ประชุมคณะรัฐมนตรี

ครม. อนุมัติเพิ่มงบ 19.20 ล้าน เดินหน้าโครงการส่งน้ำระยอง

เชื่อว่าเพื่อนๆ ที่ใช้ชีวิตหรือสัญจรไปมาในจังหวัดระยอง คงอาจจะได้ยินข่าวดีเกี่ยวกับโครงการพัฒนาระบบน้ำกันบ้างแล้วนะครับ ล่าสุดทาง ครม. ได้มีการเคาะอนุมัติงบเพิ่มเติมเพื่อครม. อนุมัติเพิ่มงบ 19.20 ล้าน เดินหน้าโครงการส่งน้ำระยอง ปรับแบบก่อสร้างแก้ข้อจำกัดพื้นที่ ให้เป็นไปอย่างราบรื่นขึ้น โดยโครงการนี้ถือเป็นโครงการสำคัญที่จะช่วยพัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทานให้กับชาวปลวกแดงโดยเฉพาะ

ครม. อนุมัติเพิ่มงบ 19.20 ล้าน เดินหน้าโครงการส่งน้ำระยอง ปรับแบบก่อสร้างแก้ข้อจำกัดพื้นที่

สาเหตุหลักของการเพิ่มงบประมาณในครั้งนี้ เกิดจากปัญหาหน้างานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ กล่าวคือแนวท่อส่งน้ำเดิมนั้นไปทับซ้อนกับแนวขยายช่องจราจรของกรมทางหลวง จนไม่สามารถขุดเปิดหน้าดินได้ตามแผนเดิมที่วางไว้ ทำให้ทางกรมชลประทานต้องเปลี่ยนแผนการทำงานทันทีเพื่อให้กระทบต่อการจราจรน้อยที่สุด โดยการปรับเปลี่ยนมาใช้วิธีการเจาะลอดใต้ดินแทน เพื่อเดินหน้าโครงการให้สำเร็จตามเป้าหมาย

ทำไมต้องปรับเปลี่ยนวิธีการและเพิ่มงบประมาณในโครงการนี้

การตัดสินใจครม. อนุมัติเพิ่มงบ 19.20 ล้าน เดินหน้าโครงการส่งน้ำระยอง ปรับแบบก่อสร้างแก้ข้อจำกัดพื้นที่ ในครั้งนี้ได้รับความเห็นชอบจากทั้งสภาพัฒน์และ สทนช. เรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • ปรับเปลี่ยนวิธีการวางท่อจากการขุดเปิดหน้าดิน เป็นการวางท่อแบบเจาะลอด เพื่อลดผลกระทบต่อผิวจราจร
  • การใช้เทคนิคเจาะลอดช่วยให้งานก่อสร้างเดินหน้าต่อได้ในพื้นที่จำกัด
  • อนุมัติขยายระยะเวลาโครงการจากเดิมสิ้นสุดปี 2568 เป็นปี 2570 เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงาน
  • เพิ่มกรอบวงเงินงบประมาณจาก 840 ล้านบาท เป็น 859.20 ล้านบาท

หลายคนอาจจะมองว่าการที่ ครม. อนุมัติเพิ่มงบ 19.20 ล้าน เดินหน้าโครงการส่งน้ำระยอง ปรับแบบก่อสร้างแก้ข้อจำกัดพื้นที่ เป็นเรื่องของการล่าช้า แต่ในมุมกลับกัน นี่คือการปรับตัวเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและลดผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านในตำบลละหารและพื้นที่ใกล้เคียงให้ได้มากที่สุดครับ ทุกฝ่ายต่างร่วมมือกันเร่งรัดงานในส่วนที่เหลือ เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรและประชาชนได้ใช้ประโยชน์จากระบบส่งน้ำและสถานีสูบน้ำไฟฟ้าอย่างรวดเร็วที่สุด

ในฐานะที่เราเป็นประชาชน การติดตามความคืบหน้าโครงการเหล่านี้ถือเป็นเรื่องดีครับ เพราะทรัพยากรน้ำเป็นหัวใจสำคัญของภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมในจังหวัดระยอง หวังว่าเมื่อโครงการนี้เสร็จสมบูรณ์ ปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่ปลวกแดงจะได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืนแน่นอนครับ

ที่มา – ครม. อนุมัติเพิ่มงบ 19.20 ล้าน เดินหน้าโครงการส่งน้ำระยอง ปรับแบบก่อสร้างแก้ข้อจำกัดพื้นที่

นายกฯ ไม่กังวลจีนส่งรถถังให้กัมพูชา โยน “เอกนิติ” แจงบัตรคนจน

นายกฯ ไม่กังวลจีนส่งรถถังให้กัมพูชา โยน “เอกนิติ” แจงทบทวนหลักเกณฑ์บัตรคนจน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการเคลื่อนไหวทางการเมืองและนโยบายภาครัฐล่าสุด โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง นายกฯ ไม่กังวลจีนส่งรถถังให้กัมพูชา โยน “เอกนิติ” แจงทบทวนหลักเกณฑ์บัตรคนจน ซึ่งถือเป็นข่าวใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นถึงการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ ทั้งเรื่องความมั่นคงระหว่างประเทศและปากท้องของประชาชน

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้สัมภาษณ์ในประเด็นสำคัญดังกล่าว โดยสื่อมวลชนได้สอบถามถึงเรื่องความมั่นคงกรณีจีนเตรียมส่งมอบรถถัง T59D จำนวน 93 คันให้กัมพูชา ซึ่งนายกฯ ได้สั่นหน้าและยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับไทย พร้อมเน้นย้ำสั้นๆ ว่า “กองทัพไทยก็พร้อม” แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจต่อศักยภาพการป้องกันประเทศ

รายละเอียดการทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

สำหรับประเด็นภายในประเทศที่มีความเกี่ยวข้องกับคำว่า นายกฯ ไม่กังวลจีนส่งรถถังให้กัมพูชา โยน “เอกนิติ” แจงทบทวนหลักเกณฑ์บัตรคนจน นั้น นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้รับผิดชอบดูแลและชี้แจงรายละเอียดการทบทวนหลักเกณฑ์ภาษีการลดหย่อนค่าอุปการะพ่อแม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการคัดกรองผู้มีสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและเป็นธรรมมากที่สุด

สิ่งที่เราควรจับตามองหลังจากนี้มีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • ความคืบหน้าเรื่องหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขอย่างไรเพื่อให้ครอบคลุมผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ
  • ความสัมพันธ์และการทูตในระดับภูมิภาค หลังจากมีการรายงานข่าวว่า นายกฯ ไม่กังวลจีนส่งรถถังให้กัมพูชา โยน “เอกนิติ” แจงทบทวนหลักเกณฑ์บัตรคนจน ซึ่งสะท้อนถึงการวางตัวในเวทีระหว่างประเทศอย่างชัดเจน
  • ความพร้อมของกองทัพไทยในการรักษาอธิปไตยภายใต้สถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของกำลังทางทหารในเพื่อนบ้าน

ในมุมมองของเรา นี่ถือเป็นการจัดการที่ตรงจุดของรัฐบาล เพราะในขณะที่มุ่งเน้นความมั่นคงของชาติ นายกฯ ก็ไม่ลืมที่จะใส่ใจในเรื่องนโยบายสวัสดิการสังคม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลประชาชน เราต้องมารอลุ้นกันว่าบทสรุปของเกณฑ์การลดหย่อนภาษีที่นายเอกนิติจะนำเสนอนั้น จะส่งผลกระทบต่อผู้ถือบัตรคนจนอย่างไรบ้าง และรัฐบาลจะทำอย่างไรให้เกิดสมดุลที่ดีที่สุดระหว่างการรักษาวินัยการคลังกับการช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

ที่มา – นายกฯ ไม่กังวลจีนส่งรถถังให้กัมพูชา โยน “เอกนิติ” แจงทบทวนหลักเกณฑ์บัตรคนจน

“อนุทิน” สั่งจัดระเบียบฟรีวีซ่า เน้นคุณภาพ

ในยุคที่การท่องเที่ยวเป็นฟันดาบเศรษฐกิจหลักของไทย การจัดการวีซ่าอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งสำคัญมากขึ้น ล่าสุดมีข่าวสำคัญที่ทุกคนในวงการท่องเที่ยวน่าจะสนใจ นั่นคือ “อนุทิน” ประชุม รมต.ภูมิใจไทย สั่งจัดระเบียบฟรีวีซ่า “สุรศักดิ์” เผยเน้นคุณภาพ ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของเรา

“อนุทิน” ประชุม รมต.ภูมิใจไทย สั่งจัดระเบียบฟรีวีซ่า “สุรศักดิ์” เผยเน้นคุณภาพ

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เรียกประชุมรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยหลายท่าน ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนายกรวีร์ ปริศนานัทกุล ประธานวิปรัฐบาล

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังประชุมว่า การประชุมนี้เป็นกำหนดการปกติก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำสัปดาห์ นายอนุทินได้แบ่งปันประสบการณ์จากการประชุมสุดยอดอาเซียนที่ฟิลิปปินส์ และเปิดโอกาสให้รัฐมนตรีเสนอประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะประเด็นฟรีวีซ่าที่กำลังเป็นที่ถกเถียง เพราะมีหลายประเภท เช่น วีซ่านักเรียน นักลงทุน และนักท่องเที่ยว จึงมอบหมายให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบจัดระเบียบภาพรวมทั้งระบบ

สุรศักดิ์ เผยแผนทบทวนฟรีวีซ่า ชงครม. 12 พ.ค.

นายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมหารือถึงการจำกัดนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะข่าวนักท่องเที่ยวจีนและการบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติ นายกรัฐมนตรีสั่งการนอกรอบให้ตั้งคณะทำงานทบทวนวีซ่าทุกประเภท โดยมีนายปกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นแกนนำ และจะแต่งตั้งอย่างเป็นทางการในครม. วันที่ 12 พฤษภาคมนี้

ที่น่าสนใจคือ วีซ่าฟรี 60 วันกำลังจะถูกยกเลิก โดยกระทรวงการต่างประเทศเตรียมเสนอครม. พิจารณาอย่างรอบคอบ การทบทวนนี้ไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยว แต่ครอบคลุมวีซ่านักลงทุน นักเรียน และอื่นๆ โดยเน้นการเข้มงวดมากขึ้น ไม่ใช่ดูแค่เงินทุน แต่ตรวจสอบมิติอื่นๆ เช่น ประวัติ พฤติกรรม เพื่อป้องกันปัญหาอาชญากรรม นอมินี หรือการฝ่าฝืนกฎหมาย

  • ปัญหาปัจจุบัน: นักท่องเที่ยวจำนวนมากนำปัญหาตามมา เช่น การบุกรุกพื้นที่ธรรมชาติ การก่ออาชญากรรม
  • แนวทางแก้ไข: คัดกรองเข้มงวด ปรับระยะเวลา เอกสาร และหลักเกณฑ์
  • เป้าหมาย: เน้นคุณภาพท่องเที่ยว ไม่ใช่ปริมาณ เพื่อยั่งยืน

ผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ

สำหรับผู้ที่ยื่นวีซ่าถูกต้องตามกฎหมาย ไม่น่าจะได้รับผลกระทบ แต่ระบบจะรัดกุมยิ่งขึ้น นายสุรศักดิ์ยืนยันว่า "วันนี้เราต้องคัดกรองรอบคอบ เน้นคุณภาพไม่ใช่ปริมาณ เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวทั้งระบบ" นโยบายนี้ตอบโจทย์ปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น การเข้ามาแบบฟรีวีซ่าที่ทำให้เกิดเม็ดเงินแต่คุณภาพต่ำ สุดท้ายกระทบภาพลักษณ์ไทย

ในมุมมองของผู้เขียน นโยบาย“อนุทิน” ประชุม รมต.ภูมิใจไทย สั่งจัดระเบียบฟรีวีซ่า “สุรศักดิ์” เผยเน้นคุณภาพนี้เป็นก้าวสำคัญ หากทำได้จริงจะช่วยให้ไทยเป็นจุดหมายท่องเที่ยวระดับโลกที่มีมาตรฐานสูง ลดปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม ขณะที่ยังดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ สร้างรายได้ยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังสามารถเชื่อมโยงกับนโยบายดิจิทัลและคมนาคม เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้เดินทางที่ผ่านการคัดกรองแล้ว เช่น ระบบออนไลน์ตรวจสอบวีซ่าแบบเรียลไทม์ หรือโปรโมทแพ็กเกจท่องเที่ยวพรีเมียม

สุดท้ายนี้ การเปลี่ยนแปลงนี้อาจทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงชั่วคราว แต่เชื่อว่าจะนำมาซึ่งประโยชน์ระยะยาว คุณคิดอย่างไรกับนโยบายจัดระเบียบฟรีวีซ่านี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับทราบข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “อนุทิน” ประชุม รมต.ภูมิใจไทย สั่งจัดระเบียบฟรีวีซ่า “สุรศักดิ์” เผยเน้นคุณภาพ

จับตา ครม. 12 พ.ค. หารือลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026

แฟนบอลลูกหนังชาวไทยเตรียมตัวให้พร้อม! วันพรุ่งนี้ (12 พฤษภาคม 2569) มีวาระน่าจับตาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งแหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลยืนยันว่าจะมีการพูดคุยเรื่องเร่งด่วนเกี่ยวกับการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 หรือ FIFA World Cup 2026 ที่ทุกคนรอคอย โดยรัฐบาลตั้งเป้าชัดเจนให้คนไทยดูได้ฟรีแบบไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มเติม นี่คือโอกาสทองที่จะรวมพลังเชียร์ทีมโปรดไปด้วยกันทั่วประเทศ

ครม. หารือลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ฟุตบอลโลก 2026

การประชุมครม. ครั้งนี้ถือเป็นวาระสำคัญ เพราะกรอบเวลาจำกัดมาก การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 จะระเบิดแข้งระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน – 19 กรกฎาคม 2569 ณ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก เป็นครั้งแรกที่ใช้เจ้าภาพ 3 ชาติ และขยายเป็น 48 ทีม ทำให้แมตช์น่าตื่นเต้นยิ่งขึ้น รัฐบาลต้องรีบจัดซื้อลิขสิทธิ์จาก FIFA ให้ทัน ก่อนที่สิทธิ์จะถูกกวาดไปโดยเอกชน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำว่ารัฐบาลอยากมอบความสุขให้ประชาชน โดยเฉพาะแฟนฟุตบอลที่ชื่นชอบกีฬาลูกหนัง แม้รัฐจะซื้อลิขสิทธิ์ตรงไม่ได้ แต่จะประสานกับภาคเอกชนและ กสทช. ล่าสุดสัปดาห์ก่อน นายกฯ ยังหารือกับประธาน กสทช. แล้ว คาดว่าหลังประชุมครม. พรุ่งนี้จะมีความชัดเจนมากขึ้น

ครม. หารือลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ฟุตบอลโลก 2026 เพื่อประโยชน์อะไรบ้าง

นโยบายนี้ไม่ใช่แค่ให้ดูฟรี แต่ยังมีเป้าหมายใหญ่หลวง รัฐบาลต้องการกระตุ้นให้เยาวชนหันมาออกกำลังกาย สร้างสุขภาพดีทั้งกายและใจ ในยุคที่คนไทยติดหน้าจอมากขึ้น การถ่ายทอดสดฟรีจะช่วยลดช่องว่าง ทำให้ทุกคนเข้าถึงได้ โดยไม่ต้องสมัครแพ็กเกจแพงๆ

  • ส่งเสริมสุขภาพประชาชน: ฟุตบอลช่วยลดความอ้วนและเครียด
  • จุดประกายเยาวชน: เด็กๆ จะอยากเตะบอลตามไอดอล
  • กระตุ้นเศรษฐกิจ: ร้านอาหาร บาร์ จะคึกคักช่วงแข่ง
  • เสริมภาพลักษณ์ชาติ: แสดงถึงความใส่ใจประชาชน

ย้อนดูอดีต ไทยเคยถ่ายทอดฟุตบอลโลกฟรีหลายสมัย เช่น 2018 และ 2022 ผ่านช่องฟรีทีวีอย่างช่อง 7 หรือ NBT ทำให้เรตติ้งพุ่งทะลุฟ้า ถ้าครั้งนี้สำเร็จอีก ก็น่าจะเป็นตำนานต่อไป ครม. หารือลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ฟุตบอลโลก 2026 จึงไม่ใช่แค่ดีลธุรกิจ แต่เป็นของขวัญให้แฟนบอล

นอกจากนี้ การแข่งขันครั้งนี้พิเศษเพราะมีทีมเพิ่มเป็น 48 ทีมจากเดิม 32 แมตช์รอบแบ่งกลุ่มมากขึ้น โอกาสเจอแมตช์เดือดๆ สูง FIFA ยังปรับรูปแบบให้แฟนๆ สนุกกว่าเดิม รัฐบาลไทยจึงไม่พลาดที่จะนำพาคนไทยไปร่วมแจม

หลังจากนี้ คงต้องรอผลประชุมครม. 12 พ.ค. ถ้าดีลสำเร็จ รับรองว่าบรรยากาศทั่วประเทศจะร้อนระอุตั้งแต่รอบคัดเลือก! คุณพร้อมเชียร์ทีมชาติไทย (ถ้าผ่านเข้ารอบ) หรือทีมโปรดอย่างอาร์เจนตินา บราซิล หรือฝรั่งเศสหรือยัง? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข่าวกีฬาร้อนๆ

ความเห็นส่วนตัว: นี่คือก้าวสำคัญที่แสดงว่ารัฐบาลเข้าใจหัวใจแฟนบอลไทย การดูฟุตบอลโลกฟรีจะช่วยเชื่อมโยงคนทั้งชาติได้ดีเยี่ยม หวังว่าจะสำเร็จ!

ที่มา – จับตา ครม. 12 พ.ค. หารือวาระเร่งด่วนดีลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด “ฟุตบอลโลก 2026”

“นายกฯ” ปัดฝุ่น “ครม.สัญจร” ตั้งใจเหนือจรดใต้

“นายกฯ” ปัดฝุ่น “ครม.สัญจร” ตั้งใจเหนือจรดใต้ เป็นข่าวร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในขณะนี้ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ติดตามการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ประกาศแผนการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรอย่างชัดเจน โดยตั้งใจจะครอบคลุมตั้งแต่ภาคเหนือไปจนถึงภาคใต้ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่อย่างทันท่วงที

“นายกฯ” ปัดฝุ่น “ครม.สัญจร” ตั้งใจเหนือจรดใต้

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 15.55 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวถึงแผนการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ หรือที่เรียกกันว่า ครม.สัญจร ว่า ได้แจ้งที่ประชุมคณะรัฐมนตรีไปแล้ว โดยเดิมทีจะเริ่มจากภาคเหนือไปยังภาคใต้ เนื่องจากใกล้เข้าสู่ฤดูน้ำหลาก ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องเตรียมรับมือภัยพิบัติอย่างเร่งด่วน

ที่น่าสนใจคือ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เสนอให้รวม “หาดใหญ่” เข้าไปด้วย นายกฯ จึงตอบกลับแบบขำ ๆ ว่า “First come, first served” หรือจังหวัดไหนพร้อมก่อนก็ไปก่อน จังหวัดใดที่เตรียมพร้อมดี ก็จะได้รับการพิจารณาเป็นลำดับแรก

แนวทางใหม่ของ “นายกฯ” ปัดฝุ่น “ครม.สัญจร” ตั้งใจเหนือจรดใต้

นายกรัฐมนตรีย้ำชัดว่าการประชุม ครม.สัญจร ในสมัยที่ตนเป็นหัวหน้ารัฐบาล จะไม่ใช่แค่เปลี่ยนสถานที่ประชุมแบบขอไปที แต่ต้องลงพื้นที่อย่างจริงจัง หากสังเกตจากที่ผ่านมา การประชุมแต่ละครั้งจะใช้เวลานานกว่าปกติ เพราะไม่ใช่ประชุมแบบพิธีการหรือทำตามมอบหมายเท่านั้น แต่จะแก้ไขปัญหาได้ทันที

สิ่งสำคัญคือ ต้อง “ได้น้ำได้เนื้อ” เยอะ มีการลงพื้นที่ร่วมกัน ทำกิจกรรมรวมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างไป ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในรัฐบาลก่อนหน้า การประชุมครม.สัญจรครั้งนี้จึงเน้นการบูรณาการทุกฝ่าย เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั่วประเทศ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงจังหวัดภาคเหนือว่าจะเป็นเชียงใหม่หรือไม่ นายกฯ ตอบว่า พื้นที่ไหนพร้อมก็ไปก่อน โดยให้สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) และรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล เป็นผู้พิจารณาและกำหนด

  • ประโยชน์ของครม.สัญจร: แก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่ได้รวดเร็ว
  • เน้นลงพื้นที่จริง: ไม่ใช่ประชุมพิธี แต่ลงมือทำจริง
  • ครอบคลุมทุกภาค: จากเหนือจรดใต้ รวมหาดใหญ่
  • บูรณาการทีม: ไม่ต่างคนต่างทำ สร้างความร่วมมือ

นโยบายนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุกภูมิภาคอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะในช่วงฤดูน้ำหลากที่เสี่ยงต่อน้ำท่วมฉับพลัน การปัดฝุ่นครม.สัญจรจึงเป็นกลไกสำคัญในการเร่งรัดโครงการ基础设施และบรรเทาสาธารณภัย

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล หากรัฐบาลทำได้ตามสัญญา จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการบริหารราชการแผ่นดิน คุณคิดอย่างไรกับแผน “ครม.สัญจร” นี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ

ที่มา – “นายกฯ” ปัดฝุ่น “ครม.สัญจร” ตั้งใจเหนือจรดใต้

โฆษกรัฐบาล เผย นายกฯ ย้ำ ครม. เร่งแก้ไฟป่า PM2.5

โฆษกรัฐบาล เผย นายกฯ ย้ำ ครม. เร่งแก้ไฟป่า PM2.5 เป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่ปัญหาฝุ่นควันและไฟป่ากำเริบหนัก ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว รัฐบาลภายใต้นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล จึงสั่งการให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) และข้าราชการการเมืองเร่งสร้างผลงานดูแลประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

โฆษกรัฐบาล เผย นายกฯ ย้ำ ครม. เร่งแก้ไฟป่า PM2.5

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ย้ำกับคณะรัฐมนตรีให้ทำงานเต็มที่ สร้างผลงานดูแลประชาชน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาไฟป่าและ PM2.5 ที่เป็นภัยคุกคามใหญ่หลวง นอกจากนี้ ยังขอให้ ครม. และข้าราชการการเมืองลงพื้นที่พบปะประชาชนโดยตรง แทนที่จะรอให้ประชาชนเดินทางมาทำเนียบ เพราะปัญหาความเดือดร้อนมีมากมายในทุกพื้นที่

โอกาสนี้ นายกฯ ยังขอบคุณทุกภาคส่วนที่ทำให้เทศกาลสงกรานต์ผ่านพ้นไปด้วยดี ประชาชนมีความสุขและได้รับคำชื่นชมจากนานาชาติในฐานะเจ้าภาพที่ดีเยี่ยม

รายละเอียดมาตรการจากโฆษกรัฐบาล เผย นายกฯ ย้ำ ครม. เร่งแก้ไฟป่า PM2.5

จากการลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อ 17 เมษายน และเชียงใหม่เมื่อ 20 เมษายน นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญสูงสุดกับปัญหาไฟป่าและ PM2.5 เพราะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจ สั่งการให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเดินหน้าอย่างเต็มที่ พร้อมสนับสนุนกำลังพล งบประมาณ และเครื่องจักรทุกอย่างเพื่อคลี่คลายสถานการณ์

ปัญหา PM2.5 ราว 30-40% มาจากหมอกควันข้ามแดน รัฐบาลจะใช้กลไกอาเซียนแก้ไข ขณะที่กระทรวงพาณิชย์เริ่มมาตรการไม่อนุญาตนำเข้าสินค้าเกษตรจากแหล่งที่เผาตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ส่งผลให้การนำเข้าข้าวโพดลดลง 70% นอกจากนี้ เตรียมรับมือภัยพิบัติอย่างน้ำแล้ง-น้ำท่วมตามคำสั่งนายกฯ

ผลกระทบของไฟป่าและ PM2.5 ต่อประชาชน

ไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ไม่เพียงทำให้อากาศเป็นพิษ แต่ยังก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจ หอบหืด มะเร็งปอด โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ ในภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ ค่าฝุ่นพุ่งเกินมาตรฐานบ่อยครั้ง ส่งผลให้โรงพยาบาลแออัด นักท่องเที่ยวลดลง รายได้ท้องถิ่นหายไปหลายพันล้าน

  • สุขภาพ: PM2.5 เข้าสู่กระแสเลือด ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • เศรษฐกิจ: การท่องเที่ยวเชียงใหม่เสียหายหนัก
  • เกษตรกรรม: พืชผลเสียหายจากควันไฟ
  • สิ่งแวดล้อม: ป่าไม้ถูกทำลาย สัตว์ป่าตายจำนวนมาก

มาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลดำเนินการ

  • เพิ่มสรรถนะดับอากาศและเฝ้าระวังไฟป่า
  • มาตรการกระทรวงพาณิชย์ห้ามนำเข้าผลผลิตจากการเผา
  • เจรจาอาเซียนลดหมอกควันข้ามแดน
  • เตรียมงบประมาณปี 2570 ตามนโยบายนายกฯ
  • ยกเลิก MOU 2544 โดยรองนายกฯ ปกรณ์ นิลประพันธ์

นอกจากนี้ รัฐบาลยังส่งเสริมเกษตรกร改เปลี่ยนพฤติกรรม ไม่เผาเศษวัสดุทางการเกษตร หันมาใช้เทคโนโลยีชีวภาพแทน เพื่อยั่งยืนในระยะยาว

โฆษกรัฐบาล เผย นายกฯ ย้ำ ครม. เร่งแก้ไฟป่า PM2.5 แสดงให้เห็นถึงความจริงจังของรัฐบาลในการแก้ปัญหาที่เรื้อรังมานาน ผู้เขียนเชื่อว่านโยบายเหล่านี้จะช่วยลดปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน

เรียกร้องให้ประชาชน: สวมหน้ากาก N95 ออกกำลังกายในร่ม ติดตามแอป AirVisual และสนับสนุนนโยบายรัฐบาลเพื่ออนาคตที่ดีกว่า ติดตามข่าวสารสิ่งแวดล้อมและการเมืองเพิ่มเติมได้ที่บล็อกนี้!

ที่มา – โฆษกรัฐบาล เผย นายกฯ ย้ำ ครม.- ขรก.การเมือง เร่งสร้างผลงานดูแล ปชช. เดินหน้าแก้ไฟป่า-PM2.5

นายกฯ เรียก “สีหศักดิ์-ปกรณ์” คุยก่อนถกครม.

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีข่าวการเมืองร้อนๆ มาอัปเดตกัน นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ได้นิ่งนอนใจกับประเด็นสำคัญหลายเรื่องเลยนะครับ เช้าวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกฯ ได้เรียก นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย และ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เข้าพบเพื่อคุยกันแบบส่วนตัวก่อนถกคณะรัฐมนตรี (ครม.) เลยทีเดียว คาดว่าน่าจะเกี่ยวกับเรื่องเรือไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ตึงเครียด และ พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาทด้วย

นายกฯ เรียก “สีหศักดิ์-ปกรณ์” คุยก่อนถก ครม. วันนี้ไม่มีรัฐมนตรีลาประชุม

เริ่มจากเวลา 08.30 น. นายกฯ อนุทิน เดินทางมาถึงตึกไทยคู่ฟ้าตามปกติ จากนั้นเวลา 09.05 น. นายสีหศักดิ์ก็เข้าพบนายกฯ ทันที คาดว่าเป็นการรายงานความคืบหน้าจากกระทรวงกลาโหมของโอมาน ที่ประสานให้ไทยส่งรายชื่อเรือไทยที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หลังจากเรือ SCG ของไทยผ่านไปได้อย่างปลอดภัยแล้ว นี่เป็นข่าวดีมากสำหรับผู้ประกอบการส่งออกไทย เพราะช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งน้ำมันและสินค้า ถ้าติดขัดจะกระทบเศรษฐกิจหนักแน่ๆ

ไม่กี่นาทีต่อมา เวลา 09.15 น. นายปกรณ์ก็ตามเข้ามา คงคุยเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน 500,000 ล้านบาท ที่กำลังจะนำเข้าที่ประชุมครม. เงินก้อนนี้สำคัญมากสำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด และรับมือวิกฤตอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น นายกฯ อนุทินดูจะให้ความสำคัญกับการประสานงานระหว่างรัฐมนตรีมากเลยครับ แสดงให้เห็นถึงความเป็นทีมเวิร์คของรัฐบาลชุดนี้

นายกฯ เรียก “สีหศักดิ์-ปกรณ์” คุยก่อนถก ครม. เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วน

หลังจากนั้น เวลา 09.45 น. นายกฯ ยังแวะถ่ายรูปกับผู้ที่ได้รับรางวัล Prime Minister Awards: Thailand Cybersecurity Excellence Awards 2025 และรางวัลอื่นๆ ที่โถงกลางตึกบัญชาการ 1 ดูเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติงานดีๆ ของชาติ ก่อนจะเข้าประชุมครม. เวลา 10.00 น. ที่ห้อง 501 ตึกบัญชาการ 1 อย่างตรงเวลา สิ่งที่น่าสนใจคือ วันนี้ไม่มีรัฐมนตรีแจ้งลาประชุมเลยสักคน ครบทีม 100% แสดงถึงความมุ่งมั่นและความรับผิดชอบสูงมากครับ

การที่ นายกฯ เรียก “สีหศักดิ์-ปกรณ์” คุยก่อนถก ครม. วันนี้ไม่มีรัฐมนตรีลาประชุม ถือเป็นสัญญาณบวกของรัฐบาล ช่วยให้การตัดสินใจรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจและความมั่นคงที่กำลังเป็นห่วง ประเด็นช่องแคบฮอร์มุซนั้น เกิดจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทำให้เรือสินค้าต้องระวังภัย เรือ SCG ที่ผ่านไปได้เพราะการประสานงานดีของกระทรวงต่างประเทศ ถ้าส่งรายชื่อเพิ่มได้ ก็จะช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยอีกหลายราย ส่วน พ.ร.ก.กู้เงินก้อนโตนี้ คาดว่าจะใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

  • เวลา 08.30 น.: นายกฯ อนุทิน ถึงทำเนียบ
  • 09.05 น.: นายสีหศักดิ์ เข้าพบ หารือเรื่องเรือฮอร์มุซ
  • 09.15 น.: นายปกรณ์ เข้าพบ หารือ พ.ร.ก.กู้เงิน
  • 09.45 น.: ถ่ายรูปผู้รับรางวัล
  • 10.00 น.: ประชุมครม. ครบทีม

จากมุมมองของผม การเคลื่อนไหวแบบนี้แสดงว่ารัฐบาลกำลังทำงานหนักเพื่อประชาชนจริงๆ ไม่ปล่อยให้ปัญหาค้างคา ถ้าคุณสนใจข่าวการเมืองเศรษฐกิจ ติดตามบล็อกนี้ต่อไปนะครับ จะมีอัปเดตใหม่ๆ เรื่อยๆ หรือแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างเลย!

นอกจากนี้ การไม่มีรัฐมนตรีลา ยังสะท้อนความสามัคคีที่แข็งแกร่ง ช่วยให้ครม.ตัดสินใจได้เต็มประสิทธิภาพ ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงเร็วแบบนี้ รัฐบาลไทยต้องปรับตัวให้ทัน มิฉะนั้นจะเสียโอกาสไปเปล่าๆ

ที่มา – นายกฯ เรียก “สีหศักดิ์-ปกรณ์” คุยก่อนถก ครม. วันนี้ไม่มีรัฐมนตรีลาประชุม

“ปกรณ์” เคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน

ในวันที่ 21 เมษายน 2569 ปกรณ์ เคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน กลายเป็นประเด็นร้อนที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ออกมากวักมือเรียกสื่อมวลชนชี้แจงด้วยตัวเอง หลังจากคำพูดของเขาถูกตัดตอนจนเกิดความเข้าใจผิดในสังคม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเวลา 08.57 น. ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาการสื่อสารในวงการการเมืองไทยที่มักถูกบิดเบือน

ปกรณ์ เคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน

นายปกรณ์ เริ่มต้นด้วยการกวักมือเรียกสื่อ เพื่อเคลียร์ปมที่เกิดจากคำถามของนักข่าวเกี่ยวกับการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 5 แสนล้านบาทสำหรับค้ำประกันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เขายืนยันว่า ตนตอบแค่ข้อกฎหมายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ซึ่งอนุญาตให้รัฐบาลออกพ.ร.ก.ได้ในกรณีจำเป็นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ไม่ได้ยืนยันว่ารัฐบาลจะทำจริง แต่ถูกตัดตอนจนดูเหมือนเขาสนับสนุนเต็มตัว

“สื่อถามว่ารัฐบาลจะออก พ.ร.ก.กู้เงินทำได้หรือไม่ ผมตอบว่าทำได้ตามกฎหมาย แล้วนักข่าวถามต่อว่าจะกู้ค้ำประกันกองทุนน้ำมันได้ไหม ผมก็บอกว่าทำได้ แต่เรื่องไปถึงไหนต้องถามกระทรวงการคลัง” นายปกรณ์อธิบายอย่างละเอียด พร้อมโวยว่าถูกตัดตอนคำพูด ทำให้เกิดวิพากษ์วิจารณ์หนัก “กลายเป็นว่าผมไปบอกว่าจะกู้เงินซะแล้ว” เขาพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

ปกรณ์ เคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน ด้วยข้อกฎหมาย

รองนายกฯ ฝั่งกฎหมายคนนี้ ย้ำชัดว่า ตนแค่ให้ความรู้ทางกฎหมาย ไม่ใช่การเมืองอาชีพ เขายินดีอธิบายรายละเอียดตามรัฐธรรมนูญ แต่ขออย่าถามประเด็นการเมืองที่ต้องรอ ครม. และพรรคร่วมตัดสินใจ นอกจากนี้ ยังเผยว่านายกรัฐมนตรีเข้าใจเรื่องนี้ดี และเหตุผลที่ผู้นำไม่ค่อยให้สัมภาษณ์เพราะกลัวถูกตัดตอนเหมือนกัน

  • มาตรา 172 รัฐธรรมนูญ: อนุญาตให้คณะรัฐมนตรีออกพ.ร.ก.เมื่อเกิดสถานการณ์จำเป็นเร่งด่วน
  • ตัวเลข 5 แสนล้าน: มาจากคำถามนำของสื่อ ปกรณ์ย้ำว่าไม่รู้รายละเอียด ต้องถามกระทรวงการคลัง
  • สถานะปัจจุบัน: ยังไม่มีแผนชัดเจน ต้องคุยกันหลายฝ่ายก่อน
  • ริสแบนด์สีเหลือง: สัญลักษณ์ “Better Regulation for Better Life” แสดงเจตนาทำเพื่อประชาชน

นายปกรณ์ พ้อว่า “ไม่น่าเชื่อว่าเล่ากฎหมายให้ฟังกลายเป็นประเด็นปัญหา” และขอร้องอย่าทำให้สังคมสับสน โดยเฉพาะในยุควิกฤติเศรษฐกิจที่ต้องประคองบ้านเมืองไปข้างหน้า แทนที่จะทะเลาะกันเรื่องเข้าใจผิด

บริบทของเรื่องนี้มาจากปัญหากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ขาดดุลหนัก จากราคาน้ำมันผันผวนและการชดเชยราคาให้ประชาชน ซึ่งอาจต้องใช้เงินกู้จำนวนมากเพื่อรักษาเสถียรภาพพลังงาน รัฐบาลจึงพิจารณาเครื่องมือทางกฎหมายอย่างพ.ร.ก. แต่ต้องวางแผนระยะยาว คิดถึงกำลังชำระหนี้ และผลกระทบต่อประชาชน 65 ล้านคน ไม่ใช่ตัดสินใจปุบปับ

หลังชี้แจงเสร็จ นายปกรณ์ยกมือไหว้สื่อ ขออภัยหากดูดุ แต่เน้นย้ำว่าต้องการสร้างความเข้าใจร่วมกัน เมื่อถามย้ำตัวเลข 5 แสนล้าน เขาถามกลับว่าใครถามก่อน แล้วย้ำว่าเป็นคำถามนำ และตนหัวเราะตอนนั้น เปิดเทปดูได้

เหตุการณ์ ปกรณ์ เคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน นี้ สะท้อนปัญหาการรายงานข่าวที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งไม่จำเป็น ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารล้นหลาม สังคมควรตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างรอบคอบ

จากมุมมองผู้เขียน เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญว่าผู้บริหารอย่างปกรณ์ที่เน้นกฎหมายและเหตุผล สามารถช่วยคลายปมได้ หากสื่อนำเสนอครบถ้วน การเมืองไทยจะก้าวหน้าขึ้น คุณลองคิดดูสิ หากทุกฝ่ายสื่อสารโปร่งใส เราจะหลีกเลี่ยงดราม่าแบบนี้ได้มากแค่ไหน? คอมเมนต์ด้านล่าง แชร์ความเห็นของคุณเกี่ยวกับ พ.ร.ก.กู้เงินนี้ได้เลย!

ที่มา – “ปกรณ์” กวักมือเรียกสื่อเคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน โวยถูกตัดตอนคำ แจงแค่ตอบข้อกฎหมาย

“อนุทิน” ชี้ แก้รธน. คำสั่งประชาชน ลดน้ำมันไม่ใช่ของขวัญ

หลังจากเสร็จสิ้นการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์เปิดใจถึงหลายประเด็นร้อน โดยเฉพาะเรื่อง “อนุทิน” ชี้ แก้รธน. ไม่ใช่นโยบายแต่คือคำสั่งประชาชน ลดราคาน้ำมันไม่ใช่ของขวัญสงกรานต์ ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดการบริหารประเทศที่มุ่งช่วยเหลือประชาชนอย่างจริงจัง ไม่ใช่การซื้อใจแบบประชานิยม

นายกรัฐมนตรี อนุทิน ระบุว่า รัฐบาลรับฟังทุกข้อเสนอแนะจากสมาชิกรัฐสภาในช่วง 2 วันของการอภิปราย ไม่ว่าจะเป็นประเด็นในนโยบายหรือนอกนโยบาย หากเห็นว่ามีประโยชน์จะนำไปปฏิบัติทันที โดยเฉพาะเรื่องช่วยเหลือประชาชนที่หลายคนเสนอ ซึ่งจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันถัดไป แต่ย้ำว่าบางเรื่องที่ผูกพันจากรัฐบาลชุดก่อน ต้องรอจังหวะที่เหมาะสม

“อนุทิน” ชี้ แก้รธน. ไม่ใช่นโยบายแต่คือคำสั่งประชาชน ลดราคาน้ำมันไม่ใช่ของขวัญสงกรานต์

ประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือการตอบโต้ฝ่ายค้านที่ชี้ว่านโยบายรัฐบาลไม่มีเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายกฯ อนุทิน ถามกลับทันควันว่า การแก้รัฐธรรมนูญนั้นยิ่งใหญ่กว่านโยบาย เพราะผ่านประชามติเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ที่ประชาชนลงคะแนนเห็นชอบท่วมท้นแล้ว มันคือ คำสั่งของประชาชน ที่รัฐบาลต้องดำเนินการ โดยจะอำนวยความสะดวกผ่านกลไกรัฐสภา ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเริ่มจากร่างเก่าหรือใหม่ ก็ให้สภาฯ เป็นหลัก

รายละเอียด “อนุทิน” ชี้ แก้รธน. ไม่ใช่นโยบายแต่คือคำสั่งประชาชน ลดราคาน้ำมันไม่ใช่ของขวัญสงกรานต์

ส่วนเรื่องลดราคาน้ำมันทุกประเภทสูงสุด 6 บาท ที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ประกาศในวันถัดไป นายกฯ ย้ำชัดว่า ไม่ใช่ของขวัญสงกรานต์ แต่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องทำเพื่อประชาชนทุกวัน รัฐบาลชุดนี้มาจากประชาชน ไม่เกรงใจใคร และจะไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง ทุกการกระทำคือสำนึกในหน้าที่ ไม่ใช่การเอาใจ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังพูดถึงการลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาสในวันที่ 17 เมษายน เพื่อติดตามคดีลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.พรรคประชาชาติ โดยสั่งการเร่งรัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกอ.รมน. ลั่นต้อง ปราบปรามให้สิ้นซาก ไม่ยอมให้เกิดการใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา โดยเฉพาะการใช้อาวุธปืนที่ยังลักลอบได้แม้เข้มงวดมา 3 ปี ย้ำว่าคนที่ทำผิดต้องถูกดำเนินคดีเด็ดขาด ขยายผลเครือข่ายทั้งหมด ไม่ว่าพรรคหรือพวกพ้อง

  • รับฟังข้อเสนอแนะจากสภาทุกประเด็น เพื่อนำไปปฏิบัติหากเป็นประโยชน์
  • ลดราคาน้ำมัน 6 บาท เป็นหน้าที่ ไม่ใช่ของขวัญเทศกาล
  • แก้รัฐธรรมนูญ เริ่มจากรัฐสภา ตามคำสั่งประชาชนจากประชามติ
  • ปราบปรามความรุนแรงใต้ให้สิ้นซาก ติดตามคดี ส.ส. กมลศักดิ์ ด้วยตัวเอง
  • ให้ความสำคัญเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ไม่ยอมตัดตอนคดี

การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลอนุทินในการทำงานเพื่อประชาชนอย่างโปร่งใส โดยไม่ยึดติดกับภาพลักษณ์ของขวัญการเมือง นโยบายช่วยเหลือจะต่อเนื่อง ขณะที่ประเด็นแก้รัฐธรรมนูญจะเดินหน้าอย่างรวดเร็วผ่านสภา สร้างความหวังให้ประชาชนที่รอคอยการเปลี่ยนแปลง

ในมุมมองของผู้เขียน การชี้แจงของนายกฯ อนุทิน ในครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกว่ารัฐบาลจะโฟกัสที่ผลงานจริง ไม่ใช่โฆษณา หากทำได้ตามสัญญา จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นในระบบการเมืองไทยได้มาก คุณคิดอย่างไรกับแนวทางนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ

ที่มา – “อนุทิน” ชี้ แก้รธน. ไม่ใช่นโยบายแต่คือคำสั่งประชาชน ลดราคาน้ำมันไม่ใช่ของขวัญสงกรานต์

Scroll to top