ประชุมสภาผู้แทนราษฎร

มติพรรคเพื่อไทย ร่วมยื่นญัตติด่วนสภาฯ แก้วิกฤตน้ำมัน

สวัสดีครับทุกคน ในช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงและสถานการณ์ตึงเครียดจากสงครามในตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบหนักหน่วงต่อชีวิตประจำวันของเรา พรรคเพื่อไทยก็ไม่นิ่งนอนใจ ล่าสุดมี มติพรรคเพื่อไทย ร่วมยื่นญัตติด่วนสภาฯ แก้วิกฤตน้ำมัน ดันตั้ง กมธ.วิสามัญ เร่งหาทางออก เพื่อเร่งแก้ปัญหานี้ให้ตรงจุดและเป็นรูปธรรมทันที

มติพรรคเพื่อไทย ร่วมยื่นญัตติด่วนสภาฯ แก้วิกฤตน้ำมัน ดันตั้ง กมธ.วิสามัญ เร่งหาทางออก

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้เปิดเผยหลังการสัมมนา ส.ส. เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2567 ว่า ที่ประชุมพรรคได้หารือกันอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับปัญหาพลังงานที่เกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก ทั้งค่าน้ำมันแพง หาน้ำมันเติมรถไม่ได้ และราคาสินค้าที่พุ่งตามมา

มติสำคัญนี้กำหนดให้พรรคเพื่อไทยร่วมกับพรรคอื่นๆ ยื่นญัตติด่วนต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายจาตุรนต์ ฉายแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นผู้เปิดอภิปรายหลัก และมี ส.ส. หลายคนพร้อมร่วมอภิปราย แม้บางคนจะอยู่ในฝั่งรัฐบาลก็ตาม เพราะปัญหานี้กระทบทุกคน เราต้องช่วยกันแก้ไข

ปัญหาหลักจากวิกฤตน้ำมันที่ต้องเร่งแก้

จากที่ที่ประชุมวิเคราะห์ ปัญหาหลักๆ มีหลายมิติ ไม่ใช่แค่น้ำมันขาดแคลน แต่รวมถึง:

  • การบริหารโลจิสติกส์ล้มเหลว: ส่งน้ำมันไปยังปั๊มต่างๆ ไม่ทัน ประชาชนต้องลุ้นหาน้ำมันเติม
  • ข้อครหาการกักตุน: มีความสงสัยว่ามีการกักตุนน้ำมันในบางจุด ทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่
  • ราคาสินค้าพุ่ง: ค่าขนส่งแพง สินค้าอุปโภคบริโภคขึ้นราคาตาม
  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ: ผู้รับเหมาก่อสร้างชะลอโครงการเพราะต้นทุนพลังงานสูง หาน้ำมันยาก ส่งผลให้การจ้างงานและเศรษฐกิจชะงัก
  • ห่วงโซ่อุปทานสะดุด: การลงทุนต่างๆ ถูกเลื่อน สร้างความเสียหายระยะยาว

สถานการณ์แบบนี้ถ้าปล่อยไว้ จะยิ่งทำให้ประชาชนลำบากและเศรษฐกิจไทยสะดุดได้ครับ

แนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรมจากพรรคเพื่อไทย

พรรคเพื่อไทยไม่ได้แค่วิจารณ์ แต่มีข้อเสนอชัดเจนเพื่อให้รัฐบาลนำไปใช้ทันที โดยมุ่งเน้น 2 เรื่องหลัก:

  • ใช้กลไกสภา: รวบรวมความเห็นจากการอภิปราย ส่งสรุปให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ เพื่อขับเคลื่อนทันที
  • ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ: ศึกษาผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลางและพลังงาน ใช้เวลาแค่ 10-20 วัน แล้วรายงานสภาและส่งครม. เพื่อดำเนินการจริงจัง

นอกจากนี้ ยังเน้นเรื่องการสื่อสารที่โปร่งใสและรวดเร็วจากภาครัฐ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่ารัฐมีน้ำมันเพียงพอ ไม่ต้องตื่นตระหนก

มติพรรคเพื่อไทย ร่วมยื่นญัตติด่วนสภาฯ แก้วิกฤตน้ำมัน ดันตั้ง กมธ.วิสามัญ เร่งหาทางออก ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการรวมพลังสภาแก้ปัญหาให้ประชาชน หากทำได้เร็ว จะช่วยลดผลกระทบทางเศรษฐกิจและคืนความสุขให้คนไทยได้ไม่น้อย

ส่วนตัวผมมองว่านี่คือโอกาสดีที่นักการเมืองจะแสดงความรับผิดชอบจริงจัง แทนที่จะทะเลาะกันเอง คุณล่ะครับคิดเห็นยังไงกับมติล่าสุดของพรรคเพื่อไทย? ลองแชร์ความคิดในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วเรามาติดตามกันว่านายจาตุรนต์จะอภิปรายอย่างไรในสภา!

ที่มา – มติพรรคเพื่อไทย ร่วมยื่นญัตติด่วนสภาฯ แก้วิกฤตน้ำมัน ดันตั้ง กมธ.วิสามัญ เร่งหาทางออก

ชมถ่ายทอดสด โหวตนายกรัฐมนตรี อนุทิน-ณัฐพงษ์-ธรรมนัส

วันนี้เป็นวันสำคัญของแวดวงการเมืองไทยเลยนะครับ! ชมถ่ายทอดสด โหวตนายกรัฐมนตรี อนุทิน-ณัฐพงษ์-ธรรมนัส ที่กำลังจะเกิดขึ้นในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ใครจะได้เป็นผู้นำคนใหม่ของประเทศ ลุ้นกันสุดๆ ระหว่างตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน และพรรคกล้าธรรม มาติดตามกันว่าผลจะออกมาเป็นยังไง

ตามกำหนดการ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้นัดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 2 ในวันที่ 19 มีนาคม 2567 เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป ที่ห้องประชุมชั้น 2 อาคารรัฐสภา ก่อนอื่นจะแจ้งพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานและรองประธานสภา จากนั้นเข้าสู่วาระสำคัญ คือ การให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ชมถ่ายทอดสด โหวตนายกรัฐมนตรี อนุทิน-ณัฐพงษ์-ธรรมนัส

ผู้สมัครชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้มีดังนี้

  • พรรคภูมิใจไทย เสนอชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 ของพรรค อนุทินเป็นนักการเมืองรุ่นใหญ่ มีประสบการณ์ยาวนาน เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหลายสมัย โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขที่โดดเด่นในช่วงโควิด
  • พรรคประชาชน ส่ง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 พรรคนี้เน้นนโยบายประชานิยม ช่วยเหลือประชาชนฐานราก ณัฐพงษ์มีความมุ่งมั่นในการผลักดันสวัสดิการสังคม
  • พรรคกล้าธรรม มีรายงานว่าจะเสนอชื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนเดียวของพรรค ธรรมนัสเป็นที่รู้จักจากบทบาทในพรรคพลังประชารัฐมาก่อน มีภาพลักษณ์ทหารกล้าแกร่ง มุ่งเน้นความมั่นคงและพัฒนาชนบท

ขั้นตอนการโหวตนายกรัฐมนตรีแบบละเอียด

การโหวตครั้งนี้มีขั้นตอนที่ชัดเจนตามกฎหมาย เพื่อความโปร่งใส

  1. พรรคการเมืองเสนอชื่อแคนดิเดตจากบัญชีของตน โดยพรรคต้องมี ส.ส. ไม่น้อยกว่า 5% หรือ 25 ที่นั่ง และมี ส.ส. รับรองไม่น้อยกว่า 10% ของสมาชิกสภา
  2. ผู้ถูกเสนอชื่อจะกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุม เพื่อให้ ส.ส. ตัดสินใจ
  3. ลงคะแนนแบบเปิดเผย โดยประธานเรียกชื่อ ส.ส. ตามลำดับตัวอักษร ส.ส. ขานชื่อผู้ที่เลือกหรือ “งดออกเสียง”
  4. ผู้ชนะต้องได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส. ทั้งหมด (ปัจจุบัน 500 คน ต้องเกิน 251 เสียง)
  5. เมื่อได้ผู้ชนะ ประธานสภาจะนำชื่อทูลเกล้าฯ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

นี่คือช่วงเวลาที่ตึงเครียดที่สุดสำหรับ ส.ส. ทุกคน เพราะการโหวตนายกรัฐมนตรีจะกำหนดทิศทางนโยบายรัฐบาลชุดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การศึกษา สุขภาพ หรือความมั่นคง การเมืองไทยช่วงนี้กำลังเข้มข้นหลังจากการเลือกตั้งใหญ่ พรรคต่างๆ พยายามรวมพลังเพื่อชิง majority ส.ส. อนุทินจากภูมิใจไทยมีฐานเสียงแข็งในภาคอีสานและกรุงเทพ ณัฐพงษ์จากประชาชนเน้นกลุ่มเยาวชนและแรงงาน ส่วนธรรมนัสเน้นฐานอนุรักษนิยม

คุณคิดว่าใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป? ผลโพลล์ล่าสุดชี้ว่าอนุทินนำโด่ง แต่การเมืองไทยอะไรก็เกิดขึ้นได้ ลุ้นกันในสภาเลยครับ

ติดตามการถ่ายทอดสดได้ที่นี่: YouTube Live สภาผู้แทนราษฎร

อย่าพลาด ชมถ่ายทอดสด โหวตนายกรัฐมนตรี อนุทิน-ณัฐพงษ์-ธรรมนัส เพราะนี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศ! แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณเชียร์ใคร และทำไม คลิกแชร์ให้เพื่อนๆ มาลุ้นด้วยกันนะครับ

ที่มา – ชมถ่ายทอดสด โหวตนายกรัฐมนตรี ใครจะเป็นคนต่อไป “อนุทิน-ณัฐพงษ์-ธรรมนัส”

ประธานสภาฯ ตรวจความเรียบร้อยก่อนประชุมโหวตนายกฯ 19 มี.ค.

ประธานสภาฯ ตรวจความเรียบร้อยก่อนประชุมโหวตนายกฯ เป็นหัวข้อที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในหมู่ประชาชนชาวไทย หลังจากที่เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 13.30 น. นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความเรียบร้อยของห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภาใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมครั้งสำคัญในวันพรุ่งนี้

ประธานสภาฯ นายโสภณ ซารัมย์ ตรวจความเรียบร้อยห้องประชุมก่อนประชุมโหวตนายกฯ

การตรวจครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างพร้อมสมบูรณ์แบบสำหรับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 2 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ในวาระพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งกำหนดให้เกิดขึ้นในวันที่ 19 มีนาคม 2569 นี่จะเป็นครั้งแรกที่ทั้งประธานและรองประธานสภาฯ จะทำหน้าที่อย่างเป็นทางการ หลังจากได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯ ร่วมตรวจห้องประชุม

ประธานสภาฯ ตรวจความเรียบร้อยก่อนประชุมโหวตนายกฯ

ในระหว่างการตรวจ ประธานสภาฯ ตรวจความเรียบร้อยก่อนประชุมโหวตนายกฯ นายโสภณได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมการให้ดีที่สุด เพื่อให้การประชุมดำเนินไปอย่างราบรื่นและเป็นธรรม โดยมีนายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และคณะผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ร่วมตรวจด้วย การเตรียมห้องประชุมรวมถึงระบบเสียง แสง สื่อสาร และมาตรการความปลอดภัยทุกประการ เพื่อรองรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดที่คาดว่าจะเข้าร่วมประชุมเต็มจำนวน

นายโสภณ ซารัมย์ และทีมงานตรวจสอบอุปกรณ์ในห้องประชุม
การเตรียมความพร้อมก่อนประชุมสภาผู้แทนราษฎร

บุคคลสำคัญในเหตุการณ์นี้

  • นายโสภณ ซารัมย์: ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนล่าสุด ผู้มีประสบการณ์ยาวนานในวงการการเมือง
  • นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช: รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการปกครอง
  • นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์: เลขาธิการสภาฯ ผู้รับผิดชอบด้านบริหารจัดการ

ทั้งสามท่านร่วมกันตรวจสอบทุกรายละเอียด เพื่อให้การประชุมเป็นไปตามระเบียบวาระและไม่เกิดปัญหาใดๆ

ภาพรวมการตรวจความเรียบร้อยห้องประชุมสภาฯ

ขั้นตอนการประชุมโหวตนายกรัฐมนตรี

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นจุดไคลแมกซ์ของกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 ซึ่งกำหนดให้คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่มีสมาชิกที่เป็นส.ส. จำนวนมากที่สุด เสนอชื่อบุคคลเพื่อให้สภาโหวตเห็นชอบด้วยคะแนนเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดที่มาร่วมประชุม

  • เปิดประชุมโดยประธานสภา
  • อภิปรายเสนอชื่อผู้สมควรเป็นนายกฯ
  • ลงมติด้วยการแสดงบัตรหรืออิเล็กทรอนิกส์
  • ประกาศผลและส่งให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง

ประธานสภาฯ ตรวจความเรียบร้อยก่อนประชุมโหวตนายกฯ จึงเป็นสัญญาณบอกเหตุว่ารัฐบาลชุดใหม่ใกล้เกิดขึ้นแล้ว สร้างความคาดหวังให้กับประชาชนที่ติดตามสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิด

ความสำคัญของการเตรียมการครั้งนี้

การที่ประธานสภาและทีมงานลงมาดูแลด้วยตัวเอง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความโปร่งใสและประสิทธิภาพของสภา ซึ่งเป็นหัวใจของประชาธิปไตยไทย โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองหลังการเลือกตั้งครั้งล่าสุด การประชุมวันที่ 19 มี.ค. นี้ไม่เพียงแต่จะกำหนดตัวนายกรัฐมนตรีคนใหม่เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงเสถียรภาพของรัฐบาลที่จะบริหารประเทศต่อไปอีก 4 ปีข้างหน้า

ในมุมมองของผู้เขียน การตรวจความเรียบร้อยดังกล่าวเป็นตัวอย่างที่ดีของผู้นำที่ใส่ใจรายละเอียด ซึ่งจะช่วยลดข้อผิดพลาดและเพิ่มความเชื่อมั่นจากประชาชน หากการโหวตสำเร็จลุล่วง จะเป็นจุดเริ่มต้นยุคใหม่ของการเมืองไทยที่มั่นคงยิ่งขึ้น

ติดตามผลการประชุมโหวตนายกรัฐมนตรีแบบเรียลไทม์ และอัปเดตข่าวสารการเมืองล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – ประธานสภาฯ ตรวจความเรียบร้อยก่อนทำหน้าที่ทางการครั้งแรก ประชุม “โหวตนายกฯ” 19 มี.ค.

ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ นัดแรก โหวตประธานสภาฯ

ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ นัดแรกเริ่มแล้ว โหวตประธานสภาฯ และ 2 รองประธานสภาฯ

วันนี้ (15 มีนาคม 2569) เป็นวันสำคัญสำหรับแฟนการเมืองไทย เมื่อถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ นัดแรกเริ่มแล้ว โหวตประธานสภาฯ และ 2 รองประธานสภาฯ อย่างเป็นทางการ หลังจากรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาเมื่อวาน (14 มีนาคม) สภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ปีที่ 1 สมัยวิสามัญประจำปีครั้งที่ 1 ได้เริ่มต้นด้วยวาระเด็ดขาดนี้ ซึ่งทุกสายตาจับจ้องตัวเต็งจากพรรคใหญ่ๆ ที่คาดว่าจะไม่พลิกโผ

บรรยากาศในสภาเริ่มคึกคักตั้งแต่เช้า เวลา 09.00 น. นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย วัย 90 ปี ผู้ถือเป็น ส.ส.อาวุโสสูงสุดของสภาชุดนี้ รับหน้าที่ประธานชั่วคราว ก่อนที่ ส.ส.ทุกคนจะปฏิญาณตนตามมาตรา 115 ของรัฐธรรมนูญ จากนั้นจึงเข้าสู่วาระเลือกตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร รองประธานคนที่ 1 และคนที่ 2 ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการกำหนดทิศทางการทำงานของสภาในอนาคต

ตัวเต็งที่คาดว่าจะคว้าชัยในถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ นัดแรกเริ่มแล้ว โหวตประธานสภาฯ และ 2 รองประธานสภาฯ

พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ชัดเจนสุดๆ ในการเสนอชื่อ นายโสภณ ซารัมย์ ส.ส.บุรีรัมย์ เป็นประธานสภาฯ ส่วน น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ส.ส.ลพบุรี รองประธานคนที่ 1 ขณะที่โควต้ารองประธานคนที่ 2 ตกเป็นของพรรคเพื่อไทย (พท.) กับ นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ส.ส.เลย ทางพรรคประชาชน (ปชน.) ก็ไม่ยอมแพ้ มีมติส่งชื่อชิงประธานสภาฯ แต่ยังปิดบังตัวบุคคล ทำเอาสื่อและนักการเมืองต้องลุ้นกันตัวโก่ง

  • ประธานสภาฯ: นายโสภณ ซารัมย์ (ภท.) – ตัวเต็งอันดับ 1 จากประสบการณ์ยาวนาน
  • รองประธานคนที่ 1: น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช (ภท.) – ผู้หญิงแกร่งจากลพบุรี
  • รองประธานคนที่ 2: นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล (พท.) -ตัวแทนจากภาคอีสาน
  • พรรคประชาชน: ส่งชิงประธาน แต่ยังไม่เปิดชื่อ

การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่พิธีการ แต่สะท้อนสมดุลอำนาจระหว่างพรรคใหญ่ โดยเฉพาะภท.ที่ได้เปรียบจากจำนวน ส.ส. และดีลทางการเมืองที่แน่นปึ้ก

ขั้นตอนการโหวตแบบละเอียดในถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ

นายศิโรจน์ แพทยพันธุ์ เลขาธิการสภาฯ เผยขั้นตอนชัดเจน หากแต่ละตำแหน่งมีผู้เสนอชื่อเดียว ไม่ต้องโหวต แค่แสดงวิสัยทัศน์ 10 นาทีต่อคน เสร็จเร็วปรื๊ด แต่ถ้ามีแข่งกัน ต้องลงคะแนนลับตามข้อบังคับ ใช้เวลาโหวตตำแหน่งละ 2 ชม. 30 นาที ส.ส.เรียงตามตัวอักษร รับบัตรเข้าไปเขียนชื่อในคูหา หย่อนลงกล่อง แล้วคณะกรรมการจากทุกพรรคร่วมนับคะแนนแบบโปร่งใส

นอกจากนี้ ยังมีกติกาเรื่องคะแนนขั้นต่ำ ผู้สมัครต้องได้เสียงไม่ต่ำกว่า 1 ใน 3 ของ ส.ส.ทั้งหมด (ประมาณ 250 เสียงจาก 500 คน) ถ้าไม่ถึงต้องเลือกใหม่ สร้างความตื่นเต้นให้ผู้ชมถ่ายทอดสด

ทำไมวาระนี้ถึงสำคัญ? ประธานสภาฯ ควบคุมการประชุม กำหนดวาระ ลำดับพูด และตีความกฎระเบียบ ซึ่งจะส่งผลต่อการผลักดันนโยบายรัฐบาล การอภิปรายไม่ไว้วางใจ และกฎหมายสำคัญๆ ในปีนี้ เช่น พ.ร.บ.งบประมาณ หรือปรับโครงสร้างภาษี การเลือกตั้งที่ดีจะช่วยให้สภาเดินหน้าสะดวก ไม่ติดขัด

จากประสบการณ์สภาชุดก่อนๆ การโหวตมักลุ้นดราม่า โดยเฉพาะถ้ามี ส.ส.อิสระหรือพรรคเล็กสลับขั้ว แต่คราวนี้คาดว่าตัวเต็งน่าจะผ่านฉลุย เพราะดีลพรรครองๆ แน่นหนา ผู้ชมถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ นัดแรกเริ่มแล้ว โหวตประธานสภาฯ และ 2 รองประธานสภาฯ สามารถติดตามแบบเรียลไทม์ได้ทางช่องข่าวต่างๆ

ในมุมมองผู้เขียน การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกให้ประชาชนมั่นใจในระบบประชาธิปไตยไทยมากขึ้น หากทุกฝ่ายยึดหลักธรรมาภิบาล อย่าลืมติดตามผลโหวตและแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง ชาวเน็ตคิดอย่างไรกับตัวเต็งเหล่านี้?

ที่มา – ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ นัดแรกเริ่มแล้ว โหวตประธานสภาฯ และ 2 รองประธานสภาฯ

“ในหลวง-พระราชินี” เสด็จฯ เปิดประชุมรัฐสภา

“ในหลวง-พระราชินี” เสด็จฯ เปิดประชุมรัฐสภา เป็นเหตุการณ์สำคัญที่สร้างความตื่นเต้นให้กับประชาชนชาวไทยทุกคน ในวันที่ 14 มีนาคม 2569 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ได้เสด็จพระราชดำเนินจากพระราชวังดุสิตมายังอาคารรัฐสภาแห่งชาติ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมราชินีประทับรถยนต์พระที่นั่ง ออกเดินทางเมื่อเวลา 17.17 น. ถือเป็นพระราชกรณียกิจที่แสดงถึงพระราชปณิธานในการทรงเป็นประมุขของรัฐบาลไทย

“ในหลวง-พระราชินี” เสด็จฯ เปิดประชุมรัฐสภา

เมื่อเวลา 17.25 น. พระองค์ทั้งสองพระองค์เสด็จเข้าห้องโถงรัฐพิธี ชั้น 11 ของอาคารรัฐสภา ท่ามกลางดนตรีบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีอย่างยิ่งใหญ่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนตรี สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ได้เฝ้ารับเสด็จอย่างพร้อมเพรียงในพิธีเปิดประชุมรัฐสภาอันศักดิ์สิทธิ์นี้

“ในหลวง-พระราชินี” เสด็จฯ เปิดประชุมรัฐสภา

ในระหว่างพิธี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประทับยืนหน้าพระราชอาสน์ และพระราชทานพระราชดำรัสสำคัญแก่สมาชิกรัฐสภาทุกท่าน พระราชดำรัสมีใจความว่า “บัดนี้ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เสร็จสิ้นลง และมีการเรียกประชุมรัฐสภา พุทธศักราช 2569 แล้ว ข้าพเจ้าขอเปิดประชุมรัฐสภา ตั้งแต่วาระนี้เป็นต้นไป ขอให้ท่านทั้งหลายผู้จะปฏิบัติหน้าที่นิติบัญญัติแทนประชาชนทั้งประเทศ ยึดถือความถูกต้องและประโยชน์สุขของประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด การปรึกษาหารือใดๆ ที่จะมีขึ้นในสภาฯ แห่งนี้ จะได้ดำเนินไปในวิถีทางแห่งรัฐธรรมนูญ และสำเร็จผล เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง ขออำนวยพรให้การดำเนินงานของรัฐสภา เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และขอให้ทุกคนมีความสุขความเจริญโดยทั่วกัน” พระราชดำรัสนี้เน้นย้ำหลักการสำคัญที่สมาชิกรัฐสภาทุกคนควรยึดถือ นั่นคือความถูกต้องและประโยชน์สุขของประชาชนเป็นหลักสูงสุด

พระราชดำรัส “ในหลวง-พระราชินี” เสด็จฯ เปิดประชุมรัฐสภา

ความสำคัญของพระราชดำรัสใน “ในหลวง-พระราชินี” เสด็จฯ เปิดประชุมรัฐสภา

รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาเป็นประเพณีอันยาวนานของประเทศไทย ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์ทรงเสด็จเป็นองค์ประธานเพื่อเปิดประชุมและพระราชทานพระราชดำรัส ซึ่งเป็นแนวทางให้สมาชิกรัฐสภาปฏิบัติหน้าที่ พิธีนี้ไม่เพียงประกาศให้ประชาชนทราบถึงการเริ่มต้นการทำงานของรัฐสภาใหม่ แต่ยังเป็นการย้ำเตือนถึงหน้าที่ของผู้แทนราษฎรในการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน พระราชดำรัสในโอกาสนี้มักจะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้กับนักการเมืองทุกฝ่าย

พระราชดำรัสครั้งนี้มีความหมายลึกซึ้ง โดยทรงกำชับให้ยึด “ความถูกต้อง” และ “ประโยชน์สุขของประชาชน” เป็นเป้าหมายสูงสุด ซึ่งสอดคล้องกับพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการทรงงานเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของพสกนิกร ในยุคที่การเมืองไทยมีความท้าทายมากมาย พระราชดำรัสนี้ยิ่งเป็นแสงสว่างนำทางให้รัฐสภาดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ สร้างนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน

กำหนดการประชุมรัฐสภาหลัง “ในหลวง-พระราชินี” เสด็จฯ เปิดประชุมรัฐสภา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันรุ่งขึ้นคือวันที่ 15 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. จะมีประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) โดยมีวาระสำคัญดังนี้

  • การโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร
  • การเลือกตั้งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร
  • การกำหนดทิศทางการประชุมสภาสมัยนี้

การประชุมครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานที่เข้มข้น เพื่อผลักดันกฎหมายและนโยบายต่างๆ ที่ตอบโจทย์ปัญหาประชาชน เช่น เศรษฐกิจ สุขภาพ การศึกษา และความมั่นคงของชาติ ประชาชนสามารถติดตามการถ่ายทอดสดได้ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์และเว็บไซต์รัฐสภา

นอกจากนี้ รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภายังสะท้อนถึงความสามัคคีของชาติ โดยมีคณะรัฐมนตรี สว. และ สส. ร่วมเฝ้ารับเสด็จ ซึ่งเป็นภาพที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยทุกคน พระราชกรณียกิจเช่นนี้ย้ำถึงบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในการเป็นศูนย์รวมจิตใจและผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญ

ในมุมมองของผู้เขียน พระราชดำรัสนี้เป็นเครื่องเตือนใจที่ทันสมัยสำหรับนักการเมืองทุกท่าน หากทุกคนยึดมั่นตามพระราชดำรัส ประเทศไทยจะก้าวหน้าอย่างยั่งยืนแน่นอน คุณล่ะคิดอย่างไรกับเหตุการณ์ “ในหลวง-พระราชินี” เสด็จฯ เปิดประชุมรัฐสภา ครั้งนี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้พระราชดำรัสอันประเสริฐ!

ที่มา – “ในหลวง-พระราชินี” เสด็จฯ เปิดประชุมรัฐสภา มีพระราชดำรัส ยึดความถูกต้อง-ประโยชน์สุขประชาชน

“ภูมิใจไทย” คึกคักประชุม สส. ก่อนเปิดสภาฯ

การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญอีกครั้ง กับกระแส“ภูมิใจไทย” คึกคักประชุม สส. ก่อนเปิดสภาฯ จับตา “เพื่อไทย” บุกถิ่นสีน้ำเงินส่งโผ ครม. ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในแวดวงนักการเมือง โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมของพรรคภูมิใจไทยก่อนการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการจัดตั้งรัฐบาลและนโยบายสำคัญของประเทศ

“ภูมิใจไทย” คึกคักประชุม สส. ก่อนเปิดสภาฯ จับตา “เพื่อไทย” บุกถิ่นสีน้ำเงินส่งโผ ครม.

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2567 ณ อาคารพรรคภูมิใจไทย เกิดการรวมตัวครั้งใหญ่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกพรรค เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนรัฐพิธีเปิดสภาในวันที่ 14 มีนาคม และการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 อย่างเป็นทางการในวันที่ 15 มีนาคม บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก แกนนำพรรคและ ส.ส. เดินทางมาร่วมอย่างพร้อมเพรียง ไม่ว่าจะเป็นนายศุภชัย ใจสมุทร นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล รวมถึงกลุ่ม ส.ส. เลือดใหม่ที่กำลังจะมีบทบาทสำคัญในสภาใหม่

การประชุมครั้งนี้ไม่ใช่แค่การรวมตัวธรรมดา แต่เป็นการวางแผนยุทธศาสตร์เพื่อผลักดันนโยบายหลักของพรรค โดยเฉพาะในสมัย “อนุทิน 2” ที่คาดว่าจะชูแนวคิด “ใช้นิติบัญญัตินำระบบบริหาร” ซึ่งเน้นการกำจัดหรือ “กิโยติน” กฎหมายที่ล้าสมัยและเป็นอุปสรรคต่อประชาชน นักลงทุน และเศรษฐกิจฐานราก พรรคภูมิใจไทยมองว่านี่คือกุญแจสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวอย่างยั่งยืน

ทีมยุทธศาสตร์พรรควางเป้ารื้อกฎหมายเก่า

ในช่วงเช้าของการประชุม ทีมยุทธศาสตร์พรรคได้หารือแนวทางงานด้านนิติบัญญัติอย่างละเอียด โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการโละกฎหมายที่ขัดขวางการทำมาหากินของประชาชน เช่น กฎระเบียบที่ทำให้การลงทุนล่าช้า หรือข้อจำกัดที่ไม่สอดคล้องกับยุคดิจิทัล นโยบายนี้จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นเศรษฐกิจดิจิทัลได้เร็วขึ้น

  • กิโยตินกฎหมายล้าหลัง: ลดขั้นตอนราชการที่ซับซ้อน
  • กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก: สนับสนุน SME และเกษตรกร
  • ปรับปรุงกฎหมายลงทุน: ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ
  • นิติบัญญัติเชิงรุก: ออกกฎหมายใหม่เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วน

นอกจากนี้ ไฮไลต์สำคัญที่ทุกคนจับตาคือการเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทย ซึ่งนำโดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และนายประเสริฐ จันทรวงทอง เลขาธิการพรรค ที่มีกำหนดเดินทางบุกถิ่นสีน้ำเงินของพรรคภูมิใจไทย เพื่อยื่นรายชื่อบุคคลที่เสนอให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในโควตาของพรรคเพื่อไทย รวมถึงตำแหน่งรองประธานสภาคนที่ 2 การส่งโผครม. ครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มั่นคง

ความหมายของการบุกถิ่นสีน้ำเงิน

ถิ่นสีน้ำเงินหมายถึงฐานที่มั่นของพรรคภูมิใจไทยที่แข็งแกร่ง การที่เพื่อไทยบุกมานำโผครม. แสดงถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองพรรคใหญ่ในฝ่ายค้านเดิมที่หันมาเป็นพันธมิตร นักวิเคราะห์การเมืองมองว่านี่อาจนำไปสู่การจัดสรรเก้าอี้ครม. ที่สมดุล โดยพรรคภูมิใจไทยน่าจะได้โควตาสำคัญในกระทรวงเศรษฐกิจและสาธารณสุข ตามผลงานที่ผ่านมา

สถานการณ์การเมืองไทยหลังการเลือกตั้งครั้งล่าสุดยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่การประชุมครั้งนี้ของพรรคภูมิใจไทยแสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพและพร้อมรบ ส.ส.เลือดใหม่หลายคนที่เข้าร่วมยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อเตรียมรับมือกับการอภิปรายในสภา ซึ่งคาดว่าจะร้อนแรงตั้งแต่สมัยประชุมแรก

โดยรวมแล้ว “ภูมิใจไทย” คึกคักประชุม สส. ก่อนเปิดสภาฯ จับตา “เพื่อไทย” บุกถิ่นสีน้ำเงินส่งโผ ครม. ถือเป็นสัญญาณบวกสำหรับการเมืองไทยที่กำลังมุ่งสู่ความมั่นคง การรื้อกฎหมายล้าสมัยจะเป็นนโยบายที่ประชาชนรอคอยมานาน หากรัฐบาลใหม่สามารถผลักดันได้จริง เศรษฐกิจไทยจะพลิกฟื้นได้ไม่ยาก

คุณคิดอย่างไรกับการเคลื่อนไหวครั้งนี้? การกิโยตินกฎหมายจะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่ ติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตและวิเคราะห์เพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวสำคัญ!

ที่มา – “ภูมิใจไทย” คึกคักประชุม สส. ก่อนเปิดสภาฯ จับตา “เพื่อไทย” บุกถิ่นสีน้ำเงินส่งโผ ครม.

หลัง สส. รายงานตัวมากเพียงพอ เตรียมประสาน สลค. กราบบังคมทูลเปิดประชุมรัฐสภา

หลัง สส. รายงานตัวมากเพียงพอ เตรียมประสาน สลค. กราบบังคมทูลเปิดประชุมรัฐสภา ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทุกคนรอคอย หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จำนวน 499 คนเรียบร้อยแล้ว สภาผู้แทนราษฎรก็เริ่มเคลื่อนไหวเต็มสูบ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดประชุมนัดแรก ซึ่งจะนำไปสู่การเลือกประธานสภาและก้าวต่อไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่

หลัง สส. รายงานตัวมากเพียงพอ เตรียมประสาน สลค. กราบบังคมทูลเปิดประชุมรัฐสภา

นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2567 (ไม่ใช่ 2569 น่าจะพิมพ์ผิด) ณ อาคารรัฐสภา เกี่ยวกับขั้นตอนการเปิดประชุมสภาฯ ครั้งแรก โดยย้ำว่าสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้เตรียมพื้นที่สำหรับ สส. รายงานตัวแล้ว ไม่จำเป็นต้องรอให้ครบ 95% แต่เพียงแค่มีจำนวนมากพอที่จะประกอบการทูลเกล้าฯ ของนายกรัฐมนตรี เพื่อขอพระราชทานกราบบังคมทูลเปิดประชุมรัฐสภา

ปัจจุบัน รัฐบาลยัง chưaประสานงานโดยตรง แต่คาดว่าจะมีการติดต่อเจ้าหน้าที่ในเร็วๆ นี้ สำหรับพรรคประชาชน (ปชน.) ที่จะมารายงานตัววันที่ 9 มีนาคม ก็ไม่ใช่ปัญหา สามารถมารายงานตัววันไหนก็ได้ ขอแค่มีจำนวน สส. มารายงานตัวมากพอ เช่น วันที่ 5 หรือ 6 มีนาคม ที่คาดว่าจะมีจำนวนสมควร เพื่อความเหมาะสมในการจัดพิธีเปิดประชุม สมพระเกียรติพระองค์ท่านที่จะเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด

ขั้นตอนหลังจากเปิดประชุมรัฐสภา

หลังจากมีพระบรมราชโองการเปิดประชุมแล้ว สภาจะประสานงานกับพรรคการเมืองที่มี สส. มากที่สุด เพื่อกำหนดวันเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธาน เมื่อประธานสภาได้รับโปรดเกล้าฯ แล้ว จึงจะนัดโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีต่อไป คาดว่าจะสามารถโหวตเลือกประธานสภาฯ ได้ในเดือนมีนาคมนี้ โดยปกติจะนัดประชุมเลือกประธานวันรุ่งขึ้นหลังพิธีเปิด แต่ขึ้นอยู่กับความพร้อมของพรรคการเมือง

  • เตรียมพื้นที่รายงานตัว สส. ไม่ต้องรอครบจำนวน
  • ประสานรัฐบาลทูลเกล้าฯ ขอเปิดประชุม
  • จัดพิธีเปิดประชุม สมพระเกียรติ
  • เลือกประธานสภา จากพรรคที่มีเสียงมากสุด
  • นัดโหวตนายกฯ หลังโปรดเกล้าประธาน

สถานการณ์นี้เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมา ซึ่งกกต. รับรอง สส. 499 คนจากทั้งประเทศ พรรคต่างๆ ต่างเร่งรวบรวมเสียงเพื่อชิงตำแหน่งสำคัญ การรายงานตัวของ สส. จึงเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการรัฐธรรมนูญที่ทุกฝ่ายจับตา โดยเฉพาะพรรคใหญ่ๆ ที่หวังครองเก้าอี้ประธานสภา ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการนับคะแนนโหวตนายกฯ

ในอดีต การเปิดประชุมสภาฯ มักเป็นช่วงที่ตึงเครียด มีการเจรจาลับๆ ระหว่างพรรคเพื่อรวมเสียง แต่ปีนี้ด้วย สส. ที่รับรองครบเร็ว ทำให้กระบวนการอาจรวดเร็วกว่าที่คิด หาก สส. รายงานตัวมากเพียงพอตั้งแต่ต้นเดือน ก็อาจเห็นพิธีเปิดได้ทันที สลค. หรือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จะมีบทบาทประสานงานสำคัญในการกราบบังคมทูลพระบรมราชโองการ

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจ เช่น พรรคที่ สส. ช้าอาจส่งผลต่อการรวมพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่? หรือจะมีการยื่นญัตติอภิปรายตั้งแต่แรก? ทุกอย่างต้องรอความชัดเจนหลังเปิดประชุม

สรุปแล้ว หลัง สส. รายงานตัวมากเพียงพอ เตรียมประสาน สลค. กราบบังคมทูลเปิดประชุมรัฐสภา คือสัญญาณดีว่าการเมืองไทยกำลังเดินหน้าตามโรดแมป คาดว่าจะได้เห็นประธานสภาฯ ใหม่และนายกฯ ชุดใหม่ในไม่ช้า

สำหรับผู้อ่านที่สนใจการเมืองไทย ลองติดตามพัฒนาการต่อไป เพราะนี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ คุณคิดว่าพรรคไหนจะได้ประธานสภา? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – หลัง สส. รายงานตัวมากเพียงพอ เตรียมประสาน สลค. กราบบังคมทูลเปิดประชุมรัฐสภา

“สิริพงศ์” หนุนฟ้องปมเขากระโดง เป็นธรรม

“สิริพงศ์” หนุนฟ้องรายแปลงปมเขากระโดง ชี้เป็นธรรม เหน็บเพื่อไทยเสนอ กม. แต่ล้มเอง เป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทยที่กำลังได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในการจัดการปัญหาที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในพื้นที่เขากระโดง นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจน โดยชื่นชมแนวทางดังกล่าวว่าเป็นวิธีที่ยุติธรรมและโปร่งใส

“สิริพงศ์” หนุนฟ้องรายแปลงปมเขากระโดง ชี้เป็นธรรม เหน็บเพื่อไทยเสนอ กม. แต่ล้มเอง

ในวันที่ 26 กันยายน 2568 นายสิริพงศ์ ได้กล่าวถึงนโยบายนี้ว่าตนเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการที่รัฐมนตรีคมนาคมให้การรถไฟฯ ดำเนินการฟ้องร้องผู้ครอบครองพื้นที่รายแปลงในกรณีเขากระโดง แทนที่จะใช้อำนาจฝ่ายปกครองบีบบังคับประชาชน ซึ่งแนวทางนี้ช่วยให้ทุกฝ่ายมีโอกาสพิสูจน์สิทธิ์ในศาลได้อย่างเต็มที่ หากผู้ครอบครองมีหลักฐานเอกสารสิทธิ์ที่ชัดเจน ก็สามารถต่อสู้คดีและได้รับความเป็นธรรมได้ นี่คือกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมายและยุติธรรมต่อทุกฝ่าย โดยไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มเติม

นายสิริพงศ์ ยังอธิบายเพิ่มเติมว่าการฟ้องร้องครั้งนี้ไม่ใช่การรังแกประชาชน แต่เป็นการเปิดช่องทางให้ได้พิสูจน์สิทธิ์อย่างแท้จริง ในอดีตเคยมีคดีที่ประชาชนร้องขอโฉนด 35 แปลงแต่แพ้คดีต่อการรถไฟฯ ซึ่งเป็นกรณีที่แตกต่างจากปัจจุบัน จึงไม่ควรนำมาสับสนหรือเหมารวมกัน “ผมขอปรบมือให้กับรัฐมนตรีคมนาคม การดำเนินการเช่นนี้คือการใช้กฎหมายอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย” นายสิริพงศ์ กล่าว

ปัญหาการประชุมสภาล่มจากร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด

นอกจากประเด็นเขากระโดงแล้ว ในวันเดียวกัน นายสิริพงศ์ ยังได้วิพากษ์วิจารณ์พรรคเพื่อไทยอย่างดุเดือด กรณีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่ล่มระหว่างพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด หรือร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ซึ่งพรรคเพื่อไทยเป็นผู้เสนอเอง แต่กลับไม่อยู่ร่วมเป็นองค์ประชุม ทำให้การพิจารณาต้องล้มเหลว ปัญหานี้สะท้อนถึงความไม่รับผิดชอบของพรรคเพื่อไทย ที่เสนอกฎหมายมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลก่อน ใช้เวลาพิจารณากว่า 1 ปี 8 เดือน แต่เมื่อถึงเวลาลงคะแนน ส.ส.พรรคเพื่อไทยมาร่วมเพียงประมาณ 20 คนเท่านั้น

ปกติแล้ว ฝ่ายค้านอย่างพรรคภูมิใจไทยในสมัยที่เป็นฝ่ายค้าน จะอยู่ในที่ประชุมแต่ไม่กดแสดงตน เพื่อตรวจสอบว่าฝ่ายที่เสนอกฎหมายมีความจริงจังหรือไม่ หากรักษาองค์ประชุมได้ ก็พร้อมสนับสนุน แต่ในกรณีนี้ พรรคเพื่อไทยในฐานะผู้เสนอกลับหายหน้าไปเอง ตั้งแต่เป็นฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทยดูเหมือนจะไม่สนใจการทำงานในสภาฯ แล้ว เพราะสมาชิกหายหน้าหายตาบ่อยครั้ง ล่าสุดยังล้มกฎหมายที่ตัวเองเสนอแบบดื้อๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อกฎหมายผ่าน พรรคเพื่อไทยก็ยังเคลมส่วนร่วมทั้งที่ไม่ได้อยู่ในสภา

ประเด็น “สิริพงศ์” หนุนฟ้องรายแปลงปมเขากระโดง ชี้เป็นธรรม เหน็บเพื่อไทยเสนอ กม. แต่ล้มเอง นี้นอกจากจะแสดงถึงจุดยืนของพรรคภูมิใจไทยในการยึดหลักกฎหมายแล้ว ยังเป็นตัวอย่างของการเมืองที่โปร่งใสและรับผิดชอบต่อประชาชน ในขณะที่บางพรรคอาจขาดวินัยในการทำงานสภา สิ่งนี้ทำให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการเลือกตั้งและการติดตามการทำงานของนักการเมือง

จากมุมมองของผู้เขียน การจัดการปัญหาที่ดินเขากระโดงด้วยวิธีฟ้องร้องในศาลเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุด เพราะช่วยให้เกิดความยุติธรรมที่แท้จริง โดยไม่ละเมิดสิทธิ์ของประชาชน ขณะที่ปัญหาการล่มของสภาในร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่ฝ่ายค้านต้องรักษาวินัย หากต้องการผลักดันนโยบายเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ในอนาคต หวังว่านักการเมืองทุกพรรคจะเรียนรู้จากเหตุการณ์นี้ เพื่อให้การเมืองไทยก้าวหน้าขึ้น

หากคุณสนใจประเด็นการเมืองไทยและปัญหาสิ่งแวดล้อม ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้เข้าใจบริบทที่กว้างขึ้นและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ

ที่มา – “สิริพงศ์” หนุนฟ้องรายแปลงปมเขากระโดง ชี้เป็นธรรม เหน็บเพื่อไทยเสนอ กม. แต่ล้มเอง

ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนโหวตนายกฯ

ถ่ายทอดสดประชุมสภาผู้แทนราษฎร 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนวัน “โหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32” หลังประธานสภาฯ สั่งบรรจุวาระเรื่องด่วนในวันที่ 5 ก.ย.นี้ การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งสร้างความสนใจให้กับประชาชนทั่วประเทศ

วันที่ 4 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 3 ครั้งที่ 19 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ในวันนี้ ตามกำหนดการนัดประชุมในเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยไม่ได้กำหนดเป็นวาระประชุมนัดพิเศษ โดยมีญัตติด่วนที่น่าสนใจในทำนองเดียวกันหลายเรื่อง เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา, การขอให้สภาพิจารณาบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MOU) 2543 และ 2544 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา รวมถึงเรื่องที่ค้างพิจารณาอีกหลายเรื่อง

(ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ)

ขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้กำลังอยู่ในความสนใจของประชาชน ภายหลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากความเป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้ต้องมีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และจัดตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้น ซึ่งพรรคประชาชนมีมติคณะกรรมการบริหารพรรคออกมาว่าจะโหวตสนับสนุนให้กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ภายใต้เงื่อนไข 5 ข้อ ที่สำคัญคือต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน ซึ่งนายอนุทิน และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ลงนามในข้อตกลงร่วมกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา โดยพรรคภูมิใจไทยก็ยื่นเรื่องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว 

ทางด้านพรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่าทูลเกล้าฯ เสนอยุบสภาไปแล้ว แต่ต่อมาช่วงเย็นวันเดียวกัน มีกระแสข่าวว่าหนังสือดังกล่าวถูกตีกลับ ซึ่งนายภูมิธรรม ไม่ได้ตอบในประเด็นดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการโหวตนายกรัฐมนตรี ล่าสุดประธานสภาฯ มีคำสั่งบรรจุวาระเรื่องด่วนที่ 8 พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในการประชุมวันที่ 5 กันยายน 2568 เรียบร้อยแล้ว.

ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนวันโหวตนายกฯ คนที่ 32

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 4 กันยายน 2568 ถือเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญทางการเมืองที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด การถ่ายทอดสดการประชุมสภาฯ ทำให้ประชาชนสามารถติดตามความเคลื่อนไหวและกระบวนการตัดสินใจของนักการเมืองได้อย่างใกล้ชิด

ประเด็นสำคัญในการ ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68

  • การพิจารณาญัตติด่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา
  • การพิจารณาบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา
  • ความคืบหน้าในการเตรียมการสำหรับการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

การ ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนวันโหวตนายกฯ คนที่ 32 ครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสอันดีที่ประชาชนจะได้รับทราบข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและรอบด้านเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองอย่างมีวิจารณญาณ

ดังนั้น การติดตาม ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนวันโหวตนายกฯ คนที่ 32 จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประชาชนทุกคนที่ต้องการติดตามสถานการณ์ทางการเมืองและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอนาคตของประเทศ

ที่มา – ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนวันโหวตนายกฯ คนที่ 32

Scroll to top