ประชุมสภาผู้แทนราษฎร

5 ก.ย.นี้! สภาฯ โหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 แน่นอน

เตรียมตัวให้พร้อม! สภาผู้แทนราษฎรบรรจุวาระการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ในวันที่ 5 กันยายนนี้แล้ว โดยถือเป็นเรื่องด่วนลำดับที่ 8 ที่จะพิจารณาในการประชุม

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีที่คณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร (วิปสภา) ยังหาข้อสรุปเรื่องวันประชุมสภาฯ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ไม่ได้ โดยนายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาฯ คนที่ 2 ได้นำความเห็นของ สส. ที่เข้าร่วมประชุมเสนอต่อ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ เพื่อพิจารณาและกำหนดวันประชุม

รายงานข่าวแจ้งว่า ประธานสภาฯ ได้รับทราบรายละเอียดจากการหารือของวิปสภาฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และได้เชิญ นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ รองเลขาธิการสภาฯ ที่กำกับดูแลสำนักประชุม มาหารือเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวในช่วงเย็นที่ผ่านมา พร้อมกันนี้ ว่าที่ ร.ต.ต.อาพัทธ์ สุขะนันท์ เลขาธิการสภาฯ ได้ให้สัมภาษณ์ว่าได้ดำเนินการและเสนอเรื่องให้ประธานสภาฯ พิจารณาแล้ว โดยเบื้องต้นไม่มีปัญหาหรืออุปสรรคทางข้อกฎหมายใดๆ ที่จะขัดขวางการบรรจุวาระเพิ่มเติมตามที่ สส. พรรคภูมิใจไทยเสนอ

5 ก.ย.นี้! สภาฯ โหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 แน่นอน

ล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 21.14 น. เว็บไซต์สภาผู้แทนราษฎรได้ดำเนินการบรรจุวาระเรื่องด่วนที่ 8 ซึ่งเป็นการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในการประชุมวันที่ 5 กันยายน 2568 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถือเป็นการยืนยันว่าจะมีการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในวันดังกล่าวอย่างแน่นอน

ความพร้อมในการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

การบรรจุวาระดังกล่าวถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าการจัดตั้งรัฐบาลกำลังใกล้เข้ามาทุกที หลังจากที่การเจรจาและประสานงานระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีอุปสรรคและความท้าทายต่างๆ มากมาย แต่ในที่สุดก็สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ และนำไปสู่การกำหนดวันลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี

สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จะต้องเตรียมตัวศึกษาข้อมูลและพิจารณาคุณสมบัติของผู้ที่ถูกเสนอชื่อ เพื่อให้สามารถตัดสินใจลงคะแนนได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ทั้งนี้ การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ถือเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่สำคัญของ สส. ทุกคน ในการเลือกผู้นำประเทศที่จะสามารถนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคง

คาดการณ์ว่าการประชุมในวันที่ 5 กันยายน จะเป็นไปอย่างเข้มข้นและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย ประชาชนชาวไทยต่างเฝ้ารอผลการลงมติด้วยความหวังว่าประเทศไทยจะได้ผู้นำที่มีความสามารถ มีวิสัยทัศน์ และมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป

นอกจากประเด็นเรื่องการโหวตนายกรัฐมนตรีแล้ว คาดว่าในการประชุมสภาฯ วันที่ 5 กันยายน จะมีการพิจารณาเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินและการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ด้วย ดังนั้นจึงเป็นที่น่าติดตามว่าสภาฯ จะสามารถดำเนินงานได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่บ้าง แต่การบรรจุวาระการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเข้าใกล้การมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง หวังว่าหลังจากนี้สถานการณ์ต่างๆ จะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น และประเทศไทยจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนชาวไทยสามารถทำได้ในขณะนี้คือ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และให้กำลังใจผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้ง ให้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่และซื่อสัตย์ เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ

หลังจากนี้คงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลการลงมติในวันที่ 5 กันยายน จะออกมาเป็นอย่างไร และใครจะเป็นผู้ที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย.

ที่มา – บรรจุวาระแล้ว 5 ก.ย.นี้ ที่ประชุมสภาฯ โหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

ภูมิใจไทย กางแผน 120 วัน แก้รัฐธรรมนูญ

“ภูมิใจไทย” วางไทม์ไลน์ 120 วัน ยุบสภา เปิดโรดแมปแก้รัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.กระจายอำนาจ – แก้ชายแดนไทยกัมพูชา ตามเงื่อนไขคุยพรรคส้ม ด้าน “อนุทิน” เก็บตัวไม่เข้าพรรค

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 2 ก.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่พรรคภูมิใจไทย กรรมการบริหารพรรค สมาชิกพรรคทยอยเดินทางเข้ามาที่ทำการพรรค อาทิ นางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี นายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สส.สตูล เพื่อเกาะติดสถานการณ์จัดตั้งรัฐบาล หลังพรรคประชาชนยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคเพื่อไทย  ส่วนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไม่ได้เดินทางเข้าพรรคในวันนี้

กรรมการบริหารพรรค วางโรดแมป 120 วัน เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ

ทั้งนี้ รายงานข่าวจากพรรคภูมิใจไทยระบุว่า วันนี้มีการประชุมของกรรมการบริหารพรรค เพื่อกำหนดกรอบและแนวทางนโยบายที่จะเริ่มดำเนินการภายใน 120 วัน หลังจากแถลงนโยบาย รวมถึงกรอบการลงพื้นที่ของฝ่ายบริหาร หรือ ครม.สัญจร ซึ่งจะเน้นไปในพื้นที่ภัยพิบัติ และจังหวัดที่มีปัญหาชายแดนไทย – กัมพูชา เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ประชาชนจะต้องได้รับการดูแลเป็นลำดับแรกๆ

ดันแก้รัฐธรรมนูญวาระแรกประชุมสภา

ส่วนการขับเคลื่อนวาระงานในสภาผู้แทนราษฎรจะเร่งบรรจุวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวาระแรกของการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงไว้กับพรรคประชาชน ซึ่งแหล่งข่าวยืนยันว่า จะดำเนินการให้เป็นไปตามที่แกนนำได้ร่วมกำหนดไว้ และยังจะพิจารณาปลดล็อกกฎหมายการกระจายอำนาจท้องถิ่นด้วย

“ภูมิใจไทย” กางโรดแมป 120 วัน แก้รัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.กระจายอำนาจ ชายแดนไทย-กัมพูชา

พรรคภูมิใจไทยได้ประกาศแผนการดำเนินงานที่สำคัญภายใน 120 วัน โดยมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การผลักดันกฎหมายกระจายอำนาจ และการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา นี่คือประเด็นหลักที่พรรคให้ความสำคัญ และตั้งเป้าที่จะดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมในช่วงเวลาที่กำหนด

ทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญ?

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่พรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญ เนื่องจากมองว่าเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศให้มีความเป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรมมากขึ้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะช่วยปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองและกฎหมายให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน และเอื้อต่อการพัฒนาในด้านต่างๆ

การกระจายอำนาจท้องถิ่นคืออะไร และทำไมถึงสำคัญ?

การกระจายอำนาจท้องถิ่นคือการโอนอำนาจและทรัพยากรจากส่วนกลางไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ท้องถิ่นมีความสามารถในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การกระจายอำนาจจะช่วยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่น และทำให้การพัฒนาเป็นไปอย่างยั่งยืน

แก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา: ความท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไข

ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและมีมายาวนาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ชายแดน พรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหานี้ โดยมุ่งเน้นไปที่การเจรจา การสร้างความเข้าใจ และการพัฒนาพื้นที่ชายแดนให้มีความเจริญและความสงบสุข

พรรคภูมิใจไทยกำลังเดินหน้าตามโรดแมปที่วางไว้ และมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศภายใน 120 วันข้างหน้า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การกระจายอำนาจ และการแก้ไขปัญหาชายแดนเป็นเป้าหมายหลักที่พรรคให้ความสำคัญ และต้องติดตามดูกันต่อไปว่าพรรคจะสามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนได้หรือไม่ ทั้งนี้การดำเนินการแก้ไขปัญหาต่างๆ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การพัฒนาประเทศเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องและยั่งยืน

โรดแมป 120 วันของพรรคภูมิใจไทยในการ ภูมิใจไทย กางโรดแมป 120 วัน แก้รัฐธรรมนูญ ถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ เราต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าพรรคจะสามารถผลักดันนโยบายเหล่านี้ให้สำเร็จได้หรือไม่ และจะมีผลกระทบอย่างไรต่อประเทศไทยในอนาคต

ที่มา – “ภูมิใจไทย” กางโรดแมป 120 วัน แก้รัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.กระจายอำนาจ ชายแดนไทย-กัมพูชา

อนุทินดีเบต? ภท.พร้อมเลือกตั้ง โยนถาม “อนุทิน”

สส.แนน เผย ภูมิใจไทยสั่งจัดทัพผู้สมัครสส. รองรับเลือกตั้ง บอก เตรียมพร้อมปกติไม่เกี่ยวเพื่อไทยขู่ยุบสภา ยัน สมาชิกพรรคสแตนบายอยู่กทม.พร้อมประชุมสภาตลอด โยนถาม “อนุทิน” หลัง พรรคประชาชน เสนอให้ขึ้นเวทีดีเบต

วันที่ 1 ก.ย. 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย แถลงภายหลังการประชุมพรรค ว่ามีการพิจารณาวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งต้องรอประธานสภาฯว่าจะออกวาระใหม่หรือไม่ รวมถึงการหารือเรื่องการเตรียมความพร้อม โดยให้คณะกรรมการสรรหาผู้สมัครของพรรค เตรียมเสนอชื่อผู้สมัครสส. ต่อคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ภายใน 15 วัน เพื่อเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

เมื่อถามย้ำว่า การเตรียมชื่อผู้สมัครสส. เป็นการเตรียมความพร้อมรองรับหากมีการยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ใช่หรือไม่ น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า เราทุกคนทราบดีว่า ในอนาคตไม่ช้าก็เร็วต้องมีการเลือกตั้งอยู่แล้ว จึงเป็นการเตรียมพร้อมตามปกติ

เมื่อถามว่า ที่ประชุมได้พูดคุยถึงท่าทีพรรคของพรรคประชาชน เรื่องข้อเสนอยกมือโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแคนดิเดตนายกฯ หรือไม่ โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เราพูดคุยกันตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งพรรคมีมติชัดเจนว่า หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และกก.บห. มีสิทธิ์ไปพูดคุยข้อเสนอต่างๆ

เมื่อถามว่า จะต้องมีการประชุมพรรคอีกครั้งหรือไม่ หากพรรคประชาชนมีท่าทีที่ชัดเจน โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า สส.ของพรรคสแตนบายในกทม.ตลอดเวลาอยู่แล้ว เพราะอยู่ในช่วงสมัยประชุม ซึ่งพรรคมีความพร้อมในการประชุมสภาฯ วันพุธ พฤหัสบดี และวันศุกร์นี้ อย่างไรก็ตาม หากพรรคประชาชนมีท่าทีชัดเจนอาจจะประชุมพรรคอีกครั้ง

เมื่อถามว่า มีการประเมินว่าพรรคประชาชนจะยกมือสนับสนุนให้นายอนุทินหรือไม่ โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยได้เสนอไปหมดแล้ว

เมื่อถามว่า ที่ประชุมพรรคได้หารือกรณีที่พรรคเพื่อไทยอาจจะยุบสภาหรือไม่ น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า ทุกคนมีตำแหน่งหน้าที่ มีอำนาจตามกฎหมายกำหนด ใครทำเกินกว่ากฎหมายกำหนดก็อยู่ที่การกระทำในอนาคต ทั้งนี้ ในที่ประชุมพรรคได้พิจารณาข้อกฎหมาย และรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งทุกอย่างเป็นเพียงการคาดการณ์ล่วงหน้า

เมื่อถามว่า พรรคประชาชนเสนอให้แคนดิเดตนายกฯแสดงวิสัยทัศน์ โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นการตัดสินใจของหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และกก.บห.

“ศุภชัย” ซัด “เดชอิศม์” หลังยกปม ฮั้ว สว.-เขากระโดง โจมตีพรรคภูมิใจไทย

ด้าน นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่นายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) รมช.มหาดไทย กล่าวพาดพิงถึงพรรคภท. ว่า คดีความต่าง ๆ อยู่ในขั้นตอนการสืบสวน เวลานี้ยังไม่มีข้อเท็จจริง ในส่วนคดีเขากระโดงที่นายเดชอิศม์ เป็นผู้ที่รับผิดชอบเรื่องนี้ มาวันแรกก็ดูคึกคักว่าจะเพิกถอน ผ่านมาไม่รู้กี่เดือนก็ยังไม่ได้ทำ และควรรอกระบวนการของศาลที่จะต้องตัดสินคดี พร้อมย้ำว่าทั้งหมดคือเรื่องทางการเมือง โดยยืนยันว่า ทั้งสองประเด็นนี้ยังมีผู้บริสุทธิ์อยู่ นายเดชอิศม์ไม่ควรยกเรื่องเหล่านี้มาโจมตี อ้างว่าพรรคภท.เป็นพรรคที่น่ารังเกียจ ไม่น่าจะคุยด้วย และอยากกล่าวเตือนว่านายเดชอิศม์ เป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ การกระทำก็ย่อมผูกพันกับพรรค ต้องเรียนรู้กับการเป็นเลขาธิการพรรคการเมืองที่ดี

เมื่อถามว่าเป็นการกล่าวหาที่แรงไปหรือไม่ ว่าคดีฮั้วเลือก สว. เลวร้ายกว่าการทำรัฐประหารร้อยครั้ง นายศุภชัย กล่าวว่า เป็นสิ่งที่นายเดชอิศม์ กล่อมตัวเอง แต่เข้าใจ ว่าคนที่มีตำแหน่งรัฐมนตรีแล้วหลุดออกไป ก็คงยังทำใจไม่ได้

ผู้สื่อข่าวยังถามถึงกรณีที่นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้ความเห็นถึงอำนาจการยุบสภา โดยนายศุภชัย กล่าวว่า เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็เคยให้สัมภาษณ์ว่ารัฐบาลรักษาการไม่สามารถยุบสภาได้ ขอเตือนว่าอย่าทำ และปล่อยให้กระบวนการเดินไปด้วยตัวเอง

โยนถาม “อนุทิน” หลัง พรรคประชาชน เสนอให้ขึ้นเวทีดีเบต ภท. หลังลูกพรรคพร้อมเลือกตั้ง

การเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งของพรรคภูมิใจไทยและการตอบสนองต่อข้อเสนอการดีเบตจากพรรคประชาชนกำลังเป็นที่จับตามอง การตัดสินใจของนายอนุทินจะเป็นอย่างไร และพรรคจะเดินหน้าอย่างไรต่อไปในการเลือกตั้งครั้งหน้า เป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างยิ่ง

อนาคตการเมืองไทยกับข้อเสนอดีเบต “อนุทิน”

สถานการณ์ทางการเมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ด้วยการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต พรรคการเมืองต่างๆ เริ่มขยับตัวและวางแผนกลยุทธ์ หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือข้อเสนอจากพรรคประชาชนที่ต้องการให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเวทีดีเบต ข้อเสนอนี้ได้รับการตอบรับจากพรรคภูมิใจไทยอย่างไร และจะมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนอย่างไร

การที่พรรคประชาชนเสนอให้ อนุทิน ขึ้นเวทีดีเบตนั้น แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะให้มีการประชันวิสัยทัศน์และนโยบายระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้ง การตอบสนองของพรรคภูมิใจไทยต่อข้อเสนอนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง หากพรรคตัดสินใจตอบรับ จะเป็นการแสดงความมั่นใจในนโยบายและศักยภาพของพรรค แต่หากปฏิเสธ ก็อาจถูกมองว่าไม่กล้าเผชิญหน้ากับความท้าทาย

นอกจากนี้ การเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งของพรรคภูมิใจไทยยังเป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจ การที่พรรคสั่งให้จัดทัพผู้สมัคร ส.ส. และเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมสภาฯ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาและขยายฐานเสียงของพรรค อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะยุบสภาหรือไม่นั้น ยังคงเป็นอำนาจของรัฐบาลรักษาการ ซึ่งต้องพิจารณาถึงสถานการณ์ทางการเมืองและความเหมาะสมต่างๆ

ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ก็กำลังเผชิญกับความท้าทายภายในพรรคเอง การที่นายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ถูกเตือนเรื่องการกล่าวพาดพิงถึงพรรคภูมิใจไทย แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง

โดยรวมแล้ว สถานการณ์ทางการเมืองไทยกำลังมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การตัดสินใจของพรรคการเมืองต่างๆ ในช่วงนี้ จะมีผลต่ออนาคตของประเทศอย่างมาก การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบคอบ จะช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมที่สุดได้

การเมืองไทยกำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ข้อเสนอให้อนุทิน ขึ้นเวทีดีเบตเป็นเพียงหนึ่งในหลายเหตุการณ์ที่น่าติดตาม การตัดสินใจของพรรคภูมิใจไทยและการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไรต่อไป เราคงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด

ที่มา – โยนถาม “อนุทิน” หลัง พรรคประชาชน เสนอให้ขึ้นเวทีดีเบต ภท. หลังลูกพรรคพร้อมเลือกตั้ง

ไชยา สั่งปิด! หนีสภาล่มครั้งที่ 4 แก้วิกฤติรัฐบาล

เกิดเหตุการณ์สภาล่มอีกครั้ง! “ไชยา พรหมา” สั่งปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรอย่างรวดเร็วเป็นครั้งที่ 4 ในระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ตั๋วร่วม หลังจากสมาชิกในห้องประชุมมีจำนวนน้อยมาก จนต้องกดออดเรียกหลายครั้ง เหตุการณ์นี้ทำให้นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สส. พรรคประชาชน ออกมาโวยวาย เรียกร้องให้ สส. ฝ่ายค้านช่วยรักษาองค์ประชุม

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีวาระสำคัญคือการพิจารณาร่างกฎหมายหลายฉบับ โดยหลังจากที่พิจารณาร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. …. เสร็จสิ้นลง

ในช่วงเวลาประมาณ 16.00 น. ที่ประชุมได้เข้าสู่การพิจารณาร่าง พ.ร.บ. การบริหารจัดการตั๋วร่วม ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการสร้างระบบตั๋วร่วมสำหรับการคิดค่าโดยสาร ค่าธรรมเนียม และค่าบริการ ในกรณีที่ผู้โดยสารใช้บริการระบบขนส่งมวลชนสาธารณะที่เชื่อมต่อกันระหว่างรูปแบบต่างๆ หรือระหว่างผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะหลายราย โดยมีหลักการคำนวณอัตราค่าโดยสารจากต้นทางไปยังปลายทางตามอัตราที่รัฐมนตรีกำหนด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้อภิปรายในประเด็นนี้อย่างกว้างขวาง

ในขณะที่การอภิปรายดำเนินมาถึงมาตรา 35 นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม กำลังจะให้สมาชิกแสดงตนเพื่อลงมติในมาตรา 35 แต่ปรากฏว่ามีสมาชิกอยู่ในห้องประชุมจำนวนน้อยมาก ทำให้ประธานต้องกดออดเรียกสมาชิกหลายครั้ง สร้างความไม่พอใจให้กับนายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สส. ระยอง พรรคประชาชน ที่ได้หารือว่า สส. ฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่รักษาองค์ประชุมในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มาโดยตลอด เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายสำคัญของรัฐบาล เขาจึงไม่อยากเห็นสภาฯ ต้องเผชิญกับปัญหาองค์ประชุมไม่ครบ และการทำงานของ ส.ส. เป็นไปอย่างติดขัด หากรัฐบาลยืนยันที่จะพิจารณากฎหมายฉบับนี้ให้แล้วเสร็จในวันนี้ พรรคประชาชนก็พร้อมที่จะเป็นองค์ประชุมให้ แต่มีข้อแม้ว่าฝ่ายรัฐบาลต้องแสดงความพร้อมในการรักษาองค์ประชุมด้วยเช่นกัน เพราะเห็นว่าประธานได้กดออดเรียกสมาชิกหลายครั้งแล้ว และไม่แน่ใจว่าองค์ประชุมจะครบหรือไม่ นายไชยาได้ขอร้องให้นายชุติพงศ์รอสมาชิกสักครู่ เนื่องจากหลายท่านกำลังรับประทานอาหารอยู่และกำลังเดินทางมา ก่อนที่จะกล่าวตัดบทว่า การประชุมในวันนี้ได้ดำเนินมาเป็นเวลานานแล้ว และขอสั่งปิดประชุมในเวลา 18.50 น. การตัดสินใจนี้ถือเป็นการชิงปิดประชุมเพื่อหนีสภาล่มครั้งที่ 4

ไชยา พรหมา สั่งปิด หนีสภาล่มครั้งที่ 4

สรุปเหตุการณ์สำคัญ:

  • สภาล่มซ้ำซาก: นี่คือครั้งที่ 4 แล้วที่สภาผู้แทนราษฎรต้องเผชิญกับปัญหาองค์ประชุมไม่ครบจนต้องปิดประชุม
  • พ.ร.บ. ตั๋วร่วม: ร่างกฎหมายสำคัญที่รัฐบาลผลักดัน กลายเป็นชนวนเหตุของความขัดแย้ง
  • เสียงปริ่มน้ำ: สถานการณ์รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ทำให้การรักษาองค์ประชุมเป็นเรื่องยากลำบาก

ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์หนีสภาล่มครั้งที่ 4?

หลายปัจจัยอาจเป็นสาเหตุของเหตุการณ์หนีสภาล่มครั้งที่ 4 นี้ ได้แก่:

  • การบริหารจัดการเวลา: การจัดสรรเวลาในการพิจารณากฎหมายอาจไม่เหมาะสม
  • ความสำคัญของกฎหมาย: ส.ส. บางส่วนอาจมองว่ากฎหมายบางฉบับมีความสำคัญน้อยกว่าฉบับอื่น
  • ความเหนื่อยล้า: การประชุมที่ยาวนานอาจทำให้ ส.ส. เหนื่อยล้าและไม่เข้าร่วมประชุม

เหตุการณ์หนีสภาล่มครั้งที่ 4 แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารจัดการสภาผู้แทนราษฎร และความจำเป็นในการสร้างความร่วมมือระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้าน เพื่อให้การพิจารณากฎหมายเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ การขาดความร่วมมือและการรักษาองค์ประชุมที่ยั่งยืนจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของสภาและกระบวนการออกกฎหมาย ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อประชาชนในระยะยาว

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นี้คือ ความสำคัญของการมีส่วนร่วมและความรับผิดชอบของ ส.ส. ทุกคนในการปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้การทำงานของสภาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

ที่มา – หนีสภาล่มครั้งที่ 4 “ไชยา” สั่งปิดประชุม แก้เกมรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ หลัง สส. ปชน. โวย

รวมไทยสร้างชาติท้าเปิดหลักฐาน **ซื้อโหวต**

โฆษกรวมไทยสร้างชาติท้า สส.พรรคประชาชนเปิดหลักฐานต้นตอ**ซื้อโหวต** ย้ำไม่เชื่อคนของรัฐบาล

วันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกรณีที่มีการกล่าวหาว่ามีการ**ซื้อโหวต**จาก สส. ฝ่ายค้านในการลงมติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ว่า ตนทั้งในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติและหนึ่งในวิปรัฐบาล เชื่อว่าไม่น่าจะเป็นความจริง เนื่องจากเสียงของ สส. ฝ่ายรัฐบาลนั้นเพียงพอในการผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 อยู่แล้ว ถึงแม้ว่าเสียงจะปริ่มน้ำก็ตาม แต่พวกเราในฐานะวิปรัฐบาลมีความมั่นใจว่าจะสามารถผ่านกฎหมายดังกล่าวได้โดยราบรื่น ดังนั้นเสียงในคลิปไม่น่าจะเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคร่วมรัฐบาล น่าจะเป็นแก๊งต้มตุ๋น

นายอัครเดชยังกล่าวเสริมว่า ที่ผ่านมาวิปรัฐบาลได้กำชับให้ สส. ทุกคนเข้าร่วมการประชุมสภาอย่างพร้อมเพรียง เพื่อให้การลงมติในญัตติต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่น และแสดงให้เห็นถึงเสถียรภาพของรัฐบาล ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้อง**ซื้อโหวต**จาก สส. ฝ่ายค้าน

“ผมคิดว่าเรื่องนี้ต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียด และ สส. ที่กล่าวอ้างเรื่องนี้ ควรนำหลักฐานมาแสดงให้ชัดเจน ไม่ใช่แค่พูดลอยๆ เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของสภาผู้แทนราษฎร และยังอาจเป็นการสร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชน” นายอัครเดชกล่าว

สำหรับที่มีการสะท้อนมาว่าคลิปเสียงดังกล่าวเป็นการสร้างสถานการณ์หรือไม่ โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า นั่นก็เป็นสิ่งที่ สส. คนดังกล่าวต้องออกมาชี้แจงด้วยตนเองผ่านการแสดงพยานหลักฐาน รวมทั้งแจ้งความดำเนินคดีให้เห็นเป็นรูปธรรม เพื่อลบล้างข้อกล่าวหาว่า สส. คนดังกล่าวสร้างสถานการณ์เพื่อดิสเครดิตรัฐบาล มิเช่นนั้นจะเกิดความเสียหายต่อสภาผู้แทนราษฎร และที่สำคัญคนอาจมองว่าเป็นการสร้างคะแนนนิยมให้กับพรรคการเมืองที่ สส. เปิดประเด็นนี้สังกัดอีกด้วย

รวมไทยสร้างชาติท้าเปิดหลักฐาน ซื้อโหวต

นายอัครเดชยังกล่าวอีกว่า หาก สส. ท่านนั้นมีหลักฐานจริง ก็ควรนำไปมอบให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการสอบสวนและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ไม่ควรนำมาเปิดเผยผ่านสื่อ เพราะอาจจะทำให้กระบวนการยุติธรรมเกิดความล่าช้า และอาจจะทำให้ผู้ที่กระทำความผิดหลบหนีไปได้

ทั้งนี้ นายอัครเดชได้แสดงความมั่นใจว่า รัฐบาลจะสามารถบริหารประเทศต่อไปได้ด้วยความโปร่งใส และพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาประเทศให้ดียิ่งขึ้น

ความโปร่งใสในการเมือง และการตรวจสอบเรื่อง ซื้อโหวต

เรื่องของการซื้อเสียงหรือการใช้เงินแลกคะแนนเสียงนั้น เป็นปัญหาที่หยั่งรากลึกในสังคมไทยมานาน การที่พรรครวมไทยสร้างชาติออกมาท้าให้เปิดหลักฐานในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน และต้องการสร้างความโปร่งใสในการเมืองไทยมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การที่จะแก้ไขปัญหาการซื้อเสียงได้อย่างยั่งยืนนั้น ไม่ใช่แค่การออกมาเรียกร้องให้เปิดหลักฐาน แต่ต้องมีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น และต้องมีการสร้างจิตสำนึกให้กับประชาชนให้เห็นถึงความสำคัญของการเลือกตั้งสุจริต

การเมืองที่โปร่งใสและตรวจสอบได้เท่านั้น ที่จะนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง และการที่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของนักการเมือง ก็เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและเป็นธรรม

การออกมาท้าทายให้เปิดเผยหลักฐานการ**ซื้อโหวต**ครั้งนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความโปร่งใสในการเมืองไทย แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการลงมือทำอย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันให้หมดสิ้นไปจากสังคมไทย

ที่มา – โฆษกรวมไทยสร้างชาติ ท้า สส.พรรคประชาชนเปิดหลักฐานต้นตอซื้อโหวต ไม่เชื่อเป็นคนของรัฐบาล

Scroll to top