ประธานาธิบดีสหรัฐ

ทรัมป์เชื่อ “มีโอกาสสูง” บรรลุข้อตกลงอิหร่าน เตือนพร้อมกลับมาโจมตีอีก

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงเป็นที่จับตามองไปทั่วโลก โดยล่าสุด โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาแสดงท่าทีเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่าทรัมป์เชื่อ “มีโอกาสสูง” บรรลุข้อตกลงอิหร่าน แม้ว่าทางเตหะรานจะออกมาปฏิเสธการเจรจาโดยตรงก็ตาม

ทรัมป์เชื่อ “มีโอกาสสูง” บรรลุข้อตกลงอิหร่าน

เหตุการณ์สำคัญนี้เกิดขึ้นเมื่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์บนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันว่า เขามองเห็นหนทางที่จะนำไปสู่ข้อตกลงเพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานาน อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่ลืมที่จะส่งคำเตือนไปยังอิหร่านว่า หากข้อตกลงดังกล่าวไม่เกิดขึ้นจริง สหรัฐฯ ก็พร้อมที่จะกลับไปดำเนินมาตรการทางทหารหรือการโจมตีอีกครั้งโดยไม่มีการรีรอ

สรุปสถานการณ์และท่าทีของทรัมป์

สำหรับสถานการณ์ล่าสุดที่มีรายงานว่าทรัมป์เชื่อ “มีโอกาสสูง” บรรลุข้อตกลงอิหร่าน นั้น มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การโจมตีที่รุนแรง: ก่อนหน้านี้สหรัฐฯ ได้ปฏิบัติการทิ้งระเบิดต่อเนื่องถึง 13 คืน ซึ่งทรัมป์อ้างว่านี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้อิหร่านต้องการเข้าสู่โต๊ะเจรจา
  • ท่าทีของอิหร่าน: แม้ทรัมป์จะมั่นใจ แต่ฝั่งอิหร่านยืนยันว่าเป็นเพียงการสื่อสารผ่านคนกลางเท่านั้น และปฏิเสธข่าวการเจรจาสันติภาพอย่างเป็นทางการ
  • ความพร้อมทางยุทธภัณฑ์: ทรัมป์ยืนยันว่าสหรัฐฯ มีอาวุธยุทโธปกรณ์เพียงพอและไม่ได้ร่อยหรออย่างที่หลายฝ่ายกังวล แม้จะมีการสนับสนุนยูเครนไปก่อนหน้านี้

ทรัมป์ยังได้แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศ โดยมองว่าการยึดทรัพย์สินหรือเงินทุนจากประเทศคู่ขัดแย้งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ต่อกองทัพสหรัฐฯ ได้ และเขากำลังมองถึงมาตรการดังกล่าวกับอิหร่านเช่นเดียวกับที่เคยทำกับเวเนซุเอลา

ในมุมมองของเรา สถานการณ์นี้ยังคงมีความเปราะบางสูงมาก แม้ผู้นำสหรัฐฯ จะดูมั่นใจในโอกาสที่จะเกิดสันติภาพ แต่ด้วยคำขู่ที่พร้อมจะเปิดฉากโจมตีได้ทุกเมื่อ ทำให้ตลาดโลกและประเทศในตะวันออกกลางต้องเตรียมรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นตลอดเวลา เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าฝ่ายอิหร่านจะมีท่าทีตอบรับกระแสข่าวดังกล่าวอย่างไรในสัปดาห์นี้

ที่มา – ทรัมป์เชื่อ “มีโอกาสสูง” บรรลุข้อตกลงอิหร่าน เตือนพร้อมกลับมาโจมตีอีก

ทรัมป์ขู่ผู้แทนอิหร่าน กร้าวยึดช่องแคบฮอร์มุซหากเจรจาไม่สำเร็จ

สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางกำลังระอุขึ้นอีกครั้ง เมื่ออดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาเคลื่อนไหวด้วยท่าทีที่ดุดัน โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง ทรัมป์ขู่ผู้แทนอิหร่าน กร้าวยึดช่องแคบฮอร์มุซหากเจรจาไม่สำเร็จ ซึ่งถือเป็นประเด็นร้อนแรงที่ทั่วโลกต่างจับตามองอย่างใกล้ชิด

สถานการณ์วิกฤต: ทรัมป์ขู่ผู้แทนอิหร่าน กร้าวยึดช่องแคบฮอร์มุซหากเจรจาไม่สำเร็จ

จากการสัมภาษณ์ผ่านทางโทรศัพท์กับสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ นายทรัมป์ได้เน้นย้ำชัดเจนว่า สหรัฐฯ พร้อมที่จะเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซหากการเจรจาทางการทูตกับอิหร่านในสวิตเซอร์แลนด์ไม่ประสบความสำเร็จ โดยเขามองว่าตนเองสามารถทำหน้าที่เป็น ‘เทวดาอารักขา’ ให้กับเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกนี้ได้

รายละเอียดและผลกระทบหากรัฐบาลสหรัฐฯ เดินหน้าตามคำขู่

คำกล่าวของนายทรัมป์ไม่เพียงแต่เป็นการกดดันทางการเมือง แต่ยังเป็นการข่มขู่ในลักษณะที่รุนแรงต่อตัวแทนการเจรจาของอิหร่าน ว่าหากพวกเขาปิดช่องแคบฮอร์มุซ ผลที่ตามมาอาจหมายถึงความสูญเสียครั้งใหญ่ของประเทศ ซึ่งเหตุการณ์นี้ตอกย้ำให้เห็นว่า ทรัมป์ขู่ผู้แทนอิหร่าน กร้าวยึดช่องแคบฮอร์มุซหากเจรจาไม่สำเร็จ นั้นไม่ใช่คำขู่ลอยๆ แต่มาพร้อมกับมาตรการคว่ำบาตรและทางเลือกทางทหารที่พร้อมจะถูกนำมาใช้

  • การขู่จะเก็บค่าผ่านทาง 20% จากน้ำมันที่ขนส่งผ่านช่องแคบ
  • คำเตือนเกี่ยวกับการโจมตีทางทหารที่รุนแรงกว่าเดิม
  • การยื่นประท้วงอย่างเป็นทางการจากฝ่ายอิหร่านผ่านสื่อรัฐบาล

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ ข้อพิพาทในครั้งนี้สร้างความวิตกกังวลอย่างมากต่อเสถียรภาพของราคาพลังงานโลก เพราะหากเกิดความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซจริง ผลกระทบที่ตามมาจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและห่วงโซ่อุปทานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ท้ายที่สุด การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะดำเนินไปในทิศทางใด? หรือนี่จะเป็นเพียงเกมการเมืองเพื่อสร้างอำนาจต่อรองก่อนการเลือกตั้ง? เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะจบลงที่โต๊ะเจรจา หรือจะนำไปสู่ความขัดแย้งที่ขยายวงกว้างกว่าเดิม

ที่มา – ทรัมป์ขู่ผู้แทนอิหร่าน กร้าวยึดช่องแคบฮอร์มุซหากเจรจาไม่สำเร็จ

ปชน. แนะคนข้างกายทรัมป์ที่ศุภจีควรหารือ พร้อมจี้แก้เกณฑ์บัตรคนจน

ช่วงนี้การเมืองไทยดูจะคึกคักเป็นพิเศษ โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวจากฝั่งพรรคประชาชน (ปชน.) ที่ล่าสุดได้มีการประชุม ครม. เงา เพื่อวางแนวทางรับมือกับสถานการณ์ทั้งในและต่างประเทศ โดยมีประเด็นร้อนที่น่าสนใจคือเรื่องของ ปชน. แนะชื่อคนข้างกาย “ทรัมป์” ที่ “ศุภจี” ควรหารือ จี้ทบทวนมติ ครม. เกณฑ์บัตรคนจน ซึ่งถือเป็นคำแนะนำเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าจับตามองอย่างยิ่งครับ

ปชน. แนะชื่อคนข้างกาย “ทรัมป์” ที่ “ศุภจี” ควรหารือ จี้ทบทวนมติ ครม. เกณฑ์บัตรคนจน

นายพิศาล มาณวพัฒน์ แคนดิเดตรัฐมนตรีต่างประเทศจากพรรคประชาชน ได้ออกมาแนะแนวทางให้รัฐบาล โดยเฉพาะนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ต้องรับมือกับนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ว่าการไปวอชิงตันครั้งหน้าต้อง “เป็นมวย” มากขึ้น เพราะอำนาจการตัดสินใจในวอชิงตันยุคทรัมป์นั้นรวมศูนย์อย่างชัดเจน

บุคคลสำคัญสายตรงที่รัฐบาลต้องเจาะให้ถึง

หากต้องการผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ทางพรรคประชาชนได้แนะนำรายชื่อบุคคลสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งทำความเข้าใจและเข้าถึง เพื่อลดความเสียเปรียบในการตกลงทางการค้า ดังนี้ครับ:

  • โฮเวิร์ด ลุตนิค: รมว.พาณิชย์สหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นเพื่อนสนิทของทรัมป์
  • ปีเตอร์ นาวาร์โร: อดีตมือขวาในทำเนียบขาวผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี
  • สก็อตต์ เบสเซนต์: รมว.คลังสหรัฐฯ คนนี้ถือเป็นคนสำคัญที่สุดในทีมเศรษฐกิจของทรัมป์ที่ควรเร่งสร้างความสัมพันธ์

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่อง ปชน. แนะชื่อคนข้างกาย “ทรัมป์” ที่ “ศุภจี” ควรหารือ จี้ทบทวนมติ ครม. เกณฑ์บัตรคนจน โดยในภาคส่วนสวัสดิการ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ได้ออกมาสะท้อนปัญหาสำคัญว่า หลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปัจจุบันนั้นดูจะ “แข็ง” จนเกินไป และสร้างภาระให้กับประชาชนในระดับฐานรากอย่างไม่เป็นธรรม

เรามองว่าการที่รัฐบาลจะเดินเกมเศรษฐกิจระหว่างประเทศให้สำเร็จ จำเป็นต้องใช้ทั้งความสัมพันธ์ดั้งเดิมและการทูตเชิงรุกที่เป็นมืออาชีพ ส่วนในเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น การรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนเพื่อปรับปรุงเกณฑ์การถือครองที่ดินหรือหนี้สินให้สอดคล้องกับความจริง ถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่ควรเพิกเฉย เพราะสวัสดิการที่ดีควรเป็นตาข่ายรองรับผู้เดือดร้อนจริงๆ ไม่ใช่ภาระที่ตัดสิทธิ์คนจนออกจากระบบเพียงเพราะกฎเกณฑ์ที่ไม่ยืดหยุ่น หวังว่าทางกระทรวงการคลังจะเร่งตรวจสอบและแก้ไขให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุดเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนครับ

ที่มา – ปชน. แนะชื่อคนข้างกาย “ทรัมป์” ที่ “ศุภจี” ควรหารือ จี้ทบทวนมติ ครม. เกณฑ์บัตรคนจน

ทรัมป์ลั่น ไม่รีบทำข้อตกลงอิหร่าน ชี้ไม่สนเลือกตั้งกลางเทอม

สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านกลายเป็นประเด็นที่คนทั่วโลกกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด ล่าสุด โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ตนเองนั้น ทรัมป์ลั่น ไม่รีบทำข้อตกลงอิหร่าน ชี้ไม่สนเลือกตั้งกลางเทอม โดยยืนยันว่าการเดินเกมการเมืองในครั้งนี้จะยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ไม่ใช่การเร่งรีบเพื่อหวังคะแนนเสียงเลือกตั้งแต่อย่างใด

ทรัมป์ลั่น ไม่รีบทำข้อตกลงอิหร่าน ชี้ไม่สนเลือกตั้งกลางเทอม

หลายฝ่ายอาจจะตั้งข้อสังเกตว่าการผลักดันนโยบายต่างประเทศของทรัมป์ในช่วงนี้อาจได้รับอิทธิพลจากการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะมาถึง แต่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กลับปฏิเสธเรื่องดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง เขาเชื่อมั่นว่าอิหร่านกำลังพยายามยื้อเวลาเพื่อรอให้เขามีความกดดันทางการเมือง แต่การอ่านเกมแบบนั้นอาจเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดของทางกรุงเตหะราน เพราะในมุมมองของทรัมป์ สิ่งสำคัญที่สุดคือการได้ข้อตกลงที่สหรัฐฯ เป็นผู้ชนะและได้เปรียบสูงสุดมากกว่า หากไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เขาก็พร้อมที่จะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในการจัดการปัญหาให้จบสิ้น

บทวิเคราะห์: ทำไมทรัมป์ถึงยังมีความมั่นใจ?

ท่าทีที่แข็งกร้าวของทรัมป์ในครั้งนี้มีจุดประสงค์สำคัญเพื่อแสดงความเหนือกว่าในเชิงยุทธศาสตร์ โดยเขามองว่าเศรษฐกิจของอิหร่านกำลังเผชิญกับวิกฤตอย่างหนัก จนถึงขั้นกล่าวว่าระบบเศรษฐกิจของพวกเขาแทบจะพังทลายลงแล้ว ทำให้ทางเลือกของอิหร่านมีจำกัดและอาจไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมเข้าสู่โต๊ะเจรจาภายใต้เงื่อนไขที่สหรัฐฯ กำหนด โดยทรัมป์ยังคงย้ำคำเดิมว่า ทรัมป์ลั่น ไม่รีบทำข้อตกลงอิหร่าน ชี้ไม่สนเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งเป็นการตบท้ายประเด็นว่าเสียงวิจารณ์ทางการเมืองภายในประเทศไม่สามารถกดดันให้เขายอมทำข้อตกลงที่เสียเปรียบได้

  • ความพยายามดึงดันของอิหร่านอาจเสียเปล่า
  • ทรัมป์พร้อมกลับมาใช้กำลังหากเจรจาไม่คืบหน้า
  • เศรษฐกิจอิหร่านเป็นปัจจัยสำคัญที่บีบให้ต้องเจรจา
  • ชัยชนะในสนามเลือกตั้งระดับรัฐช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ทรัมป์

เป็นที่น่าสนใจว่ากลยุทธ์ของทรัมป์จะประสบความสำเร็จหรือไม่ในระยะยาว การเพิกเฉยต่อตารางเวลาทางการเมืองและมุ่งเน้นไปที่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้อาจเป็นดาบสองคมที่ต้องติดตามกันต่อไปว่า ระหว่างการเจรจาด้วยปากกา หรือการใช้กำลังทางทหาร สิ่งใดจะเกิดขึ้นก่อนกันในโลกแห่งความจริงที่ไม่อาจคาดเดาได้

ความมั่นใจในระดับนี้สะท้อนให้เห็นว่าทรัมป์เลือกที่จะวางเดิมพันด้วยความแข็งกร้าว เพื่อหวังผลลัพธ์สูงสุดแม้จะต้องเผชิญกับคำวิพากษ์วิจารณ์ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินว่าแนวทางของเขาถูกต้องหรือไม่ในระยะยาว

ที่มา – ทรัมป์ลั่น ไม่รีบทำข้อตกลงอิหร่าน ชี้ไม่สนเลือกตั้งกลางเทอม

ทรัมป์มั่นใจ 100% อิหร่านจะยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม

ทรัมป์มั่นใจ 100% อิหร่านจะยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม แม้ว่าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะยังคงอยู่ในภาวะชะงักงัน แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ยังคงแสดงความมั่นใจเต็มเปี่ยม โดยยืนยันว่าอิหร่านจะหยุดโครงการนิวเคลียร์นี้อย่างแน่นอน

ทรัมป์มั่นใจ 100% อิหร่านจะยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ระหว่างการให้สัมภาษณ์ในรายการ Sid and Friends in the Morning ของสถานีวิทยุ WABC ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวอย่างหนักแน่นว่า “พวกเขาจะหยุดแน่นอน 100%” เมื่อถูกถามถึงความเชื่อมั่นในการขัดขวางไม่ให้อิหร่านเสริมสมรรถนะยูเรเนียมและพัฒนาขีปนาวุธ ทรัมป์ยังเผยว่าตนเองได้เจรจาโดยตรงกับเจ้าหน้าที่อิหร่าน โดยใช้คำว่า “ฝุ่นนิวเคลียร์” เพื่ออธิบายถึงผลลัพธ์ที่สหรัฐฯ จะได้รับ

บริบทการเจรจาที่ตึงเครียด

การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงวันเดียวหลังจากทรัมป์ระบุว่าข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านกำลังอยู่ในภาวะ “ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอย่างหนัก” หลังจากเตหะรานตอบกลับข้อเสนอใหม่ของวอชิงตัน ซึ่งทรัมป์มองว่าเป็นคำตอบที่ไม่อาจยอมรับได้ การเจรจาครั้งนี้มีรากฐานมาจากนโยบาย “แรงกดดันสูงสุด” ของทรัมป์ที่เคยถอนตัวจาก JCPOA หรือข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านปี 2015 ทำให้อิหร่านกลับมาเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเกินขีดจำกัดเดิม

ทรัมป์ย้ำว่าสหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนในการทำข้อตกลง เพราะมีมาตรการปิดกั้นทางทะเลอยู่แล้ว ซึ่งช่วยจำกัดการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์ของทรัมป์ที่ผสมผสานระหว่างการเจรจาและการกดดันทางเศรษฐกิจ

ผลกระทบต่อสถานการณ์โลก

  • ด้านนิวเคลียร์: หากอิหร่านยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมจริง จะช่วยลดความเสี่ยงการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ในตะวันออกกลาง
  • ด้านเศรษฐกิจ: การคลาย санкции ของสหรัฐฯ อาจช่วยให้อิหร่านฟื้นตัว แต่ทรัมป์ยืนกรานว่าจะไม่ยอมให้อิหร่านมี “ฝุ่นนิวเคลียร์”
  • ด้านการเมือง: ความมั่นใจของทรัมป์อาจเป็นการส่งสัญญาณถึงชัยชนะทางการทูตก่อนการเลือกตั้ง

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังวิเคราะห์ว่าคำพูดของทรัมป์เป็นส่วนหนึ่งของเกมจิตวิทยาในการเจรจา เพื่อบีบให้อิหร่านยอมถอย ขณะที่อิหร่านเองก็เผชิญแรงกดดันภายในจากปัญหาเศรษฐกิจและการประท้วงประชาชน

ทรัมป์มั่นใจ 100% อิหร่านจะยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หากเกิดขึ้นจริงจะช่วยลดความตึงเครียดในภูมิภาคได้อย่างมาก แต่ก็ยังต้องติดตามพัฒนาการต่อไป เนื่องจากประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าการเจรจากับอิหร่านมักเต็มไปด้วยอุปสรรค

ในมุมมองของผู้เขียน ความมั่นใจแบบนี้ของทรัมป์สะท้อนถึงสไตล์การนำที่เด็ดขาด ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อตกลงที่ดีกว่าสำหรับสหรัฐฯ หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตามเพิ่มเติมที่นี่ เพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด!

ที่มา – ทรัมป์มั่นใจ 100% อิหร่านจะยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม

ทรัมป์ส่ง “ผู้ตรวจการชายแดน” คุม ICE ในมินนิโซตา

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่ง “ผู้ตรวจการชายแดน” ไปควบคุมปฏิบัติการของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ICE) ในรัฐมินนิโซตา หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ยิงประชาชนเสียชีวิต 2 ราย สร้างความไม่พอใจและการประท้วงอย่างรุนแรง

ทรัมป์ส่ง “ผู้ตรวจการชายแดน” คุม ICE ในมินนิโซตา

เมื่อวันจันทร์ที่ 26 มกราคม 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า เขาตัดสินใจส่ง “ผู้ตรวจการชายแดน” ทิม โฮแมน ไปยังรัฐมินนิโซตา และได้พูดคุยกับ ทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตาแล้ว หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ ICE สังหารประชาชนรายที่ 2 ในเมืองมินนิอาโพลิส

เมืองมินนิอาโพลิสตกอยู่ในสภาวะตึงเครียดจากการประท้วง หลังจากเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ยิงนายอเล็กซ์ เพรตติ พยาบาลแผนกไอซียู เสียชีวิตเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากการสังหาร เรเน กูด คุณแม่ลูกสาม

“ผมกำลังส่ง ทอม โฮแมน ไปยังมินนิโซตาในคืนนี้ เขาไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่นั้นมาก่อน แต่เขารู้จักและชื่นชอบผู้คนที่นั่นหลายคน ทอมเป็นคนเด็ดขาดแต่ยุติธรรม และจะรายงานตรงต่อผม” ทรัมป์โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ของเขา

ทำเนียบขาวระบุว่า โฮแมน ซึ่งเป็นมือขวาของทรัมป์ด้านความมั่นคงชายแดน จะทำหน้าที่ “บริหารจัดการการปฏิบัติการของ ICE ในพื้นที่รัฐมินนิโซตา เพื่อเดินหน้าจับกุมอาชญากรต่างด้าวผิดกฎหมายที่เลวร้ายที่สุดต่อไป” การตัดสินใจครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณของการปรับเปลี่ยนแนวทาง เนื่องจากทรัมป์ต้องการเน้นการปฏิบัติการที่เจาะจงเป้าหมายมากกว่าการจู่โจมตรวจคนเข้าเมืองแบบฉับพลัน ซึ่งเป็นแนวทางที่ คริสตี โนเอม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสนับสนุน

ทำไมทรัมป์ต้องส่ง “ผู้ตรวจการชายแดน” ไปคุม ICE?

นายทรัมป์กล่าวว่า เขาได้พูดคุยกับ ทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา และเป็นการพูดคุยที่ดีมาก “อันที่จริง เราดูเหมือนจะมีคลื่นความถี่ที่ตรงกัน” ทรัมป์กล่าว พร้อมเสริมว่าวอลซ์เป็นฝ่ายโทรหาเขา “ด้วยคำร้องขอที่จะทำงานร่วมกัน”

“ผมบอกผู้ว่าฯ วอลซ์ว่า ผมจะให้ ทอม โฮแมน โทรหาเขา และสิ่งที่เรากำลังมองหาอยู่คืออาชญากรทุกคนที่พวกเขาควบคุมตัวไว้” ทรัมป์ระบุเพิ่มเติมในโพสต์บนโซเชียลมีเดีย

ในขณะเดียวกัน ความโกรธแค้นต่อการสังหารเพรตติวัย 37 ปี พุ่งสูงขึ้น ทำให้ประชาชนจำนวนมากออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นธรรม แม้แต่สมาชิกวุฒิสภาหลายคนจากพรรครีพับลิกันของทรัมป์เองก็เรียกร้องให้มีการสืบสวนเหตุสังหารนี้อย่างละเอียด หลังคำพูดของฝ่ายรัฐบาลขัดแย้งกับภาพที่ปรากฏในคลิปวิดีโอขณะเกิดเหตุ

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ระบุว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางยิงนายเพรตติเพื่อป้องกันตัว โดยอ้างว่า ผู้ต้องสงสัยที่มีอาวุธได้ขัดขืนการปลดอาวุธของเจ้าหน้าที่อย่างรุนแรง แต่ภาพที่ปรากฏกลับแสดงให้เห็นว่า นายเพรตติไม่ได้ขัดขืน

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างรัฐบาลกลางและประชาชนในประเด็นการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง นอกจากนี้ยังเป็นการทดสอบความสามารถของ “ผู้ตรวจการชายแดน” ที่ทรัมป์ส่งไปควบคุมสถานการณ์ว่าจะสามารถจัดการความขัดแย้งและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้หรือไม่

การตัดสินใจของทรัมป์ในการส่ง “ผู้ตรวจการชายแดน” ไปยังมินนิโซตา สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองอย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอดูว่ามาตรการนี้จะนำไปสู่ความสงบเรียบร้อยหรือจะยิ่งเพิ่มความขัดแย้งและความไม่พอใจให้กับประชาชน

ที่มา – ทรัมป์เผย คุยผู้ว่าฯ มินนิโซตาแล้ว ส่ง “ผู้ตรวจการชายแดน” ไปคุม ICE

ทรัมป์บอยคอตต์ G20 อ้างเข่นฆ่าคนผิวขาว

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า จะไม่มีเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เข้าร่วมการประชุม G20 ที่แอฟริกาใต้ หลังจากเขากล่าวอ้างว่า กำลังมีการเข่นฆ่าคนผิวขาวในแอฟริกาใต้ โดยไม่มีหลักฐานสนับสนุน ทำให้ประเด็นเรื่องการบอยคอตต์การประชุม G20 กลายเป็นที่สนใจของทั่วโลก

เมื่อ 8 พ.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาเปิดเผยว่า สหรัฐฯ จะไม่ส่งผู้แทนไปร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศ G20 ที่แอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพ หลังจากผู้นำสหรัฐฯ รายนี้กล่าวอ้างว่า กำลังมีการเข่นฆ่าคนผิวขาวในแอฟริกาใต้ โดยที่ไม่มีการเปิดเผยหลักฐานที่แน่ชัด การตัดสินใจของทรัมป์ครั้งนี้จึงสร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย

ข้อความของนายทรัมป์ที่โพสต์บนแพลตฟอร์ม Truth Social ระบุว่า เป็นเรื่องที่ “เสื่อมเสียอย่างสิ้นเชิง” ที่แอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพการประชุม G20 ซึ่งผู้นำจากประเทศเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกจะมารวมตัวกันที่เมืองโจฮันเนสเบิร์กในช่วงปลายเดือนนี้

“ชาวแอฟริกันเนอร์ (กลุ่มคนที่สืบเชื้อสายมาจากผู้ตั้งถิ่นฐานชาวดัตช์ รวมถึงผู้อพยพชาวฝรั่งเศสและเยอรมัน) กำลังถูกฆ่าและสังหาร และที่ดินและฟาร์มของพวกเขากำลังถูกยึดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย” โพสต์ของนายทรัมป์ระบุ และว่า “จะไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ เข้าร่วมตราบใดที่การละเมิดสิทธิมนุษยชนเหล่านี้ยังคงดำเนินต่อไป”

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยกล่าวว่า แอฟริกาใต้ไม่ควรอยู่ในกลุ่ม G20 และเขาจะส่ง รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ (JD Vance) ไปแทนตัวเขา แต่ตอนนี้ทำเนียบขาวระบุว่า จะไม่มีเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ คนใด เดินทางไปร่วมการประชุมเลย

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของแอฟริกาใต้ระบุว่า การตัดสินใจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นเรื่องที่ “น่าเสียใจ”

“รัฐบาลแอฟริกาใต้ขอชี้แจงไว้เป็นลายลักษณ์อักษรว่า การนิยามว่า ชาวแอฟริกันเนอร์เป็นกลุ่มคนผิวขาวเท่านั้นนั้นเป็นสิ่งที่ผิดหลักประวัติศาสตร์” แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศของแอฟริกาใต้ระบุ “นอกจากนี้ ข้อกล่าวอ้างที่ว่าชุมชนนี้กำลังเผชิญกับการเข่นฆ่า ก็ไม่มีข้อเท็จจริงยืนยัน”

ทั้งนี้ นับตั้งแต่กลับมารับตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนมกราคม นายทรัมป์กล่าวหาแอฟริกาใต้อย่างต่อเนื่องว่า เลือกปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อยผิวขาว โดยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เขาหยิบยกเรื่องนี้มาพูดกับนาย ไซริล รามาโฟซา ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ขณะที่ทั้งคู่พบปะพูดคุยกันที่ห้องทำงานรูปไข่ ในทำเนียบขาว

ในเดือนเดียวกันนั้น รัฐบาลของทรัมป์ได้มอบสถานะผู้ลี้ภัยให้แก่ชาวแอฟริกันเนอร์ โดยระบุว่ากำลังเกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในแอฟริกาใต้ และเมื่อสัปดาห์ก่อน ทำเนียบขาวก็ประกาศแผนจำกัดโควตารับผู้ลี้ภัยจนต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ และจะให้ความสำคัญกับการรับผู้ลี้ภัยผิวขาวชาวแอฟริกาใต้เป็นอันดับแรก

ด้านรัฐบาลแอฟริกาใต้ออกมาโต้แย้งว่า ข้อกล่าวอ้างเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนผิวขาวนั้น “ถูกหักล้างอย่างกว้างขวางและไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือสนับสนุน” พร้อมทั้งชี้ว่า ชาวแอฟริกาใต้มีการตอบสนองต่อข้อเสนอรับผู้ลี้ภัยของสหรัฐฯ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ทรัมป์บอยคอตต์ประชุม G20 ที่แอฟริกาใต้ อ้างเข่นฆ่าคนผิวขาว

การที่ทรัมป์ออกมากล่าวอ้างเรื่องการเข่นฆ่าคนผิวขาวในแอฟริกาใต้ และใช้เป็นเหตุผลในการบอยคอตต์การประชุม G20 ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับเจตนาที่แท้จริงของเขา หลายฝ่ายมองว่าเป็นการใช้ประเด็นทางเชื้อชาติเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ในขณะที่บางฝ่ายเชื่อว่าเขามีความกังวลอย่างแท้จริงเกี่ยวกับสถานการณ์ในแอฟริกาใต้

ผลกระทบจากการบอยคอตต์ G20 ของทรัมป์

การที่สหรัฐฯ ไม่เข้าร่วมการประชุม G20 อาจส่งผลกระทบต่อการหารือและข้อตกลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเวทีดังกล่าว เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจโลก การขาดหายไปของสหรัฐฯ อาจทำให้การตัดสินใจในหลายประเด็นเป็นไปได้ยากขึ้น

นอกจากนี้ การบอยคอตต์ดังกล่าวยังอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และแอฟริกาใต้ รวมถึงประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม G20 อีกด้วย

ประเด็นเรื่อง ทรัมป์บอยคอตต์ประชุม G20 ที่แอฟริกาใต้ อ้างเข่นฆ่าคนผิวขาว ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง และยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจของทรัมป์

การตัดสินใจของทรัมป์ที่ ทรัมป์บอยคอตต์ประชุม G20 ที่แอฟริกาใต้ อ้างเข่นฆ่าคนผิวขาว นับเป็นการตัดสินใจที่ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งประเด็นทางสังคมที่ละเอียดอ่อน การพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาวจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การออกมาแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์ของทรัมป์เกี่ยวกับสถานการณ์ในแอฟริกาใต้ อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การที่ ทรัมป์บอยคอตต์ประชุม G20 ที่แอฟริกาใต้ อ้างเข่นฆ่าคนผิวขาว จึงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – ทรัมป์สั่งบอยคอตต์ประชุม G20 ที่แอฟริกาใต้ อ้างเข่นฆ่าคนผิวขาว

ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ 9 แสนล้านบาท

ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ ต่อเนื่อง ล่าสุด 7 เดือนแรก กว่า 9 แสนล้าน

พาณิชย์ เผย ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ ต่อเนื่อง ล่าสุด 7 เดือนแรก ได้ดุลสูงถึงกว่า 9 แสนล้านบาท หลังเร่งส่งออกหนีภาษีตอบโต้ ขณะที่ สคต.แอลเอ ระบุ “ทรัมป์” ยื่นศาลสูงพิจารณาคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ ที่ชี้ ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจเก็บภาษีตอบโต้คู่ค้า ถ้าตัดสินให้แพ้ รัฐบาลเตรียมจ่ายเงินภาษีคืนคู่ค้า 7.5 แสนล้านถึง 1 ล้านล้านเหรียญฯ แต่เตรียมแผน 2 ดิ้นเดินหน้าเก็บภาษีนำเข้าต่อแล้ว

พาณิชย์ เผย ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ ต่อเนื่อง ล่าสุด 7 เดือนแรก กว่า 9 แสนล้าน

ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม-กรกฎาคม) ไทยยังคงรักษาสมดุลการค้า surplus กับสหรัฐอเมริกาได้อย่างต่อเนื่อง โดยมูลค่าดุลการค้าบวกสูงถึง 904,987 ล้านบาท หรือประมาณ 27,374 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากตัวเลขการส่งออกรวม 1.321 ล้านล้านบาท หรือ 39,708 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้น 30.07% เมื่อเทียบกับปีก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากภาษีตอบโต้ ในขณะที่การนำเข้าอยู่ที่ 415,823 ล้านบาท หรือ 12,333 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเพียง 8.30% เท่านั้น

เฉพาะเดือนกรกฎาคม 2568 ไทยได้ดุลการค้า 146,985 ล้านบาท หรือ 4,547 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยการส่งออกพุ่งสูงถึง 204,492 ล้านบาท หรือ 6,296 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 31.36% แต่การนำเข้าลดลงเหลือ 57,507 ล้านบาท หรือ 1,749 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 7.459% สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์การส่งออกที่แข็งแกร่งของไทยท่ามกลางความท้าทายทางการค้า

สินค้าส่งออกหลักที่ขับเคลื่อนดุลการค้าไทย-สหรัฐ

สินค้าที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุด 5 อันดับแรกในช่วง 7 เดือน ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มูลค่า 10,295 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 81.33% ตามด้วยผลิตภัณฑ์ยาง 2,783 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 11.83% เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ และอุปกรณ์ส่วนประกอบ 2,724 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 9.06% หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ 1,499 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 31.27% และอัญมณี เครื่องประดับ 1,498 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 35.87% สินค้าเหล่านี้เป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่ช่วยให้ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ ต่อเนื่อง

  • เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ: เติบโตสูงสุดจากความต้องการเทคโนโลยี
  • ผลิตภัณฑ์ยาง: สนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์สหรัฐ
  • อุปกรณ์โทรคมนาคม: การขยาย 5G และสมาร์ทโฟน
  • หม้อแปลงไฟฟ้า: เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน
  • อัญมณีและเครื่องประดับ: ความนิยมในตลาดผู้บริโภคสหรัฐ

ด้านการนำเข้า สินค้าหลัก 5 อันดับ ได้แก่ น้ำมันดิบ 2,828 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 26.06% เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 1,184 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 2.66% ก๊าซธรรมชาติ 748 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 10.90% เคมีภัณฑ์ 712 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 7.18% และเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ 582 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 7.51% แสดงให้เห็นว่าการนำเข้าส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบและเครื่องจักรที่จำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมไทย

ผลกระทบจากภาษีตอบโต้และสถานการณ์ทางการเมืองสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม หลังจากสหรัฐประกาศอัตราภาษีตอบโต้ไทยที่ 19% มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2568 คาดว่าการนำเข้าจากไทยอาจชะลอตัวลง แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าสินค้าไทยยังคงแข่งขันได้ เนื่องจากคู่แข่งอย่างเวียดนาม (20%) มาเลเซีย (19%) และฟิลิปปินส์ (19%) ถูกเก็บภาษีใกล้เคียงกัน ทำให้ไทยไม่เสียเปรียบมากนัก

นอกจากนี้ กรณีศาลอุทธรณ์สหรัฐตัดสินเมื่อ 3 กันยายน 2568 ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่มีอำนาจภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติในการเก็บภาษีตอบโต้ ล่าสุดทรัมป์ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสหรัฐแล้ว หากศาลสูงตัดสินว่าสหรัฐแพ้ รัฐบาลอาจต้องคืนเงินภาษีนำเข้าถึง 750,000-1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะเป็นภาระหนัก แต่ทรัมป์เตรียมแผนสำรอง เช่น ให้รัฐสภาออกกฎหมายภาษี ใช้มาตรา 232 หรือ 301 เพื่อเดินหน้าภาษีต่อไป

สหรัฐเริ่มเก็บภาษีนำเข้า baseline 10% ตั้งแต่ 5 เมษายน 2568 และ reciprocal tariffs 7 สิงหาคม 2568 โดยในเดือนกรกฎาคม 2568 เก็บได้ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 242% จากปีก่อน สถานการณ์นี้ทำให้การค้าทวิภาคีซับซ้อน แต่ไทยยังคงได้ดุลการค้าสหรัฐฯ ต่อเนื่อง

พาณิชย์ เผย ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ ต่อเนื่อง ล่าสุด 7 เดือนแรก กว่า 9 แสนล้านบาท แสดงถึงศักยภาพของเศรษฐกิจไทยในการรับมือความท้าทาย ผู้ประกอบการไทยควรติดตามพัฒนาการภาษีสหรัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์ส่งออกให้เหมาะสม หากคุณกำลังวางแผนธุรกิจส่งออก ลองศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อคว้าโอกาสในตลาดสหรัฐที่ยังคงเติบโต

ที่มา – พาณิชย์ เผย ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ ต่อเนื่อง ล่าสุด 7 เดือนแรก กว่า 9 แสนล้าน

ทรัมป์แถลง UN จวกผู้อพยพ-โลกร้อน ครั้งแรกในรอบ 5 ปี

โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงบนเวทีสหประชาชาติครั้งแรกในรอบ 5 ปี จวกนโยบายผู้อพยพของประเทศต่างๆ และปฏิเสธเรื่องภาวะโลกร้อนอย่างสิ้นเชิง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2563 เมื่อวันอังคารที่ 23 ก.ย. 2568 โดยเขาวิพากษ์วิจารณ์ทั้งองค์การสหประชาชาติ, นโยบายผู้อพยพ และสภาพอากาศ ขณะที่ยกย่องผลงานของตัวเองตอนเป็นผู้นำสหรัฐฯ สมัยแรก

นายทรัมป์เริ่มต้นการกล่าวสุนทรพจน์ของเขาด้วยการพูดติดตลกเรื่องเครื่องบอกบท (teleprompter) ที่เสีย โดยกล่าวว่า “ใครก็ตามที่กำลังควบคุมเครื่องนี้อยู่คงเดือดร้อนแน่” ก่อนที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะกล่าวสุนทรพจน์ยาวถึง 56 นาที นานกว่าเวลาที่กำหนดไว้ 15 นาทีมาก

นายทรัมป์อธิบายว่าอะไรที่ทำให้สหรัฐฯ “เป็นประเทศที่ร้อนแรงที่สุดในโลก” และกำลังเข้าสู่ “ยุคทอง” ซึ่งความสำเร็จที่ทรัมป์ยกมากล่าวถึงได้แก่ การลงทุนในสหรัฐฯ, อัตราเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่ต่ำ, และ “ข้อตกลงการค้าครั้งประวัติศาสตร์” หลายฉบับที่มีการลงนามหลังจากเขาใช้มาตรการภาษีศุลกากรทั่วโลก

จากนั้น ผู้นำสหรัฐฯ สลับไปพูดเรื่องวิสัยทัศน์ของเขาเกี่ยวกับเวทีโลก โดยเขาพูดถึงสงคราม 7 แห่งที่เขาอ้างว่า ยุติลงระหว่างการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ของเขา ขณะที่ UN ไม่แม้แต่จะช่วยหาทางออก ในขณะที่ความขัดแย้งอื่นๆ ที่ยังดำเนินอยู่ทั่วโลก นายทรัมป์คิดว่า สงครามยูเครนจะเป็นความขัดแย้งที่แก้ไขได้ง่ายที่สุด

นายทรัมป์ย้ำด้วยว่า ผู้ที่กำลังเจรจาข้อตกลงหยุดยิงในกาซา “ต้องทำให้สำเร็จให้ได้” และตัวประกันจะต้องได้รับการปล่อยตัว ขณะที่กล่าวโจมตีการรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ที่ชาติยุโรปหลายแห่งประกาศก่อนหน้านี้ ว่าเป็นการให้รางวัลแก่ความโหดร้ายที่ลงมือกระทำโดยกลุ่มฮามาส

ต่อมานายทรัมป์หันไปโจมตีใน 2 ประเด็น ได้แก่เรื่อง ผู้อพยพ และเรื่องพลังงานหมุนเวียน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง โดยผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า ประเทศที่ให้ความสำคัญกับเสรีภาพกำลัง “จางหายไปอย่างรวดเร็ว” เนื่องจากนโยบายของพวกเขาในสองประเด็นนี้

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวหา UN ว่ากำลังให้ทุนสนับสนุนวิกฤตผู้อพยพที่กำลังเกิดขึ้น พร้อมเรียกร้องให้ยุติ “การทดลองเปิดพรมแดนที่ล้มเหลว” ได้แล้ว และพูดเจาะจงถึงยุโรปว่า ทวีปนี้กำลังมีปัญหาอย่างมากเรื่องผู้อพยพ ก่อนจะกล่าวโจมตีความล้มเหลวของยุโรปในการตัดขาดพลังงานของรัสเซียว่า เป็นเรื่องน่าอับอาย

ส่วนเรื่องพลังงานหมุนเวียน นายทรัมป์กล่าวโจมตีสิ่งที่เขาเรียกว่า “การหลอกลวงเรื่องพลังงานสะอาด” โดยอ้างว่าแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และลม มีราคาแพงกว่าพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

นอกจากนั้นเขายังปฏิเสธเรื่องภาวะความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศว่าเป็น “การหลอกลวงครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา” และอ้างว่า การคาดการณ์ของสหประชาชาติเรื่องสภาพอากาศนั้น “ผิดพลาด”

นายทรัมป์จบสุนทรพจน์ความยาวร่วม 56 นาทีของเขาด้วยการสรุปว่า “คุณต้องมีพรมแดนที่แข็งแกร่ง และแหล่งพลังงานแบบดั้งเดิม หากคุณต้องการที่จะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง”

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่อดีตประธานาธิบดีทรัมป์กลับมาขึ้นเวที UN อีกครั้ง หลังจากหายไปนานถึง 5 ปี การปรากฏตัวของเขาครั้งนี้สร้างความฮือฮาและเป็นที่จับตามองของทั่วโลก ท่าทีที่แข็งกร้าวและการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา ยังคงเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้เขายังคงเป็นบุคคลที่ได้รับความสนใจอย่างมากในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ

การที่ทรัมป์ออกมาวิจารณ์นโยบายผู้อพยพและปัญหาโลกร้อน แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างทางความคิดเห็นอย่างชัดเจนระหว่างเขากับผู้นำคนอื่นๆ ในเวทีโลก การที่เขายังคงยึดมั่นในแนวคิดเดิมๆ และไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่หลายประเทศกำลังดำเนินการอยู่ สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาสำคัญต่างๆ

ทรัมป์แถลงบนเวที UN ครั้งแรกในรอบ 5 ปี จวกนโยบายผู้อพยพ-โลกร้อน

การที่ทรัมป์ออกมากล่าวถึงเรื่องพลังงานหมุนเวียนและกล่าวหาว่าเป็น “การหลอกลวง” แสดงให้เห็นถึงความกังวลของเขาเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงไปสู่พลังงานสะอาด ซึ่งเป็นประเด็นที่ยังคงมีความเห็นแตกต่างกันอย่างมากในหลายประเทศ

ทำไมทรัมป์ถึงออกมาแถลงเรื่องนโยบายผู้อพยพและภาวะโลกร้อน?

คำถามคือ ทำไมทรัมป์ถึงเลือกที่จะเน้นย้ำประเด็นเหล่านี้ในการแถลงบนเวที UN? เป็นไปได้ว่าเขามองว่าประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญต่อการรักษาผลประโยชน์ของประเทศของตน และต้องการที่จะสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับจุดยืนของตนต่อประชาคมโลก

อย่างไรก็ตาม การที่เขากล่าวโจมตีนโยบายผู้อพยพและภาวะโลกร้อน อาจทำให้เกิดความขัดแย้งและความไม่พอใจจากหลายประเทศที่กำลังพยายามแก้ไขปัญหาเหล่านี้ร่วมกัน

การ ทรัมป์แถลงบนเวที UN ครั้งแรกในรอบ 5 ปี จวกนโยบายผู้อพยพ-โลกร้อน ครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง และอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการแก้ไขปัญหาระดับโลกในอนาคต

สถานการณ์ระหว่างประเทศยังคงมีความผันผวนและเต็มไปด้วยความท้าทาย การที่ผู้นำแต่ละประเทศมีมุมมองที่แตกต่างกันยิ่งทำให้การแก้ไขปัญหาระดับโลกเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น การสร้างความเข้าใจและการหาจุดร่วมกันจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้สามารถก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ไปได้

แน่นอนว่าการ ทรัมป์แถลงบนเวที UN ครั้งแรกในรอบ 5 ปี จวกนโยบายผู้อพยพ-โลกร้อน ย่อมส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของผู้คนทั่วโลก เราควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงไป

ในท้ายที่สุดแล้ว การที่ทรัมป์กลับมาปรากฏตัวบนเวที UN อีกครั้ง ทำให้เห็นว่าเขายังคงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของการเมืองระหว่างประเทศ และสิ่งที่เขาพูดและทำยังคงมีอิทธิพลต่อโลกอย่างมาก

ติดตามข่าวสารและสถานการณ์ระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของคุณ

ทรัมป์แถลงบนเวที UN ครั้งแรกในรอบ 5 ปี จวกนโยบายผู้อพยพ-โลกร้อน อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเวทีโลกก็เป็นได้

ที่มา – ทรัมป์แถลงบนเวที UN ครั้งแรกในรอบ 5 ปี จวกนโยบายผู้อพยพ-โลกร้อน

Scroll to top