ผู้พิการ

นายกฯ สั่งเร่งช่วยประชาชนลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้พิการ-ผู้ป่วย มอบอำนาจได้

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวดีมาฝากสำหรับใครที่กำลังรอคอยความชัดเจนเกี่ยวกับโครงการดีๆ อย่างบัตรสวัสดิการแห่งรัฐครับ ล่าสุดท่านนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนให้มากที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่อาจจะติดขัดในขั้นตอนการยืนยันตัวตน

นายกฯ สั่งเร่งช่วยประชาชนลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้พิการ-ผู้ป่วย มอบอำนาจได้

การยืนยันตัวตน (e-KYC) เป็นขั้นตอนสำคัญที่ผู้ผ่านเกณฑ์ทุกคนต้องทำ เพื่อรับสิทธิจากรัฐบาลตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 โดยเราสามารถทำได้ทั้งผ่านแอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ หรือเดินทางไปที่ธนาคารรัฐทั้ง 5 แห่ง ได้แก่ กรุงไทย, ออมสิน, ธ.ก.ส., ธอส. และอิสลามแห่งประเทศไทย ตั้งแต่วันนี้ยาวไปจนถึง 12 มกราคม 2570 เลยครับ

วิธีมอบอำนาจสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง

สำหรับประเด็นสำคัญที่ท่านนายกฯ เน้นย้ำคือ นายกฯ สั่งเร่งช่วยประชาชนลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้พิการ-ผู้ป่วย มอบอำนาจได้ เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีใครตกหล่น โดยกรณีที่เป็นผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้พิการที่ไม่สะดวกเดินทางมาเอง สามารถให้ญาติหรือผู้รับมอบอำนาจดำเนินการแทนได้ที่ธนาคารรัฐทั้ง 5 แห่งเท่านั้น โดยขอให้เตรียมเอกสาร ดังนี้:

  • หนังสือมอบอำนาจ (ดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์โครงการฯ)
  • บัตรประชาชนตัวจริงพร้อมสำเนาของผู้มอบและผู้รับมอบอำนาจ
  • สำเนาบัตรประจำตัวคนพิการ หรือใบรับรองแพทย์ (ถ้ามี)

รัฐบาลต้องการให้เจ้าหน้าที่ทุกคนดูแลประชาชนเหมือนคนในครอบครัว ใครที่กังวลว่าจะทำไม่ถูก หรือกลัวติดขัดเรื่องขั้นตอน ขอให้สบายใจได้เลยครับ เพราะท่านนายกฯ ได้กำชับว่าห้ามปล่อยให้ประชาชนต้องเคว้งคว้าง ทั้งนี้ การที่ นายกฯ สั่งเร่งช่วยประชาชนลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้พิการ-ผู้ป่วย มอบอำนาจได้ ถือเป็นความใส่ใจที่ต้องการให้ทุกคนได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียมกันครับ

หากใครมีข้อสงสัยเพิ่มเติม อย่าลืมติดตามข้อมูลจากช่องทางหลักของกระทรวงการคลัง หรือโทรสอบถามศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์โดยตรงนะครับ หวังว่าทุกคนจะได้รับสิทธิกันครบถ้วน อย่าลืมเช็กเอกสารให้พร้อมก่อนเดินทางไปธนาคารนะครับ

ที่มา – นายกฯ สั่งเร่งช่วยประชาชนลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้พิการ-ผู้ป่วย มอบอำนาจได้

พรรคประชาชนจี้รัฐ รักษาสิทธิคนจนระหว่างรออุทธรณ์

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อพรรคประชาชน ส่งจดหมายถึงนายกฯให้รักษาสิทธิคนจนระหว่างรออุทธรณ์ ซัดระบบฐานข้อมูลภาครัฐมีปัญหา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการออกแบบนโยบายสวัสดิการที่ขาดความเข้าใจในชีวิตจริงของพี่น้องประชาชนผู้มีรายได้น้อย

พรรคประชาชน ส่งจดหมายถึงนายกฯให้รักษาสิทธิคนจนระหว่างรออุทธรณ์ ซัดระบบฐานข้อมูลภาครัฐมีปัญหา

เหตุการณ์ที่ประชาชนจำนวนมากต้องเดินทางไปพิสูจน์สิทธิ์ทั้งที่ตนเองไม่ได้มีทรัพย์สินตามที่รัฐกล่าวอ้าง เช่น กรณีทะเบียนรถยนต์ที่ไม่เป็นความจริง เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าระบบการคัดกรองแบบแข็งกระด้างกำลังซ้ำเติมคนจน การที่พรรคประชาชน ส่งจดหมายถึงนายกฯให้รักษาสิทธิคนจนระหว่างรออุทธรณ์ ซัดระบบฐานข้อมูลภาครัฐมีปัญหา จึงเป็นการส่งเสียงแทนผู้ได้รับผลกระทบที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม

ข้อเสนอเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาคนจนตกหล่น

ทางพรรคได้เสนอแนวทางเชิงรูปธรรมเพื่อให้รัฐบาลนำไปปรับใช้ทันที ดังนี้:

  • การรักษาสิทธิระหว่างรออุทธรณ์: รัฐต้องไม่ตัดสิทธิเดิมทันทีจนกว่ากระบวนการตรวจสอบจะสิ้นสุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนรายวัน
  • การเยียวยาค่าใช้จ่าย: หากความผิดพลาดมาจากฐานข้อมูลภาครัฐ รัฐต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการยื่นเรื่องทั้งหมด
  • ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service): เลิกให้ประชาชนวิ่งวุ่นหลายหน่วยงาน แต่ควรทำระบบอุทธรณ์ที่เสร็จสิ้นในจุดเดียว

นอกจากนี้ ยังมีการเสนอให้เปลี่ยนเกณฑ์คัดกรองจากแบบ “ใช่ หรือ ไม่ใช่” มาเป็น “สเกลความยืดหยุ่น” ที่คำนึงถึงบริบทความเป็นอยู่จริง มากกว่าการใช้ตัวเลขเพียงอย่างเดียว การที่พรรคประชาชน ส่งจดหมายถึงนายกฯให้รักษาสิทธิคนจนระหว่างรออุทธรณ์ ซัดระบบฐานข้อมูลภาครัฐมีปัญหา ยังได้เสนอให้เปลี่ยนภาระการพิสูจน์สิทธิ์ โดยย้ำว่า “ให้รัฐพิสูจน์ความรวย แทนการให้คนจนพิสูจน์ความจน” เพราะรัฐมีฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกันได้อยู่แล้ว ไม่ควรผลักภาระให้ผู้เปราะบางต้องแบกรับ

ในท้ายที่สุด สวัสดิการไม่ใช่ของขวัญที่รัฐหยิบยื่นให้ด้วยความเมตตา แต่คือสิทธิพื้นฐานที่ประชาชนควรได้รับ การบริหารงานที่ทอดทิ้งคนตัวเล็กตัวน้อยคือสัญญาณว่าโครงสร้างนโยบายต้องได้รับการยกเครื่องใหม่ทั้งหมด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อสังคมอย่างแท้จริง

ที่มา – พรรคประชาชน ส่งจดหมายถึงนายกฯให้รักษาสิทธิคนจนระหว่างรออุทธรณ์ ซัดระบบฐานข้อมูลภาครัฐมีปัญหา

พม. CARE ให้ประชาชนยื่นขอเงินสงเคราะห์ผ่านมือถือได้ง่ายๆ

พม. CARE ให้ประชาชนยื่นขอเงินสงเคราะห์ผ่านมือถือได้ง่ายๆ

ข่าวดีสำหรับพี่น้องประชาชนทุกคน! กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม. ได้ประกาศยกระดับบริการสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการเปิดตัวระบบ พม. CARE ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถยื่นคำขอรับเงินสวัสดิการและเงินสงเคราะห์ต่างๆ ได้ด้วยตนเองผ่านทางสมาร์ทโฟน ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน ก็สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ของรัฐได้เพียงไม่กี่คลิก

ทำไมต้องใช้งาน พม. CARE?

ระบบ พม. CARE ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าและเพิ่มความสะดวกสบายให้กับกลุ่มเปราะบาง รวมถึงประชาชนทั่วไปที่ต้องการขอรับความช่วยเหลือ โดยระบบนี้มีการเชื่อมโยงข้อมูลกับแอปพลิเคชันภาครัฐอย่าง ThaiD และทางรัฐ ทำให้การยืนยันตัวตนและการตรวจสอบสิทธิ์เป็นไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ช่วยลดความซ้ำซ้อนและทำให้การจ่ายเงินสงเคราะห์ถึงมือผู้ที่เดือดร้อนได้อย่างทันท่วงที

สำหรับประเภทเงินสงเคราะห์ที่คุณสามารถยื่นผ่านระบบนี้ได้ มีทั้งหมด 6 ประเภทหลัก ดังนี้:

  • เงินอุดหนุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคมกรณีฉุกเฉิน
  • เงินสงเคราะห์เด็กในครอบครัวยากจน
  • เงินอุดหนุนเงินสงเคราะห์ครอบครัว
  • เงินสงเคราะห์และฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ
  • เงินอุดหนุนเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง
  • เงินสงเคราะห์ผู้สูงอายุในภาวะยากลำบาก

นอกจากนี้ แนวคิดของ พม. CARE ยังยึดหลัก C-A-R-E อย่างชัดเจน ได้แก่ การดูแลใส่ใจ (Care), การเข้าถึงบริการที่เท่าเทียม (Access), การตอบสนองที่รวดเร็ว (Response) และการยกระดับบริการผ่านระบบดิจิทัล (e-Service) เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างแน่นอน

หากใครกังวลว่าไม่มีทักษะในการใช้มือถือ หรืออยู่ในพื้นที่ห่างไกล ทางกระทรวงฯ ได้เตรียมทีมเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ไว้คอยดูแลและให้คำแนะนำถึงบ้าน เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนจะได้รับสิทธิประโยชน์อย่างทั่วถึง และนี่ถือเป็นก้าวสำคัญของ พม. ในการปรับโฉมบริการภาครัฐให้เป็นมิตรและใกล้ชิดกับประชาชนมากขึ้น หวังว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะช่วยให้ชีวิตของทุกคนง่ายขึ้นและมีความมั่นคงในชีวิตมากขึ้นครับ

ที่มา – พม. เปิดตัว “พม. CARE” ให้ประชาชนยื่นขอเงินสงเคราะห์ต่างๆ ผ่านมือถือสมาร์ทโฟน

“วัชระพล” ดีเดย์ 30 วันล้างสต๊อกนมค้างระบบ

ปัญหานมล้นตลาดกำลังเป็นประเด็นร้อนที่กระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทั่วประเทศ ล่าสุด “วัชระพล” ดีเดย์ 30 วันล้างสต๊อกนมค้างระบบ เล็งชง ครม. ขยายโควตาเด็กมัธยม 3 เพื่อแก้ไขสถานการณ์อย่างเร่งด่วน โดยนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการจัดสรรสิทธินมโรงเรียน ร่วมกับชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569

“วัชระพล” ดีเดย์ 30 วันล้างสต๊อกนมค้างระบบ เล็งชง ครม. ขยายโควตาเด็กมัธยม 3

การประชุมครั้งนี้มุ่งแก้ปัญหาหลัก 2 ประการ ได้แก่ ความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรโควตานมโรงเรียน และปัญหาสต๊อกนมค้างในระบบจำนวนมาก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม นายวัชระพล ระบุชัดเจนถึงมาตรการเร่งด่วน โดยจะจัดทำเอกสารเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขยายเพดานการบริโภคนมโรงเรียนไปจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณการใช้นมในระบบ และบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรได้ทันที

เป้าหมายสำคัญคือภายใน 30 วัน ต้องเห็นผลความคืบหน้าที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่นโยบาย แต่ต้องลงมือปฏิบัติจริง นอกจากนี้ ยังมีแผนจัดการสต๊อกนมค้าง โดยดึงพันธมิตรจากภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน มาร่วมรับซื้อนม เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ซึ่งจะช่วยกระจายสินค้าให้ทั่วถึง และลดภาระสต๊อกที่ค้างอยู่ออกไป

ประโยชน์จากการขยายโควตานมโรงเรียนถึง ม.3

การขยายโควตานมโรงเรียนถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 จะไม่เพียงช่วยระบายนมล้นตลาด แต่ยังส่งเสริมสุขภาพเด็กนักเรียนในวัยที่กำลังเจริญเติบโต โดยนมเป็นแหล่งโภชนาการสำคัญที่มีแคลเซียม โปรตีน และวิตามินที่จำเป็น ช่วยพัฒนาสมองและกระดูกให้แข็งแรง นโยบายนี้ยังสนับสนุนเกษตรกรไทยให้มีตลาดที่มั่นคง ลดความเสี่ยงจากการผลิตนมที่ล้นตลาด ซึ่งในอดีตเคยเกิดปัญหาคล้ายกันหลายครั้ง

  • เพิ่มปริมาณการใช้นมในระบบการศึกษา
  • ช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมโดยตรง
  • ปรับปรุงหลักเกณฑ์จัดสรรให้เป็นธรรมมากขึ้น
  • เจรจากับหน่วยงานรัฐและเอกชนเพื่อรับซื้อสต๊อก

นายวัชระพล ยังรับปากว่าจะปรับปรุงหลักเกณฑ์การจัดสรรสิทธิให้ครอบคลุมและเป็นธรรมกับสหกรณ์ทุกแห่ง โดยปัญหาความไม่เท่าเทียมในการจัดสรรโควตาในอดีต ทำให้สหกรณ์บางแห่งได้รับผลกระทบหนัก การแก้ไขครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญที่คาดว่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเกษตร

นอกจากนี้ การล้างสต๊อกนมภายใน 30 วัน ยังรวมถึงการเร่งเจรจากับกองทุนต่างๆ เพื่อนำนมไปใช้ในโครงการสวัสดิการสังคม ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีเงินหมุนเวียนเร็วขึ้น ลดภาระดอกเบี้ยและต้นทุนการเก็บรักษา “เรื่องสต๊อกนมที่ค้างอยู่จำนวนมาก ผมตั้งเป้า 30 วันต้องเห็นผล เรากำลังเดินหน้าเจรจาหลายหน่วยงานควบคู่กันแบบเร่งด่วน เพื่อช่วยแก้ปัญหาให้เกษตรกรเร็วที่สุด” นายวัชระพล กล่าว

นโยบายนี้ไม่เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังวางรากฐานระยะยาวให้อุตสาหกรรมนมไทยเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเกษตรกรจะได้รับการสนับสนุนด้านตลาดและราคาที่มั่นคงมากขึ้น หากสำเร็จ จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้หน่วยงานรัฐอื่นๆ นำไปปรับใช้

ติดตามความคืบหน้าของนโยบาย “วัชระพล” ดีเดย์ 30 วันล้างสต๊อกนมค้างระบบ เล็งชง ครม. ขยายโควตาเด็กมัธยม 3 ได้ที่นี่ เพื่อไม่พลาดข่าวสารล่าสุดที่ช่วยเหลือเกษตรกรไทย

ที่มา – “วัชระพล” ดีเดย์ 30 วันล้างสต๊อกนมค้างระบบ เล็งชง ครม. ขยายโควตาเด็กมัธยม 3

“เพ็ญภัค” ชี้ไทยเผชิญสังคมสูงวัย-เด็กหลุดระบบ

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายทางสังคมที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะปัญหา“เพ็ญภัค” ชี้ไทยเผชิญสังคมสูงวัย-เด็กหลุดระบบ ที่ น.ส.เพ็ญภัค รัตนคำฟู ส.ส.ลำปาง พรรคกล้าธรรม ได้ออกมาเตือนอย่างจริงจังในวันที่ 14 เมษายน 2567 เธอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมทั้งหมด เพื่อแก้ไขช่องโหว่ที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ เด็กหลุดระบบ และประชาชนเปราะบางที่ยังเข้าไม่ถึงความช่วยเหลือ

“เพ็ญภัค” ชี้ไทยเผชิญสังคมสูงวัย-เด็กหลุดระบบ

จากประสบการณ์ในพื้นที่ลำปางและทั่วประเทศ น.ส.เพ็ญภัค เน้นย้ำว่า ไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบอย่างรวดเร็ว แต่โครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อมรองรับ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ การดูแลระยะยาว หรือรายได้หลังเกษียณ ปัจจุบันมีผู้สูงอายุกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด และตัวเลขนี้น่าจะพุ่งสูงขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หากไม่มีการเตรียมการ จะเกิดวิกฤตใหญ่แน่นอน

ปัญหาสังคมสูงวัยที่เพ็ญภัคชี้ให้เห็น

ระบบสวัสดิการผู้สูงอายุในไทยยังขาดความครบวงจร ไม่มีการส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกันที่เพียงพอ สุขภาพจิตถูกละเลย และการดูแลแบบประคับประคองในชุมชนก็ยังไม่ทั่วถึง น.ส.เพ็ญภัค เสนอให้พัฒนาระบบดูแลระยะยาวที่ชุมชนเป็นฐาน เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตดี สามารถอยู่กับครอบครัวได้นานขึ้น แทนที่จะต้องพึ่งพาโรงพยาบาลหรือบ้านพักคนชราที่มีจำนวนจำกัด

เด็กหลุดระบบการศึกษา สัญญาณเตือนอนาคตชาติ

อีกปัญหาใหญ่ที่“เพ็ญภัค” ชี้ไทยเผชิญสังคมสูงวัย-เด็กหลุดระบบ คือ เด็กและเยาวชนนับแสนคนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา สาเหตุหลักมาจากความยากจน ความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและ鄉村 รวมถึงการขาดระบบช่วยเหลือกลุ่มเสี่ยง สถิติจากกระทรวงศึกษาฯ ชี้ว่ามีเด็กหลุดระบบกว่า 300,000 คนต่อปี ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกำลังแรงงานในอนาคต ทำให้ประเทศขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะ ส.ส.เพ็ญภัค จึงจี้ให้ปฏิรูปกฎหมายการศึกษา สร้างความเสมอภาค ลดช่องว่างระหว่างพื้นที่ และพัฒนาโปรแกรมช่วยเหลือเด็กเสี่ยงอย่างเร่งด่วน

กลุ่มเปราะบางตกหล่นจากสวัสดิการ

นอกจากนี้ ประชาชนกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้พิการ ผู้มีรายได้น้อย และครัวเรือนยากลำบาก ยังจำนวนมากที่เข้าไม่ถึงสวัสดิการ เนื่องจากฐานข้อมูลรัฐยังไม่เชื่อมโยง โปร่งใส และมีประสิทธิภาพไม่พอ ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำรุนแรง น.ส.เพ็ญภัค ชี้ว่าต้องสร้างระบบข้อมูลกลางที่เชื่อมทุกหน่วยงาน เพื่อให้ความช่วยเหลือตรงจุดและทั่วถึงทุกคน

ข้อเสนอปฏิรูปสวัสดิการจาก “เพ็ญภัค”

เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ ส.ส.เพ็ญภัค มีข้อเสนอชัดเจน ดังนี้

  • กระจายอำนาจสวัสดิการให้ท้องถิ่น จัดการให้เหมาะกับบริบทแต่ละพื้นที่
  • ส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากชุมชน ภาคประชาสังคม ในการออกแบบนโยบาย
  • สร้างระบบสวัสดิการครบวงจรสำหรับผู้สูงอายุ ตั้งแต่ป้องกันจนถึงดูแลระยะยาว
  • ปฏิรูปการศึกษา ลดเด็กหลุดระบบด้วยงบประมาณและกฎหมายใหม่
  • พัฒนาฐานข้อมูลกลาง แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ

การปฏิรูปเหล่านี้ไม่ใช่แค่เยียวยาเฉพาะหน้า แต่เป็นการสร้างระบบที่ยั่งยืน ให้คนไทยทุกวัยเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียม ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ในมุมมองของผู้เขียน ข้อเสนอของ“เพ็ญภัค” ชี้ไทยเผชิญสังคมสูงวัย-เด็กหลุดระบบ นี้เป็น roadmap ที่ชาญฉลาด หากรัฐบาลนำไปปฏิบัติจริง จะช่วยพลิกโฉมสังคมไทยได้ ลองคิดดูสิ ถ้าเราไม่ทำตอนนี้ อนาคตจะยิ่งลำบาก คุณล่ะ คิดเห็นอย่างไรกับปัญหาเหล่านี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกันเถอะ!

ที่มา – “เพ็ญภัค” ชี้ไทยเผชิญสังคมสูงวัย-เด็กหลุดระบบ จี้รัฐบาลปฏิรูปสวัสดิการทั้งระบบ อุดช่องเหลื่อมล้ำ

กสทช. ตั้งเงื่อนไข AIS-True ออกแพ็กเกจพิเศษ

“กสทช.” กำหนดเงื่อนไขให้ AIS และ True ต้องออกแพ็กเกจราคาพิเศษ ลดราคาอย่างน้อย 30% สำหรับผู้พิการ ผู้มีรายได้น้อย และผู้สูงอายุ เพื่อให้เข้าถึงบริการและอินเทอร์เน็ตในราคาประหยัด เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสังคมและลดความเหลื่อมล้ำ

สืบเนื่องจากการประมูลคลื่นความถี่ที่ผ่านมา สำนักงาน กสทช. มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงบริการโทรคมนาคมขั้นพื้นฐานได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล รวมถึงการคุ้มครองผู้บริโภคในทุกภาคส่วน

กสทช. ตั้งเงื่อนไข AIS-True ออกแพ็กเกจราคาพิเศษ

หนึ่งในมาตรการสำคัญที่สำนักงาน กสทช. กำหนดไว้ในเงื่อนไขการประมูล คือ ผู้ชนะการประมูลจะต้องปฏิบัติตามมาตรการเพื่อสังคมและการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดทำแพ็กเกจราคาพิเศษที่ลดราคาอย่างน้อย 30% จากราคาแพ็กเกจปกติที่มีอยู่ในตลาด เพื่อมอบให้กับกลุ่มผู้เปราะบางทางสังคม ได้แก่ ผู้พิการ ผู้ที่ลงทะเบียนในโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ และผู้สูงอายุ

เป้าหมายหลักของมาตรการนี้คือ เพื่อให้กลุ่มผู้เปราะบางเหล่านี้สามารถเข้าถึงบริการโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้อย่างสะดวกและง่ายดายในราคาที่เอื้อมถึงได้ ทำให้พวกเขาสามารถเชื่อมต่อกับโลกภายนอก เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ และเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเท่าเทียมกับคนอื่น ๆ ในสังคม

ใครบ้างที่สามารถรับสิทธิ์แพ็กเกจพิเศษนี้ได้

สำหรับผู้ที่ต้องการรับสิทธิ์แพ็กเกจราคาพิเศษนี้ มีเงื่อนไขและวิธีการดังนี้:

  • ผู้พิการ: ผู้พิการทุกประเภทสามารถแสดงบัตรประจำตัวคนพิการที่ศูนย์บริการของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทั้งสองเครือข่ายทั่วประเทศ
  • ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ: ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถแสดงบัตรดังกล่าวที่ศูนย์บริการของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทั้งสองเครือข่ายทั่วประเทศ
  • ผู้สูงอายุ: ผู้สูงอายุสามารถแสดงบัตรประจำตัวประชาชนเพื่อขอรับแพ็กเกจราคาพิเศษ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการทั่วประเทศ

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครขอรับแพ็กเกจราคาพิเศษได้ที่ศูนย์บริการของ AIS และ TrueMove H ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป อย่ารอช้า รีบตรวจสอบสิทธิ์และสมัครเพื่อรับสิทธิประโยชน์ดี ๆ ที่ กสทช. ตั้งเงื่อนไข ให้บริการเพื่อสังคม

การที่ กสทช. ตั้งเงื่อนไข ให้ AIS และ True ออกแพ็กเกจราคาพิเศษนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลในสังคมไทย ช่วยให้ผู้ด้อยโอกาสสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและการสื่อสารได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกันสำหรับทุกคน

การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตไม่ใช่แค่ความสะดวกสบายอีกต่อไป แต่เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตและการพัฒนาตนเองในยุคดิจิทัล การที่ กสทช. ตั้งเงื่อนไข ให้เอกชนช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีและควรสนับสนุน

ดังนั้น หากท่านเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติตามที่กล่าวมาข้างต้น หรือรู้จักบุคคลใกล้ชิดที่เข้าข่าย อย่าลืมแจ้งข่าวสารนี้และแนะนำให้พวกเขารีบไปติดต่อขอรับสิทธิ์ เพื่อให้ กสทช. ตั้งเงื่อนไข นี้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สังคมอย่างแท้จริง

ที่มา – กสทช. ตั้งเงื่อนไข AIS-True ออกแพ็คเกจราคาพิเศษ ให้กลุ่มเปราะบาง

Scroll to top