ผลประโยชน์

“บิ๊กเต่า” แถลงเปิดเส้นเงินมัด “ปลัดภูเก็ต”

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวคราวที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในขณะนี้ สำหรับกรณีการจับกุมข้าราชการระดับสูงในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งทำให้ประชาชนต่างให้ความสนใจเป็นอย่างมาก กับบทบาทของ “บิ๊กเต่า” แถลงเปิดเส้นเงินมัด “ปลัดภูเก็ต” ที่เรียกรับผลประโยชน์ทั้งเรื่องการสอบท้องถิ่นและปมที่ดินครับ

“บิ๊กเต่า” แถลงเปิดเส้นเงินมัด “ปลัดภูเก็ต”

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นจากการที่ พล.ต.ต.จรูญเกริติ ปานแก้ว หรือที่เรารู้จักกันในนาม “บิ๊กเต่า” ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญเกี่ยวกับคดีทุจริตที่น่าตกใจ โดยพบว่ามีเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงมัดตัวผู้ต้องหาอย่างดิ้นไม่หลุด จากการตรวจสอบพบ 2 คดีหลักที่ “ปลัดภูเก็ต” เกี่ยวข้อง คือ:

  • คดีเรียกรับเงินช่วยสอบบรรจุ: โดยมีการเรียกรับเงินจากอาสาสมัครคนละ 300,000 บาท เพื่อแลกเปลี่ยนกับการช่วยเหลือในการสอบบรรจุเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น
  • คดีรีดไถเจ้าของที่ดิน: เป็นการเรียกรับเงินจำนวน 1 ล้านบาท แลกกับการเคลียร์ปัญหาเอกสารสิทธิ์ที่ดิน ส.ค.1 ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับผู้เสียหายเป็นอย่างมาก

เส้นทางการเงินมัดตัวแน่นหนา

จากการสอบสวนเชิงลึก พบว่าการกระทำผิดครั้งนี้มีการใช้เครือข่ายบุคคลรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินให้กับอาสาสมัครก่อนจะมีการทอนคืนเข้าบัญชีเลขาฯ เพื่อกดเงินสดออกมาให้ตัวปลัด ซึ่งถือว่าเป็นการวางแผนที่ซับซ้อน แต่ก็ไม่สามารถรอดพ้นสายตาของเจ้าหน้าที่ไปได้ เพราะผลจากการที่ “บิ๊กเต่า” แถลงเปิดเส้นเงินมัด “ปลัดภูเก็ต” ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าหลักฐานทางธุรกรรมทางการเงินนั้นโกหกไม่ได้ครับ

ในส่วนของความกังวลที่ว่าคดีนี้มีประเด็นทางการเมืองมาเกี่ยวข้องหรือไม่ ทางกรมการปกครองได้ยืนยันชัดเจนครับว่า นี่คือการทำงานตามพยานหลักฐานและขั้นตอนของกฎหมายเท่านั้น ไม่ได้มีนัยยะทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น โดยได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยและเตรียมให้ออกจากราชการไว้ก่อน ตามระเบียบข้อบังคับของทางราชการ

หลายคนอาจตั้งคำถามว่า เหตุใดเหตุการณ์ลักษณะนี้ยังคงมีเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง? คำตอบอาจอยู่ที่จิตสำนึกของบุคคลที่ขาดคุณธรรม และระบบตรวจสอบที่ต้องเข้มข้นขึ้น การที่หน่วยงานภาครัฐร่วมมือกันอย่างบูรณาการเช่นนี้ เป็นสัญญาณที่ดีว่ากระบวนการยุติธรรมไทยกำลังรุกคืบจัดการกับคอร์รัปชันอย่างจริงจังครับ

ท้ายที่สุดนี้ ผมมองว่าเรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้กับข้าราชการทุกคนว่า ในยุคที่เทคโนโลยีการตรวจสอบเส้นทางการเงินก้าวหน้าไปไกล การคิดจะทุจริตเพียงเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวนั้น ไม่คุ้มค่ากับชื่อเสียงและอนาคตที่ต้องสูญเสียไปอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – “บิ๊กเต่า” แถลงเปิดเส้นเงินมัด “ปลัดภูเก็ต” เรียกเงินช่วยสอบท้องถิ่น-เคลียร์ปมที่ดิน

นฤชา ชี้ส่งตัว “ปลัดภูเก็ต” กลับพื้นที่แต่กระบวนการยังเดินหน้า

นฤชา ชี้ส่งตัว “ปลัดภูเก็ต” กลับพื้นที่แต่กระบวนการยังเดินหน้า

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีการตรวจสอบข้าราชการระดับสูงในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ ล่าสุด นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ได้ออกมาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับความคืบหน้ากรณี **นฤชา ชี้ส่งตัว “ปลัดภูเก็ต” กลับพื้นที่แต่กระบวนการยังเดินหน้า** โดยยืนยันว่าการให้กลับไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่นั้น ไม่ได้หมายความว่าเรื่องทั้งหมดจะจบลงเพียงเท่านี้ แต่กระบวนการตรวจสอบความผิดทางวินัยและทางอาญายังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องตามขั้นตอนของกฎหมาย

ความคืบหน้าคดีความและผลประโยชน์ทับซ้อน

เมื่อถามถึงประเด็นที่ว่ามีการส่งเรื่องไปยังปลัดกระทรวงมหาดไทยหรือยัง นายนฤชาระบุว่าขณะนี้มีเรื่องเกี่ยวกับคดีอาญาที่อยู่ในความรับผิดชอบของพนักงานสอบสวน ซึ่งเชื่อมโยงกับพื้นที่จังหวัดภูเก็ตโดยตรง โดยเฉพาะประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นพิเศษเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งทางอธิบดีกรมการปกครองยอมรับว่ามีความเป็นไปได้และเกี่ยวข้องกับเรื่องของเงินๆ ทองๆ ตามที่เป็นข่าว ซึ่งความคืบหน้าของ **นฤชา ชี้ส่งตัว “ปลัดภูเก็ต” กลับพื้นที่แต่กระบวนการยังเดินหน้า** นั้น สะท้อนให้เห็นว่าทางต้นสังกัดไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเรื่องการทุจริต

จากการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การสอบสวนทางอาญายังคงดำเนินต่อไปเพื่อป้องกันการแทรกแซง
  • ความไม่โปร่งใสในพื้นที่เสี่ยงถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด
  • หลักฐานที่มีอยู่จะถูกนำมาพิจารณาตามข้อเท็จจริงทั้งหมด

ในส่วนของกรณีที่มีการกล่าวพาดพิงถึงทนายความชื่อดังอย่าง นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ นายนฤชายืนยันว่าจะดำเนินการตามกฎหมายในฐานะส่วนตัว เพราะถูกหมิ่นประมาทว่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการสอบสวนผู้บริหารท้องถิ่น ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง

บทเรียนในครั้งนี้ถือเป็นเครื่องเตือนใจสำหรับข้าราชการทุกคนว่า การปฏิบัติหน้าที่ต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ การที่ **นฤชา ชี้ส่งตัว “ปลัดภูเก็ต” กลับพื้นที่แต่กระบวนการยังเดินหน้า** คือบทพิสูจน์ว่าระบบการตรวจสอบของกระทรวงมหาดไทยยังคงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวที่มาเยือนจังหวัดภูเก็ตต่อไป

ที่มา – “นฤชา” ชี้ส่งตัว “ปลัดภูเก็ต” กลับพื้นที่แต่กระบวนการยังเดินหน้า เผยยังมีคดีอาญารอสอบ

เจาะลึกประวัติ “รุ่งเรือง ธิมาบุตร” ปลัดจังหวัดภูเก็ต

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวคราวของ ประวัติ “รุ่งเรือง ธิมาบุตร” ปลัดจังหวัดภูเก็ต อดีตข้าราชการพลเรือนดีเด่นประจำปี 2563 กันมาบ้างในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งชื่อของเขากลายเป็นที่พูดถึงในแวดวงข้าราชการไทยอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะเส้นทางราชการที่เต็มไปด้วยความสำเร็จควบคู่ไปกับข้อครหาที่เข้มข้น วันนี้เรามาทำความรู้จักกับตัวตนและเส้นทางชีวิตของข้าราชการรายนี้กันให้มากขึ้นครับ

เส้นทางและ ประวัติ “รุ่งเรือง ธิมาบุตร” ปลัดจังหวัดภูเก็ต อดีตข้าราชการพลเรือนดีเด่นประจำปี 2563

สำหรับคุณรุ่งเรืองนั้น เป็นข้าราชการที่เติบโตมาในสายงานปกครองอย่างเต็มตัว เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีและโทด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ก่อนจะก้าวเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญในหลายพื้นที่ เช่น นายอำเภอสุไหงโก-ลก และบทบาทในการแก้ปัญหายาเสพติด ซึ่งถือเป็นงานถนัดของเขา จนได้รับรางวัลอันทรงเกียรติอย่างข้าราชการพลเรือนดีเด่น รางวัลครุฑทองคำในปี 2563 มาครองได้สำเร็จ

ผลงานที่โดดเด่นของ รุ่งเรือง ธิมาบุตร

นอกจากรางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่นแล้ว เขายังเป็นที่รู้จักในนามข้าราชการสายปราบปรามยาเสพติด โดยเฉพาะโครงการเปิดค่าย “ลูกชายนายอำเภอ” เพื่อช่วยบำบัดผู้ติดยาเสพติดในพื้นที่ ซึ่งได้รับคำชมเชยในแง่การปฏิบัติงานเชิงรุก อย่างไรก็ตาม เมื่อเราพูดถึง ประวัติ “รุ่งเรือง ธิมาบุตร” ปลัดจังหวัดภูเก็ต อดีตข้าราชการพลเรือนดีเด่นประจำปี 2563 จำเป็นต้องมองให้รอบด้าน เพราะเส้นทางราชการของเขามีช่วงที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคและมลทินจากการถูกตรวจสอบหลายครั้ง

  • ปี 2565: กรณีปืน 18 กระบอกที่มีชื่อเขาเป็นผู้อนุญาตให้เครือข่ายยาเสพติด
  • ปี 2568: การถูกสอบวินัยเรื่องความหละหลวมในการออกใบอนุญาตอาวุธปืน
  • ปี 2569: ประเด็นการถูกย้ายไปช่วยราชการจากกรณีข้อร้องเรียนเรื่องสถานบันเทิงในพื้นที่ภูเก็ต

ล่าสุด หลังจากที่กรมการปกครองได้มีคำสั่งให้เขากลับไปปฏิบัติหน้าที่ปลัดจังหวัดภูเก็ตอีกครั้ง ตามกำหนดระยะเวลาการช่วยราชการ ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่ากระบวนการตรวจสอบจะนำไปสู่บทสรุปอย่างไร ในโลกของการรับราชการ ย่อมมีทั้งผู้สนับสนุนและผู้ที่ตั้งข้อสงสัย การทำงานในพื้นที่ที่มีความซับซ้อนอย่างภูเก็ตจึงเป็นโจทย์ที่หนักหนาสำหรับข้าราชการทุกคน

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าตำแหน่งหน้าที่ที่มีอำนาจกว้างขวาง มาพร้อมกับสายตาของผู้คนที่คอยจ้องมอง ความโปร่งใสจึงเป็นด่านสำคัญที่จะช่วยยืนยันความดีความชอบที่เคยได้รับมาในอดีตได้ดีที่สุด ติดตามกันต่อไปว่าทิศทางหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร และการทำงานของเขาจะสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับระบบราชการในพื้นที่ต่อไปได้หรือไม่

ที่มา – ประวัติ “รุ่งเรือง ธิมาบุตร” ปลัดจังหวัดภูเก็ต อดีตข้าราชการพลเรือนดีเด่นประจำปี 2563

ลิซ่า จี้รัฐบาลเลิกวัฒนธรรมหนีปัญหา คดีรองซีฟู้ดภูเก็ต

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าสื่อและสังคมออนไลน์ทันที เมื่อ “ลิซ่า” ภคมน หนุนอนันต์ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กรณีการย้าย “ฟ้าผ่า” ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต รวมถึงรองผู้ว่าฯ อีก 2 ท่าน ที่ถูกสังคมตั้งฉายาว่าเป็น “กลุ่มรองซีฟู้ด” หลังจากเกิดเหตุการณ์แชตหลุดอันอื้อฉาวที่สร้างความคลางแคลงใจให้กับประชาชนทั่วประเทศ

ลิซ่า จี้รัฐบาลเลิกวัฒนธรรมหนีปัญหา คดีรองซีฟู้ดภูเก็ต

การโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในครั้งนี้ถูกมองว่าไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่เป็นเพียงการแสดงละครวัดพลังอำนาจเท่านั้น ซึ่งลิซ่าได้เน้นย้ำชัดเจนว่า “ลิซ่า จี้รัฐบาลเลิกวัฒนธรรมหนีปัญหา คดีรองซีฟู้ดภูเก็ต” เพราะการย้ายข้าราชการไปมาระหว่างจังหวัดไม่ได้ทำให้ระบบอุปถัมภ์หรือการเรียกรับผลประโยชน์หมดไป แต่เป็นการผลักภาระให้ประชาชนในพื้นที่อื่นต้องมาเผชิญกับปัญหาเดิม ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เบื้องลึกเส้นสายใหญ่คับจังหวัด

ข้อมูลจากกรรมาธิการชี้ให้เห็นว่ามีหลักฐานเด่นชัดเกี่ยวกับการเรียกรับผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2566 ถึงกระนั้น รัฐบาลกลับเพิ่งจะตื่นตัวในตอนนี้ คำถามที่สังคมอยากรู้ที่สุดคือ ใครกันแน่ที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังและคอยหนุนหลัง “กลุ่มรองซีฟู้ด” ให้คงความยิ่งใหญ่และไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง แม้กระทั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็ยังออกมายอมรับว่าไม่ทราบเรื่อง

  • รัฐบาลต้องจริงใจในการสืบสวนหาตัวผู้บงการ
  • การย้ายตำแหน่งไม่ใช่คำตอบของการปราบปรามมาเฟีย
  • ความโปร่งใสคือสิ่งที่ประชาชนต้องการคำตอบ

ในสัปดาห์นี้ คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ จะเดินหน้าเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย หรือแม้แต่ กกต. เข้าชี้แจงถึงกรณีการแทรกแซงเจ้าหน้าที่รัฐ นี่ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะพิสูจน์ว่ารัฐบาลชุดนี้เอาจริงกับการปราบปรามการทุจริตหรือไม่ ไม่ใช่แค่การเล่นเกมย้ายคนไปมาเพื่อลดกระแสสังคมเพียงชั่วคราว

ท้ายที่สุดนี้ สังคมไทยคงไม่ยอมรับวัฒนธรรม “เวียนเด้ง” 77 จังหวัดอีกต่อไป หากรัฐบาลไม่สามารถตอบคำถามได้ว่าความมั่งคั่งของกลุ่มอิทธิพลเหล่านี้มีที่มาอย่างไร และใครคือผู้อยู่เบื้องหลังที่คอยให้ท้าย การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุแบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการปล่อยให้โรคร้ายกัดกินระบบราชการไทยต่อไปเรื่อยๆ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐบาลจะต้อง “ผ่าตัด” ใหญ่ ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวผู้เล่นในสนามเดิม

ที่มา – “ลิซ่า” จี้รัฐบาลเลิกวัฒนธรรมหนีปัญหา ชี้คดี “รองซีฟู้ดภูเก็ต” เส้นใหญ่รับส่วยตั้งแต่ปี 66

ชัชชาติยันไร้ระบบอากง ไม่มีการซื้อขายตำแหน่งใดๆ

ชัชชาติยันไร้ระบบอากง ไม่มีการซื้อขายตำแหน่งใดๆ

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในปีนี้ เมื่ออดีตผู้ว่าฯ อย่าง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ออกมาเปิดใจเคลียร์ชัดถึงกระแสข่าวลือเรื่อง “ชัชชาติยันไร้ระบบอากง ไม่มีการซื้อขายตำแหน่งใดๆ” ที่กำลังถูกพูดถึงในแวดวงการเมือง โดยยืนยันว่าทุกการแต่งตั้งโยกย้ายบุคลากรในกรุงเทพมหานครนั้น ยึดถือความสามารถและผลงานเป็นหลักเสมอมา

นายชัชชาติระบุว่า ตนไม่เคยรู้จักหรือมีกลไกที่เรียกว่า “ระบบอากง” ตามที่ถูกกล่าวหา ส่วนชื่อเรียกดังกล่าวอาจเป็นการสร้างสีสันทางการเมืองให้ดูน่าสนใจเกินจริงเท่านั้น ในมุมมองของทีมงานกรุงเทพมหานคร การบริหารงานเป็นไปอย่างโปร่งใส และหากใครมีหลักฐานหรือข้อมูลเกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากล ก็พร้อมที่จะเปิดกว้างสำหรับการตรวจสอบทุกเมื่อ

เปิดใจประเด็นร้อนระบบอากงกับการเมือง

นอกจากประเด็น ชัชชาติยันไร้ระบบอากง ไม่มีการซื้อขายตำแหน่งใดๆ แล้ว นายชัชชาติยังได้กล่าวขอบคุณนายจิรายุที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ เพราะมองว่าการตรวจสอบเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย ยิ่งมีการจับผิดหรือติเตียน ยิ่งทำให้เห็นชัดเจนว่าการทำงานของตนไม่ได้มีความเกี่ยวข้องหรือได้รับอิทธิพลจากพรรคการเมืองอย่างเพื่อไทยตามที่หลายคนกังวลเลยแม้แต่น้อย

ในส่วนของประเด็นการซื้อขายตำแหน่งที่มีการแอบอ้างว่ามีการจ่ายเงินเพื่อแลกเก้าอี้ นายชัชชาติยืนยันหนักแน่นว่า:

  • ไม่มีนโยบายการซื้อขายตำแหน่งในทุกระดับชั้น
  • การคัดเลือกคนเน้นความรู้ความสามารถเพื่อประโยชน์ของประชาชน
  • หากพบการกระทำทุจริตพร้อมดำเนินการทางวินัยขั้นสูงสุด

ชัชชาติยันไร้ระบบอากง ไม่มีการซื้อขายตำแหน่งใดๆ และพร้อมเป็นต้นแบบของการบริหารที่ยึดหลักธรรมาภิบาล สำหรับข้อสงสัยเรื่องความสัมพันธ์กับพรรคการเมืองอื่น นายชัชชาติก็ได้ย้ำชัดเจนว่าตนยังคงเป็นผู้สมัครอิสระที่เน้นความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อพัฒนาเมืองให้ดีขึ้น โดยไม่ได้ยึดติดกับสีเสื้อหรือสังกัดพรรคใดเป็นหลัก

กล่าวโดยสรุป การออกมาตั้งโต๊ะแถลงของชัชชาติในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการปฏิเสธข้อกล่าวหา แต่เป็นการยืนยันถึงจุดยืนในการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ท่ามกลางกระแสการเมืองที่เข้มข้นขึ้นทุกขณะ สิ่งสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่การตอบโต้ด้วยคารม แต่คือการพิสูจน์ด้วยผลงานที่ผ่านมาและผลงานในอนาคตที่ประชาชนจะได้รับ ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของนักการเมืองที่พร้อมรับการตรวจสอบอย่างโปร่งใส ความเชื่อมั่นของชาวกรุงจึงเป็นสิ่งสำคัญเหนืออื่นใดในการตัดสินใจผ่านคูหาเลือกตั้งในครั้งนี้

ที่มา – “ชัชชาติ” ยันไร้ระบบอากง ไม่มีซื้อขายตำแหน่ง ขอบคุณ “จิรายุ” ออกมาด่ายิ่งตอกย้ำไม่เกี่ยวเพื่อไทย

พรรคประชาชนค้าน ซื้อคืนรถไฟฟ้าแสนล้าน!

“พรรคประชาชน” คัดค้าน รัฐบาลเร่งเปิดดีลแสนล้านซื้อคืนรถไฟฟ้า ห่วงอาจมีวาระซ่อนเร้นเรื่องผลประโยชน์ แนะรอรัฐบาลหลังเลือกตั้งเป็นผู้ตัดสิน

วันที่ 11 ธันวาคม 2568 ที่รัฐสภา สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงกรณีกระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้อนุมัติหลักการซื้อคืนรถไฟฟ้าจากภาคเอกชน จำนวน 4 สาย ประกอบด้วย สายสีเขียว สายสีชมพู สายสีเหลือง และสายสีน้ำเงิน มูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท เพื่อโอนกิจการให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) บริหารจัดการรายเดียว โดยสุรเชษฐ์ตั้งข้อสังเกตว่าการที่รัฐบาลชั่วคราวเร่งผลักดันเรื่องนี้ทั้งที่เป็นเรื่องใหญ่และผูกพันงบประมาณมหาศาล อาจมีวาระซ่อนเร้นเรื่องผลประโยชน์ที่จะนำไปใช้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปหรือไม่

กังวล 2 เหตุผลหลัก

สุรเชษฐ์กล่าวว่า พรรคประชาชนจับตาเรื่องนี้ด้วยความกังวลจาก 2 เหตุผลหลัก

(1) ดีลแสนล้านนี้เอื้อนายทุนใหญ่รถไฟฟ้าหรือไม่ เนื่องจากปัจจุบันสัญญาสัมปทานเป็นลักษณะ PPP Net Cost กล่าวคือเอกชนได้รับสิทธิในการลงทุน ระบบเดินรถและให้บริการเดินรถ พร้อมทั้งเป็นผู้จัดเก็บรายได้ โดยเอกชน “ต้อง” รับความเสี่ยงเรื่องจำนวนผู้โดยสารเอง ซึ่งที่ผ่านมารถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สีเหลือง และสีชมพู ขาดทุนเพราะผู้โดยสารน้อยกว่าที่คาดการณ์ เอกชนจึงอยากขายคืนรัฐอยู่แล้ว เพื่อให้รัฐรับภาระความผิดพลาดจากการคาดการณ์จำนวนผู้โดยสารสูงเกินจริงแทน ขณะที่สายสีเขียว สัญญาสัมปทานจะหมดในปี 2572 และมีปัญหาคดีความอยู่ที่ ป.ป.ช. ดังนั้น การที่รัฐซื้อคืนรถไฟฟ้านอกจากจะส่อไปในทางเอื้อประโยชน์เรื่องราคาที่เหมาะสมแล้ว อาจเป็นการ “ฟอกขาว” แทนที่จะเอาคนผิดมาลงโทษ

(2) อย่าจับ “ตั๋วร่วม” เป็นตัวประกัน รัฐบาลอ้างความจำเป็นในการรวมศูนย์การบริหารจัดการระบบรถไฟฟ้าแบบองค์รวม (Single Ownership) ว่าก็เพื่อทำระบบตั๋วร่วม (Common Ticket) แต่ความจริงแล้วรัฐไม่จำเป็นต้องซื้อคืนรถไฟฟ้าก็ทำระบบตั๋วร่วมได้ทันที เพราะปัจจุบันมี พ.ร.บ.ตั๋วร่วม ที่ผ่านสภาไปแล้ว รัฐบาลควรเดินตามแนวทางกฎหมายดังกล่าวและเร่งทำกฎหมายลูกออกมาเพื่อทำให้ตั๋วร่วมเกิดขึ้นจริงโดยรถไฟฟ้าทุกสายต้องเข้าร่วม

ทั้งนี้หลักการ Single Ownership ไม่ได้เป็นเรื่องผิด แต่ไม่ควรทำด้วยการซื้อคืนรถไฟฟ้า เพราะเป็นการเปิดช่องให้นายทุนใหญ่รถไฟฟ้าเจรจากับนักการเมืองเพื่อเปลี่ยนสัญญารัฐและหากินจากราคาส่วนต่าง คำถามสำคัญที่รัฐบาลต้องตอบหากยืนยันจะเดินหน้าเรื่องนี้คือรัฐบาลจะซื้อคืนที่ราคาเท่าไหร่ ทำไมไม่ทำตามสัญญาที่เซ็นกันไปแล้ว และดีลใหม่ให้ผลประโยชน์แก่เอกชนอย่างไรบ้าง เพราะหากผลประโยชน์ไม่ดีขึ้น มีหรือที่เอกชนจะยอมเซ็น

“หน้าที่ของรัฐบาลคือต้องทำตามสัญญาที่เซ็นกันไปแล้ว ไม่ใช่หาข้ออ้าง เล็งแต่การหาผลประโยชน์เพิ่มจากการเจรจาแก้ไขสัญญาสัมปทาน และเมื่อหมดสัญญาสัมปทานแล้ว ควรเอากลับคืนมาเป็นของรัฐ ไม่ใช่หาเรื่องขยายสัมปทานไปเรื่อย ๆ แบบกรณีสัมปทานทางด่วน”

นายสุรเชษฐ์กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรัฐบาลชั่วคราว ไม่ควรฟันธงเพื่อนับหนึ่งในการซื้อคืนรถไฟฟ้า แต่ควรกางตัวเลขออกสู่สาธารณะเพื่อให้แต่ละพรรคช่วยกันคิดหาทางออก รอให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งที่มีความชอบธรรมเป็นผู้ตัดสินใจ โดยในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง ควรให้เรื่องนี้เป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียง ให้แต่ละพรรคเสนอทางออก แล้วมาถกเถียงกันผ่านเวทีดีเบต ประชาชนจะได้เห็นว่าใครทำเพื่อประชาชนและใครทำเพื่อนายทุน กำหนดกรอบในการถกเถียงอย่างสร้างสรรค์

เช่น แต่ละพรรคจะแก้ปัญหาระบบขนส่งสาธารณะอย่างไร หากจะซื้อคืนรถไฟฟ้าจริงต้องใช้เงินเท่าไหร่ เงินมาจากไหน ทำอย่างไรไม่ให้ต้องเอาเงินจากลูกหลานในอนาคตมาเอื้อประโยชน์ให้นายทุนใหญ่ในปัจจุบัน แล้วให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจผ่านคูหาเลือกตั้ง

พรรคประชาชนค้าน รัฐบาลเร่งเปิดดีลแสนล้านซื้อคืนรถไฟฟ้า

ทำไมพรรคประชาชนถึงคัดค้านการซื้อคืนรถไฟฟ้า?

พรรคประชาชนแสดงความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับการเร่งรัดดีลซื้อคืนรถไฟฟ้ามูลค่าแสนล้านบาท โดยชี้ให้เห็นถึงความโปร่งใสและความเป็นธรรมในการดำเนินการครั้งนี้ พรรคประชาชนมองว่าการที่รัฐบาลรักษาการผลักดันโครงการขนาดใหญ่มหาศาลนี้อาจมีวาระซ่อนเร้นและผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจส่งผลเสียต่อประชาชนในระยะยาว

นอกจากนี้ พรรคยังตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการซื้อคืนรถไฟฟ้าเพื่อทำระบบตั๋วร่วม โดยเสนอว่ารัฐบาลสามารถดำเนินการตาม พ.ร.บ.ตั๋วร่วมที่มีอยู่ได้ทันทีโดยไม่ต้องซื้อคืนรถไฟฟ้า

สิ่งที่ควรพิจารณาคือ ผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชนควรมาเป็นอันดับแรก การตัดสินใจที่รอบคอบและเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการจัดการโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้

ที่มา – “พรรคประชาชน” คัดค้าน รัฐบาลเร่งเปิดดีลแสนล้านซื้อคืนรถไฟฟ้า แนะรอรัฐบาลหลังเลือกตั้งเป็นผู้ตัดสิน

Scroll to top