ปริมาณฝน

ฝนตกหนักที่น่าน ไม่ใช่ เรนบอมบ์ อุตุฯ เผยสาเหตุจริง

สวัสดีครับทุกคน! ช่วงนี้สถานการณ์ฝนฟ้าอากาศดูจะเอาแน่เอานอนไม่ได้เลย โดยเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันที่เกิดขึ้นในอำเภอปัว จังหวัดน่าน จนหลายคนสงสัยว่านี่คือปรากฏการณ์ ฝนตกหนักที่น่าน ไม่ใช่ “เรนบอมบ์” อุตุฯ เผยสาเหตุจริง เฝ้าระวังตกเพิ่ม 28 ส.ค. นี้ จริงหรือไม่ วันนี้เรามาทำความเข้าใจกับข้อเท็จจริงจากกรมอุตุนิยมวิทยากันครับ

ไขข้อข้องใจ ฝนตกหนักที่น่าน ไม่ใช่ “เรนบอมบ์” อุตุฯ เผยสาเหตุจริง เฝ้าระวังตกเพิ่ม 28 ส.ค. นี้

ทางกรมอุตุนิยมวิทยา โดยนายนัฐวุฒิ แดนดี รองอธิบดีฯ ได้ออกมาชี้แจงว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดน่านนั้น ไม่ใช่ “เรนบอมบ์” หรือฝนระเบิดอย่างที่หลายคนเข้าใจกัน แต่เกิดจากปัจจัยทางสภาพอากาศ 2 อย่างหลักๆ คือ ร่องฝนและหย่อมความกดอากาศที่พัดพาความชื้นเข้ามาพร้อมกันในพื้นที่ภูเขาภูคา ทำให้มีปริมาณฝนสะสมสูงถึงกว่า 238 มิลลิเมตรในเวลาอันรวดเร็วบนพื้นที่แคบๆ นั่นเองครับ

ทำไมถึงไม่ใช่เรนบอมบ์? และต้องเตรียมตัวอย่างไร

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ แล้วมันต่างกันยังไง? กรมอุตุฯ อธิบายว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ทำให้เกิดฝนตกหนักเฉพาะจุด ซึ่งสอดคล้องกับปัจจัยด้านภูมิประเทศของอำเภอปัวที่มีดินร่วนและมีพืชพรรณช่วยชะลอน้ำน้อย จึงไม่แปลกที่จะเกิดน้ำป่าและดินถล่มได้ง่ายครับ นอกจากนี้ยังมีประเด็นสำคัญที่ทุกคนควรทราบคือ:

  • พื้นที่ดอยภูคามีความชื้นสะสมสูงมาก
  • สภาพดินและต้นไม้มีผลต่อการดูดซับน้ำ
  • ต้องจับตาดูช่วงวันที่ 28 ส.ค. นี้ เพราะอาจมีฝนตกลงมาเพิ่มอีก

ฝนตกหนักที่น่าน ไม่ใช่ “เรนบอมบ์” อุตุฯ เผยสาเหตุจริง เฝ้าระวังตกเพิ่ม 28 ส.ค. นี้ เป็นเรื่องที่เตือนให้เราต้องไม่ประมาทครับ แม้ฝนจะเริ่มเบาลงแต่ดินที่ชุ่มน้ำอยู่เดิม ก็อาจทำให้เกิดดินถล่มซ้ำจุดเดิมได้ง่ายมาก ดังนั้นใครที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยต้องคอยติดตามประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิดนะครับ

สิ่งที่น่ากังวลถัดไปคือ ในช่วงปลายเดือนนี้มวลอากาศเย็นจากจีนจะแผ่ลงมาเร็วกว่าปกติ ซึ่งอาจทำให้ภาคอีสานต้องเผชิญกับภัยแล้งและอากาศหนาวที่มาเยือนเร็วกว่ากำหนดถึง 2 สัปดาห์ ในขณะที่ภาคใต้ยังคงต้องเฝ้าระวังฝนตกชุกต่อเนื่องครับ สุดท้ายนี้ อยากฝากให้ทุกคนเตรียมความพร้อมและหมั่นเช็กสภาพอากาศก่อนเดินทาง เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัวกันด้วยนะครับ

ที่มา – ฝนตกหนักที่น่าน ไม่ใช่ “เรนบอมบ์” อุตุฯ เผยสาเหตุจริง เฝ้าระวังตกเพิ่ม 28 ส.ค. นี้

เขื่อนเจ้าพระยา เพิ่มระบายน้ำ รับมือน้ำฝน-น้ำท่า

สวัสดีครับทุกคน! ช่วงนี้ใครที่อยู่ใกล้บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาคงเริ่มสังเกตเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำกันบ้างแล้วใช่ไหมครับ เพราะล่าสุดทางกรมชลประทานได้ออกมาเคลื่อนไหวสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำในพื้นที่

เขื่อนเจ้าพระยา เพิ่มระบายน้ำ รับมือน้ำฝน-น้ำท่า

เนื่องจากมีฝนตกหนักในพื้นที่ตอนบนของประเทศ ส่งผลให้มีปริมาณน้ำท่าไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรองรับมวลน้ำที่จะไหลมาสมทบ ทางหน่วยงานจึงต้องปรับแผนการทำงานกันใหม่ครับ

ทางกรมชลประทานได้แจ้งการปรับเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง โดยการปรับเพิ่มจากเดิม 350 ลบ.ม./วินาที เป็น 450 ลบ.ม./วินาที เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับมวลน้ำที่จะไหลผ่าน และช่วยให้การจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุดครับ

เตรียมความพร้อมกับสถานการณ์ เขื่อนเจ้าพระยา เพิ่มระบายน้ำ รับมือน้ำฝน-น้ำท่า

นอกจากเรื่องการระบายน้ำแล้ว นายธาราพงศ์ ปราบเสร็จ หัวหน้าฝ่ายบริหารจัดการน้ำ สำนักงานชลประทานที่ 12 ยังได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจไว้ดังนี้ครับ:

  • ปัจจุบันเรายังคงอยู่ในช่วงสภาวะเอลนีโญ ซึ่งส่งผลให้ปริมาณน้ำน้อยกว่าปกติในภาพรวม
  • กรมชลประทานได้วางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างประณีต เพื่อให้เพียงพอต่อภาคเกษตรกรรม การอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศ
  • คาดการณ์ว่าในช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม จะมีฝนตกตามฤดูกาล และอาจมีพายุจรเข้ามาประมาณ 1-2 ลูก

สำหรับการบริหารจัดการน้ำในอนาคต ทางกรมชลฯ ได้มีการเตรียมตัวตาม 9 มาตรการหลักของ สทนช. อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันและบรรเทาปัญหาอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นได้ในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาครับ

สิ่งที่คุณต้องรู้และควรปฏิบัติในช่วงนี้:

แม้สถานการณ์น้ำจะมีการปรับเพิ่มขึ้น แต่ขอให้พี่น้องประชาชนอย่าเพิ่งตื่นตระหนกครับ สิ่งสำคัญที่สุดคือการติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ของทางราชการอย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันท่วงที หากใครที่อาศัยอยู่ริมตลิ่งหรือในพื้นที่ลุ่มต่ำ ควรหมั่นสังเกตระดับน้ำหน้าบ้านและเตรียมตัวรับมือไว้ล่วงหน้าจะเป็นการดีที่สุดครับ

สุดท้ายนี้ การบริหารจัดการน้ำเป็นเรื่องของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานและประชาชน หากเราติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่องและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เชื่อว่าเราจะผ่านช่วงฤดูน้ำหลากปีนี้ไปได้อย่างปลอดภัยแน่นอนครับ แล้วคุณล่ะครับ เตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์น้ำปีนี้กันอย่างไรบ้าง? มาแชร์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ!

ที่มา – “เขื่อนเจ้าพระยา” เพิ่มระบายท้ายเขื่อนต่อเนื่อง รับมือน้ำฝน-น้ำท่า

แม่น้ำไรน์ลดระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ คลื่นความร้อน-ภัยแล้งถล่มยุโรป

แม่น้ำไรน์ลดระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ คลื่นความร้อน-ภัยแล้งถล่มยุโรป

ในช่วงที่ผ่านมา ทวีปยุโรปกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ จากการที่คลื่นความร้อนแผ่ปกคลุมอย่างต่อเนื่องจนส่งผลให้เกิดภัยแล้งรุนแรง หลายประเทศในยุโรปกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แม่น้ำไรน์ลดระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งทางน้ำและเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะในประเทศเยอรมนีและเนเธอร์แลนด์ที่กำลังประสบปัญหาอย่างสาหัสจากการคมนาคมที่หยุดชะงัก

ผลกระทบเมื่อแม่น้ำไรน์ลดระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

ปัญหาที่เกิดขึ้นในแม่น้ำไรน์ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะนอกจากจะเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งสินค้าแล้ว ระดับน้ำที่ลดต่ำลงในเมืองโคโลญและจุดคอขวดอย่างเมืองคอบ ยังทำให้เรือขนส่งสินค้าต้องจำกัดน้ำหนักบรรทุก ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่เพียงแค่แม่น้ำไรน์เท่านั้น แต่แม่น้ำดานูบและแม่น้ำโพในอิตาลีต่างก็เผชิญชะตากรรมเดียวกัน ซึ่งวิกฤตที่เกิดขึ้นนี้ตอกย้ำให้เห็นว่า แม่น้ำไรน์ลดระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ นั้นเป็นสัญญาณเตือนจากธรรมชาติที่รุนแรงเกินกว่าจะมองข้าม

สาเหตุสำคัญที่นักวิทยาศาสตร์ระบุไว้ คือภาวะโลกร้อนที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ ซึ่งทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดการระเหยของน้ำในปริมาณมหาศาล ความแห้งแล้งนี้ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึง:

  • ภาคการเกษตรที่ไม่สามารถใช้น้ำในการเพาะปลูกได้ตามปกติ
  • ภาคอุตสาหกรรมที่ต้องหยุดชะงักเนื่องจากการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้า
  • ความเสี่ยงในการเกิดไฟป่าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • การรุกตัวของน้ำเค็มเข้าสู่ปากแม่น้ำ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศน์ทางธรรมชาติ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นว่าเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่วิกฤตสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตจริง การบริหารจัดการน้ำและแผนรับมือภัยแล้งจึงกลายเป็นวาระเร่งด่วนที่ทุกประเทศในยุโรปต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ระบบนิเวศและเศรษฐกิจต้องพังทลายลงมากกว่านี้ หากเรายังไม่เริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม อนาคตที่แห้งแล้งอาจไม่ใช่แค่ความฝันร้ายในยุโรป แต่อาจกลายเป็นความจริงที่เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลกครับ

ที่มา – แม่น้ำไรน์ลดระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ คลื่นความร้อน-ภัยแล้งถล่มยุโรป

รัฐบาลเตือน 4 จ.ภาคใต้ เฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน ช่วง 10-15 ก.ค. นี้

สวัสดีครับพี่น้องชาวไทยทุกคน โดยเฉพาะใครที่อยู่ในพื้นที่ภาคใต้ช่วงนี้ต้องอ่านเลยครับ เพราะล่าสุดทางรัฐบาลได้ออกมาประกาศแจ้งเตือนด่วนให้ประชาชนตื่นตัว เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์สภาพอากาศที่อาจจะมีความแปรปรวนหนักขึ้น โดยมีหัวข้อสำคัญคือ รัฐบาลเตือน 4 จ.ภาคใต้ เฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน ช่วง 10-15 ก.ค. นี้ เพื่อให้ทุกคนได้วางแผนและดูแลตัวเองอย่างปลอดภัยครับ

รัฐบาลเตือน 4 จ.ภาคใต้ เฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน ช่วง 10-15 ก.ค. นี้

ตามประกาศจากนางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่ามรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและอ่าวไทยกำลังมีกำลังแรงขึ้น ส่งผลให้เกิดคลื่นลมแรงและฝนตกหนักต่อเนื่องในช่วงวันที่ 10 – 15 กรกฎาคมนี้ ซึ่งเหตุการณ์นี้นำมาสู่การที่ รัฐบาลเตือน 4 จ.ภาคใต้ เฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน ช่วง 10-15 ก.ค. นี้ ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงภัยหลายจังหวัด ได้แก่:

  • ระนอง: อ.เมืองระนอง, อ.สุขสำราญ และ อ.กะเปอร์
  • พังงา: อ.เกาะยาว, อ.ตะกั่วทุ่ง, อ.ท้ายเหมือง, อ.ตะกั่วป่า และ อ.คุระบุรี
  • ภูเก็ต: ทุกอำเภอ
  • กระบี่: อ.เมืองกระบี่, อ.คลองท่อม, อ.เกาะลันตา, อ.เหนือคลอง และ อ.อ่าวลึก
  • ตรังและสตูล: พื้นที่เสี่ยงภัยในหลายอำเภอ

แนวทางการปฏิบัติตัวและข้อควรระวัง

นอกจากนี้ ทางภาครัฐยังได้เน้นย้ำถึงความปลอดภัยในพื้นที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เช่น ถ้ำและน้ำตก หากมีฝนตกหนักให้หลีกเลี่ยงการเข้าพื้นที่ทันที รวมไปถึงชาวประมงควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือเนื่องจากคลื่นลมอาจสูงถึง 2-4 เมตร ขอให้ทุกคนติดตามข่าวสารการประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินครับ

หากสถานการณ์มีความรุนแรงขึ้น ทางแต่ละจังหวัดได้เตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราว พร้อมอาหารและน้ำดื่มไว้คอยบริการประชาชนแล้ว เราทุกคนควรช่วยกันเป็นหูเป็นตาและดูแลคนในครอบครัว โดยเฉพาะผู้สูงอายุและเด็กเล็กในช่วงสัปดาห์นี้ครับ การเตรียมพร้อมไว้ก่อนย่อมดีกว่าเสมอ แม้ฝนจะตกหรือลมจะแรงแค่ไหน ความร่วมมือของพวกเราทุกคนจะช่วยให้ผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้ด้วยดีแน่นอนครับ

ที่มา – รัฐบาลเตือน 4 จ.ภาคใต้ เฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน ช่วง 10-15 ก.ค. นี้

เรือหลวงจักรีนฤเบศร-หน่วยซีล จบภารกิจน้ำท่วมหาดใหญ่

“ผบ.ทร.” เผย เรือหลวงจักรีนฤเบศร-หน่วยซีล จบภารกิจน้ำท่วมหาดใหญ่ เหลือ “ร.ล.อ่างทอง” คอยลำเลียงความช่วยเหลือ พร้อมเกาะติด ปริมาณฝนช่วง ธ.ค.

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ กล่าวถึงการช่วยเหลือน้ำท่วมในพื้นที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลาว่า เรือหลวงจักรีนฤเบศร-หน่วยซีล ได้ปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือประชาชนในห้วงวิกฤตในส่วนที่คนอื่นทำไม่ได้เสร็จสิ้นแล้ว และได้เดินทางกลับที่ตั้งแล้วหลังสถานการณ์คลี่คลาย แต่ยังคงให้เรือหลวงอ่างทองประจำการอยู่ต่อ เพื่อลำเลียงสิ่งของความห่วงใยจากประชาชนส่วนกลางและไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่

ผบ.ทร.กล่าวต่อว่า กองทัพเรือมีความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชนตามภาระหน้าที่ในทุกโอกาส เช่นเดียวกับที่มีการคาดการณ์ว่าช่วงเดือนธันวาคมจะมีฝนตกหนักอีกรอบ ซึ่งจะไม่น้อยไปกว่าเดือนพฤศจิกายน โดยทางกองทัพเรือได้เฝ้าติดตามอยู่ และมีความพร้อมในการรับมือ

เรือหลวงจักรีนฤเบศร-หน่วยซีล จบภารกิจน้ำท่วมหาดใหญ่

สถานการณ์น้ำท่วมในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ได้คลี่คลายลงแล้ว ทำให้ภารกิจหลักของเรือหลวงจักรีนฤเบศร-หน่วยซีล ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยสิ้นสุดลง อย่างไรก็ตาม กองทัพเรือยังคงให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง โดยเรือหลวงอ่างทองยังคงประจำการอยู่ในพื้นที่เพื่อลำเลียงสิ่งของบรรเทาทุกข์และให้ความช่วยเหลือด้านอื่นๆ ที่จำเป็น

การปฏิบัติภารกิจของเรือหลวงจักรีนฤเบศร-หน่วยซีล ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของกองทัพเรือในการช่วยเหลือประชาชนในยามที่ประสบภัยพิบัติ ด้วยขีดความสามารถในการเคลื่อนย้ายกำลังพลและยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่ รวมถึงการปฏิบัติงานในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก ทำให้กองทัพเรือสามารถเข้าถึงและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบได้อย่างทันท่วงที

บทบาทของเรือหลวงอ่างทอง

แม้ว่าภารกิจหลักของเรือหลวงจักรีนฤเบศรจะสิ้นสุดลง แต่เรือหลวงอ่างทองยังคงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการฟื้นฟูพื้นที่ที่ประสบภัย โดยมีหน้าที่หลักในการลำเลียงสิ่งของบรรเทาทุกข์จากส่วนกลางไปยังพื้นที่ที่ต้องการ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์ การสุขาภิบาล และการซ่อมแซมสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับความเสียหาย

  • ลำเลียงสิ่งของบรรเทาทุกข์: อาหาร น้ำดื่ม ยา และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ
  • ให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์: จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ให้บริการตรวจรักษาแก่ผู้ประสบภัย
  • สนับสนุนการสุขาภิบาล: จัดรถสุขาเคลื่อนที่และให้ความรู้ด้านสุขอนามัย
  • ซ่อมแซมสิ่งปลูกสร้าง: ช่วยซ่อมแซมบ้านเรือนและสาธารณูปโภคที่ได้รับความเสียหาย

กองทัพเรือยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงเดือนธันวาคมที่คาดการณ์ว่าจะมีฝนตกหนักอีกระลอก หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน กองทัพเรือก็พร้อมที่จะเข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่

การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในครั้งนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กองทัพเรือขอขอบคุณทุกหน่วยงานและประชาชนที่ได้ร่วมแรงร่วมใจช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ และขอให้กำลังใจแก่ผู้ประสบภัยทุกท่านให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้โดยเร็ว

สถานการณ์อุทกภัยเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่การเตรียมความพร้อมและการมีระบบการจัดการที่ดี จะช่วยลดผลกระทบและความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้ การเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีต และการพัฒนาระบบการเตือนภัยและการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา – เรือหลวงจักรีนฤเบศร-หน่วยซีล จบภารกิจน้ำท่วมหาดใหญ่ เหลือ “รล.อ่างทอง” ลำเลียงความช่วยเหลือ

Scroll to top