ประชาธิปไตยไทย

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 ชัชชาติจัดทริปไฟไหม้ 24 ชม.

โค้งสุดท้ายของการเมืองไทยเริ่มเดือดขึ้นเรื่อยๆ สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 ครั้งนี้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครหมายเลข 9 ได้สร้างสีสันและกระแสให้คนกรุงหันมาสนใจด้วยการงัดกลยุทธ์สุดแหวกแนวอย่าง “ทริปไฟไหม้” ลงพื้นที่หาเสียงต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อตะโกนบอกพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ว่า 28 มิ.ย. นี้ คือวันตัดสินอนาคตของเมืองหลวงของเรา

กลยุทธ์ เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 กับทริปไฟไหม้ 24 ชม.

หลายคนอาจจะคุ้นชินกับการปราศรัยใหญ่แบบเดิมๆ แต่ครั้งนี้ชัชชาติเลือกที่จะลงพื้นที่จริงแบบต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 26 ไปจนถึง 27 มิ.ย. 2569 โดยเป้าหมายหลักในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 ของเขาคือการเข้าถึงคนกรุงทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นคนทำงานกลางคืน พ่อค้าแม่ค้า หรือคนที่เดินทางในยามวิกาล เพื่อสะท้อนชีวิตเมืองที่ขับเคลื่อนตลอดเวลา

เปิดใจชัชชาติกับภารกิจ เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569

นายชัชชาติเปิดเผยว่า ความเป็นห่วงที่สำคัญที่สุดคือบรรยากาศการเลือกตั้งที่ดูเงียบเหงาเกินไป จึงอยากกระตุ้นให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิให้มากที่สุด เพื่อสร้างฉันทามติที่แข็งแกร่งให้กับผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ ในการเจรจางานกับหน่วยงานต่างๆ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการพัฒนากรุงเทพฯ อย่างยั่งยืน โดยกิจกรรมนี้ไม่ได้หวังแค่คะแนนเสียง แต่ต้องการให้ทุกคนเห็นภาพความเป็นไปของเมืองและการลงคะแนนในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายนนี้

กิจกรรมไฮไลต์ตลอด 24 ชั่วโมง:

  • เริ่มสตาร์ตจากสกายวอล์กช่องนนทรี
  • เยี่ยมชมการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยฉุกเฉินยามค่ำคืน
  • ไลฟ์สดผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อรับฟังปัญหาคนกรุงแบบเรียลไทม์
  • รณรงค์ความปลอดภัยผ่านนโยบายไฟส่องสว่างและกล้อง CCTV

นอกจากนี้ ชัชชาติยังย้ำถึงแผนงานด้านความปลอดภัยที่ชัดเจน ทั้งการติดตั้งไฟ LED เพิ่มอีก 100,000 ดวง และการเชื่อมต่อโครงข่ายกล้อง CCTV จากภาคเอกชนกว่า 200,000 กล้อง เข้ากับศูนย์ Command Center เพื่อให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่และปลอดภัยสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือนักท่องเที่ยว

ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 นี้ อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อม ตรวจสอบหน่วยเลือกตั้งให้ดี และออกไปใช้สิทธิกันตั้งแต่ช่วงเช้า เพราะเสียงของคุณคือพลังที่จะเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้ดีขึ้นได้ การได้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 คือสิทธิขั้นพื้นฐานที่แสดงถึงพลังประชาธิปไตยที่แท้จริง ใครรักใคร หรืออยากเห็นเมืองเป็นอย่างไร อย่าลืมออกไปกาบัตรเลือกตั้งกันนะครับ

ที่มา – เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 : “ชัชชาติ” งัดกลยุทธ์ “ทริปไฟไหม้” หาเสียง 24 ชม. ชวนคนกรุงไปใช้สิทธิ

โสภณ ผุดโปรเจกต์ เปิดรัฐสภาให้ประชาชนนำสินค้ามาขาย

เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นภาพรัฐสภาในต่างประเทศที่ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ทำงานของนักการเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นแลนด์มาร์คท่องเที่ยวที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายและมีความเป็นธรรมชาติ ล่าสุด นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ได้ออกมาเปิดเผยถึงแนวคิดใหม่ที่น่าสนใจมาก นั่นคือการ โสภณ ผุดโปรเจกต์ เปิดรัฐสภาให้ประชาชนนำสินค้ามาขาย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและส่งเสริมให้สภาเป็นพื้นที่ของประชาชนอย่างแท้จริง

โสภณ ผุดโปรเจกต์ เปิดรัฐสภาให้ประชาชนนำสินค้ามาขาย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

แนวคิดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่ประชาชนต้องการช่องทางทำกิน นายโสภณเล็งเห็นว่าอาคารรัฐสภาไทยมีพื้นที่ขนาดใหญ่และมีความสวยงามโดดเด่น จึงตั้งใจที่จะปรับภูมิทัศน์ให้เป็นมากกว่าแค่สถานที่ประชุมกฎหมาย แต่เป็นพื้นที่ที่พี่น้องประชาชนสามารถนำสินค้ามาวางจำหน่าย ช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชน และทำให้รัฐสภาไทยกลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญไม่แพ้ต่างประเทศอย่างแน่นอน

เปลี่ยนสภาให้เป็นปอดแห่งใหม่ของคนกรุงเทพฯ

นอกจากการเปิดโอกาสให้นำสินค้ามาจำหน่ายแล้ว อีกหนึ่งความตั้งใจสำคัญคือการทำให้รัฐสภาไทยเป็นพื้นที่สีเขียวสำหรับทุกคน โสภณ ผุดโปรเจกต์ เปิดรัฐสภาให้ประชาชนนำสินค้ามาขาย ควบคู่ไปกับการจัดพื้นที่ให้เป็นสถานที่ออกกำลังกายและที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวกรุงเทพฯ ถือเป็นการคืนความสุขและพื้นที่ดีๆ ให้กับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่และพลังของจิตอาสาเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นโดยเร็ว

  • สร้างเศรษฐกิจ: เปิดช่องทางจำหน่ายสินค้าให้ประชาชนและหน่วยงานต่างๆ
  • แลนด์มาร์คใหม่: ยกระดับรัฐสภาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและจุดเช็คอินของเมือง
  • ปอดของเมือง: พัฒนาพื้นที่สีเขียวให้คนกรุงเทพฯ ได้มาออกกำลังกาย

การเดินหน้าในครั้งนี้ นายโสภณเน้นย้ำเรื่องความใกล้ชิดระหว่างรัฐสภากับประชาชน ในยุคที่ผู้คนเริ่มเบื่อหน่ายกับวาทกรรมทางการเมือง สิ่งที่ประชาชนต้องการจริงๆ คือการเห็นการทำงานที่จับต้องได้ ประชาธิปไตยที่มีคุณภาพต้องเป็นประชาธิปไตยที่กินได้ และทำประโยชน์ให้กับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

ในท้ายที่สุด โครงการนี้ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีของการปฏิรูปบทบาทสภาให้มีความเป็นมิตรและเปิดกว้างมากขึ้น สำหรับใครที่เป็นพ่อค้าแม่ค้าหรือชาวชุมชนที่อยากมีพื้นที่โปรโมทสินค้า การติดตามข่าวสารจากทางรัฐสภาในระยะถัดไปนับว่าเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและสร้างความหวังให้กับทุกคนที่ต้องการเห็นเศรษฐกิจในพื้นที่ขยับตัวได้ดีขึ้นกว่าเดิมครับ

ที่มา – “โสภณ” ผุดโปรเจกต์ เปิดรัฐสภาให้ประชาชนนำสินค้ามาขาย ตั้งใจให้เป็นแลนด์มาร์คแบบรัฐสภาต่างประเทศ

ไทยรัฐจับมือสถาบันพระปกเกล้า เลือก ผู้ว่าฯ กทม. อีกสักตั้ง

เชื่อว่าเพื่อนๆ ชาวกรุงเทพฯ หลายคนกำลังเฝ้ารอวันสำคัญที่จะถึงนี้ กับการตัดสินใจเลือกผู้นำเมืองหลวงคนใหม่ ล่าสุดไทยรัฐ และสถาบันพระปกเกล้า ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญผ่านแคมเปญ เลือก ผู้ว่าฯ กทม. อีกสักตั้ง เพื่อยกระดับความรู้และความเข้าใจในการเลือกตั้งครั้งนี้ให้สนุกและน่าติดตามยิ่งกว่าที่เคย

ร่วมขับเคลื่อนการเลือกตั้งผ่านแคมเปญ เลือก ผู้ว่าฯ กทม. อีกสักตั้ง

การจับมือกันระหว่างสื่อยักษ์ใหญ่อย่างไทยรัฐกับหน่วยงานวิชาการอย่างสถาบันพระปกเกล้า ไม่ได้เป็นเพียงการนำเสนอข่าวสารทั่วไป แต่เป็นการนำข้อมูลเชิงลึกผ่าน KPI Poll มาตีแผ่ให้คนเมืองหลวงได้เข้าถึงง่ายขึ้น ภายใต้แนวคิด “ช้อยส์ที่ใช่ ข้อมูลที่ชัวร์” เพื่อนๆ จะได้พบกับการนำเสนอถึง 5 แกนคอนเซปต์หลักที่เปลี่ยนเรื่องนโยบายที่ซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องใกล้ตัว

ทำความรู้จักกับ 5 หัวใจสำคัญของแคมเปญ เลือก ผู้ว่าฯ กทม. อีกสักตั้ง

แคมเปญนี้ได้เตรียมเนื้อหาที่เข้มข้นจัดจ้านผ่านหน้าจอไทยรัฐทีวี ช่อง 32 และทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • รายการเกมคุมเมือง: พลิกโฉมเวทีดีเบตให้เป็นควิซโชว์สุดสนุก ช่วยให้เราเข้าใจวิสัยทัศน์ของแคนดิเดตแต่ละคนได้แบบย่อยง่าย
  • Data-Driven Social Pulse: เจาะลึกดัชนีชี้วัดความพึงพอใจด้วย Big Data เพื่อตอบโจทย์ปัญหาเรื้อรังที่คนกรุงพบเจอทุกวัน
  • Deep Investigative Analysis: วิเคราะห์ลึกถึงกึ๋นทุกสมรภูมิการเมืองจากมุมมองวิชาการ
  • Systemic Policy Debate: พื้นที่ระดมสมองเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของกรุงเทพมหานคร
  • Real-time Election Night: อัปเดตผลคะแนนสดๆ แบบวินาทีต่อวินาทีในวันเลือกตั้ง

ร้อยเอก ดร. จารุพล เรืองสุวรรณ ได้กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญคือการทำให้การเลือกตั้งมีความหมายและยั่งยืน โดยลดความวุ่นวายจากวาทกรรมเลือกข้าง แล้วหันมาโฟกัสที่การตัดสินใจด้วยข้อมูลและนโยบายที่จับต้องได้จริง ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ของการพัฒนาประชาธิปไตยในเมืองหลวงของเรา ในขณะที่ทางฝั่งไทยรัฐเองก็ได้เตรียมความพร้อมจัดเต็ม ทั้งการนำเสนอนโยบายจากแคนดิเดต และการเปิดเผย Exit Poll เพื่อให้ประชาชนเห็นภาพรวมก่อนปิดหีบ

ผมเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่คนกรุงเทพฯ จะได้แสดงพลังอำนาจอธิปไตยอย่างสร้างสรรค์ อย่าลืมติดตามข้อมูลข่าวสารจากแคมเปญนี้กันนะครับ เพราะทุกคะแนนเสียงของคุณมีความหมายต่อทิศทางของกรุงเทพฯ ในอีกหลายปีข้างหน้า ขอให้ทุกคนมาร่วมใช้สิทธิ์ใช้เสียงเพื่อกำหนดอนาคตเมืองที่คุณรักไปด้วยกันครับ

ที่มา – ไทยรัฐ-สถาบันพระปกเกล้า จับมือทำแคมเปญ “เลือก ผู้ว่าฯ กทม. อีกสักตั้ง”

ประธานสภาฯ จ่อบรรจุแก้รัฐธรรมนูญ 7-8 ก.ค.นี้

ประธานสภาฯ จ่อบรรจุแก้รัฐธรรมนูญ 7-8 ก.ค.นี้

วงการการเมืองไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญเกี่ยวกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าว่า ทางสภาฯ ได้เตรียมบรรจุวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมร่วมรัฐสภาช่วงวันที่ 7-8 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ประชาชนต่างเฝ้ารอคอย เพื่อให้เห็นทิศทางว่ากฎหมายสูงสุดของประเทศจะมีการปรับเปลี่ยนไปอย่างไรในอนาคต

ทางด้านประธานสภาฯ ได้เน้นย้ำว่า แม้ **ประธานสภาฯ จ่อบรรจุแก้รัฐธรรมนูญ 7-8 ก.ค.นี้** จะเป็นข่าวดี แต่กระบวนการหลังจากวาระที่ 1 ก็ถือว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานของคณะกรรมาธิการ หากทุกฝ่ายให้ความร่วมมือและไม่เกิดความล่าช้าในขั้นตอนการพิจารณา โอกาสที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเกิดขึ้นจริงก็มีความเป็นไปได้สูง ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการพูดคุยและเจตจำนงของทุกพรรคการเมืองที่ต้องการขับเคลื่อนร่างกฎหมายเพื่อประโยชน์ของประชาชนคนไทยทุกคน

มุมมองต่อ “ระบอบสีน้ำเงิน” กับการเมืองไทย

สำหรับประเด็นร้อนแรงที่มีการพูดถึงในแวดวงการเมืองอย่างคำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” นั้น ทางนายโสภณได้แสดงความคิดเห็นอย่างน่าสนใจว่า ตนมองว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่ประเด็นที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของสภาฯ แม้ว่าอาจมีการกระทบกระทั่งกันบ้างตามวิถีแห่งระบอบประชาธิปไตย แต่ในท้ายที่สุดแล้วทุกคนควรต้องเคารพเสียงประชามติของประชาชนที่อยากเห็นบ้านเมืองก้าวไปข้างหน้า ประธานสภาฯ ย้ำชัดว่า “สีอะไรก็ไม่เป็นอุปสรรคหรอกถ้าไม่ยึดติด” เพราะการก้าวข้ามความขัดแย้งเดิมๆ คือหนทางที่ดีที่สุดในการสร้างประโยชน์ให้แก่คนในชาติ

หากเรามองสถานการณ์ในมุมของความร่วมมือ สิ่งที่ต้องจับตามองต่อไปมีดังนี้:

  • การพิจารณารับหลักการในวาระที่ 1 ของรัฐสภาในเดือนกรกฎาคมนี้
  • บทบาทของคณะกรรมาธิการที่จะต้องทำงานเชิงรุกเพื่อให้กระบวนการต่างๆ เป็นไปตามกรอบเวลา
  • การจัดสรรพื้นที่ในการรับฟังความเห็นจากภาคประชาชนที่หลากหลาย

ในฐานะผู้ติดตามข่าวสาร เราคงต้องช่วยกันเป็นกำลังใจให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับประเด็น **ประธานสภาฯ จ่อบรรจุแก้รัฐธรรมนูญ 7-8 ก.ค.นี้** ให้สามารถหาจุดร่วมที่ดีที่สุดได้ การเมืองไทยต้องการความปรองดองมากกว่าความขัดแย้ง หากนักการเมืองทุกฝ่ายร่วมใจกันผลักดันให้กฎหมายรัฐธรรมนูญตอบโจทย์อนาคตของประเทศได้สำเร็จ เชื่อว่านี่จะเป็นชัยชนะของประชาชนอย่างแท้จริง การก้าวข้ามผ่านเรื่องสีสันทางการเมืองนั้นไม่ใช่เรื่องยาก หากทุกคนมองที่เป้าหมายสูงสุดคือประโยชน์ของส่วนรวมเป็นตัวตั้ง

ที่มา – ประธานสภาฯ จ่อบรรจุแก้รัฐธรรมนูญ 7-8 ก.ค.นี้ มองวาทะ “ระบอบสีน้ำเงิน” ไม่เป็นอุปสรรค

เลขาธิการ กกต. จวกพรรคการเมือง โยนบาป กกต.

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันดีกว่า ที่ เลขาธิการ กกต. จวกพรรคการเมือง อย่างตรงไปตรงมา เรื่องโยนบาปให้ กกต. ทั้งที่ตัวเองเห็นกติกาไม่เป็นธรรมแต่กลับไม่ยอมแก้จุดบกพร่อง นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาพูดในงานอบรมวิทยากรหลักสูตรพรรคการเมืองคุณภาพประจำปี 2569 รุ่นที่ 2 ภาคกลางและภาคใต้ เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ที่โรงแรมทีเค. พาเลซ

เลขาธิการ กกต. จวกพรรคการเมือง โยนบาป กกต. เห็นกติกาไม่เป็นธรรม

เลขาธิการ กกต. ชี้ว่าการเมืองไทยยังมีปัญหาหนักหน่วง แม้จะใกล้ครบร้อยปีหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ความคาดหวังยังไม่เป็นผล คนชนะกินรวบ ส่งผลกระทบชีวิตประชาชนทุกวัน เพราะไทยใช้การเมืองนำทุกเรื่อง เขาย้ำว่า กกต. วิทยากร และพรรคการเมืองต้องร่วมมือกัน ปลูกฝังระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้คนเห็นต่างอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

เลขาธิการ กกต. จวกพรรคการเมือง ชี้กฎหมายเปลี่ยนแต่คนไม่เปลี่ยน

ถึงจะมีรัฐธรรมนูญดีๆ 3 ฉบับ รัฐธรรมนูญ 2540 ใช้มานานเกือบ 30 ปี แต่พฤติกรรมคนไม่เปลี่ยน ผู้เล่นและผู้เลือกตั้งยังกลุ่มเดิมๆ ยุบพรรคใหม่ก็คนเก่าๆ มาทำต่อ ผู้มีสิทธิ์ 52 ล้านคน ชุดความรู้เดิม เลือกเหมือนเดิม สิ่งที่จะเปลี่ยนคือการถ่ายทอดความรู้ให้ประชาชน ว่าสังคมดีได้ด้วยตัวเราเอง ไม่ใช่ระบบราชการ

เรื่องซื้อสิทธิ์ขายเสียง เลขาธิการ กกต. บอกว่าระบบเลือกตั้งไทยแข็งแรงมาก ไม่มีใครแทรกแซงได้ กกต. แค่รายงานผลตามกฎหมาย ถ้าผิดก็ดำเนินคดี แต่ปัญหานอกกรอบอย่างซื้อเสียง เป็นเรื่องประชาชนทำกันเอง กกต. เห็นเท่าประชาชน ไม่ได้เห็นมากกว่า

เขายังแนะนำว่าพรรคการเมืองไทยเกิดจากมิติความมั่นคงมากกว่าเสรีภาพ ทำให้ถูกยุบง่าย รัฐประหารบ่อย พรรคอยู่ได้ไม่ครึ่งทางเดิน กฎเกณฑ์เยอะ ถ้าพรรคเห็นช่องโหว่ ควรแก้กฎหมายเอง เพราะ กกต. เป็นแค่นายทะเบียน ทำตามกฎ

ที่แซ่บคือ เลขาธิการ กกต. จวกพรรคการเมือง ไม่สนใจกฎหมายพรรค ทั้งที่เป็นบ้านตัวเอง ถ้าสนใจน่าจะดีกว่านี้ เวลามีอำนาจก็ไม่แก้ แต่แพ้แล้วโทษกรรมการทุกที กกต. ทำตามกฎและข้อเท็จจริง แม้สังคมวิจารณ์ กกต. ก็ยืนยันว่าจะตัดสินเหมือนเดิม

อยากให้ ส.ส. แก้กฎหมายให้เป็นธรรม

เลขาธิการ กกต. อยากให้ ส.ส. และพรรคแก้กฎหมายพรรคการเมืองและเลือกตั้งให้ดีขึ้น สำนักงาน กกต. เคยเสนอแก้เพื่อแข่งขันเป็นธรรม แต่สภาไม่เห็นชอบ ถ้ากติกาไม่ดี ก็แก้ซะ อย่าโทษ กกต. ว่าไม่เป็นกลาง โดยเฉพาะการเลือกตั้ง ประชาชน 52 ล้านคน กปน. 1.6 ล้าน สื่อตรวจสอบกันเอง กกต. แค่รายงานผล

ส่วน i-Vote การลงคะแนนออนไลน์ กกต. อยากใช้ทั่วประเทศแต่รอสภาเห็นชอบก่อน อาจทดลองในท้องถิ่นได้เลยไม่ต้องแก้กฎ

สรุปแล้ว คำพูดของเลขาธิการ กกต. ทำให้เห็นชัดว่าปัญหาการเมืองไทยต้องแก้จากรากฐาน โดยเฉพาะชุดความรู้ประชาชนและพรรคต้องรับผิดชอบตัวเอง ไม่โยนบาปไปให้กรรมการ คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้ ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะ อยากรู้มุมมองทุกคน!

ที่มา – “เลขาธิการ กกต.” จวกพรรคการเมือง โยนบาป กกต. เห็นกติกาไม่เป็นธรรมกลับไม่แก้จุดบกพร่อง

นันทนา แคลงใจ พิพัฒน์ เร่งตั้งรัฐบาลก่อนสงกรานต์

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวโซเชียลที่สนใจการเมืองไทย วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองเรื่องดราม่าร้อนๆ ในแวดวงรัฐสภา นั่นคือ นันทนา แคลงใจ พิพัฒน์ เร่งตั้งรัฐบาลก่อนสงกรานต์ นี่แหละครับ! หลังจากเลือกตั้ง ส.ส. ผ่านไป กกต. กำลังจะประกาศรับรองผล แต่ยังมีประเด็นค้างคาเพียบ จน น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกรัฐสภา (สว.) ออกมาแสดงความเห็นแบบแซ่บๆ ว่า อย่ารีบร้อนนักเลย ไม่งั้นอาจดูเหมือนก้าวก่ายงาน กกต. ไปแล้วนะ

นันทนา แคลงใจ พิพัฒน์ เร่งตั้งรัฐบาลก่อนสงกรานต์

ย้อนเหตุการณ์วันที่ 24 ก.พ. 2567 ที่รัฐสภา นันทนาได้ให้สัมภาษณ์ชัดเจน ถึงกรณีที่ กกต. เตรียมรับรองผลเลือกตั้ง ส.ส. ภายในสิ้นเดือน ก.พ. แต่จนบัดนี้ กกต. ยังไม่เคลียร์ข้อสงสัยสำคัญให้สังคมฟังเลย เช่น จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งจริงๆ เป็นเท่าไหร่? กระบวนการลงคะแนนมีปัญหาอะไรบ้าง? โดยเฉพาะบัตรเขย่งที่ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน ถ้าเร่งรับรองตอนนี้ มันขัดใจประชาชนชัดๆ เลยครับ

ที่หนักกว่านั้นคือคำพูดของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่บอกว่าต้องจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ให้เสร็จก่อนเทศกาลสงกรานต์แน่นอน นันทนาเลยแคลงใจหนักมาก! เธอบอกว่าถ้าเป็นแบบนี้ มันเหมือนเข้าไปแทรกแซง แกว่งก่ายการทำงานของ กกต. โดยตรง เพราะการจัดตั้งรัฐบาลต้องรอให้ กกต. ตรวจสอบทุกประเด็นให้กระจ่างก่อนสิ ไม่ใช่รีบเร่งให้ประกาศรับรองแบบหักคอ ถ้าทำจริง อาจโดนมองว่ารับคำสั่ง ไม่เป็นกลางเอาได้นะ

ทำไมนันทนา แคลงใจ พิพัฒน์ เร่งตั้งรัฐบาลก่อนสงกรานต์ ถึงขนาดนี้

นันทนาแนะนำชัดๆ ว่า กกต. ควรใช้เวลาให้เต็มที่ โดยมีกฎหมายให้เวลา 60 วันนับจากวันเลือกตั้งในการตรวจสอบ เพื่อให้ทุกอย่างโปร่งใส สุจริต และยุติธรรม อย่ารีบรับรอง ส.ส. ทั้งที่ยังมีปมปัญหาค้างคา มันจะทำให้สังคมไทยไม่ไว้ใจได้ยังไงล่ะครับ นอกจากนี้ยังมีเรื่องรอผลพิจารณาจากผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่กำลังดูคำร้องให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความเรื่องกระบวนการเลือกตั้ง และวันที่ 27 ก.พ. กกต. ต้องชี้แจงเพิ่มด้วย ถ้าคนยังสงสัยอยู่ แต่รีบรับรอง มันอาจถูกตีความว่าเอื้อพรรคการเมืองบางพรรคเพื่อความได้เปรียบทางการเมืองชัดๆ

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น มาดูประเด็นหลักๆ ที่ยังค้างคากันครับ

  • จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง: ตัวเลขจริงๆ คือเท่าไหร่? ยังไม่ชัดเจน สร้างความสับสนให้ประชาชน
  • ปัญหาการลงคะแนน: มีจุดบอดหลายแห่ง ต้องตรวจสอบให้ละเอียด
  • บัตรเขย่งหรือบัตรเปล่า: ไม่มีสรุปชัด อาจกระทบผลรวมคะแนน
  • การร้องเรียนจากผู้สมัคร: หลายพรรคยังไม่ยอมรับผล ต้องรอศาลตัดสิน

นันทนากล่าวเน้นย้ำว่า “กกต. ควรเร่งชี้แจง สื่อสารกับประชาชนในทุกประเด็นข้อสงสัยต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้ง รวมไปถึงควรรอผลการพิจารณาของผู้ตรวจการแผ่นดิน… การตรวจสอบผลการเลือกตั้งก่อนประกาศรับรอง กกต. มีเวลา 60 วัน… ควรใช้เวลาที่ได้รับตรวจสอบอย่างเต็มที่ เพื่อให้หมดข้อสงสัย ไม่มีปัญหา” คำพูดนี้สะท้อนความห่วงใยต่อประชาธิปไตยไทยจริงๆ ครับ

จากมุมมองของผมเองนะครับ เรื่อง นันทนา แคลงใจ พิพัฒน์ เร่งตั้งรัฐบาลก่อนสงกรานต์ นี้ เป็นสัญญาณเตือนว่าการเมืองไทยยังต้องปรับปรุงอีกเยอะ โดยเฉพาะความโปร่งใสในการเลือกตั้ง ถ้ารัฐบาลใหม่จะมั่นคงจริง ต้องเริ่มจากฐานที่แข็งแรง ไม่ใช่รีบร้อนแบบนี้ สงกรานต์ปีนี้ ถ้าตั้งรัฐบาลไม่ทัน ก็ช่างมันเถอะครับ อย่าให้เสียชื่อวันหยุดสงกรานต์ที่แสนสนุกไปเลย

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าประชาชนอย่างเราควรติดตามใกล้ชิด และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายทำงานอย่างตรงไปตรงมา เพื่ออนาคตของชาติ คุณล่ะครับคิดเห็นยังไงกับประเด็นนี้? มาคอมเมนต์แชร์ความคิดกันด้านล่างเลยนะ หรือกดแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย!

ที่มา – “นันทนา” แคลงใจ “พิพัฒน์” เร่งตั้งรัฐบาลใหม่ให้ได้ก่อนสงกรานต์ ชี้ ส่อก้าวก่ายงาน กกต.

“ทวี”เรียกร้อง กกต. กู้วิกฤตศรัทธา ตั้งคณะทำงานตรวจสอบ

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งล่าสุดได้จุดประเด็นร้อน“ทวี”เรียกร้อง กกต. กู้วิกฤตศรัทธา ตั้งคณะทำงานตรวจสอบใช้กลไกทางกฎหมายเปิดเผยความจริง เมื่อ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนผ่านเฟซบุ๊ก โดยเฉพาะประเด็นบัตรเขย่งและบัตรขย่มจำนวนหลายแสนใบที่ไม่ใช่แค่ข้อผิดพลาดเล็กน้อย แต่เป็นสัญญาณอันตรายต่อความศักดิ์สิทธิ์ของบัตรเลือกตั้ง

“ทวี”เรียกร้อง กกต. กู้วิกฤตศรัทธา ตั้งคณะทำงานตรวจสอบใช้กลไกทางกฎหมายเปิดเผยความจริง

พ.ต.อ.ทวี ย้ำว่าการเลือกตั้งคือรากฐานของประชาธิปไตยไทย ความสุจริตและเที่ยงธรรมคือสัญญาพิเศษระหว่างรัฐกับประชาชน หากกระบวนการถูกตั้งคำถาม ความเชื่อมั่นจะสั่นคลอน นำไปสู่ความขัดแย้งในสังคมที่รุนแรงขึ้น กรณีนี้เกิดขึ้นหลังการนับคะแนนเลือกตั้ง ส.ส. แบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ เมื่อ 18 ก.พ. 2566 ผ่านเว็บไซต์ Ect Report 69 ของ กกต. นักวิชาการอย่าง อาจารย์สฤณี อาชวานันทกุล และอาจารย์ลอย ชูพงษ์ทอง วิเคราะห์ข้อมูล พบบัตรเขย่งและบัตรขย่มรวมกว่า 324,000 ใบ

ที่น่าตกใจคือ เพียง 2 วันต่อมา กกต. ปิดเว็บไซต์ดังกล่าว ทำให้ประชาชนและภาคส่วนอื่นตรวจสอบข้อมูลได้ยาก พ.ต.อ.ทวี ชี้ว่า กกต. ไม่สามารถแก้ตัวด้วยคำว่า ‘Human Error’ ได้ง่ายๆ ต้องทำงานเชิงรุก สืบสวนไต่สวน สั่งระงับหรือเลือกตั้งใหม่ เพื่อปกป้องคะแนนเสียงประชาชน

3 วิกฤตศรัทธาที่สังคมต้องการคำตอบชัดเจน

หัวหน้าพรรคประชาชาติ ระบุว่าสังคมไม่ต้องการคำแก้ตัว แต่ต้องการความจริงใน 3 วิกฤตหลัก:

  • วิกฤต “ความลับ” ของคูหาเลือกตั้ง: QR-Code ในบัตรสีเขียวและ Barcode ในบัตรสีชมพู ทำให้การโหวตไม่เป็นความลับ ขัดรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้ง กำลังมีคดีฟ้องศาลปกครองสูงสุดและผู้ตรวจการแผ่นดิน
  • วิกฤต “บัตรเขย่ง” หรือบัตรผี: จำนวนบัตรในหีบมากกว่าผู้ลงชื่อรับบัตร แสดงถึงความผิดปกติที่เข้าข่ายไม่สุจริต กกต. ต้องสืบสวนด่วน
  • วิกฤต “ส่วนต่างผิดธรรมชาติ”: ผู้มีสิทธิ์รับบัตร 2 ใบ แต่หลังนับคะแนน พบบัตรสองสีต่างกันมหาศาล ต้องตรวจสอบเชิงลึก

นอกจากนี้ พ.ต.อ.ทวี ยังเสนอแนวทางกู้ศรัทธา โดยให้ กกต. เปิดกล่องดำ กระบวนการเลือกตั้ง ดังนี้

  • ตั้งคณะทำงานตรวจสอบ (Audit) ร่วมกับตัวแทนประชาชน ผู้เชี่ยวชาญคอมพิวเตอร์และนิติวิทยาศาสตร์
  • ตรวจสอบต้นขั้วบัตร เทียบลายเซ็น รอยนิ้วมือ กับบัตรจริง และบัญชีผู้มาใช้สิทธิ ป้องกันสวมสิทธิ์
  • เปิดเผยขั้นตอนทั้งหมดให้ประชาชนเข้าถึง เพราะเป็นข้อมูลสาธารณะ

ทำไม “ทวี”เรียกร้อง กกต. กู้วิกฤตศรัทธา ถึงสำคัญ

การเรียกร้องครั้งนี้ไม่ใช่การกล่าวหา แต่เป็นการปกป้องสิทธิประชาชนตามกฎหมาย หาก กกต. ดำเนินด้วยความสุจริต การเปิดเผยจะคืนศรัทธาได้ แต่หากนิ่งเฉย ความคลุมเครือจะกลายเป็นบรรทัดฐาน บั่นทอนประชาธิปไตยทั้งระบบ หนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงคืออำนาจสูงสุด ไม่มีใครอยู่เหนือการตรวจสอบ พ.ต.อ.ทวี ปิดท้ายว่า อยากให้เลือกตั้ง 2566 เป็นจุดเปลี่ยนของความโปร่งใส ไม่ใช่การเลือกตั้งที่ “โกงมากที่สุด” ในประวัติศาสตร์ไทย

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ในระบบเลือกตั้งไทย ที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย การตรวจสอบบัตรเขย่ง บัตรขย่ม และระบบ QR-Code จะช่วยยกระดับมาตรฐานการเลือกตั้งในอนาคต หาก กกต. ตอบสนองเชิงรุก จะเป็นแบบอย่างที่ดีให้องค์กรอิสระอื่นๆ

คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? การเลือกตั้งที่โปร่งใสสำคัญต่ออนาคตไทยอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตรวจสอบที่เข้มข้นยิ่งขึ้น!

ที่มา – “ทวี”เรียกร้อง กกต. กู้วิกฤตศรัทธา ตั้งคณะทำงานตรวจสอบใช้กลไกทางกฎหมายเปิดเผยความจริง

รังสิมันต์ โรม ปล่อยคลิปปลุกพลัง 8 ก.พ.

รังสิมันต์ โรม ปล่อยคลิปปลุกพลัง 8 ก.พ. กาเพื่อเปลี่ยนประเทศ

ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 “รังสิมันต์ โรม” ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ปล่อยคลิปวิดีโอสุดเข้มข้นเพื่อปลุกพลังให้ประชาชนชาวไทยออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ โดยเรียกร้องให้ “กาเพื่อเปลี่ยนประเทศ” คลิปนี้ไม่ใช่แค่การหาเสียงธรรมดา แต่เป็นการเล่าย้อนประวัติศาสตร์ส่วนตัวที่เต็มไปด้วยการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ตั้งแต่สมัยต่อต้านรัฐประหารปี 2557 จนถึงคดีล่าสุดที่ถูกฟ้องที่ศาลพะเยา

รังสิมันต์ โรม ปล่อยคลิปปลุกพลัง 8 ก.พ. เล่าประสบการณ์ถูกดำเนินคดี

คลิปวิดีโอของ รังสิมันต์ โรม ปล่อยคลิปปลุกพลัง 8 ก.พ. กาเพื่อเปลี่ยนประเทศ นี้ ได้รับความสนใจอย่างมากจากประชาชน เพราะเขาเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเมืองในชีวิต เมื่อรัฐประหารปี 2557 เกิดขึ้น ภาพการสลายชุมนุมหน้าหอศิลป์ยังคงติดตา แม้เวลาจะผ่านไปกว่าทศวรรษ โรมถูกดำเนินคดีที่ศาลทหาร เพียงเพราะลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิประชาธิปไตย ทำให้เขาเริ่มตั้งคำถามถึง “ความยุติธรรม” ในสังคมไทย

ล่าสุด โรมและน.ส.รักชนก ศรีนอก หรือไอซ์ ต้องเดินทางไปศาลจังหวัดพะเยา หลังถูก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ฟ้องข้อหาหมิ่นประมาท เพียงเพราะทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ คลิปนี้จึงเป็นเหมือนการย้ำเตือนว่า การต่อสู้ยังไม่จบ และการเลือกตั้งครั้งนี้คือโอกาสเปลี่ยนแปลง

เส้นทางนักกิจกรรมสู่ผู้แทนราษฎรของรังสิมันต์ โรม

กว่าสิบปีที่ผ่านมา รังสิมันต์ โรม ไม่เคยกลัวอำนาจ เขาใช้กฎหมายและเสียงของประชาชนต่อสู้กับความอยุติธรรม นี่คือไทม์ไลน์สำคัญ:

  • 2557: ต่อต้านรัฐประหาร ถูกจับและดำเนินคดีที่ศาลทหาร
  • หลังรัฐประหาร: ถูกล่าแม่มดด้วยกฎหมายเพื่อปิดปากผู้เรียกร้องประชาธิปไตย
  • 2569: ถูกฟ้องที่พะเยา จากการตรวจสอบผลประโยชน์ชาติ
  • 8 ก.พ. 2569: เรียกร้องให้ประชาชนกาเพื่อเปลี่ยนประเทศ

โรมโพสต์ข้อความประกอบคลิปว่า “ผมไม่เคยคิดเลยว่ารัฐประหารปี 2557 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ” เขาเชื่อมั่นว่าความหวาดกลัวของผู้มีอำนาจจะยิ่งเร่งให้กงล้อแห่งการเปลี่ยนแปลงหมุนเร็วขึ้น “ท้ายที่สุด พวกเขาจะกลายเป็นเพียงอดีต”

คลิปนี้ไม่เพียงเล่าเรื่องส่วนตัว แต่ยังสะท้อนปัญหาใหญ่ของสังคมไทย เช่น การใช้อำนาจรัฐปิดปากฝ่ายค้าน การฟ้องร้องเพื่อข่มขู่ และความจำเป็นต้องมีผู้แทนที่กล้าสู้เพื่อประชาชน ในยุคที่พรรคประชาชนกำลังสร้าง “ยุคสมัยใหม่” การเลือกตั้ง 8 ก.พ. จึงเป็นสงครามเพื่ออนาคต

ทำไมต้องกา 8 ก.พ. เพื่อเปลี่ยนประเทศไทย

การที่ รังสิมันต์ โรม ปล่อยคลิปปลุกพลัง 8 ก.พ. กาเพื่อเปลี่ยนประเทศ ทำให้หลายคนตื่นตัว เพราะมันชี้ให้เห็นว่าประชาธิปไตยไทยยังเปราะบาง หากไม่เลือกผู้แทนที่กล้าเสียสละ ระบบเก่าจะวนลูปต่อไป โรมย้ำว่า “ผู้มีอำนาจหยุดกงล้อไม่ได้” และเชิญชวนทุกคนออกมา vote เพื่อยุติวงจรนี้

จากประสบการณ์ส่วนตัว โรมมองว่าความยุติธรรมต้องมาจากประชาชน ไม่ใช่อำนาจชั่วคราว คลิปนี้จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กรุ่นใหม่ลุกขึ้นตั้งคำถามกับผู้ใหญ่ที่หวาดกลัวการเปลี่ยนแปลง

สุดท้ายแล้ว การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่การกาเลือกตั้ง แต่เป็นการกำหนดชะตาชาติ คุณพร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงหรือยัง? ออกมา vote 8 ก.พ. เพื่อประเทศไทยที่ยุติธรรมกว่าเดิม ลองดูคลิปของรังสิมันต์ โรม แล้วตัดสินใจเองครับ

ที่มา – “รังสิมันต์ โรม” ปล่อยคลิปปลุกพลัง 8 ก.พ. กาเพื่อเปลี่ยนประเทศ

นายกฯ เปรย บีบยุบสภาเร็ว เท่ากับสั่งประหารแก้ไขรัฐธรรมนูญ

“อนุทิน” ลั่น ยุบสภาไม่เกิน ม.ค. 69 เตือนนายกฯ เปรยบีบใหยุบสภาเร็ว เท่ากับสั่งประหารแก้ไขรัฐธรรมนูญล้ม ชี้เป็นการไม่ให้เกียรติพรรคประชาชนที่หนุนนั่งนายกฯ

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Dinner Talk หัวข้อ “THAILAND THE NEXT 4 YEAR” โดยให้ความเห็นถึงทิศทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศว่า เสถียรภาพทางการเมืองคือความมั่นคงทางเศรษฐกิจยืนยันว่าปีหน้าจะมีการเลือกตั้งแน่นอน โดยจะยุบสภาไม่เกินวันที่ 31 มกราคม อย่างไรก็ตามมีหลายคนต้องการให้นายกฯ เปรยบีบใหยุบสภาเร็ว เท่ากับสั่งประหารแก้ไขรัฐธรรมนูญกว่านั้น ซึ่งหากรถคันนี้ไปต่อไม่ได้ก็พร้อมคืนอำนาจให้ประชาชน แต่หากยุบสภาก่อนกำหนดหลายอย่างจะทำไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ตนพยายามจะทำให้เพราะพรรคประชาชนอุตส่าห์ยอมให้ตนเป็นนายกฯ ก็เพราะอยากแก้รัฐธรรมนูญ

นายอนุทินกล่าวต่อว่า หากเดินหน้าตามแผนได้ประเทศไทยจะได้โครงสร้างประชาธิปไตยที่เป็นมาตรฐาน ซึ่งจะช่วยยุติการโต้เถียงว่ารัฐธรรมนูญมาจากรัฐประหาร หากไม่ยุบสภาก่อนจะมีการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 และตั้งกรรมาธิการเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญต่อไป แต่ถ้ายุบเร็วกว่านั้นเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญจะไม่มีอีก จนกว่าจะมีกลไกให้รัฐธรรมนูญแบบนี้สิ้นสุดไป ซึ่งไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ดี

นายกฯ เปรยบีบใหยุบสภาเร็ว เท่ากับสั่งประหารแก้ไขรัฐธรรมนูญ

จากคำกล่าวของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจในการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่พรรคประชาชนให้ความสำคัญและเป็นเหตุผลหลักที่สนับสนุนให้นายอนุทินดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี การที่นายกฯ ออกมาเตือนถึงผลกระทบของการยุบสภาที่เร็วกว่ากำหนด จึงเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความพยายามที่จะรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนและพรรคการเมือง

ทำไมนายกฯ จึงมองว่าการยุบสภาเร็วคือการสั่งประหารแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและการพิจารณาอย่างรอบคอบ หากมีการยุบสภาก่อนที่จะมีการพิจารณาในวาระ 3 และการตั้งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กระบวนการทั้งหมดจะต้องเริ่มต้นใหม่ ซึ่งอาจทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญล่าช้าออกไป หรืออาจจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยในรัฐบาลชุดต่อไป เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองและลำดับความสำคัญของนโยบายอาจเปลี่ยนแปลงไป

นอกจากนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญยังเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งถูกมองว่ามีที่มาจากการรัฐประหาร การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นความพยายามที่จะสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย การที่ต้องเริ่มต้นกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมด จึงอาจถูกมองว่าเป็นการทำลายโอกาสที่จะสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืนในประเทศไทย

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเต็มไปด้วยความท้าทาย การตัดสินใจทางการเมืองที่สำคัญจะต้องพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว การที่นายกฯ เปรยบีบใหยุบสภาเร็ว เท่ากับสั่งประหารแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นการแสดงความกังวลถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับกระบวนการสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืนในประเทศไทย

ถึงเเม้ว่าการยุบสภาจะเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี เเต่จากคำกล่าวของนายอนุทินก็พอจะคาดการ์ณได้ว่าการตัดสินใจดังกล่าวยังคงต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายๆ ด้าน เเละผลกระทบที่จะตามมา ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือ เสถียรภาพทางการเมืองในอนาคต

ที่มา – นายกฯ เปรยบีบใหยุบสภาเร็ว เท่ากับสั่งประหารแก้ไขรัฐธรรมนูญ

Scroll to top