ผลการศึกษา

“นายกฯ” ลั่นไม่ฟังเสียงปั่น หลังฝ่ายค้านปูดแลนด์บริดจ์

“นายกฯ” ลั่นไม่ฟังเสียงปั่น หลังฝ่ายค้าน ปูด อาม่ากว้านซื้อที่ดินรองรับแลนด์บริดจ์ เป็นประเด็นร้อนที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ เมื่อฝ่ายค้านออกมาแฉว่ามีนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มทุนจีนที่ถูกเรียกว่า “อาม่า” กำลังกว้านซื้อที่ดินจำนวนมากในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อเตรียมรองรับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นเมกะโปรเจกต์เชื่อมโยงการขนส่งทางบกจากอ่าวไทยไปยังทะเลอันดามัน แต่ทางฝั่งรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาชี้แจงแบบชัดเจน ไม่สนใจข่าวลือหรือเสียงปั่นเหล่านี้

“นายกฯ” ลั่นไม่ฟังเสียงปั่น หลังฝ่ายค้าน ปูด อาม่ากว้านซื้อที่ดินรองรับแลนด์บริดจ์

เหตุการณ์เกิดขึ้นก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 48 ที่เมืองเซบู ฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 7-9 พฤษภาคม 2567 โดยนายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 บน.6 ถึงประเด็นที่ฝ่ายค้านวิจารณ์โครงการแลนด์บริดจ์ โดยชี้ว่าตอนนี้รัฐบาลกำลังโฟกัสช่วยเหลือประชาชนเป็นหลัก อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ เพราะ “นายกฯ” ลั่นไม่ฟังเสียงปั่น หลังฝ่ายค้าน ปูด อาม่ากว้านซื้อที่ดินรองรับแลนด์บริดจ์ โครงการยังไม่ได้เริ่มต้นอะไรเลย อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

โครงการแลนด์บริดจ์คืออะไร และทำไมถึงเป็นที่ถกเถียง?

แลนด์บริดจ์ หรือโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเชื่อมโยงอ่าวไทย-อันดามัน เป็นแนวคิดเก่าที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียน โดยจะสร้างท่าเรือน้ำลึกที่สงขลาและชุมพร เชื่อมด้วยรถไฟความเร็วสูง ช่วยลดเวลาเดินเรือจากสิงคโปร์หรือช่องแคบมะละกามาเป็นทางบก สามารถขนสินค้าได้เร็วกว่าเดิมหลายเท่า ในยุคที่ภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนไป เช่น สงครามการค้าหรือความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ โครงการนี้จะช่วยให้ไทยพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านมองว่ามีความเสี่ยง โดยเฉพาะข่าวลือเรื่องต่างชาติ โดยเฉพาะนักลงทุนจีน จะเข้ามาเช่าที่ดิน 99 ปี หรือกว้านซื้อที่ดินจำนวนมากเพื่อเก็งกำไร นายกรัฐมนตรีตอบโต้ชัดเจนว่า รัฐบาลไม่ฟังเสียงปั่นเหล่านี้ เพราะเป็นเรื่องการลงทุนปกติ และทุกอย่างต้องรอผลการศึกษาจากคณะกรรมการที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาฯสภาพัฒน์ เป็นแกนนำ

นายกฯ ย้ำ ฟังเสียงประชาชน ไม่ใช่แค่ฝ่ายค้าน

เมื่อถูกถามถึงกระแสวิจารณ์ที่อาจทำให้โครงการสะดุด นายอนุทินย้ำว่าไม่มีอะไรแปลก เพราะยังไม่เริ่ม และจะตัดสินใจจากข้อมูลปัจจุบันเท่านั้น สำหรับประเด็นเช่าที่ดิน 99 ปี ก็ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง ทุกอย่างขึ้นกับผลศึกษา นอกจากนี้ยังกำชับให้คณะกรรมการเชิญภาคประชาชนเข้าร่วม เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและฟังเสียงจากพื้นฐานจริงๆ ไม่ใช่แค่ฝ่ายการเมือง

  • ประโยชน์ของโครงการแลนด์บริดจ์: สร้าง GDP เพิ่มหลายแสนล้าน, สร้างงานนับหมื่นตำแหน่งในภาคใต้
  • ลดต้นทุนขนส่ง: สินค้าจากจีนไปยุโรป เร็วกว่าเดิม 30-50%
  • ยกระดับอาเซียน: ไทยเป็นฮับคมนาคม แข่งขันกับจีน-อินเดีย
  • ความมั่นคง: ลดการพึ่งพาช่องแคบมะละกา

ส่วนคำถามเรื่องท้อหรือไม่กับกระแสโจมตี นายกฯ ตอบฮาๆ ว่า “ทำไมต้องท้อ ผมคนจีน ลูกท้อเป็นมงคล กินสิ่วท้อทุกวันเกิด” แสดงถึงความมั่นใจเต็มเปี่ยม ส่วนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ถูกตีตก ก็ปัดไม่ตอบ เดินหนีทันที

โดยรวมแล้ว แม้จะมีเสียงวิจารณ์หนัก แต่รัฐบาลยืนยันเดินหน้าด้วยข้อมูลจริงและความโปร่งใส โครงการแลนด์บริดจ์มีศักยภาพสูงที่จะเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจไทย หากจัดการดีๆ จะเป็นโอกาสทองสำหรับประเทศเรา

ความเห็นส่วนตัว: โครงการใหญ่อย่างนี้ต้องระวังผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนท้องถิ่น แต่ถ้าทำโปร่งใสและมีส่วนร่วมจากประชาชน ก็น่าจะไปได้สวย คุณคิดอย่างไรกับ “นายกฯ” ลั่นไม่ฟังเสียงปั่น หลังฝ่ายค้าน ปูด อาม่ากว้านซื้อที่ดินรองรับแลนด์บริดจ์ และโครงการแลนด์บริดจ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วยนะ!

ที่มา – “นายกฯ” ลั่นไม่ฟังเสียงปั่น หลังฝ่ายค้าน ปูด อาม่ากว้านซื้อที่ดินรองรับแลนด์บริดจ์

“อนุทิน” ชี้โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ ตั้งเอกนิติแลนด์บริดจ์

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อก! วันนี้เรามาพูดถึงข่าวสำคัญที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจไทยกันดีกว่า นั่นคือ “อนุทิน” ชี้โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศตั้ง “เอกนิติ” นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการแลนด์บริดจ์ นี่เป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังปรับตัวรับมือกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

“อนุทิน” ชี้โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ

ในวันที่ 4 พ.ค. 2569 นายอนุทิน ได้ชี้แจงถึงกระแสความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างรัฐมนตรี 2 ท่าน คือ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรัฐมนตรีคมนาคม กับนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีอุตสาหกรรม เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ โดยย้ำว่าไม่มีปัญหาอะไร เป็นแค่การพูดคนละมุมมองเท่านั้น สิ่งที่รัฐบาลจะทำคือตั้งคณะกรรมการนำโดย “เอกนิติ” เพื่อศึกษาทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นภูมิรัฐศาสตร์ ความคุ้มทุนด้านการลงทุน โลจิสติกส์ และผลกระทบที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ทำไม “อนุทิน” ชี้โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ? เพราะบริบทโลกตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว สมัยก่อนผลศึกษาอาจจะมองแบบเก่า แต่ปัจจุบันมีปัจจัยใหม่ๆ เข้ามา เช่น ความมั่นคงพลังงาน ภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียด การค้าที่เสี่ยงจากช่องแคบฮอร์มุซหรือช่องแคบมะละกา ถ้าปิดหรือเก็บค่าผ่านทางแพง ไทยจะเดือดร้อนแน่ ไทยต้องมียุทธศาสตร์ยืนด้วยตัวเอง ลดการพึ่งพิงเส้นทางทะเลที่ไม่แน่นอน

ตั้ง “เอกนิติ” นั่งประธานคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์

โครงการแลนด์บริดจ์คืออะไร? 简单ๆ คือโครงการเชื่อมแผ่นดินทางบก โดยสร้างท่าเรือน้ำลึกที่ชุมพร (ฝั่งอ่าวไทย) และสงขลา (ฝั่งอันดามัน) พร้อมรางรถไฟคาร์โกเชื่อมต่อ เพื่อขนสินค้าข้ามคอขานกระบี่ ลดระยะทางและเวลาจากเดิมที่ต้องอ้อมช่องแคบมะละกา แม้ต้นทุนคาร์โก้สูง แต่ต้องดูภาพรวมทั้งความสะดวก ความเร็ว และความมั่นคง รัฐบาลตั้งเป้าสรุปผลศึกษาใหม่ภายใน 90 วัน

นโยบายนี้ไม่ใช่ของใหม่สำหรับพรรคภูมิใจไทยนะครับ พูดมาตั้งแต่ปี 2562 สมัยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นรัฐมนตรีคมนาคม ก็ผลักดันแล้ว ครั้งนี้เป็นการต่อยอด เพื่อให้ไทยแข็งแกร่งขึ้นในยุคที่เพื่อนบ้านแทบไม่มีแล้ว อย่างที่ “อนุทิน” บอกเอง

ส่วนผลโพลนิด้าในภาคใต้ที่บอกว่าประชาชนเห็นด้วยแต่ยังไม่เข้าใจรายละเอียด รัฐบาลต้องสื่อสารให้ชัด คุณประโยชน์ส่วนรวมสำคัญที่สุด แม้บางพื้นที่ 14 จังหวัดใต้จะมีคัดค้าน แต่ก็มีเห็นด้วย ทุกอย่างขึ้นกับข้อมูลจากการศึกษา

นายกฯ ยังย้ำถึงวิสัยทัศน์เก่า “ให้ไทยไม่มีน้ำมันแต่มีอาหาร” โดยแลนด์บริดจ์จะช่วยขนส่งอาหารไทยไปทั่วโลกได้เร็วขึ้น ไม่ต้องกลัวช่องแคบปิดหรือถูกขู่เก็บเงินแพง ไทยต้องเปลี่ยนรูปแบบ ลดการกินน้ำใต้คอ

และเรื่องที่หลายคนห่วง คือกลัวเอื้อนายทุน? “อนุทิน” ตอบชัด เอื้อใครไม่เคยเห็นสักคน 7-8 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลพิสูจน์แล้วว่าทำเพื่อชาติ ไม่เอื้อพวกพ้อง ตอนนี้เหลือแต่ ส.ส. เพื่อนข้างนอกหายเกลี้ยง!

ประโยชน์ของโครงการแลนด์บริดจ์ที่ไม่ควรมองข้าม

  • เพิ่มความมั่นคงโลจิสติกส์: ลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางทะเล
  • กระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้: สร้างงาน สร้างรายได้ให้ 14 จังหวัด
  • ยกระดับไทยเป็นฮับภูมิภาค: ดึงดูดการลงทุน ค้าขายกับจีน อินเดีย
  • ส่งออกอาหารเร็วขึ้น: ไทยเป็นคลังอาหารโลก แต่ต้องขนส่งปลอดภัย
  • คุ้มทุนระยะยาว: ศึกษาใหม่ให้ตรงบริบทปัจจุบัน

จากมุมมองผม โครงการนี้มีศักยภาพสูงมาก ถ้าศึกษาดีและโปร่งใส จะช่วยให้ไทยยืนหยัดในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วได้จริงๆ ไม่ใช่แค่นโยบาย แต่เป็นอนาคตของชาติ

คุณคิดเห็นอย่างไรกับ “อนุทิน” ชี้โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ และโครงการแลนด์บริดจ์นี้? เห็นด้วยหรือกังวลเรื่องอะไร? คอมเมนต์มาบอกกันด้านล่างเลยครับ แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ด้วยนะ จะได้ช่วยกันติดตามพัฒนาการ!

ที่มา – “อนุทิน” ชี้โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ ตั้ง “เอกนิติ” นั่งประธานคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์

ผลวิจัยชี้ เหมืองปล่อยสารพิษลงแม่น้ำโขง

คณะวิจัยในสหรัฐฯ ชี้ว่า การทำเหมืองที่ไม่มีการควบคุมกำลังปล่อยสารพิษลงสู่แม่น้ำสายหลักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงแม่น้ำโขง ส่งผลกระทบต่อผู้คนนับล้าน รายงานนี้เน้นย้ำถึงปัญหา เหมืองปล่อยสารพิษลงแม่น้ำโขง ที่กำลังเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

รายงานการวิจัยของศูนย์วิจัย Stimson Center ในสหรัฐฯ ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันจันทร์ที่ 24 พ.ย. 2568 ระบุว่า ทั่วแผ่นดินใหญ่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีเหมืองมากกว่า 2,400 แห่ง ที่อาจกำลังปล่อยสารเคมีอันตรายถึงชีวิต เช่น ไซยาไนด์ และปรอท ลงสู่แม่น้ำ โดยหลายแห่งเป็นเหมืองผิดกฎหมายและไม่มีการควบคุม

“สำหรับผม ขอบเขตของปัญหานั้นน่าตกใจมาก” นายไบรอัน ไอย์เลอร์ นักวิจัยอาวุโสของ Stimson กล่าว โดยชี้ไปที่ลำน้ำสาขาจำนวนมากของแม่น้ำสายหลักอย่าง แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำอิรวดี ที่น่าจะมีการปนเปื้อนในระดับสูง

รายงานของ Stimson ถือเป็นครั้งแรกที่มีการศึกษาอย่างครอบคลุมเกี่ยวกับเหมืองที่อาจก่อให้เกิดมลพิษในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนักวิจัยได้วิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อตรวจหากิจกรรมการทำเหมืองแบบต่างๆ โดยพบแหล่งทำเหมืองแบบตะกอนลุ่มน้ำ (alluvial mining) 366 แห่ง, เหมืองแบบกองชะละลาย (heap leach) 359 แห่ง และเหมืองแร่หายาก 77 แห่ง ที่มีการระบายน้ำลงสู่ลุ่มน้ำโขง

เหมืองแบบตะกอนลุ่มน้ำส่วนใหญ่เป็นเหมืองทองคำ แม้ว่าบางแห่งจะมีการสกัดดีบุกและเงินด้วยก็ตาม ส่วนแหล่งเหมืองแบบกองชะละลาย เป็นเหมืองสำหรับการสกัดทองคำ นิกเกิล ทองแดง และแมงกานีส

อนึ่ง แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของเอเชีย และเป็นแหล่งหล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนมากกว่า 70 ล้านคน ตลอดจนการส่งออกผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและประมงสู่ตลาดโลก ก่อนหน้านี้ นายไอย์เลอร์กล่าวว่า ระบบแม่น้ำโขงถูกมองว่าเป็นระบบแม่น้ำที่สะอาด

“เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของลุ่มน้ำโขงโดยพื้นฐานแล้วไม่ได้ถูกกำกับดูแลด้วยกฎหมายระดับชาติและกฎระเบียบที่สมเหตุสมผล จึงน่าเสียดายที่ลุ่มน้ำแห่งนี้ตกอยู่ในสภาพที่เอื้อให้เกิดกิจกรรมที่ไม่มีการควบคุมแบบนี้ในระดับสูงและในขนาดที่ใหญ่โตตามที่ข้อมูลของเราเปิดเผย” นายไอย์เลอร์กล่าว

นักวิจัยของ Stimson ระบุว่า สารเคมีเป็นพิษที่ปล่อยออกมาจากการทำเหมืองแร่หายากที่ไม่มีการควบคุม ได้แก่ แอมโมเนียมซัลเฟต และโซเดียมไซยาไนด์ กับ ปรอท

สถานการณ์นี้ไม่เพียงทำให้ผู้คนหลายล้านที่อาศัยอยู่ตามแนวแม่น้ำโขงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านสุขภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้บริโภคในที่อื่น ๆ ด้วย “ไม่มีซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ในสหรัฐอเมริการายใด ที่ไม่ได้รับผลิตภัณฑ์จากลุ่มน้ำโขงเลย ทั้งกุ้ง ข้าว และปลา” นายไอย์เลอร์กล่าว

การเปิดเหมืองแร่หายากแห่งใหม่ในภาคตะวันออกของเมียนมาโดยได้รับการสนับสนุนจากจีน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากชายแดนติดภูเขากับประเทศไทย ทำให้นักวิจัยกังวลเรื่องอันตรายของมลพิษในพื้นที่ปลายน้ำตามแนวแม่น้ำกก รวมถึง ตำบลท่าตอน จังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากเป็นจุดแรกที่แม่น้ำกกไหลจากเมียนมาเข้ามายังประเทศไทย

นายธนพนธ์ เพ็ญรัตน์ จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยของรัฐบาลไทย กล่าวว่า รูปแบบการปนเปื้อนในตัวอย่างจากแม่น้ำกกแสดงให้เห็นถึงการมีอยู่ของสารหนู ซึ่งเชื่อมโยงกับการทำเหมืองแร่หายากและทองคำ ควบคู่ไปกับแร่หายากชนิดหนัก เช่น ดิสโพรเซียม (dysprosium) และ เทอร์เบียม (terbium)

นายธนพนธ์ ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการศึกษาของ Stimson เตือนด้วยว่า สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียง 2 ปีหลังการทำเหมืองแร่หายากในเมียนมาเพิ่มขึ้น และระดับการปนเปื้อนอาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหากไม่มีการหยุดยั้งการทำเหมือง

นายไอย์เลอร์ระบุว่า เหมืองทั่วเมียนมาและลาวใช้วิธีการชะละลายในแหล่งแร่ (In-situ leach) ในการสกัดแร่หายาก ซึ่งเป็นวิธีที่พัฒนาขึ้นครั้งแรกในประเทศจีน

ทั้งนี้ การทำเหมืองแบบชะละลายในแหล่งแร่ผลิตของเสียและน้ำเสียปริมาณมากต่อแร่หายากหนึ่งตัน ขณะที่เหมืองแบบกองชะละลายมีความเสี่ยงจากการรั่วไหลของ ไซยาไนด์ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ส่วนเหมืองแบบตะกอนลุ่มน้ำมักใช้ ปรอท ซึ่งเป็นสารพิษในการแยกแร่

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุว่า พวกเขาไม่ทราบถึงสถานการณ์ดังกล่าว “ฝ่ายจีนเรียกร้องให้องค์กรของจีนในต่างประเทศดำเนินการผลิตและประกอบธุรกิจให้เป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับท้องถิ่นอย่างสม่ำเสมอ และให้ใช้มาตรการที่เข้มงวดเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม”

ก่อนหน้านี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีไทย กล่าวว่า รัฐบาลไทยได้จัดตั้งคณะทำงานใหม่ 3 ชุด เพื่อประสานงานความร่วมมือระหว่างประเทศ ติดตามผลกระทบด้านสุขภาพจากเหมือง และหาแหล่งน้ำสำรองสำหรับชุมชนตามแนวแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำโขง และแม่น้ำสาละวินแล้ว

ผลวิจัยชี้ เหมืองปล่อยสารพิษลงแม่น้ำโขง

สถานการณ์ เหมืองปล่อยสารพิษลงแม่น้ำโขง เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง และต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหา

ผลกระทบจากเหมืองปล่อยสารพิษลงแม่น้ำโขง

ผลกระทบจาก เหมืองปล่อยสารพิษลงแม่น้ำโขง ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ยังส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคทั่วโลก เนื่องจากผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและประมงจากลุ่มน้ำโขงมีการส่งออกไปยังหลายประเทศ

การแก้ไขปัญหานี้จำเป็นต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด การตรวจสอบและควบคุมการทำเหมืองอย่างสม่ำเสมอ และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายของสารพิษ

เราทุกคนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้ได้ โดยการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเรียกร้องให้รัฐบาลและภาคเอกชนดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อปกป้องแม่น้ำโขงและสุขภาพของประชาชน

ที่มา – ผลวิจัยชี้ เหมืองไร้การกำกับดูแล กำลังปล่อยสารพิษลงแม่น้ำโขง

Scroll to top