พม่า

ทหารเมียนมาจับกุมนักเคลื่อนไหวมัณฑะเลย์ ต้านเลือกตั้ง

สถานการณ์ในเมียนมายังคงตึงเครียด เมื่อทหารเมียนมาจับกุมนักเคลื่อนไหวมัณฑะเลย์ วัย 24 ปี ซึ่งเป็นแกนนำในการชุมนุมต่อต้านการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น การจับกุมครั้งนี้สร้างความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออกและความปลอดภัยของนักกิจกรรมในประเทศ

ทหารเมียนมาจับกุมนักเคลื่อนไหวมัณฑะเลย์ วัย 24 ปี

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเต็ต เมียต ออง นักกิจกรรมหนุ่ม วัย 24 ปี จากเมืองมัณฑะเลย์ ถูกทหารเมียนมาจับกุมนักเคลื่อนไหวมัณฑะเลย์และควบคุมตัวไว้โดยไม่ให้ติดต่อกับโลกภายนอก การกระทำดังกล่าวสร้างความวิตกอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยเเละสวัสดิภาพของเขา

นายเต็ต เมียต ออง อดีตประธานสหภาพนักศึกษามหาวิทยาลัยยาดานาบน ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม หลังจากที่เขาถูกออกหมายจับและตั้งค่าหัวอันเนื่องมาจากการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลทหาร เครือข่ายฝ่ายต่อต้านออกมาเเถลงว่ามีความเสี่ยงร้ายเเรงเเละเร่งด่วนที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตของเขา

การเคลื่อนไหวก่อนถูกจับกุมของนักเคลื่อนไหวมัณฑะเลย์

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม นายเต็ต เมียต ออง เป็นหนึ่งในเเกนนำนักกิจกรรมชื่อดังหลายคนที่ร่วมจัดการชุมนุมในเมืองมัณฑะเลย์ เพื่อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนักโทษทางการเมือง คว่ำบาตรการเลือกตั้ง เเละยุติการเกณฑ์ทหารโดยใช้กำลัง ในวันเดียวกันนั้น รัฐบาลทหารได้ตั้งข้อหาเขาเเละผู้ร่วมชุมนุมอีก 9 คน ภายใต้กฎหมายคุ้มครองการเลือกตั้ง มาตรา 24 ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการกดขี่ประชาชน มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5-10 ปี

นับตั้งเเต่กฎหมายคุ้มครองการเลือกตั้งมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีผู้ถูกจับกุมเเล้วอย่างน้อย 318 คน ซึ่งรวมถึงบุคคลในวงการบันเทิงเเละภาพยนตร์หลายราย สะท้อนให้เห็นถึงการปราบปรามที่ทวีความรุนเเรงมากขึ้น ท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลทหารในการจัดการเลือกตั้งภายใต้เสียงคัดค้านจากประชาชนจำนวนมาก

การจับกุมทหารเมียนมาจับกุมนักเคลื่อนไหวมัณฑะเลย์ครั้งนี้ เป็นเครื่องตอกย้ำถึงสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงในเมียนมา การปราบปรามผู้เห็นต่าง การจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก และการละเมิดสิทธิมนุษยชนยังคงเป็นปัญหาที่ท้าทายอย่างยิ่งต่อประเทศ

สถานการณ์ในเมียนมายังคงน่ากังวลและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ประชาคมโลกควรให้ความสนใจและหาทางช่วยเหลือประชาชนเมียนมาที่กำลังเผชิญกับความยากลำบาก

ที่มา – ทหารเมียนมาจับกุมนักเคลื่อนไหวมัณฑะเลย์ วัย 24 ปี แกนนำชุมนุมต่อต้านการเลือกตั้ง

เมียนมายัน อองซาน ซูจี ไม่เสียชีวิต จริงหรือ?

รัฐบาลทหารเมียนมาปฏิเสธข่าว “อองซาน ซูจี เสียชีวิต” ยืนยันยังมีชีวิต ท่ามกลางความกังขาจากหลายฝ่าย ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับสถานะของอดีตผู้นำคนนี้เป็นอย่างไร และทำไมข่าวลือเรื่องการเสียชีวิตของเธอจึงแพร่สะพัด?

รัฐบาลทหารเมียนมาปฏิเสธข่าว “อองซาน ซูจี เสียชีวิต”

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 รัฐบาลทหารเมียนมาได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข่าวลือเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนางอองซาน ซูจี อดีตผู้นำรัฐบาลพลเรือนและเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ โดยยืนยันว่าเธอยังมีชีวิตอยู่และมีสุขภาพดี อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์นี้ไม่ได้แสดงหลักฐานใดๆ มายืนยันคำกล่าวอ้างดังกล่าว

การออกมาปฏิเสธข่าว “อองซาน ซูจี เสียชีวิต” เกิดขึ้นหลังจากที่นายคิม แอริส บุตรชายของนางซูจี ได้ออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของมารดา เนื่องจากครอบครัวไม่ได้รับการติดต่อหรือพบกับนางซูจีมานานกว่า 2 ปี โดยระบุว่านางซูจีมีปัญหาสุขภาพเรื้อรังหลายประการ และไม่ได้รับอนุญาตให้ติดต่อกับทีมกฎหมายหรือสมาชิกในครอบครัวเลย

องค์กรสิทธิมนุษยชนและฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารต่างตั้งข้อสงสัยว่า หากนางซูจียังมีสุขภาพดีจริง รัฐบาลควรอนุญาตให้ครอบครัวหรือบุคคลที่น่าเชื่อถือเข้าพบเพื่อคลายความกังวลของประชาชน

นายอู ตุน เมียะ แกนนำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ไม่มีหลักฐานที่ตรวจสอบได้เกี่ยวกับสถานที่ควบคุมตัวหรือสภาพความเป็นอยู่ของนางซูจี และกล่าวหาว่ารัฐบาลทหารพยายามใช้การโฆษณาชวนเชื่อและปล่อยให้ข่าวลือแพร่สะพัด

ภาพล่าสุดที่เผยแพร่ต่อสาธารณชนของนางซูจี คือภาพจากกล้องวงจรปิดเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2565 ระหว่างการนำตัวเธอขึ้นศาล ส่วนการพบปะครั้งล่าสุดที่มีการยืนยันคือการพบกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศไทย เมื่อเดือนกรกฎาคม 2566 เป็นเวลาราว 90 นาที

นางอองซาน ซูจี ถูกควบคุมตัวตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 และถูกตัดสินจำคุกรวม 33 ปี จาก 19 ข้อหา ซึ่งนานาชาติมองว่ามีแรงจูงใจทางการเมือง และนับแต่นั้นมา เธอถูกควบคุมตัวโดยตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับข่าวลือ “อองซาน ซูจี เสียชีวิต” จึงยังคงเป็นที่น่าติดตาม

ทำไมข่าวลือเรื่อง อองซาน ซูจี เสียชีวิต ถึงแพร่สะพัด?

การที่ข่าวลือเรื่อง “อองซาน ซูจี เสียชีวิต” แพร่สะพัดอย่างรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลและความไม่ไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลทหารเมียนมา รวมถึงความห่วงใยต่อชะตากรรมของนางอองซาน ซูจี ที่ถูกกักบริเวณและตัดขาดจากโลกภายนอกมาเป็นเวลานาน

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความต้องการข้อมูลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้จากรัฐบาล เพื่อยืนยันสถานะและความเป็นอยู่ของนางซูจีอย่างแท้จริง การขาดข้อมูลและความคลุมเครือทำให้ข่าวลือและการคาดเดาต่างๆ แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในการแสดงออก รวมถึงความจำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความรับผิดชอบในสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับนักโทษการเมืองและความเป็นอยู่ของผู้ที่ถูกควบคุมตัว

แม้รัฐบาลทหารเมียนมาจะออกมาปฏิเสธข่าวลือเรื่องการเสียชีวิตของนางอองซาน ซูจี แต่ความคลางแคลงใจและความกังวลยังคงอยู่ การเปิดเผยข้อมูลที่เป็นจริงและโปร่งใส รวมถึงการอนุญาตให้มีการเข้าพบและตรวจสอบความเป็นอยู่ของนางซูจีเท่านั้น ที่จะสามารถคลายความกังวลและสร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชนได้

ที่มา – รัฐบาลทหารเมียนมาปฏิเสธข่าว “อองซาน ซูจี เสียชีวิต” ย้ำยังมีชีวิต แต่ไร้หลักฐานยืนยัน

UN เตือน! พื้นที่ปลูกฝิ่นในพม่าพุ่งสูงสุดในรอบ 10 ปี

สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) เปิดเผยว่า พื้นที่ปลูกฝิ่นในพม่าขยายตัวถึงกว่า 331,250 ไร่ ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังการยึดอำนาจของรัฐบาลทหารปี 2564 และการปราบปรามยาเสพติดในอัฟกานิสถาน โดยกิจกรรมผิดกฎหมายเหล่านี้เป็นแหล่งทุนสำคัญในการขับเคลื่อนสงครามกลางเมือง

สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ออกคำเตือนว่า การปลูกฝิ่นในประเทศพม่าได้พุ่งสูงทำลายสถิติในรอบทศวรรษ และมีสัญญาณเบื้องต้นว่าเฮโรอีนกำลังถูกลักลอบนำเข้าสู่ตลาดตะวันตก

พม่าซึ่งได้รับผลกระทบจากสงครามอย่างหนัก เป็นแหล่งรวมกิจกรรมตลาดมืดที่หลากหลาย ตั้งแต่การทำเหมืองผิดกฎหมายไปจนถึงการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต และการผลิตยาเสพติดผิดกฎหมาย เช่น ยาบ้าและเฮโรอีน โดยพม่าเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตฝิ่นรายใหญ่ที่สุดของโลกมานาน และได้ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง หลังจากรัฐบาลตาลิบันสั่งปราบปรามการค้าฝิ่นในอัฟกานิสถานเมื่อปี 2022

นักวิเคราะห์ระบุว่า กิจกรรมผิดกฎหมายเหล่านี้เป็นแหล่งรายได้สำคัญที่ใช้ในการสนับสนุนสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นในพม่านับตั้งแต่กองทัพเข้ายึดอำนาจในการรัฐประหารเมื่อปี 2021

รายงานสำรวจฝิ่นประจำปีของ UNODC เปิดเผยว่า ในปีนี้ มีการเพาะปลูกฝิ่นในพม่าบนพื้นที่กว่า 331,250 ไร่ ซึ่งถือเป็น พื้นที่ขนาดใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2015

รายงานระบุว่า หลังการปราบปรามในอัฟกานิสถาน “มีสัญญาณที่ชัดเจนว่า เฮโรอีนที่ลักลอบนำเข้าจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังเข้าสู่ตลาดที่ปกติไม่ได้จัดหาจากภูมิภาคนี้”

UNODC อ้างถึงกรณีการยึดเฮโรอีนต้องสงสัยมีแหล่งกำเนิดจากพม่ารวม 60 กิโลกรัม จากผู้โดยสารสายการบินที่เดินทางจากประเทศไทยไปยังสหภาพยุโรปในช่วงปี 2024 และต้นปี 2025

แม้ว่าขนาดการลักลอบขนส่งจะ “ยังไม่สำคัญมากนัก แต่สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป อาจกระตุ้นให้เกิดการปลูกและผลิตฝิ่นในเมียนมามากขึ้น”

แม้ว่าการปลูกฝิ่นจะแพร่หลายในพม่าก่อนเกิดสงครามกลางเมือง แต่ผู้สังเกตการณ์กล่าวว่า ความขัดแย้งได้กระตุ้นตลาดมืดอย่างรุนแรง ด้วยสาเหตุจากรัฐบาลกลางที่อ่อนแอ โครงสร้างพื้นฐานทางอุตสาหกรรมถูกทำลายจากการสู้รบ และความยากจนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

รายงานของ UNODC ชี้ว่า แม้ความไม่มั่นคงจะเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้เกษตรกรหันมาปลูกฝิ่น แต่ “ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงและสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัยก็ทำให้การดูแลพื้นที่เพาะปลูกเป็นเรื่องยากขึ้น”

ถึงแม้ว่าพื้นที่ปลูกฝิ่นจะขยายตัวขึ้น 17 เปอร์เซ็นต์ จากปี 2024 แต่ผลผลิตในปีนี้ยังคงที่อยู่ที่ประมาณ 1,000 ตัน.

UN เตือน พื้นที่ปลูกฝิ่นในพม่าพุ่งสูงสุดในรอบ 10 ปี

สถานการณ์การปลูกฝิ่นในพม่าที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของภูมิภาค ปัญหาความยากจนและความขัดแย้งภายในประเทศเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกษตรกรหันมาปลูกฝิ่นเพื่อหารายได้

ปัจจัยที่ทำให้พื้นที่ปลูกฝิ่นในพม่าเพิ่มขึ้น

  • ความไม่มั่นคงทางการเมืองและการสู้รบภายในประเทศ
  • ปัญหาความยากจนและการขาดแคลนทางเลือกในการประกอบอาชีพ
  • การปราบปรามการปลูกฝิ่นในอัฟกานิสถาน ซึ่งส่งผลให้พม่ากลายเป็นแหล่งผลิตฝิ่นที่สำคัญ

การแก้ไขปัญหาพื้นที่ปลูกฝิ่นในพม่าพุ่งสูงสุดในรอบ 10 ปี จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ และสร้างทางเลือกในการดำรงชีวิตที่ยั่งยืนให้กับประชาชน

จากรายงานของ UNODC การเพิ่มขึ้นของพื้นที่ปลูกฝิ่นในพม่าพุ่งสูงสุดในรอบ 10 ปี นี้เป็นสัญญาณที่น่ากังวลและต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความมั่นคงและสังคมในระดับภูมิภาคและระดับโลก

การที่พื้นที่ปลูกฝิ่นในพม่าพุ่งสูงสุดในรอบ 10 ปี ทำให้เกิดความท้าทายในการควบคุมยาเสพติดในระดับสากล การลักลอบขนส่งเฮโรอีนจากภูมิภาคนี้ไปยังตลาดโลกเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด และจำเป็นต้องมีการประสานงานระหว่างประเทศในการปราบปราม

ที่มา – UN เตือน พื้นที่ปลูกฝิ่นในพม่าพุ่งสูงสุดในรอบ 10 ปี

เมียนมาปล่อยนักโทษการเมือง ออง ซาน ซูจี ก่อนเลือกตั้ง

การเมียนมาปล่อยนักโทษการเมืองกว่า 200 คน ซึ่งรวมถึงคนใกล้ชิดของนางออง ซาน ซูจี ถือเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงก่อนการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง หลายฝ่ายมองว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนนิรโทษกรรมที่อาจมีเป้าหมายทางการเมืองแอบแฝงอยู่

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เว็บไซต์ข่าวอิรวดีรายงานว่า กองทัพเมียนมาได้ดำเนินการเมียนมาปล่อยนักโทษการเมืองจำนวนหนึ่ง เพื่อเป็นมาตรการนิรโทษกรรมก่อนการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น หนึ่งในบุคคลสำคัญที่ได้รับการปล่อยตัวคือ นายอู จ่อ โต อดีตหัวหน้าคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเป็นผู้ช่วยคนสนิทของนางออง ซาน ซูจี

ก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งวัน ทางการเมียนมาได้ประกาศนิรโทษกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี โดยมีผู้ที่ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายจำกัดเสรีภาพหลังรัฐประหารจำนวน 3,085 คน ได้รับการยกเลิกโทษ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่ามีผู้ได้รับการปล่อยตัวจริงจำนวนเท่าใด เนื่องจากหลายคนอาจมีคดีความอื่น ๆ เพิ่มเติม

แหล่งข่าวจากเรือนจำอินเส่งในนครย่างกุ้งรายงานว่า ในช่วงเช้าของวันเดียวกัน มีผู้ต้องขังราว 200 คนได้รับการปล่อยตัว โดยมีครอบครัวมารอรับด้วยความยินดี ป้ายชื่อ และการโผกอดด้วยน้ำตาแห่งความดีใจที่ได้พบกันอีกครั้ง นายอู จ่อ โต ซึ่งถูกคุมขังตั้งแต่ปี 2564 ได้หลีกเลี่ยงการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองหลังได้รับการปล่อยตัว แต่ยืนยันว่าจะยังคงเข้มแข็งและทำงานร่วมกับนางซูจีต่อไป แม้ว่านางซูจีจะยังคงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำที่กรุงเนปีดอว์

เมียนมาปล่อยนักโทษการเมือง ออง ซาน ซูจี ก่อนเลือกตั้ง

ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนและผู้แทนสหประชาชาติบางรายมองว่า การเลือกตั้งในเมียนมาที่กำลังจะมาถึงเป็นเพียงฉากบังหน้า เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของการปรองดอง โดยไม่มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ากองทัพจะคืนอำนาจให้กับประชาชนอย่างแท้จริง นอกจากนี้ กองทัพยังได้ออกกฎหมายใหม่ที่ลงโทษผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์หรือประท้วงการเลือกตั้งด้วยโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี

ผลกระทบของการเมียนมาปล่อยนักโทษการเมือง

ข้อมูลจากกลุ่มผู้ช่วยเหลือนักโทษการเมืองระบุว่า กองทัพเมียนมายังคงควบคุมตัวผู้เห็นต่างทางการเมืองมากกว่า 22,000 คนทั่วประเทศ แม้ว่าจะมีการปล่อยตัวบางส่วนก่อนการเลือกตั้งก็ตาม สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและความท้าทายในการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยในเมียนมา

  • ผลกระทบต่อการเลือกตั้ง: การปล่อยตัวนักโทษการเมืองอาจส่งผลต่อบรรยากาศการเลือกตั้งและความเชื่อมั่นของประชาชน
  • ภาพลักษณ์ของรัฐบาลทหาร: การนิรโทษกรรมอาจถูกมองว่าเป็นการพยายามปรับปรุงภาพลักษณ์ของรัฐบาลทหารในสายตาของนานาชาติ
  • อนาคตของนางออง ซาน ซูจี: แม้จะมีการปล่อยตัวคนใกล้ชิด แต่สถานการณ์ของนางซูจีเองยังคงไม่แน่นอน

การเมียนมาปล่อยนักโทษการเมืองในครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ซับซ้อน ซึ่งอาจตีความได้หลายแง่มุม ทั้งในแง่ของการปรองดอง การปรับปรุงภาพลักษณ์ หรือการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่อาจไม่เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตยอย่างแท้จริง สิ่งสำคัญคือการจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเรียกร้องให้มีการเคารพสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในการแสดงออกอย่างเต็มที่ในเมียนมา

ที่มา – เมียนมาปล่อยนักโทษการเมืองกว่า 200 คน รวมถึงคนใกล้ชิด “ออง ซาน ซูจี” ตามแผนนิรโทษกรรมก่อนเลือกตั้ง

รัฐบาลทหารพม่าประกาศอภัยโทษกว่า 8,600 คน ก่อนการเลือกตั้ง

สื่อของรัฐบาลพม่ารายงานว่า คณะผู้ปกครองทหารจะอภัยโทษและยกเลิกข้อหาให้แก่บุคคลรวม 8,665 คน ก่อนการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในเดือนธันวาคม ซึ่งถูกประเทศตะวันตกและกลุ่มสิทธิมนุษยชนมองว่าเป็นการ “จัดฉาก” เพื่อรวบอำนาจ โดยยังไม่ชัดเจนว่ามีนักโทษการเมืองรวมอยู่ในการปล่อยตัวครั้งนี้กี่คน

สื่อของรัฐบาลพม่ารายงานว่า คณะผู้ปกครองทหารของพม่าได้มีคำสั่งให้มีการลดหย่อนโทษหรือยกเลิกข้อหาแก่พลเรือนรวมทั้งหมด 8,665 คน เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาสามารถใช้สิทธิ์ในการลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้

คำสั่งดังกล่าวรวมถึงการ ลดหย่อนโทษ ให้แก่ผู้ต้องขัง 3,085 คน ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดภายใต้มาตรา 505A ของประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งกำหนดให้การแสดงความคิดเห็นที่อาจก่อให้เกิดความกลัวหรือเผยแพร่ข่าวปลอมเป็นความผิดทางอาญา นอกจากนี้ ยังมีการ ยกเลิกข้อหา ให้แก่บุคคลอีก 5,580 คน ที่ยังหลบหนีอยู่

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่า ในบรรดาบุคคลที่ได้รับการอภัยโทษและยกเลิกข้อหาเหล่านี้ มีนักโทษทางการเมืองอยู่จำนวนเท่าใด หรือการปล่อยตัวจะเกิดขึ้นเมื่อใด

ก่อนที่จะมีการประกาศอภัยโทษอย่างเป็นทางการ ซอว์ มิน ตุน โฆษกรัฐบาลทหารพม่า กล่าวเมื่อวันพุธว่า มาตรการเหล่านี้จะช่วยให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทุกคนสามารถใช้สิทธิ์ของตนได้ “อย่างเสรีและเป็นธรรม” ในการเลือกตั้งที่กำลังจะจัดขึ้น

ทั้งนี้ พม่าตกอยู่ในความวุ่นวาย นับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารโดยกองทัพเมื่อปี 2021 ซึ่งโค่นล้มรัฐบาลพลเรือนที่นำโดยนางออง ซาน ซูจี เจ้าของรางวัลโนเบล ผู้ซึ่งถูกควบคุมตัวนับแต่นั้นเป็นต้นมา การประท้วงทั่วประเทศต่อต้านการรัฐประหารได้ขยายตัวกลายเป็นการต่อต้านด้วยอาวุธ โดยมีการผนึกกำลังกับกองกำลังชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่ม

ตามข้อมูลของ สมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมือง (AAPP) ซึ่งเป็นกลุ่มสิทธิมนุษยชน พบว่ามีประชาชนถูกควบคุมตัวด้วยข้อหาทางการเมืองแล้วมากกว่า 30,000 คน นับตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร

รัฐบาลทหารพม่าประกาศอภัยโทษกว่า 8,600 คน ก่อนการเลือกตั้ง ที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคมและมกราคม อย่างไรก็ตาม พรรคฝ่ายค้านจำนวนมากถูกสั่งห้ามเข้าร่วม หรือประกาศบอยคอต ทำให้การเลือกตั้งดังกล่าวถูกประเทศตะวันตกและกลุ่มสิทธิมนุษยชนหลายแห่งมองว่าเป็นการ “จัดฉาก” เพื่อรวมอำนาจการปกครองของกองทัพให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ก่อนหน้านี้ในสัปดาห์เดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศจะยกเลิกสถานะทางกฎหมายชั่วคราวสำหรับพลเมืองพม่าในสหรัฐฯ โดยอ้างว่าพวกเขาสามารถเดินทางกลับไปยังประเทศได้อย่างปลอดภัยแล้ว โดยยกเหตุผลของการเลือกตั้งที่กองทัพวางแผนไว้ว่าเป็นสัญญาณของสถานการณ์ที่ดีขึ้น

ซอว์ มิน ตุน กล่าวเมื่อวันพุธว่า การประกาศของสหรัฐฯ ถือเป็นสัญญาณเชิงบวก และยินดีต้อนรับพลเมืองที่อยู่ต่างประเทศให้กลับมามีส่วนร่วมในการลงคะแนนเสียง.

รัฐบาลทหารพม่าประกาศอภัยโทษกว่า 8,600 คน ก่อนการเลือกตั้ง

รายละเอียดเกี่ยวกับการอภัยโทษ

การประกาศอภัยโทษครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความชอบธรรมของการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น รัฐบาลทหารพม่าประกาศอภัยโทษกว่า 8,600 คน ก่อนการเลือกตั้ง โดยให้เหตุผลว่าเพื่อให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งสามารถใช้สิทธิ์ได้อย่างเสรี อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายมองว่าเป็นการสร้างภาพเพื่อลดแรงกดดันจากนานาชาติ

  • ลดหย่อนโทษให้แก่ผู้ต้องขัง 3,085 คน ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดภายใต้มาตรา 505A
  • ยกเลิกข้อหาให้แก่บุคคลอีก 5,580 คน ที่ยังหลบหนีอยู่

แม้ว่า รัฐบาลทหารพม่าประกาศอภัยโทษกว่า 8,600 คน ก่อนการเลือกตั้ง แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่ามีนักโทษทางการเมืองจำนวนเท่าใดที่ได้รับการปล่อยตัว และการปล่อยตัวจะเกิดขึ้นเมื่อใด สิ่งนี้สร้างความกังวลและความเคลือบแคลงใจเกี่ยวกับเจตนาที่แท้จริงของการอภัยโทษครั้งนี้

การประกาศอภัยโทษครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พม่ากำลังเผชิญกับความท้าทายทางการเมืองและเศรษฐกิจมากมาย การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงเป็นการจัดฉากเพื่อรวบอำนาจของกองทัพหรือไม่? คำตอบสำหรับคำถามนี้ยังคงไม่แน่นอน แต่การดำเนินการของรัฐบาลทหารพม่าก็สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่จะรักษาอำนาจไว้

ที่มา – รัฐบาลทหารพม่าประกาศอภัยโทษกว่า 8,600 คน ก่อนการเลือกตั้ง

อาเซียนไม่ส่งผู้ตรวจสอบการเลือกตั้งเมียนมา: แหล่งข่าวเผย

นายกฯ มาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน เรียกร้องเมียนมาหยุดยิงทันที หลังที่ประชุมอาเซียนแสดงความกังวลต่อสถานการณ์เมียนมา ขณะที่ประเทศสมาชิกไม่เห็นพ้องส่งผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งในเดือนธ.ค.นี้

วันที่ 27 ตุลาคม 2568 แหล่งข่าวทางการทูตในเมียนมาเปิดเผยว่า สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน จะไม่ส่งผู้สังเกตการณ์เข้าร่วมติดตามการเลือกตั้งในเมียนมา ที่รัฐบาลทหารเตรียมจัดขึ้นในเดือนธันวาคมนี้ โดยระบุว่า เป็นสัญญาณสะท้อนการไม่ยอมรับความพยายามสร้างความชอบธรรมของรัฐบาลทหารภายใต้การนำของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย

ประเด็นเรื่องที่ว่า อาเซียนจะไม่ส่งผู้ตรวจสอบการเลือกตั้งเมียนมา ถือเป็นจุดยืนที่แข็งกร้าวต่อสถานการณ์ภายในประเทศเมียนมาที่ยังคงร้อนระอุ การตัดสินใจนี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจต่อกระบวนการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น ท่ามกลางความขัดแย้งและความไม่สงบที่ยังคงดำเนินอยู่

ในขณะที่ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาได้ประกาศจัดการเลือกตั้งเริ่มวันที่ 28 ธันวาคม โดยอ้างว่าเป็น ก้าวสำคัญสู่ความปรองดอง ท่ามกลางสงครามกลางเมืองที่ปะทุขึ้นหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2564

นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ได้ออกมาเรียกร้องให้เกิดการหยุดยิงทันที พร้อมเปิดเผยว่า ผู้นำอาเซียนทั้ง 11 ประเทศที่ร่วมประชุมในมาเลเซียได้แสดงความกังวลอย่างลึกซึ้ง ต่อสถานการณ์ความรุนแรง และเตือนถึงความล้มเหลวในการสร้างความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมในกระบวนการสันติภาพ

แถลงการณ์ของอาเซียนระบุว่า การยุติความรุนแรงและการเจรจาทางการเมืองแบบครอบคลุม ต้องเกิดขึ้นก่อนการจัดการเลือกตั้ง พร้อมยืนยันว่าแม้รัฐบาลทหารเมียนมาจะเชิญประเทศสมาชิกส่งผู้สังเกตการณ์ แต่อาเซียนโดยรวมจะไม่ส่งคณะอย่างเป็นทางการ

แหล่งข่าวนักการทูตรายหนึ่งเผยว่า อาเซียนจะไม่มีผู้สังเกตการณ์ในนามองค์กร แต่ประเทศสมาชิกสามารถส่งผู้แทนได้ในฐานะทวิภาคี ขณะที่แหล่งข่าวอีกรายยืนยันว่า ไม่มีฉันทามติให้จัดส่งคณะผู้สังเกตการณ์ในนามอาเซียน.

อาเซียนจะไม่ส่งผู้ตรวจสอบการเลือกตั้งเมียนมา

การที่อาเซียนจะไม่ส่งผู้ตรวจสอบการเลือกตั้งเมียนมาครั้งนี้ มีนัยยะสำคัญหลายประการ ประการแรก แสดงให้เห็นถึงความไม่เชื่อมั่นในกระบวนการเลือกตั้งที่จัดโดยรัฐบาลทหาร ซึ่งอาจไม่ได้เป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรม ประการที่สอง เป็นการส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลทหารว่า อาเซียนยังคงยืนหยัดในหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน และประการสุดท้าย เป็นการแสดงออกถึงความกังวลต่อสถานการณ์ความรุนแรงและความขัดแย้งที่ยังคงดำเนินอยู่ในประเทศเมียนมา

สถานการณ์ในเมียนมายังคงเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของอาเซียนในครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาค และอาจมีผลต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศเมียนมาในอนาคต

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจ: ทำไมอาเซียนจะไม่ส่งผู้ตรวจสอบการเลือกตั้งเมียนมา?

เหตุผลหลักที่อาเซียนตัดสินใจที่จะไม่ส่งผู้ตรวจสอบการเลือกตั้งในเมียนมานั้น สอดคล้องกับความกังวลอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการขาดความชอบธรรมและความเป็นธรรมของกระบวนการเลือกตั้งที่ดำเนินการโดยรัฐบาลทหารเมียนมา นับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2564 สถานการณ์ทางการเมืองและสังคมในเมียนมายังคงไม่มั่นคงและมีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง การเลือกตั้งที่จัดขึ้นภายใต้สถานการณ์เช่นนี้จึงถูกมองว่าไม่สามารถสะท้อนเจตจำนงของประชาชนได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ การตัดสินใจของอาเซียนยังเป็นผลมาจากความล้มเหลวในการดำเนินการตามฉันทามติ 5 ข้อ (Five-Point Consensus) ซึ่งเป็นแผนสันติภาพที่อาเซียนได้ตกลงกับรัฐบาลทหารเมียนมา ฉันทามติ 5 ข้อมีเป้าหมายเพื่อยุติความรุนแรง ส่งเสริมการเจรจาทางการเมือง และอนุญาตให้มีการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม แต่จนถึงขณะนี้ รัฐบาลทหารยังไม่ได้ดำเนินการตามฉันทามติดังกล่าวอย่างจริงจัง

การที่อาเซียนจะไม่ส่งผู้ตรวจสอบการเลือกตั้งเมียนมา จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า อาเซียนไม่ยอมรับการเลือกตั้งที่จัดขึ้นโดยรัฐบาลทหารภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน และยังคงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนกระบวนการประชาธิปไตยและสันติภาพที่แท้จริงในเมียนมา

ถึงแม้ว่าอาเซียนจะไม่ส่งผู้สังเกตการณ์ในนามองค์กร แต่การที่ประเทศสมาชิกสามารถส่งผู้แทนในนามทวิภาคีได้นั้น แสดงให้เห็นว่าอาเซียนยังคงให้ความสำคัญกับการติดตามสถานการณ์ในเมียนมาอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย

ในภาพรวมแล้ว การที่อาเซียนจะไม่ส่งผู้ตรวจสอบการเลือกตั้งเมียนมา เป็นการตัดสินใจที่สะท้อนถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ในเมียนมา และความท้าทายในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น การตัดสินใจนี้อาจนำไปสู่ผลกระทบต่างๆ ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ และจำเป็นต้องมีการติดตามและวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง

การตัดสินใจของอาเซียนครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมและความรับผิดชอบร่วมกันของประชาคมระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการส่งเสริมประชาธิปไตยในภูมิภาค

ที่มา – แหล่งข่าวเผย อาเซียนจะไม่ส่งผู้ตรวจสอบการเลือกตั้งเมียนมา

สุดอบอุ่น! ทายาทรุ่นสุดท้ายกลับไทยในรอบ 260 ปี

เรื่องราวสุดอบอุ่นที่เกิดขึ้น ณ วัดภูเขาทอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อประชาชนจำนวนมากหลั่งไหลมาร่วมรับฟังเรื่องราวจาก “ทายาทรุ่นสุดท้าย” ผู้สืบเชื้อสายอยุธยาที่ได้กลับคืนสู่แผ่นดินเกิดในรอบ 260 ปี

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2568 บรรยากาศที่วัดภูเขาทองเต็มไปด้วยความตื้นตันใจ เมื่อ “คุณยายดอตินทวย” อายุ 83 ปี ทายาทรุ่นที่ 7 ของชาวอโยธยาที่ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยศึกในสมัยเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ได้เดินทางกลับมายังแผ่นดินบรรพบุรุษจากเมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา สร้างความประทับใจให้กับผู้ที่ได้ทราบข่าวเป็นอย่างยิ่ง

สุดอบอุ่น ประชาชนแห่ฟังเรื่องราวจาก “ทายาทรุ่นสุดท้าย” กลับแผ่นดินไทยในรอบ 260 ปี

ตลอดวันที่ 17-18 ตุลาคม คุณยายและคณะได้เดินทางตามรอยประวัติศาสตร์ เริ่มต้นจากศาลหลักเมืองพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นจุดแรกที่ได้สัมผัสแผ่นดินไทย พร้อมทั้งสักการะโบราณสถานสำคัญต่างๆ เช่น วัดพระราม อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา และสถานที่อื่นๆ ตามที่บรรพบุรุษได้เล่าสืบต่อกันมา

ในการเดินทางกลับบ้านครั้งนี้ มี MARGAINA เจ้าอาวาสวัดจากมัณฑะเลย์, ZAW WIN ผู้ใหญ่บ้านชุมชนอโยธยาในเมียนมา และ TIN NYUNT (ดอตินย๊วด) ญาติสนิทและผู้ดูแลคุณยายดอตินทวย ร่วมเดินทางมาด้วย

บรรยากาศในช่วงเย็นอบอวลไปด้วยความรักและความอบอุ่น ประชาชนจากทั่วสารทิศต่างเดินทางมาร่วมให้กำลังใจและรับฟังเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต ผ่านน้ำเสียงของคุณยายดอตินทวย ที่กล่าวด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่า “ซาบซึ้งใจมากที่คนไทยให้การต้อนรับอบอุ่นเหมือนคนในครอบครัว” การกลับมาของ “ทายาทรุ่นสุดท้าย” ครั้งนี้จึงเป็นดั่งการเติมเต็มความรู้สึกของคนไทยทั้งชาติ

กิจกรรมในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “พาชาวบ้านสุขขะ” โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเชื่อมโยงอดีตสู่ปัจจุบัน นำพาทายาทชาวอยุธยาในต่างแดน กลับมาสัมผัสบ้านเกิดบรรพบุรุษ ในรอบ 260 ปี ภายในงานมีการเสวนาสื่อสารเรื่องราวบรรพบุรุษที่เล่าสืบต่อกันมาหลายรุ่น และไฮไลต์สำคัญคือการที่คุณยายพูดภาษาไทยว่า “ดีใจมากค่ะ ขอบคุณค่ะ” ท่ามกลางเสียงปรบมือและน้ำตาแห่งความยินดี

วัดภูเขาทอง ซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระราเมศวร และเป็นหนึ่งในโบราณสถานที่สะท้อนร่องรอยประวัติศาสตร์ระหว่างไทยและพม่าได้อย่างชัดเจน

นายไพศาล วิสุทธิศาลวงศ์ ชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้กล่าวถึงความรู้สึกที่ได้เห็นคุณยายเดินทางกลับมาว่า “ผมเคยไปหมู่บ้านของคุณยายที่มัณฑะเลย์ วันนี้ได้เห็นคุณยายเดินทางมา ผมรู้สึกดีใจมาก ในฐานะคนไทย เราต้องต้อนรับคุณยายอย่างดี”

เรื่องราวการกลับมาของทายาทรุ่นสุดท้าย

การเดินทางกลับมาของ ทายาทรุ่นสุดท้าย ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การกลับบ้าน แต่เป็นการรื้อฟื้นความทรงจำร่วมกันของคนไทยทั้งประเทศ และเป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงคุณค่าของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันดีงาม

สำหรับท่านใดที่สนใจเรื่องราวประวัติศาสตร์และความเป็นมาของอยุธยา สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากแหล่งข้อมูลต่างๆ หรือเดินทางไปเยี่ยมชมโบราณสถานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อสัมผัสความยิ่งใหญ่ของอดีตได้ด้วยตนเอง

ที่มา – สุดอบอุ่น ประชาชนแห่ฟังเรื่องราวจาก “ทายาทรุ่นสุดท้าย” กลับแผ่นดินไทยในรอบ 260 ปี

ทายาทรุ่นสุดท้าย กลับแผ่นดินเกิดในรอบ 260 ปี

ปลื้มน้ำตาไหล! เรื่องราวสุดประทับใจของ “ทายาทรุ่นสุดท้าย” เชื้อสายชาวอยุธยาที่ถูกกวาดต้อนเป็นเชลยไปยังประเทศพม่า เมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ในอดีต พวกเขาได้หวนคืนสู่แผ่นดินบรรพบุรุษอีกครั้งในรอบ 260 ปี

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา นายปัณณพัทธิ์ คำนึง นักวิชาการอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ ได้นำคณะจัดโปรแกรมพิเศษ “พาชาวบ้านสุขขะ” ซึ่งเป็นชุมชนของชาวอโยธยาที่เคยถูกกวาดต้อนเป็นเชลยกลับไปยังประเทศพม่าเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเสียกรุงครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2310 เพื่อเป็นการเดินทางกลับสู่แผ่นดินบรรพบุรุษในรอบ 260 ปี

คณะเดินทางประกอบด้วยบุคคลสำคัญ ได้แก่ นายมาไจนา (MARGAINA) เจ้าอาวาสวัดในหมู่บ้านสุขขะ, นายซอวิน (ZAW WIN) ผู้ใหญ่บ้านสุขขะ, คุณยายดอตินทวย (TIN HTWE) อายุ 83 ปี, และนางดอตินย๊วด (TIN NYUNT) ทั้งหมดนี้คือ ทายาทรุ่นสุดท้าย รุ่นที่ 7 ที่เดินทางจากเมืองมัณฑะเลย์ สู่ท่าอากาศยานดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ก่อนจะเดินทางต่อไปยังจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

จุดแรกที่คณะได้สัมผัสแผ่นดินอโยธยาคือบริเวณหน้าศาลหลักเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทันทีที่รถจอดและชาวบ้านสุขขะก้าวลงสู่พื้นดิน ทุกคนถึงกับหลั่งน้ำตาแห่งความดีใจและความตื้นตันใจที่ได้เหยียบย่างบนแผ่นดินเกิดของบรรพบุรุษ หลังจากนั้น คณะได้ร่วมกันกราบไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ ศาลหลักเมือง พร้อมทั้งผูกผ้าที่เสาหลักเมือง คุณยายดอตินทวยกล่าวด้วยความปลื้มปีติว่าดีใจมากที่ได้มาในวันนี้ ทั้งน้ำตาและรอยยิ้มปะปนกันไป

จากนั้น คณะเดินทางต่อไปยังวัดพระราม ซึ่งเป็นโบราณสถานสำคัญอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเยี่ยมชมโบราณสถานภายในอุทยานประวัติศาสตร์ เมื่อเดินเข้าไปในบริเวณวัดพระรามและเตรียมดอกไม้เพื่อสักการะบูชา ทุกคนก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ถอดรองเท้าเพื่อสัมผัสโบราณสถานด้วยเท้าเปล่า สถานที่ซึ่งเคยได้ยินเรื่องราวจากบรรพบุรุษรุ่นแล้วรุ่นเล่า ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้กลับมายืนอยู่บนแผ่นดินของบรรพบุรุษอีกครั้ง

นายปัณณพัทธิ์ คำนึง นักวิชาการอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ กล่าวว่า กิจกรรมนี้เดิมทีมีกำหนดการเร็วกว่านี้ แต่เนื่องจากกระบวนการทำเอกสารและหนังสือเดินทางล่าช้า จึงเพิ่งดำเนินการได้ในระยะนี้ กลุ่มชาวบ้านที่เดินทางมาในวันนี้เป็นเชื้อสายชาวอยุธยาที่ถูกกวาดต้อนไปเมื่อครั้งเสียกรุงครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2310 พวกเขาเป็น ทายาทรุ่นสุดท้าย รุ่นที่ 7 ที่ยังได้รับฟังเรื่องราวจากพ่อแม่ที่เคยเล่าขานถึงบรรพบุรุษที่มาจากกรุงศรีอยุธยา และไม่เคยมีโอกาสได้กลับมา ได้รับรู้เพียงผ่านการบอกเล่าเท่านั้น

ในรุ่นที่ 1, 2, และ 3 เรื่องราวเหล่านี้ยังคงถูกบอกเล่าสืบต่อกันมาจนถึงรุ่นปัจจุบัน ซึ่งถือเป็น ทายาทรุ่นสุดท้าย ที่ยังได้รับฟังเรื่องราวจากบรรพบุรุษ แต่ในยุคปัจจุบัน เด็กรุ่นใหม่เริ่มมีเชื้อสายพม่ามากขึ้น นายปัณณพัทธิ์เล็งเห็นถึงความสำคัญของเรื่องราวเหล่านี้ จึงเชิญคุณยายกลุ่มนี้มาเพื่อให้ได้สัมผัสแผ่นดินของบรรพบุรุษ ก่อให้เกิดโครงการนี้ขึ้น เพราะชาวบ้านกลุ่มนี้ไม่เคยเดินทางออกจากหมู่บ้านไปไหนไกล การเดินทางมาประเทศไทยครั้งนี้เกินกว่าความฝันที่เคยคิดไว้

คุณยายดอตินทวยกล่าวว่า ในสมัยก่อน คุณตาคุณยายมักจะเล่าให้ฟังว่าเรามีเชื้อสายอยุธยานะ ประเพณีของเราต้องก่อกองทรายปีละครั้งในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อก่อพระเจดีย์ทราย เพราะที่พม่าไม่มีธรรมเนียมนี้ ความรู้สึกที่ได้มาในวันนี้ปลื้มใจและดีใจมากจนพูดไม่ออก ตื้นตันใจอย่างยิ่ง พร้อมทั้งพูดภาษาไทยบางคำที่ยังจำได้ เช่น ขนม, กล้วย, ดี, น้ำอ้อย แม้ว่าสำเนียงจะผิดเพี้ยนไปบ้างแล้ว และยังกล่าวว่าการมาครั้งนี้เหมือนได้กลับมาเจอญาติพี่น้อง ดีใจมาก ท่ามกลางเสียงปรบมือแสดงความยินดีด้วยความปลื้มใจ

ขณะที่นายโชควิวรรธน์ คุณะวันทนิต อายุ 38 ปี ชาวจังหวัดนครราชสีมา เดินทางมาจากโคราชเพื่อต้อนรับคุณยายดอตินทวยด้วยตนเอง หลังจากที่ได้ทราบข่าวการเดินทางมาของคณะจากเมืองมัณฑะเลย์ หรือหมู่บ้านสุขขะ ตามรอยสารคดีโยเดีย เขาไม่เคยคิดว่าจะได้พบกับ ทายาทรุ่นสุดท้าย ของชาวกรุงศรีอยุธยาที่ถูกกวาดต้อนไปเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาแตก คุณยายเป็นคนไทยเชื้อสายอยุธยาแท้ๆ รุ่นที่ 7 แม้ว่าจะมีการแต่งงานข้ามสายเลือดไปบ้างในบางรุ่น

แต่ตามกฎของหมู่บ้าน พวกเขายังคงรักษาความเป็นอยุธยาไว้ โดยบอกลูกหลานไม่ให้แต่งงานกับคนนอกหมู่บ้าน คุณยายยังคงครองโสด โอกาสดีที่นายปัณณพัทธิ์ คำนึง ได้จัดกิจกรรมนี้ขึ้นมาเพื่อหวนรำลึกถึงอดีต และอยากให้ชาวอยุธยาได้กลับบ้าน จึงเกิดเป็นกิจกรรมดีๆ เช่นนี้

ทายาทรุ่นสุดท้าย กลับแผ่นดินเกิดในรอบ 260 ปี

ความรู้สึกของทายาทรุ่นสุดท้ายที่ได้กลับแผ่นดินเกิด

การได้กลับมาเหยียบแผ่นดินเกิดของบรรพบุรุษในรอบ 260 ปี สำหรับ ทายาทรุ่นสุดท้าย กลุ่มนี้ ไม่ใช่แค่การเดินทาง แต่เป็นการเติมเต็มความฝันและความหวังที่ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น เป็นการยืนยันถึงรากเหง้าและความเป็นมาของตนเอง การได้สัมผัสวัฒนธรรม ประเพณี และสถานที่ที่บรรพบุรุษเคยอาศัยอยู่ เป็นประสบการณ์ที่ลึกซึ้งและมีความหมายอย่างยิ่ง

ที่มา – ทายาทรุ่นสุดท้าย ที่ถูกต้อนเป็นเชลยไปพม่า ได้กลับแผ่นดินบรรพบุรุษในรอบ 260 ปี

ผู้นำพม่ายอมรับ จัดเลือกตั้งทั่วประเทศไม่ได้เพราะสงคราม

สถานการณ์ในพม่า (เมียนมา) ยังคงตึงเครียดและส่งผลกระทบต่อการจัดการเลือกตั้งทั่วไป ล่าสุด ผู้นำรัฐบาลทหารพม่ายอมรับอย่างเป็นทางการว่า ผู้นำพม่ายอมรับ จัดเลือกตั้งทั่วประเทศไม่ได้ เพราะสงคราม กลางเมืองที่ยังคงยืดเยื้อตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2021 ทำให้การจัดการเลือกตั้งทั่วประเทศเป็นไปไม่ได้

พลเอก มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา กล่าวในการแถลงการณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐในกรุงเนปิดอว์ว่า รัฐบาลไม่สามารถจัดการเลือกตั้งในทุกพื้นที่ของประเทศได้ 100% อย่างไรก็ตาม จะมีการจัดเลือกตั้งซ่อมในบางพื้นที่ภายหลังจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เกิดขึ้น

รายงานจากรัฐบาลระบุว่า กองทัพสามารถจัดทำทะเบียนราษฎรเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลของผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้เพียง 145 เขต จากทั้งหมด 330 เขตทั่วประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงข้อจำกัดในการควบคุมพื้นที่ของรัฐบาลทหารท่ามกลางสถานการณ์สงครามกลางเมืองที่ยังคงดำเนินอยู่

ภายใต้กฎเกณฑ์ใหม่ พรรคการเมืองที่จะมีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง จะต้องมีสมาชิกอย่างน้อย 50,000 คน และมีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 100 ล้านจ๊าต หรือประมาณ 1.7 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่เข้มงวด ทำให้มีเพียง 6 พรรคการเมืองเท่านั้นที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามข้อกำหนด

ผู้นำพม่ายอมรับ จัดเลือกตั้งทั่วประเทศไม่ได้ เพราะสงคราม

การเลือกตั้งในพม่า ซึ่งเดิมมีกำหนดจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนธันวาคมนี้ ถือเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกนับตั้งแต่การยึดอำนาจ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์และนานาชาติมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเพียงการเลือกตั้งลวงตา หรือเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลทหารใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการปกครองของตนเอง มากกว่าที่จะเป็นการส่งเสริมประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เนื่องจากพรรคฝ่ายค้านจำนวนมากถูกห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง หรือปฏิเสธที่จะเข้าร่วมกระบวนการดังกล่าว

ทำไมผู้นำพม่ายอมรับ จัดเลือกตั้งทั่วประเทศไม่ได้

ปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้นำพม่ายอมรับ จัดเลือกตั้งทั่วประเทศไม่ได้ เพราะสงคราม คือสถานการณ์ความไม่สงบและการต่อต้านรัฐบาลทหารที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ การที่รัฐบาลทหารไม่สามารถควบคุมพื้นที่ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ทำให้การจัดทำทะเบียนราษฎรและการจัดการเลือกตั้งเป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดเกี่ยวกับคุณสมบัติของพรรคการเมืองที่ต้องการลงสมัครรับเลือกตั้ง ยังเป็นการกีดกันพรรคการเมืองฝ่ายค้าน และจำกัดทางเลือกของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

รัฐบาลทหารเมียนมาได้เชิญประเทศสมาชิกอาเซียนเข้าร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้ง ซึ่งจะเริ่มต้นในวันที่ 28 ธันวาคม และดำเนินไปจนถึงเดือนมกราคมปีหน้า ประเด็นนี้คาดว่าจะถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่จะมีขึ้นในปลายเดือนนี้

มาเลเซียซึ่งดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปีนี้ มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้มีการแก้ไขวิกฤตในเมียนมา การพบปะหารือระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซียกับพลเอก มิน อ่อง หล่าย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ถูกมองว่าเป็นสัญญาณสำคัญของความพยายามทางการทูตในภูมิภาค

ปัญหาในพม่ามีความซับซ้อนและต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อแก้ไขอย่างยั่งยืน การที่ผู้นำพม่ายอมรับ จัดเลือกตั้งทั่วประเทศไม่ได้ เพราะสงคราม แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการนำพาประเทศกลับสู่ภาวะปกติและสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง

ถึงแม้สถานการณ์ในพม่าจะยังคงมีความท้าทาย แต่ความพยายามทางการทูตและความมุ่งมั่นของประชาชนชาวพม่าในการเรียกร้องประชาธิปไตยยังคงเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เราหวังว่าในอนาคตอันใกล้ พม่าจะสามารถก้าวข้ามอุปสรรคและกลับคืนสู่เส้นทางแห่งสันติภาพและประชาธิปไตยได้

ที่มา – ผู้นำพม่ายอมรับ จัดเลือกตั้งทั่วประเทศไม่ได้ เพราะสงครามกลางเมืองยังยืดเยื้อ

Scroll to top