ปลัดกระทรวงยุติธรรม

โปรดเกล้าฯ “พงษ์สวาท นีละโยธิน” พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม หลังลาออก

เชื่อว่าหลายท่านที่ติดตามข่าวการเมืองคงได้เห็นประกาศล่าสุดจากราชกิจจานุเบกษา เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวภายในกระทรวงยุติธรรม ซึ่งถือเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ “พงษ์สวาท นีละโยธิน” พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม หลังลาออก จากราชการอย่างเป็นทางการ

โปรดเกล้าฯ “พงษ์สวาท นีละโยธิน” พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม หลังลาออก

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญของกระทรวงยุติธรรม โดยเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ได้ยื่นหนังสือลาออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา และในปัจจุบันมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว โดยได้รับสนองพระบรมราชโองการโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

เปิดเส้นทางการปรับเปลี่ยนตำแหน่ง

สำหรับสถานการณ์หลังจากการโปรดเกล้าฯ “พงษ์สวาท นีละโยธิน” พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม หลังลาออก แล้วนั้น หลายคนอาจสงสัยว่าใครจะมารับไม้ต่อในตำแหน่งที่สำคัญนี้ ข้อมูลจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีระบุว่า นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ซึ่งเดิมดำรงตำแหน่งเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จะเข้ามาทำหน้าที่ปลัดกระทรวงยุติธรรมคนใหม่ เพื่อขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงต่อไป

หากย้อนดูไทม์ไลน์ก่อนหน้านี้ จะพบว่ามีการปรับเปลี่ยนบทบาทภายในรัฐบาล โดยนางพงษ์สวาท นีละโยธิน เคยได้รับการเสนอชื่อให้ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ แต่ในที่สุดเจ้าตัวได้ตัดสินใจยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรมในเวลาต่อมา ซึ่งถือเป็นดุลยพินิจส่วนบุคคลในการตัดสินใจทางวิชาชีพ

  • การพ้นจากตำแหน่งมีผลตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2569
  • นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เตรียมรับตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรมคนใหม่
  • กระบวนการทั้งหมดเป็นไปตามขั้นตอนการบริหารราชการแผ่นดิน

ความเปลี่ยนแปลงในแวดวงข้าราชการระดับสูงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอตามวงรอบการทำงาน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่องค์กรอย่างกระทรวงยุติธรรมยังคงต้องเดินหน้าทำงานเพื่อรับใช้ประชาชนและอำนวยความยุติธรรมต่อไปไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลอย่างไรก็ตาม เราในฐานะประชาชนก็ได้แต่หวังว่าผู้ที่มารับตำแหน่งใหม่จะสามารถสานต่อนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ “พงษ์สวาท นีละโยธิน” พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม หลังลาออก

“รุทธพล” เซ็นอนุมัติ “พงษ์สวาท” พ้นราชการแล้ว

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองในแวดวงข้าราชการ เมื่อล่าสุดได้มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่า “รุทธพล” เซ็นอนุมัติ “พงษ์สวาท” พ้นราชการแล้ว หลังจากที่เจ้าตัวได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม ท่ามกลางกระแสข่าวลือมากมายที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ข้อเท็จจริงกรณี “รุทธพล” เซ็นอนุมัติ “พงษ์สวาท” พ้นราชการแล้ว

พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าเรื่องนี้ด้วยตนเองที่ทำเนียบรัฐบาล โดยยืนยันว่าการดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามกรอบกฎหมายและระเบียบข้าราชการพลเรือนอย่างเคร่งครัด โดยนางพงษ์สวาท นีละโยธิน ได้ยื่นขอลาออกด้วยตนเองเนื่องจากครบวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 นี้พอดี ทำให้การที่ “รุทธพล” เซ็นอนุมัติ “พงษ์สวาท” พ้นราชการแล้ว จึงถือเป็นกระบวนการบริหารงานบุคคลตามปกติ

แจงปมคดีชั้น 14 และขั้นตอนการตรวจสอบ

หลายคนอาจสงสัยว่าการลาออกครั้งนี้เกี่ยวข้องกับประเด็นดราม่าคดีชั้น 14 หรือไม่ ซึ่งรัฐมนตรีรุทธพลได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า:

  • การอนุมัติการลาออกผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติในระดับมาตรฐานข้าราชการ
  • มีการตรวจสอบว่ามีภาระหนี้สิน คดีอาญา หรือโทษทางวินัยหรือไม่
  • ประเด็นคดีชั้น 14 เป็นเรื่องที่สำนักงาน ป.ป.ช. กำลังดำเนินการตรวจสอบ ซึ่งอยู่นอกเหนือจากการพิจารณาอนุมัติการลาออกตามระเบียบปกติ

รัฐมนตรียังย้ำอีกว่า การทำงานของกระทรวงต้องมีความโปร่งใส และการที่ปลัดกระทรวงครบวาระถือเป็นเรื่องปกติที่ต้องมีการดำเนินการตามขั้นตอน เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินไม่สะดุดและสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้

ในมุมมองของเรา นี่ถือเป็นการจัดการที่แสดงให้เห็นถึงการทำงานตามมาตรฐานระบบราชการไทย การลาออกในช่วงเวลาที่ครบวาระพอดีช่วยลดข้อครหาและทำให้กระบวนการถ่ายโอนอำนาจมีความชัดเจนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังคงต้องจับตามองผลการสอบสวนของ ป.ป.ช. ต่อไป ว่าจะมีบทสรุปในเรื่องของคดีชั้น 14 อย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญของความยุติธรรมในอนาคต

ที่มา – “รุทธพล” เซ็นอนุมัติ “พงษ์สวาท” พ้นราชการแล้ว หลังยื่นลาออกปลัดยุติธรรม ยันทำตามกรอบกฎหมาย

“ทักษิณ” ปล่อยตัว 11 พ.ค. ไม่ต้องติด EM สูงวัย

“ทักษิณ” ปล่อยตัว 11 พ.ค. ไม่ต้องติดกำไล EM เหตุเป็นผู้ต้องขังสูงวัยอายุเกิน 70 ปี เป็นข่าวใหญ่ที่หลายคนจับตามองในช่วงนี้ หลังจากคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกระทรวงยุติธรรมมีมติอนุมัติให้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการพักโทษและปล่อยตัวในวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 โดยไม่ต้องสวมกำไลอิเล็กทรอนิกส์ (EM) เนื่องจากคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ผู้ต้องขังสูงวัย

“ทักษิณ” ปล่อยตัว 11 พ.ค. ไม่ต้องติดกำไล EM เหตุเป็นผู้ต้องขังสูงวัยอายุเกิน 70 ปี

การประชุมครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ โดยมีนางธารินี แสงสว่าง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกระทรวงฯ ซึ่งได้รับมอบหมายจากปลัดกระทรวงฯ การประชุมเริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 น. และยืดเยื้อกว่า 3 ชั่วโมง เพื่อพิจารณารายชื่อผู้ต้องขังเด็ดขาดทั่วประเทศที่ผ่านเกณฑ์โครงการพักการลงโทษกรณีทั่วไป

นายทักษิณ ชินวัตร เข้าข่ายคุณสมบัติอย่างสมบูรณ์ หลังจากถูกคุมขังที่เรือนจำกลางคลองเปรมตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2568 จนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลา 7 เดือน 20 วัน และใกล้ครบ 2 ใน 3 ของโทษจำคุก 1 ปีแล้ว ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบให้พักโทษ คุมประพฤติอีก 4 เดือน โดยไม่ต้องติดกำไล EM เพราะอายุเกิน 70 ปี และมีโรคประจำตัว ซึ่งเป็นข้อยกเว้นตามระเบียบ

เงื่อนไขการพักโทษสำหรับผู้ต้องขังสูงวัย

ระบบพักการลงโทษในไทยมีเกณฑ์ชัดเจนสำหรับผู้ต้องขังสูงวัย โดยเฉพาะอายุเกิน 70 ปี จะได้รับการพิจารณาพิเศษ เพื่อคำนึงถึงสุขภาพและความเหมาะสมในการคุมขัง “ทักษิณ” ปล่อยตัว 11 พ.ค. ไม่ต้องติดกำไล EM เหตุเป็นผู้ต้องขังสูงวัยอายุเกิน 70 ปี จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการบังคับใช้กฎหมายที่ยืดหยุ่น

  • ครบกำหนด 2 ใน 3 ของโทษ
  • มีประวัติการรับโทษดี
  • อายุเกิน 70 ปี หรือมีโรคประจำตัวรุนแรง
  • ไม่ต้องติด EM หากเป็นกลุ่มเสี่ยงสุขภาพ
  • เข้าร่วมประชุมจากหน่วยงานกรมราชทัณฑ์ กรมคุมประพฤติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ป.ป.ส. กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานศาลยุติธรรม อัยการสูงสุด ตำรวจแห่งชาติ และอื่นๆ

ขั้นตอนหลังมติที่ประชุม

มติที่ประชุมจะถูกส่งไปยังผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรม และเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ เพื่อเตรียมปล่อยตัวนายทักษิณในวันที่ 11 พ.ค. 2569 เข้าสู่ระบบคุมประพฤติ ซึ่งจะติดตามพฤติกรรมตลอดระยะเวลาที่เหลือ โดยไม่ต้องใช้กำไล EM เพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ

ข่าวนี้สร้างกระแสในสังคมอย่างมาก เนื่องจากนายทักษิณเป็นบุคคลสำคัญทางการเมือง การพักโทษครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าระบบยุติธรรมไทยให้ความสำคัญกับหลักมนุษยธรรม โดยเฉพาะผู้สูงอายุในเรือนจำ ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี นอกจากนี้ ยังช่วยลดภาระเรือนจำที่แออัดได้อีกด้วย

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจนี้เป็นก้าวสำคัญที่สมดุลระหว่างการลงโทษและการฟื้นฟู หากนายทักษิณปฏิบัติตามเงื่อนไขคุมประพฤติได้ดี จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้ผู้ต้องขังอื่นๆ คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเรา!

ที่มา – “ทักษิณ” ปล่อยตัว 11 พ.ค. ไม่ต้องติดกำไล EM เหตุเป็นผู้ต้องขังสูงวัยอายุเกิน 70 ปี

“รุทธพล” แจง พักโทษ “ทักษิณ” ตามขั้นตอนปกติ

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันครับ เมื่อ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ชี้แจงเรื่องการพักโทษของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนอย่างมาก โดยยืนยันว่า รุทธพล แจง พักโทษ ทักษิณ เป็นไปตามขั้นตอนปกติ ไม่มีอะไรผิดแปลกประหลาด

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 12.40 น. วันที่ 21 เมษายน 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งตรงกับช่วงที่นายทักษิณมีกำหนดออกจากเรือนจำในวันที่ 11 พฤษภาคมนี้ หลังจากได้รับพระราชทานอภัยโทษ ลดโทษจาก 8 ปีเหลือเพียง 1 ปี และครบกำหนดพักโทษตามกฎหมาย คำชี้แจงของรุทธพล แจง พักโทษ ทักษิณ ทำให้หลายคนโล่งใจ เพราะยืนยันว่าเป็นกระบวนการที่ถูกต้อง

รุทธพล แจง พักโทษ ทักษิณ เป็นไปตามขั้นตอนปกติ รอดูความเห็นกำไลอีเอ็ม

ตามที่รุทธพลได้กล่าวไว้ การยื่นขอพักโทษของนายทักษิณได้ดำเนินการแล้ว และมีกำหนดประชุมพิจารณาในวันที่ 29 เมษายนนี้ โดยเป็นอำนาจของปลัดกระทรวงยุติธรรมที่จะลงนามอนุมัติ หลังจากผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการ 3 ชุดตามระเบียบที่กำหนด ไม่ใช่การตัดสินใจส่วนตัวของรัฐมนตรี รุทธพล แจง พักโทษ ทักษิณ ยังย้ำว่าตนเองทราบเพียงไทม์ไลน์และขั้นตอนเท่านั้น ไม่ได้มีส่วนร่วมโดยตรง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นสำคัญอย่างการใส่กำไลอีเอ็ม (Electronic Monitoring) หรือไม่ รุทธพลตอบว่าต้องรอดูความเห็นที่เสนอมาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นส่วนที่ยังไม่สรุป เรื่องนี้เป็นจุดที่น่าสนใจ เพราะกำไลอีเอ็มเป็นเครื่องมือติดตามผู้พักโทษเพื่อป้องกันการหลบหนี และมักใช้กับคดีสำคัญ

ขั้นตอนการพักโทษตามกฎหมายไทย

เพื่อให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น มาดูขั้นตอนการพักโทษกันครับ ซึ่งรุทธพล แจง พักโทษ ทักษิณ ยืนยันว่าดำเนินตามนี้เป๊ะๆ

  • ผู้ต้องขังยื่นคำร้องขอพักโทษต่อนาย관เรือนจำ
  • เรือนจำตรวจสอบคุณสมบัติ เช่น รับโทษครบ 1 ใน 3 หรือมีเหตุผลพิเศษ
  • ส่งเรื่องให้คณะกรรมการนโยบายการพักการลงโทษพิจารณา
  • ผ่านคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและผู้ต้องขัง? ไม่ใช่ คณะกรรมการ 3 ชุด ได้แก่ คณะกรรมการนโยบายการพักโทษ คณะกรรมการพิจารณาการพักโทษ และปลัดกระทรวง
  • ปลัดกระทรวงลงนามอนุมัติ ส่งเรือนจำปฏิบัติ

ในกรณีของนายทักษิณ ซึ่งมีอายุเกิน 70 ปี และรับโทษมาเกือบ 6 เดือน ตั้งแต่เข้าเรือนจำกลางวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 หลังจากศาลฎีกาสั่งจำคุกจากคดีทุจริต ทำให้เข้าเกณฑ์พักโทษได้สบายๆ

นอกจากนี้ รุทธพลยังปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเรื่องผลกระทบทางการเมือง หากทักษิณออกมา โดยกล่าวว่า “ตนไม่ทราบ” ซึ่งแสดงถึงความเป็นกลางของฝ่ายยุติธรรมท่ามกลางกระแสข่าวลือมากมาย เช่น การกลับมาทำการเมือง หรือผลต่อพรรคเพื่อไทย

ประเด็นนี้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงในสังคมออนไลน์ บางคนมองว่าเป็นธรรมะตามกฎหมาย บางคนสงสัยว่ามีการแทรกแซงหรือไม่ แต่จากคำชี้แจง รุทธพล แจง พักโทษ ทักษิณ ชัดเจนว่าทุกอย่างโปร่งใส ผ่านคณะกรรมการทั้งหมด

ย้อนดูประวัติศาสตร์ การพักโทษไม่ใช่เรื่องใหม่ ในไทยมีผู้พักโทษปีละหลายหมื่นคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือสุขภาพไม่ดี ตัวอย่างเช่นกรณีนักการเมืองอื่นๆ ที่เคยได้รับพักโทษมาแล้ว ทำให้กรณีทักษิณไม่ใช่ข้อยกเว้น

สำหรับกำไลอีเอ็ม เป็นนโยบายที่กรมราชทัณฑ์นำมาใช้ตั้งแต่ปี 2560 เพื่อลดปัญหาการหลบหนี มีประสิทธิภาพสูงกว่า 95% หากทักษิณต้องใส่ ก็น่าจะเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม

สุดท้ายนี้ จากมุมมองของผม คำชี้แจงของรุทธพลช่วยคลายข้อกังขาได้ส่วนหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าระบบยุติธรรมไทยยังทำงานได้ แม้ในคดีใหญ่ แต่ประชาชนควรติดตามผลการประชุม 29 เม.ย. และการตัดสินใจเรื่องกำไลอีเอ็มต่อไป

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? คิดว่าทักษิณควรใส่กำไลอีเอ็มหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมกดไลค์ แชร์ เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดต!

ที่มา – “รุทธพล” แจง พักโทษ “ทักษิณ” เป็นไปตามขั้นตอนปกติ รอดูความเห็นต้องใส่กำไลอีเอ็มหรือไม่

รมว.ยุติธรรม ยังไม่ทราบ “ทักษิณ” พักโทษ คปท. คัดค้าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามาคุยกันเรื่องร้อนๆ อย่าง รมว.ยุติธรรม ทักษิณ พักโทษ ที่กำลังเป็นประเด็นใหญ่ในวงการการเมืองไทยเลยทีเดียว หลังจากมีกระแสข่าวว่านายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ อาจได้พักโทษในวันที่ 11 พฤษภาคมนี้ แต่ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ กลับบอกว่ายังไม่ทราบเรื่องเลย และกำชับให้พิจารณาข้อคัดค้านจาก คปท. อย่างรอบคอบด้วยนะครับ

รมว.ยุติธรรม ทักษิณ พักโทษ

ตามที่ รมว.ยุติธรรม ทักษิณ พักโทษ กลายเป็นข่าวใหญ่ หลังจากทักษิณเพิ่งเข้าเรือนจำเมื่อปีที่แล้วจากคดีหมิ่นประมาทอดีตอัยการสูงสุด การพักโทษครั้งนี้เป็นกรณีพิเศษที่ต้องผ่านคณะกรรมการชุดใหญ่ถึง 5 คน ได้แก่ อธิบดีหรือผู้เทียบเท่า 4 คน และเลขาธิการ ป.ป.ส. 1 คน โดยปกติแล้วกระบวนการพักโทษจะเริ่มจากเรือนจำ ผ่านกรมราชทัณฑ์ มาถึงปลัดกระทรวงยุติธรรม แต่กรณีนี้รัฐมนตรีจะให้นโยบายพิจารณาตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

รมว.ยุติธรรมย้ำชัดว่าตอนนี้ยังไม่มีเอกสารเรื่องพักโทษของทักษิณยื่นมาที่กระทรวงเลยครับ ข่าวลือวันที่ 11 พ.ค. จึงยังเป็นแค่กระแส และทางกระทรวงจะไม่รีบร้อน ต้องรอให้ถูกต้องตามระเบียบทุกประการ เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรม

กระบวนการพิจารณาพักโทษทักษิณอย่างละเอียด

มาดูรายละเอียดกันครับ การพักโทษไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะบุคคลสำคัญอย่างทักษิณที่เคยถูกตัดสินจำคุก 1 ปี กรมราชทัณฑ์ต้องตรวจสอบคุณสมบัติ เช่น พฤติกรรมในเรือนจำ เวลาที่รับโทษแล้ว และเหตุผลอื่นๆ คณะกรรมการ 5 คนนี้จะมีหน้าที่ตัดสินใจสุดท้าย และรมว.ยุติธรรมจะกำกับดูแลให้ทุกอย่างถูกต้อง

  • เริ่มจากเรือนจำประเมินพฤติกรรมผู้ต้องขัง
  • กรมราชทัณฑ์สรุปเสนอปลัดกระทรวง
  • คณะกรรมการพิเศษ 5 คนพิจารณารอบด้าน
  • นำข้อคัดค้านจากประชาชนมาพิจารณาด้วย

นี่คือขั้นตอนที่ทำให้เรื่องนี้ยืดเยื้อ แต่ก็เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดในอดีตที่เคยเกิดขึ้น

ข้อคัดค้านจาก คปท. ที่รมว.ยุติธรรมกำชับพิจารณา

เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย หรือ คปท. ได้ยื่นหนังสือคัดค้านการพักโทษทักษิณไปยังกระทรวงยุติธรรมแล้วครับ กรมราชทัณฑ์ส่งรายงานกลับมา แต่รองปลัดเห็นว่ายังตอบไม่ครบประเด็น จึงสั่งแก้ไขเพิ่มเติมก่อนชี้แจงกลับไปยัง คปท. ทางรมว.ยุติธรรมจึงกำชับคณะกรรมการให้เอาข้อคัดค้านเหล่านี้มาพิจารณาให้รอบคอบที่สุด เพราะไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหตุการณ์ผิดพลาดในอดีต

ข้อคัดค้านหลักๆ จาก คปท. มักเกี่ยวกับประวัติคดีของทักษิณ เช่น คดีทุจริต การเมืองเก่า และความกังวลว่าการพักโทษจะกระทบความยุติธรรมต่อประชาชน นี่เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าระบบยุติธรรมไทยรับฟังเสียงประชาชนจริงๆ

บริบทการเมืองเบื้องหลังเรื่องทักษิณพักโทษ

ย้อนไปดูประวัติ ทักษิณถูกศาลพิพากษาจำคุกจากคดีหมิ่นประมาทเมื่อเดือนสิงหาคม 2566 และเข้ามอบตัวทันที สร้างเซอร์ไพรส์ให้สังคมไทย การพักโทษหากเกิดขึ้น จะทำให้ทักษิณสามารถใช้ชีวิตปกติได้ แต่อาจจุดชนวนความขัดแย้งทางการเมืองอีกครั้ง โดยเฉพาะจากกลุ่มต่อต้านอย่าง คปท. ที่มองว่าทักษิณยังไม่ควรได้รับการผ่อนผัน

ในมุมมองของผม การที่รมว.ยุติธรรมออกมาพูดแบบนี้ แสดงถึงความรับผิดชอบสูง และช่วยลดทอนข่าวลือได้ดี นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสให้ประชาชนติดตามกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใสมากขึ้น

เรื่องนี้ยังมีมิติอื่นๆ เช่น ผลกระทบต่อพรรครัฐบาล พลังประชารัฐ และภาพลักษณ์ของรัฐบาลสืรธนาคตไทย หากคณะกรรมการตัดสินอนุมัติพักโทษ อาจมีทั้งคนเชียร์และคัดค้าน แต่สำคัญคือต้องยึดกฎหมายเป็นหลัก

เพื่อนๆ ล่ะครับ คิดเห็นยังไงกับ รมว.ยุติธรรม ทักษิณ พักโทษ เรื่องนี้? การพิจารณาควรรับฟัง คปท. มากน้อยแค่ไหน หรือควรยึดแค่กฎหมายเท่านั้น? มาแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างกันเลยครับ จะได้แลกเปลี่ยนมุมมองกัน!

ที่มา – รมว.ยุติธรรม ยังไม่ทราบเรื่อง “ทักษิณ” พักโทษ กำชับนำข้อคัดค้าน คปท. พิจารณาด้วย

รมว.ยุติธรรม สั่ง! “ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ” พ้นตำแหน่ง

ความคืบหน้าล่าสุด กรณีเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครเอื้อประโยชน์แก่ผู้ต้องขังชาวจีน ล่าสุด รมว.ยุติธรรม ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าของการดำเนินการทางวินัยต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยมีคำสั่งให้ “ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ” และเลขานุการ ออกจากราชการไว้ก่อน

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า ข้อมูลจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงมีความคืบหน้าอย่างมาก และเริ่มมีพยานหลักฐานที่ชัดเจน ซึ่งนำไปสู่การลงนามคำสั่งโดยปลัดกระทรวงยุติธรรมและอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ให้ “ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ” และเลขานุการ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานราชทัณฑ์ชำนาญงาน ออกจากราชการไว้ก่อน

รมว.ยุติธรรม สั่ง! “ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ” พ้นตำแหน่ง

พล.ต.ท.รุทธพล ย้ำว่า การดำเนินการในครั้งนี้เป็นไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ และมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กรโดยรวม ซึ่งกระทรวงยุติธรรมให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการจัดระเบียบและเร่งรัดการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา

ผลกระทบต่อภาพลักษณ์องค์กร และการเร่งรัดตรวจสอบ

การที่กระทรวงยุติธรรมตัดสินใจลงดาบอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความโปร่งใส และความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม การดำเนินการกับ “ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ” และเลขานุการ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า จะไม่มีการละเว้นผู้กระทำผิด ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ตาม

นอกจากนี้ การเร่งรัดการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่า กระทรวงยุติธรรมพร้อมที่จะแก้ไขปัญหา และป้องกันการเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ซ้ำอีกในอนาคต

ความสำคัญของการรักษากฎหมายและวินัย

กรณีนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้กับข้าราชการทุกคนว่า การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และถูกต้องตามกฎหมาย เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การกระทำที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ต้องขัง หรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จะต้องถูกลงโทษอย่างเด็ดขาด

กระทรวงยุติธรรมจึงขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ตั้งใจปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และพร้อมที่จะสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทุกคน เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมของไทยมีความโปร่งใส และเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชน

ผลกระทบต่อผู้ต้องขังชาวจีน

แม้ว่าการดำเนินการในครั้งนี้จะมุ่งเน้นไปที่การจัดการกับเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิด แต่ก็อาจมีผลกระทบต่อผู้ต้องขังชาวจีนที่ได้รับการเอื้อประโยชน์ด้วยเช่นกัน ซึ่งอาจมีการทบทวนสิทธิพิเศษที่เคยได้รับ และอาจถูกดำเนินคดีเพิ่มเติม หากพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย

ดังนั้น การดำเนินการในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการลงโทษผู้กระทำผิดเท่านั้น แต่ยังเป็นการป้องกันไม่ให้มีการกระทำผิดในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของกระทรวงยุติธรรม และความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวม

การดำเนินการอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดต่อกรณีเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เอื้อประโยชน์ผู้ต้องขังชาวจีน ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม และเป็นการยืนยันว่ากระทรวงยุติธรรมพร้อมที่จะดำเนินการกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง

ที่มา – รมว.ยุติธรรม เผย ลงดาบแล้ว “ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ-เลขานุการ” ให้ออกจากราชการไว้ก่อน

ด่วน! เด้ง ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เซ่น จนท. เอี่ยวทุจริต

ร้อนระอุ! ปลัดกระทรวงยุติธรรมสั่งเด้งฟ้าผ่า ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลังการจู่โจมตรวจค้นครั้งใหญ่ พบเงื่อนงำเจ้าหน้าที่พัวพันการกระทำผิด งานนี้มีคนซวย! ตามไปส่องรายละเอียดกันเลย

ทำไมถึงต้องเด้ง ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ?

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา เกิดข่าวใหญ่ในแวดวงราชทัณฑ์ เมื่อนางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงยุติธรรมที่ 233/2568 เรื่องการมอบหมายให้ข้าราชการปฏิบัติหน้าที่ โดยมีประเด็นสำคัญคือการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการจู่โจมตรวจค้น เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แล้วพบว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้น

แต่เรื่องมันไม่ได้จบแค่นั้น! เพราะจากการสืบสวนเบื้องต้น พบว่าอาจจะมีเจ้าหน้าที่ใน เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดดังกล่าวด้วย งานนี้ ปลัดกระทรวงฯ เลยต้องลงดาบ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ใครโดนเด้งบ้าง?

ผู้ที่โดนผลกระทบจากคำสั่งครั้งนี้ก็คือ นายมานพ ชมชื่น ซึ่งดำรงตำแหน่ง ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร โดยมีคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ราชการในตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกรมราชทัณฑ์ ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป เรียกได้ว่าเป็นการย้ายฟ้าผ่าชนิดที่เจ้าตัวอาจจะตั้งตัวไม่ทันเลยทีเดียว

คำสั่งเด้ง ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มีผลต่ออะไร?

การสั่งย้ายผู้บริหารระดับสูงของเรือนจำ ถือเป็นมาตรการที่เด็ดขาดและส่งสัญญาณชัดเจนว่า กระทรวงยุติธรรมเอาจริงกับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในเรือนจำ นอกจากนี้ ยังเป็นการแสดงให้เห็นว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ต้องขังหรือเจ้าหน้าที่รัฐก็ตาม

การตรวจสอบข้อเท็จจริงใน เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ยังคงดำเนินต่อไป และคาดว่าจะมีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมในเร็วๆ นี้ ประชาชนอย่างเราๆ ก็คงต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะสามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ในที่สุด

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ข้าราชการทุกคนตระหนักถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของตนเอง การใช้อำนาจในทางที่ผิด หรือการปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตเกิดขึ้น ไม่เพียงแต่จะส่งผลเสียต่อองค์กรเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบยุติธรรมอีกด้วย

การแก้ไขปัญหาทุจริตในเรือนจำเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การสร้างกลไกการตรวจสอบที่เข้มแข็ง การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับสิทธิของตนเอง จะเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตได้อย่างยั่งยืน

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นคุณธรรมที่สำคัญที่สุดสำหรับข้าราชการ และการกระทำผิดย่อมต้องได้รับผลกรรมในที่สุด

ที่มา – ปลัด ยธ.สั่งเด้ง “ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ” หลังจู่โจมตรวจ พบเจ้าหน้าที่เอี่ยวทำผิด

Scroll to top