พรรคการเมือง

51 พรรค นโยบายไม่ตรงปก ส่อหนี้พุ่ง-พรรคเต้ฝ่าฝืน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยเรื่องการเมืองที่กำลังร้อนฉ่าเลยนะครับ เมื่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ออกมาแฉหนัก ว่ามีถึง 51 พรรค การเมืองที่มีนโยบายไม่ตรงปก ที่หาเสียงไว้กับประชาชน แต่พอมาดูในแบบฟอร์มที่ยื่นให้ กกต. แล้วกลับคลุมเครือ ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องวงเงินงบประมาณและแหล่งที่มาของเงิน ส่อเค้าจะทำให้หนี้สาธารณะของประเทศพุ่งปรี๊ด! แล้วยังมีพรรคทางเลือกใหม่ของ “เต้” มงคลกิตติ์ ที่โดนจับได้ว่าฝ่าฝืนประกาศ กกต. อีกด้วย มาดูรายละเอียดกันเลยครับ

นโยบายไม่ตรงปก ใน 51 พรรคการเมือง

จากข้อมูลที่ กกต. เผยแพร่เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2569 พบว่านโยบายที่พรรคเหล่านี้ประกาศโฆษณาหาเสียงในเวทีสาธารณะ สื่อต่างๆ ไม่ตรงกับที่แจ้งในตารางตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 57 หลายนโยบายคลุมเครือ ไม่ระบุชัดว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่ เงินมาจากไหน จะทำยังไงให้ยั่งยืนทางการคลัง? ถ้าปล่อยไปแบบนี้ อาจกระทบวินัยการเงินการคลังของชาติ ทำให้หนี้สาธารณะทะลุเพดานได้ง่ายๆ เลยครับ

กกต. แบ่งประเด็นปัญหาหลักๆ ออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ นะครับ

ประเด็นที่ 1: วงเงินงบประมาณไม่ชัด

  • บางพรรคระบุวงเงินรายปี บางที่รวม 4 ปี บางโครงการ ทำให้เปรียบเทียบยาก
  • แนะนำให้ใช้มาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจโหวตได้ถูกต้อง

เพื่อนๆ ลองคิดดูสิครับ ถ้านโยบายใช้เงินเป็นแสนล้าน แต่ไม่บอกชัดว่าจะเอาเงินมาจากไหน ประชาชนจะเชื่อถือได้ยังไง?

ประเด็นที่ 2: แหล่งที่มาของเงินคลุมเครือ

หลายพรรคบอกแค่ว่า “ใช้งบแผ่นดิน” แต่ไม่บอกรายละเอียด เช่น ปีไหน งบกลางหรือเงินสำรอง? หรือถ้ากู้เงิน ก็ต้องตาม พรบ.บริหารหนี้สาธารณะ ไม่ให้เกินกรอบ กกต. ย้ำต้องระบุชัด 6 แหล่งหลัก:

  • งบประมาณแผ่นดิน
  • เงินกู้ตามกฎหมาย
  • มาตรา 28 พรบ.วินัยการเงินการคลัง (แต่มีกรอบไม่เกิน 32% ของงบปีนั้น)
  • เงินกองทุนต่างๆ
  • PPP ร่วมลงทุนรัฐ-เอกชน
  • อื่นๆ เช่น ลดภาษี (ต้องคำนวณ Tax Expenditure)

ยกตัวอย่าง ถ้าลดภาษี ก็ต้องบอกว่ารัฐเสียรายได้เท่าไหร่ จะชดเชยยังไง มิฉะนั้นขาดดุลงบประมาณหนักแน่!

ส่วนประเด็นที่ 3 ภาพรวมงบทุกนโยบาย ก็ไม่ชัดเพราะแหล่งเงินมั่วซั่ว

ความเสี่ยงหนี้พุ่งจากนโยบายไม่ตรงปก

นโยบายส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายประจำ เช่น สวัสดิการถ้วนหน้า ลดค่าไฟ ค่าน้ำมัน อุดหนุนผู้สูงอายุ ซึ่งกินงบ 70% อยู่แล้ว แถมหลายพรรคลดภาษีอีก รายได้รัฐหด กู้เพิ่ม สัดส่วนหนี้/GDP อาจทะลุ 70% จากแผนปัจจุบัน 69.36% ในปี 2570 เสี่ยงโดนลดเครดิตเรทติ้ง นักลงทุนหนี ต้นทุนกู้แพง บาทอ่อน อนาคตเศรษฐกิจแย่แน่ครับ

กกต. ยังเตือนเรื่องความคุ้มค่า Cost-Benefit Analysis ต้องทำจริง อย่าปล่อย moral hazard เช่น พักหนี้แบบไม่มีเงื่อนไข ลูกหนี้ไม่พยายามไถ่ถามจริงๆ นะ

พรรคทางเลือกใหม่ของ “เต้” มงคลกิตติ์ ฝ่าฝืนประกาศ กกต.

พิเศษเลยครับ พรรคนี้ส่งนโยบายเพิ่ม 32 ข้อ ช้าเกินเดดไลน์ 20 วันก่อนเลือกตั้ง ตามประกาศ กกต. 2568 ข้อ 4 แถมบางนโยบายหาเสียงอาจผิด พรบ.เลือกตั้ง มาตรา 73,74,132 และ พรบ.พรรคการเมือง มาตรา 22 ด้วย หัวหน้าพรรคคือ นายราเชน ตระกูลเวียง สิระนายกฯ คือ เต้ มงคลกิตติ์ ต้องจับตาดู!

กกต. ให้ความเห็นภาพรวมทั้ง 51 พรรค ไม่เจาะจงพรรคละนโยบาย เพื่อป้องกันการเมืองโจมตีกันเอง

สรุปนะครับ นโยบายไม่ตรงปก ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ มันกระทบอนาคตชาติทั้งแผ่นดิน ประชาชนอย่างเราต้องฉลาด ตรวจสอบนโยบาย แหล่งเงิน ความยั่งยืนก่อนกดคะแนน อย่าให้สัญญาหวานหลอกตา ถ้าอยากให้ไทยเข้มแข็ง ลองแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ช่วยกันตรวจสอบพรรคที่เราจะเลือกด้วยนะครับ จะได้ไม่เสียใจทีหลัง!

ที่มา – 51 พรรค นโยบายไม่ตรงปก ส่อหนี้พุ่ง-พรรค “เต้ มงคลกิตติ์” ฝ่าฝืนประกาศ กกต.

“แสวง” เรียก “ซีเค เจิง” สอบ ปมโพสต์คุณยายรับเงินซื้อเสียง

ในแวดวงการเมืองไทยช่วงใกล้เลือกตั้ง ย่อมมีประเด็นร้อนแรงเสมอ ล่าสุดประเด็นที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางคือ “แสวง” เรียก “ซีเค เจิง” สอบ ปมโพสต์คุณยายรับเงินซื้อเสียง ซึ่งเกิดจากโพสต์เฟซบุ๊กของผู้บริหารแพลตฟอร์มชื่อดัง ทำให้ กกต. ต้องเข้าแทรกแซงทันที

“แสวง” เรียก “ซีเค เจิง” สอบ ปมโพสต์คุณยายรับเงินซื้อเสียง

นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้สั่งการให้สำนักงาน กกต. ดำเนินการเรียกตัวนายซีเค เจิง หรือ CK Cheong ผู้บริหารแพลตฟอร์ม Fastwork ซึ่งเป็นเว็บไซต์จัดหางานฟรีแลนซ์ออนไลน์ชั้นนำในประเทศไทย มาสอบสวนด่วน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14.00 น. ที่สำนักงาน กกต.

สาเหตุมาจากโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวของนายซีเค เมื่อช่วงค่ำวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 โดยโพสต์ดังกล่าวอ้างถึงการสนทนากับคุณยายของตนเอง ดังนี้

CK: ยาย เลือกตั้งปีนี้จะเลือกใคร
ยาย: เอ้าลูก! ยายรับเงินเขามาแล้ว 2,000 น่าจะเลือกพรรค xxx นะ
CK: ยายเห็น TV OLED ที่ซีเคเพิ่งซื้อให้ตรงข้างหน้ายายไหมครับ? เดี๋ยวพรุ่งนี้ซีเคส่งคนมายึดคืนนะครับ…

โพสต์นี้จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมออนไลน์อย่างรวดเร็ว ชาวเน็ตจำนวนมากตั้งคำถามถึงความจริงของเรื่องนี้ และแนะนำให้นายซีเคพาคุณยายไปแจ้งความกับตำรวจหรือ กกต. ทันที เนื่องจากเป็นหลักฐานชัดเจนของการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ซึ่งผิดกฎหมายเลือกตั้งอย่างร้ายแรง

ปมโพสต์คุณยายรับเงินซื้อเสียง: ชาวเน็ตตั้งข้อสังเกต

หลังจากโพสต์ดังกล่าวแพร่กระจาย ผู้คนจำนวนมากแสดงความเห็นหลากหลาย บางส่วนเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงและเรียกร้องให้มีการตรวจสอบพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องทันที ขณะที่บางส่วนสงสัยว่านายซีเคอาจแต่งเรื่องขึ้นมาเพื่อโจมตีพรรคการเมืองคู่แข่ง โดยเฉพาะเมื่อต่อมาโพสต์นั้นถูกลบออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดข้อครหาว่าเป็นการสร้างข่าวปลอม

  • โพสต์จุดกระแสวิจารณ์กว้างขวางในโซเชียลมีเดีย
  • ชาวเน็ตแนะนำให้แจ้งความและแจ้ง กกต.
  • การลบโพสต์ทำให้เกิดข้อสงสัยเรื่องความจริง
  • Fastwork ในฐานะแพลตฟอร์มใหญ่ อาจกระทบภาพลักษณ์

Fastwork เป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมในหมู่นักฟรีแลนซ์ไทย โดยมีผู้ใช้หลายแสนราย การที่ผู้บริหารออกมาโพสต์เช่นนี้ จึงยิ่งทำให้ประเด็น “แสวง” เรียก “ซีเค เจิง” สอบ ปมโพสต์คุณยายรับเงินซื้อเสียง รุนแรงยิ่งขึ้น

บทบาทของ กกต. ในการตรวจสอบ

กกต. ในฐานะหน่วยงานดูแลการเลือกตั้ง มีหน้าที่ตรวจสอบทุกรายการที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการซื้อสิทธิ์ขายเสียงที่เป็นปัญหาเรื้อรังในการเมืองไทย นายแสวง บุญมี จึงสั่งการให้เรียกตัวนายซีเคมาสอบสวน เพื่อหาความจริง หากพบว่าเป็นเรื่องจริง จะดำเนินคดีตามกฎหมายทันที แต่หากเป็นข่าวลือ จะมีการชี้แจงต่อสาธารณะ

ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้โซเชียลมีเดียในยุคเลือกตั้ง ผู้บริโภคข่าวสารต้องตรวจสอบแหล่งที่มาให้ดี เพื่อป้องกันการแพร่กระจายข้อมูลเท็จที่อาจบิดเบือนการเลือกตั้ง

ในมุมมองของผู้เขียน การตรวจสอบเรื่องนี้อย่างโปร่งใสจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้งไทย หากคุณมีประสบการณ์หรือความเห็นเกี่ยวกับการซื้อเสียง สามารถแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย เราจะรวบรวมเพื่อนำเสนอต่อไป

ที่มา – “แสวง” เรียก “ซีเค เจิง” สอบ ปมโพสต์คุณยายรับเงินซื้อเสียง

“อ.เจษฎ์” ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ไม่เห็นด้วยแบ่งพรรค

การเลือกตั้งครั้งนี้กำลังเข้มข้นขึ้นทุกวัน โดยล่าสุด “อ.เจษฎ์” ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ไม่เห็นด้วยแบ่งพรรครักชาติ-ไม่รักชาติ สร้างแตกแยก รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์หลังใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าที่สำนักงานเขตราชเทวี กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 บรรยากาศเป็นไปอย่างเรียบร้อย สะดวกสบาย และมีประชาชนมารอใช้สิทธิจำนวนมาก

“อ.เจษฎ์” ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ไม่เห็นด้วยแบ่งพรรครักชาติ-ไม่รักชาติ สร้างแตกแยก

อ.เจษฎ์เล่าว่าการใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในครั้งนี้สะดวกมาก เจ้าหน้าที่มืออาชีพ จัดระบบดีเยี่ยม ผู้มาใช้สิทธิแค่สแกน QR Code ก็รู้จุดของตัวเองทันที หน้าคูหามีรายชื่อผู้สมัคร หมายเลขพรรคชัดเจน แต่ท่านยังเตือนประชาชนให้จำชื่อพรรคหรือหมายเลขให้ดี โดยเฉพาะบัตรสีเขียวที่เลือก ส.ส. แบ่งเขตเลือกตั้ง มีแต่หมายเลขไม่มีชื่อ อาจงงง่าย ส่วนบัตรสีชมพูเลือก ส.ส. บัญชีรายชื่อ มีชื่อพรรคโลโก้ สามารถกาชื่อได้แม้จำเลขไม่ได้ แต่หมายเลขพรรคกับผู้สมัครแบ่งเขตคนละชุด ต้องระวังสับสนนะครับ

กระแสตอบรับพรรครักชาติดีเยี่ยม

เมื่อถามถึงกระแสหาเสียงของพรรครักชาติ อ.เจษฎ์ยิ้มแย้มบอกว่าดีมาก พี่น้องประชาชนทุกภูมิภาคให้การต้อนรับอบอุ่น เข้ามาพูดคุยทำความรู้จักกันเยอะ ไปไหนก็ได้รับความโอบอ้อมอารี จากภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ ภาคกลาง ล้วนต้อนรับดีทั้งนั้น สำหรับโค้งสุดท้าย จะมีสีสันอะไรเพิ่มไหม? ท่านชี้แจงว่าการเต้นรำก่อนหน้านี้เป็นซอฟต์พาวเวอร์ สร้างความสนใจผสานอุตสาหกรรมบันเทิงไทย ส่วนการรำดาบถวายพระบรมราชานุสสรณ์สมเด็จพระเจ้าตากสิน ที่จันทบุรี และสดุดีวีรชนบ้านบางระจัน สิงห์บุรี เป็นการแสดงความเคารพ ไม่ใช่หาเสียง แต่โค้งสุดท้ายจะเน้นนโยบายหลัก ทำไมต้องเลือกพรรครักชาติ

อ.เจษฎ์ ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ไม่เห็นด้วยแบ่งพรรครักชาติ

เตือนภัยการซื้อเสียง-เงินเทา

ประเด็นร้อนที่ทุกคนกังวลคือการซื้อเสียงและเงินเทา อ.เจษฎ์ยอมรับว่าปัญหานี้ยังคงอยู่เหมือนทุกครั้ง มีกระแสเงินเทาระลอกแรก 100,000 ล้านบาท ระลอกสองจ่ายหัวละ 7,500 บาท รวม 200,000 ล้าน ผู้ว่าฯ ธปท. ก็ยืนยันการถอนเงินสดผิดปกติหลักร้อยล้าน ลงพื้นที่พบชาวบ้านเล่าต่อหน้า บอกว่ามีจริง แต่ไม่ฟ้องชื่อเพราะลงแข่งด้วยกัน ท่านฝาก กกต. ผู้ตรวจเลือกตั้ง และประชาชนช่วยเป็นหูเป็นตา พรบ.เลือกตั้งให้คนรับเงินมาแจ้งก่อนเลือกตั้ง 7 วัน หรือหลัง 7 วัน ไม่ผิด แต่ต้องคุ้มครองพยานให้ดี มีแอปแจ้งเบาะแสแล้ว ใช้กันเถอะ

ท่านย้ำชัด ถ้าไม่รับเงินดีที่สุด แต่ถ้าถูกกดดัน ให้คิดว่าคนจ่ายจะถอนคืนแน่ ต้องเลือกคนเหมาะสม อย่าทำให้บ้านเมืองพินาศตั้งแต่เริ่มด้วยการทุจริต การตอบแทนบุญคุณคือช่วยขจัดโกง ช่วยกันสอดส่อง

  • สังเกตเงินเทา: ถอนเงินสดจำนวนมากผิดปกติ
  • แจ้งเบาะแส: ใช้แอป กกต. หรือผู้ตรวจการ
  • คุ้มครองตัวเอง: กกต. ต้องดูแลพยานเต็มที่
  • เลือกตั้งอย่างมีสติ: คิดถึงอนาคตชาติ

ไม่เห็นด้วยวาทกรรมแบ่งรักชาติ-ไม่รักชาติ

เมื่อพูดถึงคำพูดของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ที่เสนอแบ่งพรรคชัดเจนรักชาติหรือไม่ อ.เจษฎ์และหัวหน้าพรรคชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ชัดเจนว่า แม้ชื่อพรรครักชาติ แต่เราส่งเสริมค่านิยมรักชาติให้ทุกคน ไม่ได้อ้างว่ารักชาติฝ่ายเดียว การแบ่งแบบนี้เป็นวาทกรรมการเมือง สร้างความแตกแยก ร้าวฉานระหว่างพรรคและประชาชน ไม่ควรทำเลย

อ.เจษฎ์ หาเสียงพรรครักชาติ

วันนี้ท่านมีโปรแกรมลงนครศรีธรรมราช หาเสียงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งใหญ่ 8 ก.พ. 2569 สรุปแล้ว “อ.เจษฎ์” ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ไม่เห็นด้วยแบ่งพรรครักชาติ-ไม่รักชาติ สร้างแตกแยก แสดงถึงวิสัยทัศน์ที่รวมใจ ไม่แบ่งฝ่าย

ในมุมมองผู้เขียน การเลือกตั้งครั้งนี้คือโอกาสทดสอบวุฒิภาวะประชาชน อย่าให้เงินซื้อเสียงมาทำลายอนาคต มาเป็นหูเป็นตากันเถอะ สอดส่องทุจริต เลือกคนที่รักชาติแท้จริง ชวนเพื่อนๆ แชร์บทความนี้และคอมเมนต์ความเห็นของคุณด้านล่างเลยครับ จะได้ช่วยกันสร้างการเมืองไทยให้ดีขึ้น!

ที่มา – “อ.เจษฎ์” ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ไม่เห็นด้วยแบ่งพรรครักชาติ-ไม่รักชาติ สร้างแตกแยก

แสวง ขออภัย รับสื่อสารคลาดเคลื่อน ซื้อเสียง

ในแวดวงการเมืองไทยช่วงใกล้การเลือกตั้ง มีประเด็นร้อนที่สร้างความสับสนให้กับสังคม เมื่อ แสวง ขออภัย รับสื่อสารคลาดเคลื่อน จากการให้สัมภาษณ์ของนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าพรรคการเมืองสามารถเตรียมเงินเพื่อซื้อเสียงได้ แต่ห้ามแจกเท่านั้น เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569 สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

แสวง ขออภัย รับสื่อสารคลาดเคลื่อน

นายแสวง บุญมี ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อขออภัยต่อประชาชนและสื่อมวลชน โดยยอมรับว่าการให้สัมภาษณ์ครั้งนั้นอาจพูดสั้นไป พูดเร็วไป หรือใช้คำไม่ถูกต้อง ทำให้บริบทของคำพูดคลาดเคลื่อนไปจากเจตนาที่แท้จริง เขาได้ชี้แจงว่า จริงๆ แล้ว กกต. มีมาตรการเข้มงวดในการป้องกันและปราบปรามการซื้อสิทธิ์ขายเสียง โดยยืนยันชัดเจนว่า แสวง ขออภัย รับสื่อสารคลาดเคลื่อน แต่หลักการสำคัญคือ การซื้อเสียงในทุกรูปแบบเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แม้แต่การเตรียมการก็ถือเป็นความผิดแล้ว

จากโพสต์ดังกล่าว นายแสวงอธิบายเพิ่มเติมว่า คำพูดที่ว่า “พรรคการเมืองเตรียมเงินได้ แต่ห้ามแจก” เป็นการพูดถึงพฤติการณ์ของผู้ที่อาจกระทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการจัดเตรียมเงินเพื่อแจกจ่าย แต่ในทางกฎหมาย การเตรียมการดังกล่าวจับกุมได้ยากหากไม่มีหลักฐานชัดเจน ดังนั้น กกต. จึงเน้นการป้องกันและจับกุมในขณะที่เกิดการแจกจริง ซึ่งมีมาตรการรองรับแบบเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้กำลังพล เทคโนโลยีติดตาม หรือหน่วยเคลื่อนที่เร็ว

ยันแค่เตรียมเงินซื้อเสียง ก็ผิดกฎหมาย

เพื่อคลายความเข้าใจผิด แสวง ขออภัย รับสื่อสารคลาดเคลื่อน โดยชี้แจงตามตัวบทกฎหมาย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 73 กำหนดห้ามประการใดๆ ที่เป็นการซื้อสิทธิ์ขายเสียง รวมถึงการให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อให้เลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งบุคคลใด แม้แต่การสมรู้ร่วมคิดหรือเตรียมการก็เข้าข่ายผิดตามมาตรา 141 ที่กำหนดโทษทางอาญา

  • การเตรียมเงินหรือทรัพย์สินเพื่อแจกจ่าย ถือเป็นการสมคบคิดกระทำผิด
  • กกต. สั่งการเจ้าหน้าที่ทั่วประเทศเฝ้าระวังพฤติการณ์ต้องสงสัย
  • ใช้ระบบเทคโนโลยี เช่น โดรนและกล้องวงจรปิด เพื่อตรวจจับการเคลื่อนไหว
  • ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสได้ทางสายด่วน กกต. เพื่อป้องกันตั้งแต่ต้น
  • ผู้กระทำผิดต้องรับโทษจำคุกและปรับหนัก ตามระดับความรุนแรง

ประเด็นนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับหน่วยงานรัฐในการสื่อสาร โดยเฉพาะในยุคที่ข่าวสารแพร่กระจายรวดเร็วผ่านโซเชียลมีเดีย เพียงคำพูดสั้นๆ ก็สามารถถูกตีความผิดเพี้ยนได้ กกต. จึงได้ย้ำเตือนพรรคการเมืองและผู้สมัครทุกฝ่ายให้ยึดหลักสุจริตในการหาเสียง เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของการเลือกตั้งไทย

นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างกรณีในอดีตที่ กกต. จับกุมผู้เตรียมซื้อเสียงได้สำเร็จ เช่น กรณีแจกเงินสดหรือของขวัญในช่วงหาเสียงท้องถิ่น ซึ่งพิสูจน์แล้วว่ามาตรการทำงานได้จริง หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน สังคมไทยจะปราศจากมลทินการซื้อเสียงได้ไม่ยาก

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ แสวง ขออภัย รับสื่อสารคลาดเคลื่อน นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการสื่อสารต้องชัดเจน รอบคอบ โดยเฉพาะประเด็นกฎหมายที่ละเอียดอ่อน มันแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของผู้นำในการไม่ให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันเลือกตั้ง

หากคุณสนใจข่าวการเมืองและการเลือกตั้ง ลองติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด แชร์บทความนี้เพื่อให้สังคมเข้าใจถูกต้อง และแสดงความคิดเห็นด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้

ที่มา – “แสวง” ขออภัย รับสื่อสารคลาดเคลื่อน ทำสังคมเข้าใจผิด ยันแค่เตรียมเงินซื้อเสียง ก็ผิดแล้ว

“ลิซ่า” มั่นใจ ค่ายส้มปักธงนครศรีฯ ล้างภาพลักษณ์สีเทา

“ลิซ่า” บุกเมืองคอนลั่นหมดยุคสิ้นมนต์ขลัง “เสาไฟฟ้า” ยันเลือกตั้งรอบนี้เปลี่ยนแปลงแน่ เพื่อล้างภาพลักษณ์เมืองอิทธิพลสีเทาของ “นครศรีธรรมราช”

วันที่ 17 มกราคม 2569 นางสาวภคมน หนุนอนันต์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลงพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อช่วยรณรงค์หาเสียงให้นายปกรณ์ อารีกุล หรือ “แมน” ผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช เขต 1 เบอร์ 4 พรรคประชาชน โดยได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่อย่างดี

ลิซ่า มั่นใจค่ายส้มปักธงนครศรีฯ ล้างภาพลักษณ์เมืองอิทธิพลสีเทา

นางสาวภคมนแสดงความมั่นใจภายหลังการเดินสายพบปะประชาชนว่า การเลือกตั้งครั้งนี้พื้นที่นครศรีธรรมราช เขต 1 จะเกิดจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ จากการสำรวจพื้นที่ซึ่งมีประชากรมากที่สุดในภาคใต้ ยิ่งเดินยิ่งสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน ประชาชนชาวนครศรีธรรมราชตื่นตัวและส่งสัญญาณชัดเจนว่า “ไม่เอาแล้วกับของเดิม” และเชื่อว่าวาทกรรมในอดีตที่ว่า “คนใต้รักใครชอบใคร ส่งเสาไฟฟ้าลงก็ได้รับเลือก” นั้นใช้ไม่ได้อีกต่อไปในยุคปัจจุบัน

ลิซ่า มั่นใจค่ายส้มปักธงนครศรีฯ ล้างภาพลักษณ์เมืองอิทธิพลสีเทา

นางสาวภคมนย้ำว่า คนนครศรีธรรมราชและคนใต้ปรารถนาการเมืองที่โปร่งใส ต้องการนักการเมืองที่กล้าตรวจสอบและกล้าพิทักษ์ผลประโยชน์ของประชาชน ซึ่งพรรคประชาชนได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วจากการทำหน้าที่อย่างเข้มข้นตลอดช่วงที่ผ่านมา ทำให้กระแสตอบรับในพื้นที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัญหาเรื้อรังของนครศรีธรรมราชแม้จะเป็นเมืองใหญ่ แต่กลับมีภาพลักษณ์ด้านลบเรื่องอิทธิพลสีเทาและสีดำที่กัดกินสังคม วันนี้จึงมีความจำเป็นต้องส่ง “แมน ปกรณ์” เข้ามาทำหน้าที่ เนื่องจากเป็นบุคคลที่มีเจตจำนงแน่วแน่ที่จะ “ล้มสีเทา-ขัดขวางผลประโยชน์ทับซ้อน” เพื่อคืนศักดิ์ศรีให้คนนครศรีธรรมราช การปักธงที่นครศรีธรรมราชเขต 1 ครั้งนี้ จะเป็นสัญลักษณ์สำคัญว่า ดินแดนด้ามขวานจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ถ้ามีพรรคประชาชนเป็นรัฐบาล

ลิซ่า มั่นใจค่ายส้มปักธงนครศรีฯ ล้างภาพลักษณ์เมืองอิทธิพลสีเทา

“ลิซ่า” มั่นใจ ค่ายส้มปักธงนครศรีฯ ล้างภาพลักษณ์สีเทา

นางสาวภคมน หนุนอนันต์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้แสดงความมั่นใจอย่างยิ่งในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนี้ ว่าพรรคของตนจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและล้างภาพลักษณ์เมืองอิทธิพลสีเทาของนครศรีธรรมราชได้สำเร็จ โดยมองว่าประชาชนในพื้นที่เริ่มตื่นตัวและต้องการนักการเมืองที่เข้าไปแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

ทำไมนครศรีธรรมราชถึงต้องการล้างภาพลักษณ์เมืองอิทธิพลสีเทา?

นครศรีธรรมราชเป็นเมืองใหญ่ที่มีศักยภาพ แต่กลับถูกมองว่าเป็นเมืองที่มีอิทธิพลสีเทาครอบงำ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่ส่งผลเสียต่อการพัฒนาและความเป็นอยู่ของประชาชน การมีนักการเมืองที่เข้าไปแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างตรงจุดจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

  • ปัญหาอิทธิพลสีเทา: การมีอิทธิพลมืดในพื้นที่ส่งผลให้เกิดความไม่โปร่งใส การทุจริต และการเอารัดเอาเปรียบประชาชน
  • การพัฒนาที่ล่าช้า: ปัญหาเหล่านี้ขัดขวางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัด
  • ความต้องการการเปลี่ยนแปลง: ประชาชนต้องการนักการเมืองที่เข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

นางสาวภคมนและพรรคประชาชนจึงมุ่งมั่นที่จะเข้าไปล้างภาพลักษณ์เมืองอิทธิพลสีเทาของนครศรีธรรมราช และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง โดยเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้ประชาชนได้เลือกนักการเมืองที่พร้อมจะทำงานเพื่อพวกเขาอย่างแท้จริง

การที่ “ลิซ่า” แห่งพรรคประชาชนออกมาแสดงความมั่นใจในการที่จะเข้ามาล้างภาพลักษณ์เมืองอิทธิพลสีเทาของนครศรีธรรมราช ทำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของพรรคที่จะแก้ไขปัญหาที่เรื้อรังในจังหวัดนี้ และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าติดตามว่าการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ จะสามารถเปลี่ยนแปลงนครศรีธรรมราชไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้หรือไม่

ที่มา – “ลิซ่า” มั่นใจค่ายส้มปักธงนครศรีฯ ล้างภาพลักษณ์เมืองอิทธิพลสีเทา

อนุทิน ไล่ โรม: ดูตัวเองก่อน! ชาวบ้านอวยพรนั่งนายกฯต่อ

อนุทิน ไล่ โรม: ดูตัวเองก่อน! ชาวบ้านอวยพรนั่งนายกฯต่อ

“อนุทิน” เย้ย “โรม” กลัวภูมิใจไทย ไล่ไปดูตัวเองก่อน หลังกล่าวหาโหนคำพูด รมต.กัมพูชา เรียกคะแนนนิยม ย้อนอย่าว่าพรรคอื่นด้อยค่า ประเดิมหาเสียงใต้ ชาวบ้านคล้องพวงสะตอ อวยพรนั่งนายกฯ ต่อ

วันที่ 13 ม.ค. 2569 เวลา 19.10 น. ที่ลานหน้าที่ว่าการอำเภอคลองท่อม นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน พาดพิงว่านายอนุทินโหนกระแส คำพูด รัฐมนตรีของกัมพูชา มาเรียกคะแนนนิยมให้ตนเอง ว่า นายรังสิมันต์ โรม คงรู้สึกหวั่นไหว แต่ถ้าหากมั่นใจว่า ทำทุกอย่างเพื่อประเทศไทย ประชาชนคนไทย ก็อย่าไปหวั่นไหวเลย ทั้งที่เวลาอยู่ในสภาพูดเก่งพูดกาจ แต่เรื่องนี้กลับหวั่นไหว ขอให้เอาแบบอย่างพรรคภูมิใจไทยบ้าง ที่พูดแต่เรื่องที่เป็นประโยชน์ให้กับประชาชน ไม่จำเป็นต้องไปพูดอะไรที่ว่าคนอื่น หรือพรรคอื่น ให้เปลืองพื้นที่สมองของประชาชนเปล่าๆ ควรจะพูดว่า จะทำอะไรให้กับประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคการเมืองและนักการเมืองที่ดีควรจะทำ และนายรังสิมันต์ ควรจะทำตามแบบอย่างของพวกตน

เมื่อถามว่า นายรังสิมันต์ โรม บอกว่ารู้สึกผิดหวังที่นำเรื่องนี้มาใช้เรียกคะแนนนิยม นายอนุทิน กล่าวว่า ให้ไปดูตัวเองให้ดีก่อน ตัวเองทำอะไร สนิทกับใครตั้งเยอะแยะ ตนไม่เคยไปพูดอะไรที่ดิสเครดิตเลย วันนี้ต่างคนต่างทำงานให้กับประชาชน และเอาสิ่งที่อยากทำงานให้ประชาชนมาพูด แล้วไม่ต้องไปให้ร้าย ว่ากล่าวด้อยค่าคนอื่น ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวกับมารยาทด้วย

เมื่อถามว่าที่นายรังสิมันต์ โรม พูดลักษณะนี้เพราะกลัวพรรคภูมิใจไทย ใช่หรือไม่ นายอนุทินตอบเพียงสั้น ๆ ว่า ก็คงเป็นอย่างนั้น

ทั้งนี้ ภายหลังการสัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าวถามว่าทำไมวันนี้ถึงให้สัมภาษณ์ดุดันจัง นายอนุทิน บอกว่า ไม่ได้ดุ ผู้สื่อข่าวถามย้ำต่อว่า นึกว่ากินสะตอมาแล้วดุ นายอนุทิน จึงบอกว่า กินสะตอ ไม่ได้ดุ แต่ต้องยืนห่างกัน 2 เมตร

ประเดิมหาเสียงใต้ ชาวบ้านคล้องพวงสะตอ อวยพรนั่งนายกฯ ต่อ

ต่อมาเมื่อเวลา 17.00 น. นายอนุทิน พร้อมด้วยแกนนำพรรคภท. เช่น นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ในฐานะแม่ทัพภาคใต้พรรค นายชาดา ไทยเศรษฐ์ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ และนางศศิธร กิตติธรกุล ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่เดินหาเสียงที่ตลาดต้นปาล์ม ต.คลองท่อม อ.คลองท่อม จ.กระบี่ เพื่อช่วยหาเสียงให้นายกิตติชัย เอ่งฉ้วน ผู้สมัครสส.กระบี่ เขต 3 พรรคภท.

บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก มีประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอย พ่อค้าแม่ค้าตื่นเต้นที่ได้พบนายอนุทิน และเข้ามาขอถ่ายรูปด้วยจำนวนมาก

บางจังหวะพ่อค้าแม่ค้าไม่กล้าเข้ามาขอนายอนุทินถ่ายรูป โดยน.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยานายอนุทิน ซึ่งเดินทางมาลงพื้นที่ด้วยได้พูดเป็นภาษาใต้ว่า “เดี๋ยวถ่ายให้ค่ะ” พร้อมกับนำโทรศัพท์ของพ่อค้าแม่ค้า ช่วยถ่ายรูปให้

ขณะที่ นายอนุทิน ได้ขอบคุณระหว่างทางมีพ่อค้านำลองกองมาให้และปอกลองกองกินทันที และยังมีชาวบ้านมามอบสะตอมาคล้องคอนายอนุทิน พร้อมบอกว่า “ขอให้ได้ไปต่อ”

จากนั้นนายอนุทิน ยังแวะร้านผัดซีอิ๊ว และซื้อโกยซีหมี่ โรยด้วยหนังไก่ทอด ก่อนจะชิมทันที พร้อมแวะร้านหมึกย่างข้างๆ พร้อมซื้อหมึกย่างแจกคณะผู้ติดตาม ต่อมานายอนุทิน เดินมายังร้านฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นร้านขายผลไม้ โดยแม่ค้าพยายามชวนให้ซื้อ และชิมส้ม แต่นายอนุทิน ส่ายหน้า เลือกชิม และซื้อชมพู่แทน

ขณะที่มีแม่ค้ามุสลิมในตลาด ได้อวยพรนายอนุทิน ขอให้ได้กลับมาเป็นนายกฯ ต่อ ทำให้นายอนุทินได้อามีนรับพร ด้วยการใช้มือลูบไปที่ใบหน้า และตบศีรษะตัวเองเป็นการรับพร เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงการลงพื้นที่ที่เข้าถึงประชาชนของนายอนุทิน และการได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชนในพื้นที่

เรื่องราวของ อนุทิน ไล่ โรม: ดูตัวเองก่อน! ชาวบ้านอวยพรนั่งนายกฯต่อ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในการทำงานของพรรคภูมิใจไทย และการตอบโต้ทางการเมืองที่น่าสนใจ อีกทั้งยังสะท้อนภาพลักษณ์ที่เป็นกันเองและเข้าถึงประชาชนของนายอนุทินได้เป็นอย่างดี การที่ชาวบ้านอวยพรให้นั่งนายกฯ ต่อ ก็เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความนิยมที่นายอนุทินได้รับจากประชาชน

อนุทิน ชาญวีรกูล ยังคงเดินหน้าทำงานการเมืองอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางกระแสต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามา การลงพื้นที่พบปะประชาชนและการตอบโต้ประเด็นทางการเมืองอย่างตรงไปตรงมา ทำให้เขาเป็นที่จับตามองของสังคม

อนุทิน ไล่ โรม: ดูตัวเองก่อน! ชาวบ้านอวยพรนั่งนายกฯต่อ เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่น่าสนใจในการเมืองไทย และแสดงให้เห็นถึงสีสันของการแข่งขันทางการเมืองในปัจจุบัน

ที่มา – “อนุทิน” ไล่ “โรม” ดูตัวเองก่อน อย่าว่าพรรคอื่น ดิสเครดิตด้อยค่า-ชาวบ้านอวยพรนั่งนายกฯ ต่อ

นอร์ทแบงค็อกโพล: คนยังไม่เลือกใครยังพุ่ง แต่ “ปชน.-เท้ง” ยังนำ

การเลือกตั้งใกล้เข้ามาทุกที หลายคนคงกำลังจับตาดูผลสำรวจความคิดเห็นต่างๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจว่าจะเลือกใครดี นอร์ทแบงค็อกโพลได้เผยผลสำรวจล่าสุดที่น่าสนใจเกี่ยวกับทิศทางเสียงของประชาชนหลังการรับสมัคร สส. ในหัวข้อ “จากเวทีดีเบตสู่คูหาเลือกตั้ง” ซึ่งผลสำรวจนี้ชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์การเมืองยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และประชาชนจำนวนมากยังคงลังเลที่จะตัดสินใจเลือกผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด

นอร์ทแบงค็อกโพล เผย คนยังไม่เลือกใครยังพุ่ง แต่ “ปชน.-เท้ง” ยังนำ

ผลสำรวจนี้จัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 8 มกราคม 2569 โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,400 คน จากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครอบคลุมและเป็นตัวแทนของประชากรไทยมากที่สุด ผลสำรวจนี้มีประเด็นที่น่าสนใจหลายอย่าง ดังนี้

พรรคการเมืองที่ประชาชนอยากให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ผลสำรวจพบว่า พรรคการเมืองที่ประชาชนอยากให้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลมากที่สุดคือ ยังไม่ตัดสินใจ คิดเป็นร้อยละ 39.40 ตามมาด้วย พรรคประชาชน ร้อยละ 28.00 พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 10.50 พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 10.30 และพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 6.40 ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า ประชาชนยังคงมีความลังเลที่จะเลือกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งอย่างชัดเจน และยังเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองต่างๆ สามารถช่วงชิงคะแนนเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งได้

ผู้นำทางการเมืองที่ประชาชนอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรี

ในส่วนของผู้นำทางการเมืองที่ประชาชนอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป พบว่า ยังไม่ตัดสินใจ ยังคงเป็นอันดับหนึ่งที่ร้อยละ 44.60 ตามมาด้วย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ร้อยละ 21.80 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 13.00 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ร้อยละ 7.40 และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 7.00 ผลสำรวจนี้สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนยังไม่ได้ตัดสินใจเลือกผู้นำทางการเมืองคนใดเป็นพิเศษ และยังคงเปิดกว้างสำหรับผู้สมัครนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองต่างๆ

การเลือกผู้สมัคร สส. ในเขตพื้นที่

เมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ตั้งใจจะเลือกผู้สมัคร สส. ในเขตพื้นที่ของตน ผลสำรวจพบว่า ยังไม่ตัดสินใจ ยังคงเป็นอันดับหนึ่งที่ร้อยละ 42.30 ตามมาด้วย พรรคประชาชน ร้อยละ 26.30 พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 10.20 พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 9.30 และพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 6.40 เช่นเดียวกับผลสำรวจในประเด็นอื่นๆ ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงลังเลที่จะตัดสินใจเลือกผู้สมัคร สส. จากพรรคการเมืองใด

ปัจจัยในการตัดสินใจเลือกผู้สมัคร สส.

เมื่อถามว่าในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขต จะคำนึงถึงสิ่งใดเป็นหลัก ผลสำรวจพบว่า คำนึงถึงทั้งพรรคการเมืองที่สังกัดและตัวผู้สมัคร ร้อยละ 38.10 คำนึงถึงพรรคการเมืองที่ผู้สมัครสังกัดเป็นหลัก ร้อยละ 18.50 พิจารณาตัวผู้สมัครเป็นหลัก ร้อยละ 15.80 และ ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 27.60 ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า ประชาชนให้ความสำคัญกับทั้งพรรคการเมืองและตัวผู้สมัครในการตัดสินใจเลือกตั้ง

การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขต

เมื่อถามว่าในการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) และ สส. แบบแบ่งเขต จะเลือกทั้งพรรคและบุคคลอย่างไร ผลสำรวจพบว่า เลือกทั้งพรรคและบุคคลจากพรรคเดียวกัน ร้อยละ 48.20 ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 35.40 และเลือกพรรคหนึ่ง แต่เลือกผู้สมัครอีกพรรคในระบบแบ่งเขตอีกพรรคหนึ่ง ร้อยละ 16.40

ความตั้งใจในการไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 78.30) ตั้งใจที่จะไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 อย่างแน่นอน ในขณะที่ร้อยละ 20.30 ยังไม่ตัดสินใจ และร้อยละ 1.40 ไม่ไปแน่นอน ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งและต้องการที่จะมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ

โดยสรุปแล้ว ผลสำรวจของนอร์ทแบงค็อกโพล เผย คนยังไม่เลือกใครยังพุ่ง แต่ “ปชน.-เท้ง” ยังนำ แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์การเมืองยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และประชาชนจำนวนมากยังคงลังเลที่จะตัดสินใจเลือกผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ดังนั้น พรรคการเมืองต่างๆ จึงต้องเร่งทำการบ้านและนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน เพื่อช่วงชิงคะแนนเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง

ที่มา – นอร์ทแบงค็อกโพล เผย คนยังไม่เลือกใครยังพุ่ง แต่ “ปชน.-เท้ง” ยังนำทุกพรรค

ไทยรัฐโพล: สส.ย้ายพรรค? “อุดมการณ์” ชนะ!

ผลสำรวจล่าสุดจากไทยรัฐออนไลน์ชี้ชัดว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากให้ความสำคัญกับอุดมการณ์ของพรรคการเมืองมากกว่าตัวบุคคล หาก สส. เขตเดิมย้ายพรรค โอกาสที่จะได้รับการเลือกตั้งซ้ำก็ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นว่าพรรคประชาชนได้รับความนิยมอย่างมากในระบบบัญชีรายชื่อ

การสำรวจ “ส่องกระแสเลือกตั้ง: ความเชื่อมั่นต่อตัวบุคคลและพรรคการเมืองของคนไทย” โดยไทยรัฐโพล ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นจากผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2568 ถึง 4 มกราคม 2569 โดยมีผู้เข้าชมโพลถึง 1.75 ล้านครั้ง และมีผู้ร่วมตอบแบบสอบถามมากถึง 11,419 คน ซึ่งผลสำรวจนี้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางทางการเมืองที่น่าสนใจในปี 2569

ไทยรัฐโพล: สส.ย้ายพรรค? “อุดมการณ์” ชนะ!

ประเด็นสำคัญที่น่าจับตามองคือ ทัศนคติของประชาชนที่มีต่อ สส. ที่ย้ายพรรค คำถามสำคัญคือ “หาก สส. เขตเดิมของคุณย้ายพรรค ในการเลือกตั้งครั้งนี้คุณจะยังเลือกเขาอยู่หรือไม่?” คำตอบจากผลสำรวจนี้อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับนักการเมืองหลายท่าน

ผลสำรวจพบว่า 56.47% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าจะไม่เลือก สส. ที่ย้ายพรรคอีกต่อไป โดยให้เหตุผลว่า พวกเขาชื่นชอบที่พรรค เมื่อ สส. เปลี่ยนพรรค ก็ถือว่าสิ้นสุดความสัมพันธ์ทางการเมือง

ในขณะเดียวกัน 18.69% ยังไม่ตัดสินใจ 15.34% รอดูแนวนโยบายใหม่ และเพียง 9.49% เท่านั้นที่ยังคงสนับสนุน สส. ที่ย้ายพรรค

สัญญาณเตือน สส. ย้ายพรรค จากไทยรัฐโพล: สส.ย้ายพรรค? “อุดมการณ์” ชนะ!

ตัวเลขเหล่านี้ถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญสำหรับ สส. ที่คิดจะย้ายพรรค ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลทางการเมือง ผลประโยชน์ส่วนตัว หรือความอยู่รอด เพราะฐานเสียงเดิมอาจไม่ได้ตามไปสนับสนุนเสมอไป ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในยุคปัจจุบันให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และอุดมการณ์ของพรรคมากกว่าความสัมพันธ์ส่วนตัว

ในการเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อ (Party List) พบว่าพรรคประชาชนได้รับความสนใจมากที่สุด โดยมีคะแนนนิยมสูงถึง 41.38% ทิ้งห่างพรรคเพื่อไทย (19.79%) และพรรคภูมิใจไทย (13.15%) อย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์ (10.53%) พรรคเศรษฐกิจ (5.57%) พรรครวมไทยสร้างชาติ (2.06%) พรรคไทยสร้างไทย (1.5%) และพรรคไทยก้าวใหม่ (1.12%) ก็ได้รับความสนใจตามลำดับ

ข้อมูลประชากรของผู้ตอบแบบสอบถามพบว่า ส่วนใหญ่เป็นคนทำงานและวัยเกษียณ โดยผู้ที่มีอายุ 46-59 ปี ตอบมากที่สุด (34.34%) รองลงมาคือผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป (32.10%) กลุ่มอายุ 36-45 ปี (13.06%) กลุ่มอายุ 26-35 ปี (10.32%) และกลุ่มอายุ 18-25 ปี (10.18%)

ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล (41.93%) ภาคกลาง (18.72%) ภาคอีสาน (16.90%) ภาคเหนือ (11.91%) และภาคใต้ (10.54%)

จากการวิเคราะห์ผลสำรวจของไทยรัฐโพลชุดนี้ แสดงให้เห็นว่าประชาชนกำลังมองหาการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยนโยบายและอุดมการณ์ที่ชัดเจนของพรรค มากกว่าการพึ่งพาบารมีส่วนตัวหรือการย้ายพรรคเพื่อแสวงหาอำนาจ

ผลสำรวจนี้ย้ำเตือนนักการเมืองว่า การยึดมั่นในอุดมการณ์และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนด้วยนโยบายที่จับต้องได้ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการสร้างความสำเร็จในระยะยาว

ที่มา – ไทยรัฐโพล: เมื่อ “อุดมการณ์” ชนะ “บารมีส่วนตัว” ปิดตายทางรอด สส. ย้ายพรรค

โพลคนสงขลา: เลือก “พรรคประชาธิปัตย์-อภิสิทธิ์” เป็นนายกฯ

โพลเผยคนสงขลาจะโหวตให้ “พรรคประชาธิปัตย์-อภิสิทธิ์” เป็นนายกฯ

นิด้าโพลเผยผลสำรวจความคิดเห็นของชาวสงขลาเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี 2569 โดยผลสำรวจชี้ว่าผู้คนในจังหวัดสงขลามีแนวโน้มที่จะเลือก “พรรคประชาธิปัตย์-อภิสิทธิ์” เป็นนายกรัฐมนตรี

ผลสำรวจยังระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ติดอันดับ 3 ในขณะที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน ติดอันดับ 4 สำหรับพรรคการเมืองที่คาดว่าจะได้รับการเลือกตั้ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ยังคงเป็นอันดับ 1 ตามมาด้วยพรรคประชาชนในอันดับ 3

การสำรวจนี้ดำเนินการโดยศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ระหว่างวันที่ 20 – 25 ธันวาคม 2568 โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดสงขลา จำนวน 1,067 หน่วยตัวอย่าง การสำรวจใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) และเก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 95.0

ผลสำรวจความคิดเห็น: ใครที่คนสงขลาอยากให้เป็นนายกฯ

เมื่อถามถึงบุคคลที่คนสงขลาจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี พบว่า:

  • อันดับ 1: ร้อยละ 40.67 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)
  • อันดับ 2: ร้อยละ 24.18 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้
  • อันดับ 3: ร้อยละ 12.56 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)
  • อันดับ 4: ร้อยละ 11.43 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)
  • อันดับ 5: อื่นๆ

นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่ระบุชื่อบุคคลอื่นๆ เช่น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และบุคคลจากพรรคเพื่อไทย พรรคไทยสร้างไทย และพรรคอื่นๆ รวมถึงผู้ที่ไม่ประสงค์ลงคะแนน

สำหรับพรรคการเมืองที่คนสงขลามีแนวโน้มจะเลือก ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พบว่า:

  • อันดับ 1: ร้อยละ 45.45 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์
  • อันดับ 2: ร้อยละ 19.49 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ
  • อันดับ 3: ร้อยละ 15.09 ระบุว่าเป็นพรรคประชาชน
  • อันดับ 4: อื่นๆ

ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มในการเลือก ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยพรรคประชาธิปัตย์ยังคงเป็นอันดับ 1 ตามมาด้วยพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย

โดยสรุปแล้ว ผลสำรวจของนิด้าโพลแสดงให้เห็นว่า “พรรคประชาธิปัตย์-อภิสิทธิ์” ยังคงได้รับความนิยมจากชาวสงขลาเป็นอย่างมากในการเลือกตั้งที่จะมาถึง อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้ที่ไม่ตัดสินใจอีกจำนวนมาก ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อผลการเลือกตั้งจริง

ทำไมผลโพลถึงชี้ไปที่ “พรรคประชาธิปัตย์-อภิสิทธิ์”?

เหตุผลที่พรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังคงได้รับความนิยมในสงขลาอาจมาจากปัจจัยหลายประการ เช่น ฐานเสียงเดิมที่แข็งแกร่ง ความผูกพันกับพรรคที่มีมายาวนาน และภาพลักษณ์ของความเป็นนักการเมืองที่มีประสบการณ์และความน่าเชื่อถือ

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นจริงอาจมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อผลการเลือกตั้งได้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าติดตามว่าผลการเลือกตั้งจริงจะเป็นไปตามผลสำรวจหรือไม่

การเลือก “พรรคประชาธิปัตย์-อภิสิทธิ์” หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชนชาวสงขลาเอง โดยพิจารณาจากนโยบาย วิสัยทัศน์ และความสามารถของพรรคการเมืองและผู้สมัครแต่ละคน

ที่มา – โพลเผยคนสงขลาจะโหวตให้ “พรรคประชาธิปัตย์-อภิสิทธิ์” เป็นนายกฯ

Scroll to top