ประธานาธิบดี

ปธน.อิหร่านลั่น เรื่องโครงการขีปนาวุธไม่ได้อยู่ในข้อตกลงกับสหรัฐฯ

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังจับตามองสถานการณ์ความร้อนระอุในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวล่าสุดของผู้นำอิหร่านอย่างนายมาซูด เปเซชเคียน ที่ได้ออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนในประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ นั่นก็คือ ปธน.อิหร่านลั่น เรื่องโครงการขีปนาวุธไม่ได้อยู่ในข้อตกลงกับสหรัฐฯ ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่สะเทือนไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในทันที

ปธน.อิหร่านลั่น เรื่องโครงการขีปนาวุธไม่ได้อยู่ในข้อตกลงกับสหรัฐฯ

จากการแถลงการณ์ล่าสุด นายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน ได้ย้ำเตือนผ่านสื่อต่างประเทศว่า โครงการป้องกันประเทศของอิหร่าน โดยเฉพาะขีปนาวุธนั้น ไม่ได้ถูกรวมอยู่ในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ตกลงไว้กับสหรัฐอเมริกาแต่อย่างใด เขาเน้นย้ำว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีวันเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ทำไมการป้องกันประเทศจึงสำคัญ?

นายเปเซชเคียนได้ชี้แจงเหตุผลว่า โครงการเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการอยู่รอดของประเทศ “หากเราไม่มีขีปนาวุธไว้ใช้ป้องกันตนเอง สหรัฐฯ และอิสราเอลคงจะทำลายล้างเราไปนานแล้ว” นี่คือคำกล่าวที่สะท้อนถึงมุมมองด้านความมั่นคงที่อิหร่านยึดถือมาโดยตลอด ถึงแม้ว่าทางสหรัฐฯ จะพยายามกดดันในด้านต่างๆ แต่สำหรับโครงการขีปนาวุธนั้น อิหร่านถือเป็นเส้นตายที่ยอมไม่ได้

ทั้งนี้ ประเด็นเรื่อง ปธน.อิหร่านลั่น เรื่องโครงการขีปนาวุธไม่ได้อยู่ในข้อตกลงกับสหรัฐฯ เกิดขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ ได้เปิดเผยรายละเอียด MOU 14 ข้อ ซึ่งระบุถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซและการหารือเรื่องนิวเคลียร์ แต่กลับไม่มีข้อจำกัดใดๆ เกี่ยวกับขีดความสามารถทางทหารด้านขีปนาวุธ ทำให้เห็นชัดเจนว่านี่อาจเป็นกลยุทธ์ทางการทูตที่ทั้งสองฝ่ายต่างถอยคนละก้าวเพื่อให้ความสัมพันธ์เดินหน้าต่อไปได้ภายใต้กรอบที่ตกลงกันไว้

  • อิหร่านยืนยันสิทธิ์ในการพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศ
  • สหรัฐฯ เน้นเรื่องนิวเคลียร์เป็นประเด็นหลักใน MOU
  • ความมั่นคงของภูมิภาคยังคงเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

ท้ายที่สุดแล้ว สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าเกมการเมืองระหว่างประเทศไม่ใช่แค่เรื่องของการทำตามข้อตกลง แต่เป็นเรื่องของยุทธศาสตร์และความมั่นคงที่แต่ละประเทศต้องรักษาไว้ สำหรับผู้อ่านที่สนใจประเด็นความสัมพันธ์ต่างประเทศ เรื่องราวเหล่านี้ยังคงมีมิติให้ติดตามต่อไปอีกมากครับ

ที่มา – ปธน.อิหร่านลั่น เรื่องโครงการขีปนาวุธไม่ได้อยู่ในข้อตกลงกับสหรัฐฯ

ตำรวจตรึงพื้นที่แน่นรอบทำเนียบขาว หลังมีเสียงปืนดังหลายนัด

ตำรวจตรึงพื้นที่แน่นรอบทำเนียบขาว หลังมีเสียงปืนดังหลายนัด

เหตุการณ์สุดระทึกขวัญเกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นวันเสาร์ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น เมื่อมีการรายงานพบ **ตำรวจตรึงพื้นที่แน่นรอบทำเนียบขาว หลังมีเสียงปืนดังหลายนัด** บริเวณใกล้เคียงสถานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้มาตรการรักษาความปลอดภัยถูกยกระดับขึ้นทันที โดยในขณะที่เกิดเหตุการณ์นั้น อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงพำนักอยู่ภายในทำเนียบขาวเพื่อภารกิจสำคัญ

บรรยากาศความตึงเครียดเมื่อเกิดเสียงปืน

นักท่องเที่ยวและผู้สื่อข่าวที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างเล่าถึงนาทีชีวิต เมื่อได้ยินเสียงดังคล้ายพลุจำนวนกว่า 20-25 นัด ก่อนจะรู้ตัวว่านั่นคือเสียงปืนจริง ทำให้ผู้คนต่างวิ่งหนีเอาตัวรอดอย่างโกลาหล สถานการณ์แบบนี้ทำให้เกิดคำถามถึงความปลอดภัยของผู้นำและประชาชนโดยรอบ ซึ่งหน่วยงานความมั่นคงต่างเร่งเข้าควบคุมสถานการณ์อย่างรวดเร็ว โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • การปิดกั้นทางเข้าออกทำเนียบขาวโดยกองกำลังตำรวจ
  • การส่งกำลังเสริมจากหน่วย National Guard เข้าพื้นที่
  • การบูรณาการงานร่วมกับ FBI เพื่อสืบสวนหาผู้ก่อเหตุ

ในขณะที่ **ตำรวจตรึงพื้นที่แน่นรอบทำเนียบขาว หลังมีเสียงปืนดังหลายนัด** นั้น ผู้สื่อข่าวภาคสนามต่างได้รับคำสั่งให้หลบภัยในที่ปลอดภัยทันที บรรยากาศเต็มไปด้วยความสับสนแต่ก็ถูกควบคุมโดยเจ้าหน้าที่อย่างมืออาชีพ ความรวดเร็วในการจัดการเหตุการณ์แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของหน่วยอารักขาประธานาธิบดีที่พร้อมรับมือกับเหตุฉุกเฉินได้ตลอดเวลา แม้จะยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่าใครเป็นผู้ลงมือก่อเหตุหรือมีเป้าหมายที่แท้จริงอย่างไร แต่ความปลอดภัยของทำเนียบขาวถือเป็นภารกิจลำดับต้นที่เจ้าหน้าที่ให้ความสำคัญสูงสุด

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นการเตือนภัยถึงสถานการณ์ความมั่นคงที่คาดเดาไม่ได้ แม้ทฤษฎีการข่าวหรือการเจรจาระดับประเทศจะดำเนินไปอย่างเข้มข้น แต่เหตุความรุนแรงในระยะใกล้เช่นนี้ย่อมสร้างความกังวลให้กับสังคมเป็นวงกว้าง เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลการสืบสวนจาก FBI จะออกมาเป็นเช่นไร และมาตรการป้องกันในอนาคตจะถูกปรับเปลี่ยนไปในทิศทางใดเพื่อให้เหตุการณ์ **ตำรวจตรึงพื้นที่แน่นรอบทำเนียบขาว หลังมีเสียงปืนดังหลายนัด** แบบนี้ไม่เกิดขึ้นอีก

ที่มา – ตำรวจตรึงพื้นที่แน่นรอบทำเนียบขาว หลังมีเสียงปืนดังหลายนัด

ปธน.ฟิลิปปินส์เรียกประชุมฉุกเฉิน ปมเสียงปืนวุฒิสภา

สถานการณ์การเมืองในฟิลิปปินส์กำลังตึงเครียดสุดขีด เมื่อปธน.ฟิลิปปินส์เรียกประชุมฉุกเฉิน เหตุเสียงปืนในวุฒิสภา ปมล่าอดีตตำรวจคู่ใจดูเตอร์เตกลายเป็นข่าวใหญ่ที่ทั่วโลกจับตามอง เกิดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม หลังจากมีเสียงปืนดังสนั่นภายในอาคารวุฒิสภาที่กรุงมะนิลา ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังพยายามจับกุมวุฒิสมาชิกสำคัญที่ถูกศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ออกหมายจับ

ปธน.ฟิลิปปินส์เรียกประชุมฉุกเฉิน เหตุเสียงปืนในวุฒิสภา ปมล่าอดีตตำรวจคู่ใจดูเตอร์เต

ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ตัดสินใจเรียกประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงทันที เพื่อรับมือกับวิกฤตที่เกิดขึ้น โดยเหตุการณ์เริ่มต้นจากโรนัลด์ เดลา โรซา หรือ “บาโต” อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติฟิลิปปินส์ และเป็นคู่ใจของอดีตประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต เขาโพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดีย เรียกร้องให้ผู้สนับสนุนมารวมตัว โดยอ้างว่าเจ้าหน้าที่กำลังจะบุกจับกุมตัว ทำให้เขาหลบหนีเข้าไปในอาคารวุฒิสภา

ช่วงค่ำวันพุธที่ผ่านมา เสียงปืนดังขึ้นกะทันหัน สร้างความโกลาหลให้กับผู้ที่อยู่ในพื้นที่ ทุกคนรีบหลบภัย ขณะที่ตำรวจบุกค้น พบปลอกกระสุน แมกกาซีนปืนไรเฟิลจู่โจม และของกลางอื่นๆ แรนดัลฟ์ ตูอาโน โฆษกสำนักงานตำรวจฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า ได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 1 คนแล้ว และกำลังสอบสวนอย่างเร่งด่วน ผู้ถูกจับสารภาพชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง แต่ยังต้องตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม

ปธน.ฟิลิปปินส์เรียกประชุมฉุกเฉินเพื่ออะไร

การที่ปธน.ฟิลิปปินส์เรียกประชุมฉุกเฉินนี้ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะเชื่อมโยงกับคดีใหญ่ระดับโลก เดลา โรซาถูกกล่าวหาว่ามีส่วนในอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ จาก “สงครามยาเสพติด” สมัยดูเตอร์เต ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตนับหมื่นรายจากการสังหารนอกกระบวนการ ICC กำลังสืบสวนคดีนี้อย่างจริงจัง และดูเตอร์เตเองก็อาจกลายเป็นอดีตผู้นำเอเชียคนแรกที่ต้องขึ้นศาล

ย้อนประวัติศาสตร์ สงครามยาเสพติดของดูเตอร์เตเริ่มตั้งแต่ปี 2016 ทำให้ยึดยาเสพติดได้มหาศาล แต่ถูกวิจารณ์หนักเรื่องละเมิดสิทธิมนุษยชน สหประชาชาติและองค์กรสิทธิมนุษยชนประณามว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เดลา โรซา ในฐานะหัวหน้าตำรวจ เป็นผู้บัญชาการปฏิบัติการหลัก ปัจจุบันเขาเป็นวุฒิสมาชิก สังกัดพรรคของดูเตอร์เต ทำให้การจับกุมกลายเป็นประเด็นการเมืองระหว่างมาร์กอสกับดูเตอร์เต

  • เหตุผลหลักของ ICC: สอบสวนการสังหารนอกกฎหมายกว่า 6,000-30,000 ราย
  • สถานะเดลา โรซา: หลบหนี แต่ถูกจับกุมไม่ได้เพราะสถานะวุฒิสมาชิก
  • ผลกระทบ: ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติรุนแรงขึ้น
  • บทบาทมาร์กอส: สนับสนุน ICC แตกต่างจากดูเตอร์เตที่ถอนตัว

สถานการณ์นี้สะท้อนความแตกแยกทางการเมืองในฟิลิปปินส์ที่ยังคุกรุ่น แม้ดูเตอร์เตจะพ้นตำแหน่งแล้ว แต่ฐานเสียงยังแข็งแกร่ง การใช้กำลังในวุฒิสภาอาจจุดชนวนความรุนแรงเพิ่ม นักวิเคราะห์เตือนว่าอาจนำไปสู่ความไม่สงบทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ฟิลิปปินส์กำลังเผชิญปัญหายาเสพติดที่ยังระบาดหนัก การเมืองที่ปั่นป่วนอาจทำให้การแก้ปัญหาล่าช้า ประธานาธิบดีมาร์กอสต้องบริหารสถานการณ์อย่างระมัดระวัง เพื่อรักษาเสถียรภาพ

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์ปธน.ฟิลิปปินส์เรียกประชุมฉุกเฉิน เหตุเสียงปืนในวุฒิสภา ปมล่าอดีตตำรวจคู่ใจดูเตอร์เตนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าประวัติศาสตร์สงครามยาเสพติดยังหลอกหลอนฟิลิปปินส์ การนำคนผิดมาลงโทษเป็นสิ่งจำเป็น แต่ต้องทำโดยเคารพกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งใหญ่หลวง คุณคิดว่าการเมืองฟิลิปปินส์จะไปทางไหน? ติดตามข่าวต่างประเทศล่าสุดและแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย

ที่มา – ปธน.ฟิลิปปินส์เรียกประชุมฉุกเฉิน เหตุเสียงปืนในวุฒิสภา ปมล่าอดีตตำรวจคู่ใจดูเตอร์เต

แคเธอรีน คอนนอลลี ปธน.ไอร์แลนด์คนใหม่ ชนะถล่มทลาย

แคเธอรีน คอนนอลลี ผู้สมัครอิสระจากไอร์แลนด์ สร้างประวัติศาสตร์คว้าตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศ หลังจากชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย โดยได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนมากที่สุดเป็นประวัติการณ์

เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม 2568 (สมมติ) แคเธอรีน คอนนอลลี ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้ง ทำให้เธอได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 10 ของสาธารณรัฐไอร์แลนด์ ภายหลังจากการประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ของ นางเฮเธอร์ ฮัมฟรีย์ส จากพรรคไฟน์ เกล (Fine Gael)

ผลการเลือกตั้ง ได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการที่ปราสาทดับลิน โดย แคเธอรีน คอนนอลลี ได้รับคะแนนเสียงไปถึง 914,143 คะแนน คิดเป็น 63% ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของไอร์แลนด์ ในขณะที่คู่แข่งอย่างนางฮัมฟรีย์ส ได้รับคะแนนเสียงเพียง 424,987 คะแนน (29%) ซึ่งน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของคะแนนที่นางคอนนอลลีได้รับ

นางคอนนอลลี วัย 68 ปี จากเมืองกัลเวย์ (Galway) ผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไอร์แลนด์ (TD) มาตั้งแต่ปี 2559 เป็นผู้สมัครอิสระที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคฝ่ายซ้ายหลัก ๆ โดยเธอกล่าวในสุนทรพจน์ตอบรับตำแหน่งว่า เธอจะเป็น “ประธานาธิบดีที่เป็นที่ยอมรับของทุกคน”

“ดิฉันจะเป็นกระบอกเสียงเพื่อสันติภาพ กระบอกเสียงที่สร้างบนนโยบายความเป็นกลางของเรา กระบอกเสียงที่แสดงให้เห็นถึงภัยคุกคามที่แท้จริงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และกระบอกเสียงที่ตระหนักถึงการทำงานที่ยิ่งใหญ่ซึ่งกำลังดำเนินไปทั่วประเทศ” นางคอนนอลลีกล่าวเสริม

แคเธอรีน คอนนอลลี จะเป็นประธานาธิบดีคนที่ 10 ของไอร์แลนด์ สืบทอดตำแหน่งจากนายไมเคิล ดี ฮิกกินส์ ซึ่งดำรงตำแหน่งครบวาระสูงสุดสองสมัย

น.ส.กาบิยา กาตาเวคไคเต ผู้สื่อข่าวจากดับลิน กล่าวว่า คอนนอลลีเป็นผู้สมัครที่มีแนวคิดต่อต้านผู้มีอำนาจในสังคม (anti-establishment) โดยลงชิงชัยกับนางฮัมฟรีย์ส ผู้สมัครที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล คอนนอลลียืนยันมาตลอดว่าการรณรงค์หาเสียงของเธอคือ “การเคลื่อนไหว” และขณะนี้เธอได้รับอาณัติที่ชัดเจนจากประชาชนแล้ว

ก่อนหน้านี้ นางฮัมฟรีย์สได้ออกมาประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ โดยกล่าวขอบคุณผู้ที่ลงคะแนนให้เธอ ทีมงานหาเสียง และพรรคไฟน์ เกล ที่เสนอชื่อเธอ พร้อมทั้งกล่าวว่า “ดิฉันทราบดีว่าแคเธอรีนจะเป็นประธานาธิบดีของพวกเราทุกคน แคเธอรีนจะเป็นประธานาธิบดีของดิฉัน และดิฉันขออวยพรให้เธอโชคดี นี่คือค่ำคืนของเธอ”

ประธานาธิบดีแห่งไอร์แลนด์คือประมุขแห่งรัฐของประเทศ มีหน้าที่เป็นตัวแทนของประเทศในต่างประเทศ เป็นบุคคลสำคัญในงานระดับชาติ และรับผิดชอบในการทำให้แน่ใจว่ารัฐธรรมนูญได้รับการปฏิบัติตาม

แม้ว่าอำนาจของประธานาธิบดีในไอร์แลนด์มีจำกัด แต่เสียงและอิทธิพลของผู้ดำรงตำแหน่งสามารถสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ได้

คอนนอลลีจะเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ในวันที่ 11 พฤศจิกายน (สมมติ) โดยนายฮิกกินส์จะพ้นจากตำแหน่งในวันก่อนหน้านั้น

แคเธอรีน คอนนอลลี ได้เป็น ปธน.ไอร์แลนด์คนใหม่ หลังชนะถล่มทลาย

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ แคเธอรีน คอนนอลลี

  • เป็นนักการเมืองอิสระ
  • ได้รับการสนับสนุนจากพรรคฝ่ายซ้าย
  • มีแนวคิดต่อต้านผู้มีอำนาจในสังคม

การได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลายของ แคเธอรีน คอนนอลลี ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีไอร์แลนด์ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความต้องการการเปลี่ยนแปลงและความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อผู้นำที่มีแนวคิดใหม่ ๆ และพร้อมที่จะเป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชนอย่างแท้จริง ชัยชนะครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังสำหรับอนาคตของไอร์แลนด์อีกด้วย

ที่มา – แคเธอรีน คอนนอลลี ได้เป็น ปธน.ไอร์แลนด์คนใหม่ หลังชนะถล่มทลาย

ทหารประกาศยึดอำนาจในมาดากัสการ์ ปธน.หนี!

ทหารหน่วยพิเศษในมาดากัสการ์ ประกาศยึดอำนาจในมาดากัสการ์อย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากประธานาธิบดีหลบหนีออกจากประเทศ ตามหลังการประท้วงของกลุ่มคนเจนซี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หน่วยทหารพิเศษในประเทศมาดากัสการ์ประกาศในวันอังคารที่ 14 ต.ค. 2568 ว่า พวกเขาได้ยึดอำนาจในมาดากัสการ์จากประธานาธิบดี อันดรี ราโจเอลินา แล้ว หลังจากผู้นำรายนี้หลบหนีออกจากประเทศ เนื่องจากการประท้วงใหญ่ของกลุ่มคนเจนซี (Gen Z) ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

พันเอก ไมเคิล รันดรีอานิรินา ผู้บัญชาการหน่วย CAPSAT กล่าวขณะยืนอยู่ด้านนอกทำเนียบประธานาธิบดีเมื่อวันอังคารว่า กองทัพจะจัดตั้งรัฐบาลและจะจัดการเลือกตั้งภายในสองปี นอกจากนี้ เขายังได้สั่งระงับการทำงานของสถาบันประชาธิปไตยที่สำคัญหลายแห่ง เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง ด้วย

พันเอกรันดรีอานิรินากล่าวอีกว่า ผู้ประท้วงที่เป็นคนรุ่น Gen Z จะมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลง เนื่องจาก “ขบวนการนี้ถูกสร้างขึ้นบนท้องถนน ดังนั้นเราจึงต้องเคารพข้อเรียกร้องของพวกเขา”

ขณะนี้ทั้งทหารและผู้ประท้วงต่างเฉลิมฉลองกับการขับไล่ประธานาธิบดี อันดรี ราโจเอลินา ที่ดูเหมือนว่าจะประสบความสำเร็จ โดยมีประชาชนหลายพันคนโบกธงอยู่ในกรุงอันตานานาริโว ซึ่งเป็นเมืองหลวงของมาดากัสการ์

CAPSAT ย่อมาจาก Personnel Administration and Technical and Administrative Services Corps (กองบริหารงานบุคคลและบริการด้านเทคนิคและการบริหาร) ซึ่งเป็นหน่วยทหารที่ทรงอิทธิพลที่สุดในมาดากัสการ์ โดยพวกเขาเคยสนับสนุนนายราโจเอลินาขึ้นสู่อำนาจมาแล้วในปี 2552 แต่ตัดสินใจเข้าร่วมกับกลุ่มผู้ประท้วงเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

ศาลรัฐธรรมนูญของมาดากัสการ์ได้แต่งตั้ง พันเอก รันดรีอานิรินา เป็นผู้นำคนใหม่ของประเทศ แม้ว่าจะมีแถลงการณ์จากสำนักงานประธานาธิบดีที่ระบุว่า นายราโจเอลินายังคงเป็นผู้นำประเทศอยู่ และประณามสิ่งที่พวกเขาเรียกว่าเป็น “ความพยายามก่อรัฐประหาร”

ตอนนี้ยังไม่มีการยืนยันว่า นายราโจเอลินาอยู่ที่ใด แต่เขาระบุในแถลงการณ์ผ่านวิดีโอว่า อยู่ใน “สถานที่ปลอดภัย” พร้อมกล่าวอ้างว่ามีความพยายามลอบสังหารตัวเขาโดย “บุคลากรทางทหารและนักการเมือง” แต่หน่วย CAPSAT ได้ปฏิเสธการมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังมีรายงานที่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่า ประธานาธิบดีถูกนำตัวออกนอกประเทศโดยเครื่องบินทหารของฝรั่งเศสเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย

ทั้งนี้ ความไม่สงบในมาดากัสการ์เริ่มขึ้นเมื่อราว 2 สัปดาห์ก่อน หลังจากกลุ่มชุมนุมซึ่งนำโดยเหล่าเยาวชนได้เริ่มประท้วงต่อต้านปัญหาการขาดแคลนน้ำและไฟฟ้าที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ

การประท้วงบานปลายอย่างรวดเร็ว สะท้อนความไม่พอใจเป็นวงกว้างต่อรัฐบาลของราโจเอลินาในเรื่องอัตราการว่างงานที่สูง การทุจริตที่แพร่หลาย และวิกฤตค่าครองชีพ

ผู้ประท้วงได้ปะทะกับกองกำลังความมั่นคง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 22 ศพ และบาดเจ็บมากกว่า 100 คน อ้างอิงจากรายงานขององค์การสหประชาชาติ แม้ว่ารัฐบาลมาดากัสการ์จะปฏิเสธตัวเลขเหล่านี้ โดยระบุว่าอ้างอิงจาก “ข่าวลือและข้อมูลที่ผิด” ก็ตาม ก่อนที่หน่วย CAPSAT จะประกาศเข้าร่วมกับผู้ประท้วง

ประธานาธิบดี ราโจเอลินา เคยถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นใหม่สำหรับมาดากัสการ์ เขาก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีเมื่ออายุเพียง 34 ปี ทำให้ได้รับตำแหน่งผู้นำที่อายุน้อยที่สุดในแอฟริกา และปกครองประเทศอยู่ 4 ปี ก่อนจะกลับคืนสู่อำนาจอีกครั้งหลังการเลือกตั้งในปี 2561

แต่นายราโจเอลินาสูญเสียความนิยม หลังจากเผชิญข้อกล่าวหาเรื่องการเล่นพรรคเล่นพวกและการทุจริต ซึ่งเขาปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านั้น

แม้ว่าอำนาจดูเหมือนจะหลุดมือไปจากเขาแล้ว แต่เขาก็ยังคงพยายามที่จะมีอิทธิพลต่อสถานการณ์ต่าง ๆ โดยนายราโจเอลินาพยายามที่จะยุบสภาแห่งชาติ ก่อนที่ฝ่ายค้านจะสามารถลงมติถอดถอนเขาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีฐาน “ละทิ้งหน้าที่” แต่ความพยายามนั้นไม่เป็นผลสำเร็จ

เมื่อวันอังคาร (14 ต.ค. 2568) สมาชิกรัฐสภาลงมติถอดถอนราโจเอลินาด้วยคะแนนเสียง 130 เสียง ต่อบัตรเปล่า 1 เสียง แม้แต่สมาชิกพรรค “อีร์มาร์” (Irmar) ของเขาเองก็ยังลงคะแนนอย่างท่วมท้นเพื่อถอดถอนเขาเช่นกัน

นายราโจเอลินาปฏิเสธผลการลงมติดังกล่าว โดยกล่าวว่ามัน “เป็นโมฆะและไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย”

หลายประเทศออกมาแสดงท่าทีต่อการยึดอำนาจในมาดากัสการ์ โดยสหภาพแอฟริกา (AU) เตือนทหารเรื่อง “การเข้าแทรกแซง” ในกิจการทางการเมืองของมาดากัสการ์ และปฏิเสธ “ความพยายามใด ๆ ในการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ”

ส่วนนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้น “น่ากังวลอย่างยิ่ง”

การยึดอำนาจในมาดากัสการ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจของประชาชนต่อรัฐบาลที่สะสมมานาน และความสำคัญของคนรุ่นใหม่ในการเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง

ทหารประกาศยึดอำนาจในมาดากัสการ์

สถานการณ์ล่าสุดการยึดอำนาจ

ที่มา – ทหารประกาศยึดอำนาจในมาดากัสการ์ หลัง ปธน.หนีออกจากประเทศ

ปธน.มาดากัสการ์เผ่นออกนอกประเทศแล้ว จริงหรือ?

ปธน.มาดากัสการ์เผ่นออกนอกประเทศแล้ว หลังกลุ่ม Gen Z ประท้วง

สถานการณ์ในมาดากัสการ์ยังคงตึงเครียด เมื่อมีรายงานว่า ปธน.มาดากัสการ์เผ่นออกนอกประเทศแล้ว หลังเผชิญกับการประท้วงอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือ Gen Z ท่ามกลางข่าวลือเรื่องการรัฐประหารที่ยังไม่มีการยืนยัน

ตามรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศ ประธานาธิบดีอันดรี ราโจเอลินา ถูกกล่าวหาว่าได้หลบหนีออกจากประเทศเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 โดยผู้นำฝ่ายค้านอ้างว่า หน่วยทหารบางส่วนได้แปรพักตร์และเข้าร่วมกับผู้ประท้วง ทำให้สถานการณ์ของประธานาธิบดีไม่มั่นคง

ปธน.มาดากัสการ์เผ่นออกนอกประเทศแล้ว จริงหรือไม่?

แม้ว่าสำนักงานประธานาธิบดียังไม่ได้ออกมายืนยันหรือปฏิเสธข่าวนี้ แต่แหล่งข่าวในกองทัพมาดากัสการ์ได้ให้ข้อมูลว่า นายราโจเอลินาเดินทางออกจากประเทศด้วยเครื่องบินทหารของฝรั่งเศส โดยได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงระหว่างผู้นำทั้งสองยังคงเป็นความลับ

การประท้วงในมาดากัสการ์เริ่มต้นขึ้นจากความไม่พอใจในปัญหาการขาดแคลนน้ำและไฟฟ้า แต่ได้ขยายตัวไปสู่ประเด็นที่ใหญ่กว่า เช่น การคอร์รัปชัน ธรรมาภิบาลที่ล้มเหลว และการขาดแคลนบริการพื้นฐาน ซึ่งเป็นปัญหาที่สะสมมานานและทำให้ประชาชนไม่พอใจรัฐบาล

สิ่งที่น่าสนใจคือ การสูญเสียการสนับสนุนจากหน่วย CAPSAT ซึ่งเป็นหน่วยทหารชั้นยอดที่เคยช่วยให้ราโจเอลินาขึ้นสู่อำนาจเมื่อปี 2552 หน่วย CAPSAT ได้เข้าร่วมกับผู้ประท้วงและปฏิเสธที่จะใช้ความรุนแรงต่อพวกเขา ทำให้สถานการณ์ของราโจเอลินายิ่งยากลำบากมากขึ้น

นอกจากนี้ วุฒิสภามาดากัสการ์ได้ปลดประธานวุฒิสภาออกจากตำแหน่ง และแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งแทนชั่วคราว ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศ

สิ่งที่เกิดขึ้นในมาดากัสการ์ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงพลังของคนรุ่นใหม่ในการเรียกร้องความเปลี่ยนแปลง และความสำคัญของธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการบริหารประเทศ ปธน.มาดากัสการ์เผ่นออกนอกประเทศแล้ว เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หรือเป็นการสิ้นสุดอำนาจของผู้นำคนนี้ คงต้องติดตามสถานการณ์ต่อไปอย่างใกล้ชิด

สถานการณ์ในมาดากัสการ์ยังคงไม่แน่นอน และอนาคตทางการเมืองของประเทศยังคงอยู่ในความไม่แน่นอน การ ปธน.มาดากัสการ์เผ่นออกนอกประเทศแล้ว ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตของมาดากัสการ์และทิศทางที่ประเทศจะเดินหน้าต่อไป การประท้วงของกลุ่ม Gen Z ได้แสดงให้เห็นถึงความต้องการในการเปลี่ยนแปลงและความไม่พอใจต่อปัญหาที่สะสมมานาน

การที่หน่วย CAPSAT เข้าร่วมกับผู้ประท้วงแสดงให้เห็นถึงความแตกแยกภายในกองทัพและความไม่พอใจต่อการบริหารงานของรัฐบาล การปลดประธานวุฒิสภาออกจากตำแหน่งยิ่งเน้นย้ำถึงความไม่มั่นคงทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นภายในโครงสร้างอำนาจของประเทศ

อนาคตของมาดากัสการ์จะขึ้นอยู่กับการตอบสนองต่อความต้องการในการเปลี่ยนแปลงและการแก้ไขปัญหาที่ผู้ประท้วงได้ชี้ให้เห็น การสร้างธรรมาภิบาลที่ดี การต่อต้านการคอร์รัปชัน และการให้บริการพื้นฐานที่มีคุณภาพแก่ประชาชนเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความมั่นคงและสร้างความไว้วางใจให้กับประชาชน

การที่ ปธน.มาดากัสการ์เผ่นออกนอกประเทศแล้ว อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในมาดากัสการ์ แต่ความสำเร็จในการสร้างอนาคตที่ดีขึ้นจะขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนในสังคมและความมุ่งมั่นในการสร้างประเทศที่เป็นธรรมและเจริญรุ่งเรืองสำหรับทุกคน

ที่มา – ปธน.มาดากัสการ์เผ่นออกนอกประเทศแล้ว หลังกลุ่ม Gen Z ประท้วง

ปธน.มาดากัสการ์เผย ทหารพยายามยึดอำนาจ

ประธานาธิบดีมาดากัสการ์ออกมาเปิดเผยว่า กำลังเกิดความเคลื่อนไหวเพื่อยึดอำนาจในประเทศด้วยการใช้กำลัง ขณะที่หน่วย CAPSAT อ้างว่า พวกเขายึดการควบคุมกองทัพได้แล้ว

เมื่อ 12 ต.ค. 2568 สำนักงานประธานาธิบดี อันดรี ราโจเอลินา แห่งมาดากัสการ์ ได้ออกแถลงการณ์ว่า ขณะนี้กำลังเกิดความพยายาม ยึดอำนาจ อย่างผิดกฎหมายโดยใช้กำลัง เกิดขึ้นในประเทศ หลังจากรัฐบาลเผชิญการประท้วงของประชาชนหนุ่มสาว ซึ่งเรียกร้องให้ประธานาธิบดีลาออก

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา หน่วยทหารที่รู้จักกันในชื่อ “แคปแซต” (CAPSAT) ได้อ้างว่าพวกเขายึดการควบคุมกองบัญชาการทหารไว้ได้แล้ว และขณะนี้พวกเขาควบคุมกองทัพทั้งหมด ทั้งทัพบก ทัพอากาศ และทัพเรือ

หน่วยแคปแซต เป็นทหารหน่วยเดียวกันกับที่มีบทบาทสำคัญในวิกฤตการณ์ทางการเมืองมาดากัสการ์เมื่อปี 2552 ซึ่งช่วยให้นายราโจเอลินาก้าวขึ้นสู่อำนาจ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากกลุ่มเยาวชนเริ่มการประท้วงเมื่อวันที่ 25 ก.ย. ภายใต้ชื่อ “Gen Z Mada” เพื่อต่อต้านปัญหาการขาดแคลนน้ำและไฟฟ้า แต่การประท้วงได้ขยายวงกว้างขึ้น สะท้อนถึงความไม่พอใจเป็นวงกว้างต่อรัฐบาลของนายราโจเอลินาในเรื่องต่างๆ เช่น อัตราการว่างงานที่สูง, การทุจริตคอร์รัปชัน และวิกฤตค่าครองชีพ

นายราโจเอลินาระบุในแถลงการณ์ว่า “ขณะนี้มีความพยายามที่จะ ยึดอำนาจ ในอาณาเขตของสาธารณรัฐ ซึ่งเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญและหลักการประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง”

เขายังขอประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อสิ่งที่เขาเรียกว่า เป็นความพยายามบ่อนทำลายเสถียรภาพของประเทศ และเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนหลักของประเทศรวมกันเป็นหนึ่งในการปกป้องรัฐธรรมนูญ และอำนาจอธิปไตยของชาติ

กลุ่มผู้ประท้วง Gen Z ชุมนุมในกรุงอันตานานาริโว
กลุ่มผู้ประท้วง Gen Z ชุมนุมในกรุงอันตานานาริโว

ด้านหน่วยแคปแซตแถลงผ่านเพจเฟซบุ๊กของตัวเองว่า พวกเขาได้แต่งตั้ง พลเอก เดโมสเตน พิคูลัส ให้เป็นผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่แล้ว ขณะที่สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า นายมานันต์โซอา เดรามาซินจาคา ราโคโทอาริเวโล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกองทัพ ได้ยอมรับการแต่งตั้งดังกล่าวแล้ว

ในวันเดียวกัน ผู้ประท้วงได้รวมตัวกันที่จัตุรัสหลักในกรุงอันตานานาริโว เมืองหลวงของมาดากัสการ์เป็นวันที่ 2 ติดต่อกันแล้ว และนี่ถือเป็นความคืบหน้าที่สำคัญ เนื่องจากก่อนหน้านี้พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงจัตุรัส 13 พฤษภาคม (May 13 Square) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการลุกฮือครั้งก่อนๆ ได้เลย

ผู้ประท้วงรายหนึ่งบอกกับสำนักข่าวบีบีซี ว่า ในที่สุดพวกเขาก็พิชิตจัตุรัส 13 พฤษภาคม ซึ่งเป็นจัตุรัสแห่งประชาธิปไตยได้แล้ว “พวกเรามีความสุขและโล่งใจ นี่คือชัยชนะอันยิ่งใหญ่ เราจะไม่หยุดการต่อสู้จนกว่าประธานาธิบดีราโจเอลินา จะลาออก”

ความสำเร็จของผู้ประท้วงเกิดขึ้นหลังจากที่พวกเขาได้รับ “การสนับสนุนอย่างไม่คาดคิด” จากหน่วยแคปแซต เมื่อวันเสาร์ (11 ต.ค.) เมื่อทหารบางส่วนของหน่วยได้ออกจากค่ายทหารเพื่อเข้าร่วมการประท้วง โดยหน่วยแคปแซต ประณามหน่วยงานความมั่นคงอื่นๆ ที่ใช้กำลังกับผู้ประท้วง

นอกจากนั้น มีรายงานด้วยว่า เกิดการยิงปะทะที่ค่ายของหน่วยแคปแซต ทั้งในวันเสาร์และวันอาทิตย์ โดยมีทหารนายหนึ่งถูกยิงเสียชีวิต

ด้านสายการบินแอร์ฟรานซ์ ระบุว่า พวกเขาระงับเที่ยวบินไปยังกรุงอันตานานาริโวอย่างน้อยจนถึงวันอังคาร (14 ต.ค.) เนื่องจากสถานการณ์ด้านความมั่นคง

ก่อนหน้านี้ นายโวลเคอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เรียกร้องให้กองกำลังความมั่นคงหยุดใช้ “กำลังที่ไม่จำเป็นและไม่สมสัดส่วน” เพื่อปราบปรามความไม่สงบ โดยเขากล่าวว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 22 ราย และบาดเจ็บอีก 100 รายแล้ว

แต่นายราโจเอลินาออกมาโต้แย้งตัวเลขดังกล่าว โดยระบุว่า มีผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันเพียง 12 ราย เท่านั้น และบุคคลเหล่านี้ทั้งหมดเป็นผู้ที่ก่อการปล้นสะดมและทำลายทรัพย์สิน

สถานการณ์ในมาดากัสการ์ยังคงน่าจับตามอง การประท้วงของคนรุ่นใหม่และความเคลื่อนไหวของทหารหน่วย CAPSAT ทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองอย่างมาก เป็นสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดถึงผลกระทบที่จะตามมา

ปธน.มาดากัสการ์เผย ทหารกำลังพยายามยึดอำนาจ

เหตุการณ์นี้บ่งชี้ถึงความเปราะบางของรัฐบาลและสังคมในมาดากัสการ์ การประท้วงที่ขยายวงกว้างและความพยายาม ยึดอำนาจ โดยทหาร สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่สั่งสมมานาน

ความพยายามยึดอำนาจในมาดากัสการ์

การที่ทหารออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนผู้ประท้วง สะท้อนความไม่พอใจภายในกองทัพต่อการบริหารประเทศของรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งเป็นสัญญานอันตรายต่อเสถียรภาพของชาติ

การที่สายการบินแอร์ฟรานซ์ระงับเที่ยวบินนั้น เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าสถานการณ์ในมาดากัสการ์นั้นตึงเครียดและคาดเดาไม่ได้ นักท่องเที่ยวและนักธุรกิจควรหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังมาดากัสการ์ในช่วงนี้

ที่มา – ปธน.มาดากัสการ์เผย ทหารกำลังพยายามยึดอำนาจ หลังหนุนม็อบ Gen Z

Scroll to top