดังนั้น การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนทั้งสองฝั่ง จึงเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาพื้นที่ชายแดน ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดแรงจูงใจในการรุกล้ำที่ดินและสร้างความมั่นคงในระยะยาว

เจ้าหน้าที่ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคารพกฎหมายและอธิปไตยของชาติ โดยขอความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ ช่วยกันสอดส่องดูแลและแจ้งเบาะแส หากพบเห็นการกระทำใดๆ ที่เป็นการรุกล้ำที่ดินหรือกระทำผิดกฎหมาย เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ

การลักลอบข้ามแดนและรุกที่ดินหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ไม่ได้สร้างผลดีต่อฝ่ายใดเลย นอกจากการถูกดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว ยังสร้างความเสียหายต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศอีกด้วย

ดังนั้น, การเคารพกฎหมายและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

ที่มา – ติดป้ายเตือนชาวกัมพูชา รุกที่บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว มีโทษทั้งคุกและปรับ

ไฟเขียว! สร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา 16 กม.

ศบ.ทก. เห็นชอบแผนสร้างรั้วชายแดนยาว 16 กม. บริเวณบ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว เผยผลการสำรวจสิทธิและการแจ้งความดำเนินคดีกับชาวกัมพูชาที่บุกรุกพื้นที่ป่าไม้ นอกจากนี้ยังมีการชี้แจงถึงการลงพื้นที่สังเกตการณ์ของ IOT ในจังหวัดตราด ซึ่งมีหน้าที่เพียงเก็บข้อมูล ไม่ได้มีอำนาจตัดสินว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เผยว่าประเทศไทยยังคงเดินหน้าในการนำเสนอข้อมูลการละเมิดข้อตกลงของกัมพูชาต่อประชาคมโลกอย่างต่อเนื่อง

พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษก ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงผลการประชุมเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ว่า สถานการณ์โดยทั่วไปตามแนวชายแดนยังคงอยู่ในภาวะสงบ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงเวลาที่ผ่านมา คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ได้ลงพื้นที่สังเกตการณ์ในพื้นที่กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด เมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำว่าไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด แต่จะทำหน้าที่สังเกตการณ์ เก็บข้อมูล และรายงานอย่างเป็นธรรม

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวถึงแผนการจัดประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยวิสามัญครั้งที่ 2/2568 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-10 กันยายน 2568 ในจังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา รูปแบบการประชุมจะคล้ายกับการประชุมครั้งที่ 1 โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือการประชุมของฝ่ายเลขานุการร่วมในช่วงวันที่ 7-9 กันยายน และการประชุม GBC หลักในวันที่ 10 กันยายน จะมีการแถลงข่าวหลังจากการประชุมในจังหวัดตราด ในส่วนของความมั่นคงนั้น จะมีการติดตามการดำเนินการบริหารจัดการบริเวณชายแดนพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว

ในวันเดียวกันนี้ ที่ประชุม ศบ.ทก. จังหวัดสระแก้ว โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ได้ชี้แจงและนำเสนอแนวทางการดำเนินการเสริมสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยให้ประชาชนในพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว โดยมีแผนการจัดสร้างรั้วระยะทาง 16 กิโลเมตร บริเวณหลักเขตแดนที่ 50 ถึง 51 ซึ่งเป็นหลักเขตแดนที่ได้สำรวจและมีข้อยุติเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ จะมีการสำรวจสิทธิการครอบครองที่ดินในพื้นที่อย่างละเอียด และดำเนินมาตรการทางกฎหมายกับชาวกัมพูชาที่บุกรุกพื้นที่ รวมถึงแจ้งความดำเนินคดีกับราษฎรกัมพูชาที่บุกรุกพื้นที่ป่าไม้ ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 และมาตรา 72 ที่ประชุม ศบ.ทก. เห็นชอบในหลักการที่จังหวัดสระแก้วเสนอมา และจะนำข้อมูลต่างๆ นำเสนอต่อที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพื่อขออนุมัติในลำดับต่อไป

น.ส.มาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงถึงการดำเนินการเชิงรุกของไทยในเวทีระหว่างประเทศ โดยระหว่างวันที่ 26-28 สิงหาคมที่ผ่านมา นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางไปนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อนำข้อมูลและหลักฐานเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเฉพาะกรณีการวางทุ่นระเบิดในเขตแดนไทย ไปชี้แจงกับกลุ่มบุคคลต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อการส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวา

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยังได้ประกาศว่าไทยจะเข้าร่วมในโครงการรณรงค์ระดับโลกของเลขาธิการสหประชาชาติ เรื่องการลดอาวุธเพื่อมนุษยธรรมและดำเนินการด้านทุ่นระเบิด และเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทย ณ นครนิวยอร์ก ได้เข้าพบเลขาธิการสหประชาชาติอีกครั้ง เพื่อนำส่งข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์เพิ่มเติมต่อกรณีการวางทุ่นระเบิดของกัมพูชาที่ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บถึง 6 ครั้ง และติดตามการขอรับคำชี้แจงจากฝ่ายกัมพูชาต่อกรณีดังกล่าว เพื่อนำกัมพูชากลับเข้าสู่การปฏิบัติตามพันธกรณีโดยสมบูรณ์และยุติการใช้ทุ่นระเบิดโดยทันที ไทยต้องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกับกัมพูชาภายใต้กลไกทวิภาคีและตามข้อตกลงหยุดยิง เพื่อคุ้มครองชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองประเทศ

นางมาระตี กล่าวถึงเรื่องการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารตามที่ปรากฏในรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ขแมร์ ไทมส์ อ้างกรณีที่ชาวกัมพูชาไม่สามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้ว่าเป็นผลจากอาวุธที่ตกค้างของฝ่ายไทยจากการปะทะกันบริเวณชายแดนในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่บิดเบือนข้อเท็จจริง และการกระทำในพื้นที่สวนทางกับข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายที่ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงมาโดยตลอด ทั้งด้วยการลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล การใช้โดรน การปลุกระดมประชาชน และล่าสุดยังพบการใช้ระเบิดแสวงเครื่องในฝั่งไทย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานจากนิตยสาร JANES ซึ่งเป็นนิตยสารด้านความมั่นคง นำเสนอว่า จากหลักฐานภาพถ่ายดาวเทียมพบการก่อตั้งฐานปฏิบัติการทางทหารในฝั่งกัมพูชาบริเวณชายแดนเป็นหลายเดือนก่อนเกิดเหตุการณ์ปะทะระหว่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับท่าทีของไทยที่ชี้แจงมาโดยตลอดว่าฝ่ายกัมพูชาริเริ่มการโจมตีในครั้งนี้

รัฐบาลไทยแสดงความห่วงกังวลต่อการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนและการโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายกัมพูชาที่ทำอย่างเป็นระบบ ซึ่งสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ได้หยิบยกขึ้นหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย OHCHR มองว่าการกระทำดังกล่าวไม่เพียงบั่นทอนความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน แต่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการหาทางออกโดยสันติ ไทยจึงเรียกร้องให้กัมพูชายุติการกระทำที่ไม่สร้างสรรค์ในลักษณะนี้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศและสันติภาพในภูมิภาค

น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า รัฐบาลขอรายงานสถานการณ์ ผลกระทบและการเยียวยาจากเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม – 2 กันยายน เกิดเหตุปะทะแล้ว 45 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 22 ราย บาดเจ็บ 40 ราย รวมทั้งหมด 62 ราย บ้านเรือนประชาชนเสียหาย 885 หลังคาเรือน พื้นที่การเกษตรเสียหายกว่า 556 ไร่ ปศุสัตว์ตายและสูญหายรวม 782 ตัว โรงเรียนที่ได้รับผลกระทบ 29 แห่ง สถานที่ทางศาสนา 2 แห่ง และสถานพยาบาล 1 แห่ง

สำหรับการเยียวยา รัฐบาลได้จ่ายเงินช่วยเหลือไปแล้วรวม 34,346,022.57 บาท โดยแบ่งเป็นเงินช่วยครอบครัวผู้เสียชีวิต 32,108,658.57 บาท และการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ 2,237,364 บาท นอกจากนี้ยังมีการใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดอีก 201,371,391 บาท ให้กับ 6 จังหวัดหลัก ได้แก่ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ อุบลราชธานี สระแก้ว และตราด

คณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังมีมติเห็นชอบการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับการเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยให้ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน ซึ่งครอบคลุมกรณีผู้เสียชีวิตและทุพพลภาพ 17 ราย เป็นเงิน 136 ล้านบาท และกรณีผู้บาดเจ็บสาหัส 37 ราย เป็นเงิน 29.6 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 165.6 ล้านบาท

รัฐบาลยืนยันว่าทุกหน่วยงานได้ร่วมมือกันทำงานอย่างเต็มกำลัง โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการปกป้องอธิปไตยของประเทศและดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทุกคน รัฐบาลยังใส่ใจดูแลความเป็นอยู่ของทุกครอบครัวในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และรัฐบาลจะยืนเคียงข้างพี่น้องประชาชนในทุกก้าวของการก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน

ไฟเขียว! สร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา 16 กม.

ทำไมถึงต้องสร้างรั้ว

การสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ระยะทาง 16 กิโลเมตร เป็นมาตรการสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงและรักษาความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในพื้นที่ชายแดน การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและปกป้องอธิปไตยของชาติ

ประเทศไทยกำลังดำเนินการอย่างแข็งขันในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมุ่งเน้นการเจรจาและการทูตเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน การสร้างรั้วเป็นเพียงส่วนหนึ่งของมาตรการที่ครอบคลุม ซึ่งรวมถึงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ การพัฒนาพื้นที่ชายแดน และการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน

การสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน หวังว่ามาตรการนี้จะช่วยลดความขัดแย้งและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาในระยะยาว

ไฟเขียว! สร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา 16 กม. จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่

ที่มา – ไฟเขียว แผนสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว 16 กิโลเมตร

Scroll to top