พรรคประชาธิปัตย์

“อภิสิทธิ์” ขอเวลาตรวจสอบหลังคุย “ชัยชนะ” ด้านเลขาธิการ ปชป. ย้ำให้เป็นไปตามกฎหมาย

“อภิสิทธิ์” ขอเวลาตรวจสอบหลังคุย “ชัยชนะ” ด้านเลขาธิการ ปชป. ย้ำให้เป็นไปตามกฎหมาย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยขณะนี้ เมื่อมีรายงานข่าวว่านายชัยชนะ เดชเดโช สส. บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถูกแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาทำร้ายร่างกายรองผู้กำกับการ สภ. ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ภายในงานศพ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความสนใจให้กับสังคมเป็นอย่างมาก ล่าสุดทางฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ได้ออกมาเคลื่อนไหวต่อประเด็นนี้แล้ว โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “อภิสิทธิ์” ขอเวลาตรวจสอบหลังคุย “ชัยชนะ” ด้านเลขาธิการ ปชป. ย้ำให้เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนที่สุดก่อนที่จะดำเนินการใดๆ ต่อไป

จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ต่อกรณี “อภิสิทธิ์” ขอเวลาตรวจสอบหลังคุย “ชัยชนะ” ด้านเลขาธิการ ปชป. ย้ำให้เป็นไปตามกฎหมาย

สำหรับท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ระบุว่าตนได้พูดคุยเบื้องต้นกับนายชัยชนะแล้ว แต่ยังไม่สามารถสรุปรายละเอียดได้ทั้งหมด จึงต้องขอเวลาในการตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงอย่างละเอียดอีกครั้ง หากมีความคืบหน้าอย่างไรทางพรรคจะแจ้งให้ประชาชนทราบโดยเร็วที่สุด ในขณะที่นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้ออกมาให้ความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า “อภิสิทธิ์” ขอเวลาตรวจสอบหลังคุย “ชัยชนะ” ด้านเลขาธิการ ปชป. ย้ำให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยเน้นย้ำหลักการสำคัญ ดังนี้:

  • ทางพรรคจะไม่เข้าไปแทรกแซงหรือก้าวก่ายกระบวนการยุติธรรม
  • ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างโปร่งใส
  • พรรคมีระเบียบปฏิบัติหากพบการกระทำที่สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ขององค์กร
  • ยืนยันว่าพรรคไม่ได้เพิกเฉยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและพร้อมตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง

สถานการณ์นี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ในการจัดการกับปัญหาภายใน โดยเฉพาะการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ามาตรฐานทางจริยธรรมของพรรคยังคงแข็งแกร่ง ทั้งนี้ การที่ผู้บริหารระดับสูงอย่างนายอภิสิทธิ์และนายชัยวุฒิเลือกที่จะยึดหลักกฎหมายเป็นที่ตั้ง ถือเป็นสัญญาณว่าพรรคพร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา อย่างไรก็ตาม เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าผลสรุปของการตรวจสอบเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร และพรรคจะหาทางออกในเรื่องนี้เพื่อรักษาความไว้วางใจจากประชาชนได้อย่างไรบ้าง

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ขอเวลาตรวงสอบหลังคุย “ชัยชนะ” ด้านเลขาธิการ ปชป. ย้ำให้เป็นไปตามกฎหมาย

“ชัยชนะ” ยันไม่ได้ตบบ้องหู “รอง ผกก.” กลางงานศพ

จากกรณีข่าวที่กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียล เมื่อมีข่าวอักษรย่อพาดพิงอดีตรัฐมนตรีตระกูลบ้านใหญ่เมืองคอนว่าก่อเหตุทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ล่าสุด “ชัยชนะ” ยันไม่ได้ตบบ้องหู “รอง ผกก.” กลางงานศพ โดยนายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อให้สังคมได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง

ข้อเท็จจริงกรณี “ชัยชนะ” ยันไม่ได้ตบบ้องหู “รอง ผกก.” กลางงานศพ

นายชัยชนะได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ตนรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากเมื่อทราบข่าวที่เกิดขึ้น เพราะในความเป็นจริงตนและรอง ผกก. ท่านดังกล่าวมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดเสมือนญาติพี่น้อง โดยเมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ตนยังได้พบปะพูดคุยและถ่ายรูปร่วมกันตามปกติในงานศพ ซึ่งยืนยันได้ว่าไม่มีเหตุการณ์รุนแรงหรือการตบบ้องหูแต่อย่างใด

เปิดใจสาเหตุที่ถูกโยงในประเด็น “ชัยชนะ” ยันไม่ได้ตบบ้องหู “รอง ผกก.” กลางงานศพ

สำหรับประเด็นที่ว่าเหตุทำร้ายร่างกายมาจากความไม่พอใจเรื่องการหาเสียงนั้น นายชัยชนะยืนยันว่าเป็นเรื่องไม่จริงอย่างสิ้นเชิง ตนและตำรวจท่านนี้เจอกันมักจะมีการหยอกล้อกันตามประสาคนสนิทคุ้นเคยกันมานาน การที่นำเรื่องนี้มาปั่นกระแสข่าวในเชิงลบจึงเป็นสิ่งที่น่าสงสัย โดยนายชัยชนะตั้งข้อสังเกตว่านี่อาจเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองเพื่อทำลายชื่อเสียง

  • นายชัยชนะได้โทรศัพท์พูดคุยกับ รอง ผกก. คู่กรณีแล้ว
  • ทั้งสองฝ่ายยืนยันตรงกันว่าไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น
  • เชื่อว่าข่าวนี้มีเจตนาบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อดิสเครดิต
  • การเมืองควรแข่งขันกันบนพื้นฐานของความจริง ไม่ใช่การสร้างข่าวเท็จ

ท้ายที่สุดนี้ นายชัยชนะอยากฝากเตือนไปยังผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าวว่า การเล่นการเมืองควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของการนำเสนอข้อมูลที่เป็นความจริง ไม่ควรใช้การปล่อยข่าวลือมาโจมตีกัน เพราะนอกจากจะสร้างความเสียหายให้กับบุคคลที่ถูกกล่าวหาแล้ว ยังทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดอีกด้วย หากท่านใดกำลังติดตามข่าวนี้อยู่ ควรใช้วิจารณญาณในการรับฟังข้อมูลอย่างรอบด้านเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการดิสเครดิตทางการเมืองครับ

ที่มา – “ชัยชนะ” ยันไม่ได้ตบบ้องหู “รอง ผกก.” กลางงานศพ ชี้สนิทกันเหมือนญาติ

โฆษก ปชป. ชี้นโยบายคุมเข้มปืนไร้ทิศทาง

ในสถานการณ์ปัจจุบัน ประเด็นเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนกลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงกันอย่างหนาหู โดยเฉพาะเมื่อเกิดคำถามขึ้นว่า โฆษก ปชป. ชี้นโยบายคุมเข้มปืนไร้ทิศทาง จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงมาตรการของภาครัฐที่ดูเหมือนจะเน้นไปที่การควบคุมที่ปลายเหตุมากเกินไป

โฆษก ปชป. ชี้นโยบายคุมเข้มปืนไร้ทิศทาง

นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาสะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า นโยบายการระงับใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืนที่เข้มงวดเกินไปนั้น กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ปฏิบัติงานที่ต้องเสี่ยงภัยอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่มีอาวุธป้องกันตัวที่เพียงพอ แต่โจรกลับสามารถเข้าถึงอาวุธปืนเถื่อนได้ง่ายผ่านช่องทางออนไลน์ สิ่งนี้คือความเหลื่อมล้ำที่น่ากังวลที่สุดในสังคมไทยตอนนี้

ปัญหาการขายปืนเถื่อนออนไลน์ที่ไร้การควบคุม

ปัจจุบันนี้ เราจะเห็นได้ชัดว่า โฆษก ปชป. ชี้นโยบายคุมเข้มปืนไร้ทิศทาง เพราะในขณะที่การขออนุญาตถูกต้องทำได้ยากลำบาก แต่ตลาดมืดออนไลน์กลับเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีการรีวิวและส่งสินค้าผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่างโจ่งแจ้ง ซึ่งรัฐบาลไม่ควรนิ่งเฉยด้วยเหตุผลที่ว่าโลกออนไลน์ควบคุมยาก แต่ต้องเร่งหามาตรการจัดการให้เด็ดขาดกว่านี้

ผลกระทบที่ตามมาจากการที่ โฆษก ปชป. ชี้นโยบายคุมเข้มปืนไร้ทิศทาง นั้นไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของตัวเลขสถิติ แต่มันคือความรู้สึกไม่ปลอดภัยของประชาชนที่มองเห็นว่า:

  • เจ้าหน้าที่รัฐถูกจำกัดการเข้าถึงอาวุธที่ใช้ป้องกันตัว
  • โจรผู้ร้ายสามารถซื้อปืนเถื่อนหรือปืนไทยประดิษฐ์ได้ง่ายผ่านโซเชียลมีเดีย
  • การบังคับใช้กฎหมายกับแพลตฟอร์มออนไลน์ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอคือ รัฐบาลควรบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และตำรวจไซเบอร์ เพื่อทลายเครือข่ายขายปืนเถื่อนแบบถอนรากถอนโคน มากกว่าการมามุ่งเน้นควบคุมผู้ที่ปฏิบัติตามกฎหมายเพียงอย่างเดียว

ท้ายที่สุดแล้ว ความมั่นคงของชาติไม่ได้ขึ้นอยู่กับการจำกัดสิทธิของผู้บริสุทธิ์ แต่ขึ้นอยู่กับการกวาดล้างอาชญากรให้หมดไปจากสังคม หากปล่อยให้ช่องว่างนี้คงอยู่ต่อไป เราคงยากที่จะวางใจเรื่องความปลอดภัยในชีวิตประจำวันได้ หวังว่ารัฐบาลจะทบทวนนโยบายนี้และลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

ที่มา – โฆษก ปชป. ชี้นโยบายคุมเข้มปืนไร้ทิศทาง จนท.มือเปล่า แต่โจรซื้อง่ายผ่านออนไลน์ จี้ทลายค้าปืนเถื่อน

“รัดเกล้า” สะท้อนเหตุกราดยิงในโรงเรียน สัญญาณเตือนสังคม

เชื่อว่าหลายคนคงยังรู้สึกสะเทือนใจไม่น้อยกับข่าวความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในสถานศึกษา ล่าสุด “รัดเกล้า” สะท้อนเหตุกราดยิงในโรงเรียน ชี้ไม่ใช่เหตุการณ์โดดเดี่ยว สัญญาณเตือนสังคมเร่งป้องกัน ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้ใหญ่ในสังคมและภาครัฐต้องกลับมาทบทวนอย่างเร่งด่วน ว่าเราปล่อยให้พื้นที่ที่ควรจะปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็ก กลายเป็นพื้นที่เสี่ยงไปตั้งแต่เมื่อไหร่

“รัดเกล้า” สะท้อนเหตุกราดยิงในโรงเรียน ชี้ไม่ใช่เหตุการณ์โดดเดี่ยว สัญญาณเตือนสังคมเร่งป้องกัน

เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ไม่ได้มีสาเหตุมาจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลพวงจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพจิตของเยาวชน การกลั่นแกล้งในโรงเรียน หรือแม้แต่ความกดดันจากสภาพแวดล้อมทางสังคม คุณรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ได้ออกมาเน้นย้ำชัดเจนว่า เราไม่สามารถมองข้ามเรื่องนี้ไปได้อีกแล้ว เพราะนี่คือเสียงสะท้อนที่บอกว่าระบบเดิมที่เราใช้อยู่กำลังมีปัญหา

ถอดบทเรียนผ่านมุมมอง “รัดเกล้า” สะท้อนเหตุกราดยิงในโรงเรียน

การแก้ไขปัญหาไม่ใช่แค่เรื่องของการไล่ปิดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่คือการสร้างระบบป้องกันที่เข้มแข็ง นี่คือสิ่งที่เราควรเร่งดำเนินการ:

  • สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจ: บรรจุเรื่องสุขภาพจิตและการรับมือกับความเครียดไว้ในหลักสูตรการศึกษาอย่างจริงจัง
  • ระบบสังเกตสัญญาณเตือน: พัฒนาทักษะให้ครูและผู้ปกครองสามารถตรวจจับความผิดปกติหรือสัญญาณอันตรายของเด็กได้ก่อนจะเกิดเหตุ
  • กลไกการแจ้งเหตุที่ปลอดภัย: สร้างช่องทางที่เด็กๆ จะกล้าพูดหรือขอความช่วยเหลือเมื่อเจอการกลั่นแกล้งหรือปัญหาที่เกินรับมือ
  • การสร้างนิเวศการเรียนรู้ (Learning Ecosystem): เชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างครอบครัว โรงเรียน และภาครัฐให้เป็นหนึ่งเดียวกัน

เราทุกคนต้องเลิกตั้งคำถามว่า “ทำไมไม่มีใครรู้” แต่ต้องหันมาตั้งคำถามว่า “วันนี้เราได้ลงมือทำอะไรเพื่อป้องกันหรือยัง” การรอคอยให้เกิดความสูญเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน และถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยจะต้องก้าวข้ามผ่านการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การสร้างโครงสร้างที่ยั่งยืน เพื่อให้โรงเรียนกลับมาเป็นบ้านหลังที่สองที่อบอุ่นและปลอดภัยสำหรับเด็กทุกคนอย่างแท้จริง หากเราเริ่มลงมือทำตั้งแต่วันนี้ เราอาจจะช่วยชีวิตเด็กคนหนึ่งไม่ให้ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดได้ครับ

ที่มา – “รัดเกล้า” สะท้อนเหตุกราดยิงในโรงเรียน ชี้ไม่ใช่เหตุการณ์โดดเดี่ยว สัญญาณเตือนสังคมเร่งป้องกัน

อภิสิทธิ์ เปิดงานสายฟ้าฮ่วมใจ ฮอมแฮงเมืองเหนือ

เรียกได้ว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เดินทางไปเปิดงาน อภิสิทธิ์ เปิดงานสายฟ้าฮ่วมใจ ฮอมแฮงเมืองเหนือ ณ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเดินหน้าปรับทัพและสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องชาวเหนืออีกครั้ง งานนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่พรรคประชาธิปัตย์แสดงจุดยืนชัดเจนว่า ต้องการฟื้นฟูศรัทธาและกลับมาเป็นพรรคการเมืองหลักที่เป็นทางเลือกอันดับต้นๆ ของประชาชน

เจาะลึก อภิสิทธิ์ เปิดงานสายฟ้าฮ่วมใจ ฮอมแฮงเมืองเหนือ

ภายในงานมีการแลกเปลี่ยนมุมมองทางการเมืองที่น่าสนใจ โดยนายอภิสิทธิ์ได้ย้ำชัดว่าแม้สถานการณ์ทางการเมืองจะมีความท้าทาย แต่ประชาธิปัตย์ไม่ใช่พรรคการเมืองเฉพาะกิจ เราทำงานด้วยความมุ่งมั่นเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของฝุ่น PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตคนภาคเหนือ หรือการยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่านต้นทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่มากมายในท้องถิ่น

เป้าหมายของ อภิสิทธิ์ เปิดงานสายฟ้าฮ่วมใจ ฮอมแฮงเมืองเหนือ

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนในการเข้าถึงใจประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และกลุ่มที่เคยมีความผูกพันกับพรรคมาอย่างยาวนาน ซึ่งกลยุทธ์สำคัญที่นายอภิสิทธิ์เน้นย้ำ คือ:

  • การผลักดันการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ไม่เน้นฉาบฉวย
  • การเชื่อมโยงนโยบายระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต
  • การใช้เทคโนโลยีมาต่อยอดมูลค่าทางเศรษฐกิจในระดับเมือง
  • การตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ

หลายคนอาจสงสัยว่าการกลับมาครั้งนี้จะสอดคล้องกับสมการการเมือง 3 สีที่กำลังเป็นกระแสหรือไม่ แต่นายอภิสิทธิ์ได้ตอบอย่างอารมณ์ดีว่า พรรคประชาธิปัตย์เน้นการทำงานเพื่อประชาชนเป็นหลัก และไม่ขอเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสมการการเมืองใดๆ ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทิศทางในการแก้ปัญหาประเทศ นี่คือความชัดเจนที่ทำให้หลายคนมองว่า ประชาธิปัตย์กำลังกลับมาทำการเมืองแบบเนื้อๆ เน้นผลลัพธ์มากกว่าการเล่นเกมการเมืองเพื่ออำนาจ

หากถามถึงอนาคต เชื่อว่าความท้าทายของพรรคคือการพิสูจน์ผลงานผ่านการปฏิบัติจริง ซึ่งทางพรรคเองก็ยอมรับว่าต้องใช้เวลา แต่การเริ่มต้นในครั้งนี้ถือเป็นการปักหมุดหมายที่ดีในการสร้างฐานเสียงที่แข็งแกร่งขึ้นอีกครั้งในภาคเหนือ ประชาชนต้องการเห็นพรรคการเมืองที่พร้อมเป็นกระบอกเสียงและเสนอทางออกที่สร้างสรรค์มากกว่าแค่การโต้ตอบกันไปมา

ท้ายที่สุดนี้ ในมุมมองของผม การที่ประชาธิปัตย์ลุกขึ้นมาขยับตัวอย่างจริงจังแบบนี้ จะส่งผลดีต่อตัวเลือกของประชาชนในอนาคต เพราะยิ่งมีพรรคที่กล้าตรวจสอบและมีนโยบายที่ชัดเจนมากเท่าไหร่ ประชาชนก็จะได้รับประโยชน์มากที่สุดเท่านั้น เรามาร่วมติดตามกันต่อไปว่าก้าวต่อไปของพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์จะเป็นอย่างไรครับ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” เปิดงานสายฟ้าฮ่วมใจ ฮอมแฮงเมืองเหนือ ย้ำ ปชป.เดินหน้าฟื้นศรัทธาเป็นพรรคหลัก

“พ่อโฟกัส” ยื่นเทปหลักฐานเสียบบัตรประชุมสภากทม. ให้ ป.ป.ช. สอบสก.พรรคประชาชนแล้ว

“พ่อโฟกัส” ยื่นเทปหลักฐานเสียบบัตรประชุมสภากทม. ให้ ป.ป.ช. สอบสก.พรรคประชาชนแล้ว

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีที่ “พ่อโฟกัส” ยื่นเทปหลักฐานเสียบบัตรประชุมสภากทม. ให้ ป.ป.ช. สอบสก.พรรคประชาชนแล้ว หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกันในระหว่างการประชุมสภากรุงเทพมหานครเมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับประชาชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการทำงานของตัวแทนที่ตนเลือกเข้าไปทำหน้าที่

ความคืบหน้ากรณี “พ่อโฟกัส” ยื่นเทปหลักฐานเสียบบัตรประชุมสภากทม. ให้ ป.ป.ช. สอบสก.พรรคประชาชนแล้ว

นายนภาพล จีระกุล สก.เขตบางกอกน้อย จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้รวมตัวกับกลุ่ม สก. พรรคเพื่อไทย เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน โดยมีหลักฐานสำคัญประกอบด้วย:

  • บันทึกเทปภาพและเสียงเหตุการณ์การประชุมสภากทม. ในวันเกิดเหตุ
  • รายชื่อพยานบุคคลที่อยู่ในห้องประชุมขณะนั้น
  • รายละเอียดช่วงเวลาการกดคะแนนที่ผิดปกติ

การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษามาตรฐานการทำงานในสภา กทม. ให้มีความเป็นธรรม เพราะการออกข้อบัญญัติที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง จำเป็นต้องผ่านกระบวนการลงมติที่ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ “พ่อโฟกัส” ยื่นเทปหลักฐานเสียบบัตรประชุมสภากทม. ให้ ป.ป.ช. สอบสก.พรรคประชาชนแล้ว เพื่อขอเรียกร้องให้องค์กรอิสระทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา หากพบว่ามีการทุจริตหรือทำผิดระเบียบข้อบังคับจริง ก็ต้องได้รับโทษตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ไม่ว่าผลการสอบสวนจะออกมาเป็นอย่างไร เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่สะท้อนว่าประชาชนยุคใหม่ให้ความสำคัญกับจริยธรรมของนักการเมืองมากกว่าที่เคย การที่ สก. ออกมาตรวจสอบกันเองในลักษณะนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงการตรวจสอบถ่วงดุลที่ควรจะมีอยู่ในระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้ทุกคะแนนเสียงที่ผ่านความเห็นชอบในสภาเป็นตัวแทนของความถูกต้องอย่างแท้จริง เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า ป.ป.ช. จะดำเนินการอย่างไรกับเรื่องนี้ เพราะความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการได้รับความไว้วางใจจากชาวกรุงเทพฯ

ที่มา – “พ่อโฟกัส” ยื่นเทปหลักฐานเสียบบัตรประชุมสภากทม. ให้ ป.ป.ช. สอบสก.พรรคประชาชนแล้ว

“สส.อัมพร” ชี้งบฯ เรียนฟรีไม่ตรงปก จี้เร่งปฏิรูปโครงสร้าง ศธ.

“สส.อัมพร” ชี้งบฯ เรียนฟรีไม่ตรงปก จี้เร่งปฏิรูปโครงสร้าง ศธ.

กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงการศึกษาไทย เมื่อ นายอัมพร พินะสา สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจระหว่างการประชุมกรรมาธิการงบประมาณปี 2570 โดยระบุว่า “สส.อัมพร” ชี้งบฯ เรียนฟรีไม่ตรงปก จี้เร่งปฏิรูปโครงสร้าง ศธ. ซึ่งถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่กระทรวงศึกษาธิการต้องเร่งแก้ไข เพื่อไม่ให้กระทบต่ออนาคตของเด็กไทยและภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง

ปัญหาเชิงโครงสร้าง: เมื่อการศึกษาไทยไร้ทิศทาง

นายอัมพรได้ตั้งคำถามสำคัญต่อผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ โดยชี้ให้เห็นว่าแม้เราจะมีโรงเรียนกว่า 28,000 แห่ง แต่กลับพบความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจน งบประมาณส่วนใหญ่กว่า 96% เป็นงบประจำและเงินเดือนบุคลากร เหลือเพียง 4% เท่านั้นสำหรับการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน นอกจากนี้ “สส.อัมพร” ชี้งบฯ เรียนฟรีไม่ตรงปก จี้เร่งปฏิรูปโครงสร้าง ศธ. โดยมองว่าการยุบโรงเรียนขนาดเล็กไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน แต่ควรเน้นการสร้าง “โรงเรียนคุณภาพ” ให้กระจายไปทั่วทุกภูมิภาคมากกว่า

  • งบประมาณการศึกษา 76% จมไปกับค่าใช้จ่ายบุคลากร
  • ปัญหาโรงเรียนแข่งขันสูงแย่งงบก่อสร้างตึกจนขาดพื้นที่ทำกิจกรรม
  • งบค่าหนังสือเรียนไม่ครอบคลุมจริง ผู้ปกครองต้องแบกภาระเพิ่ม

การจัดการเด็กหลุดระบบและการปฏิรูปครั้งใหญ่

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือความพยายามในการดึงเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษากว่า 500,000 คนกลับเข้าสู่ห้องเรียน ปัจจุบันโมเดล “1 โรงเรียน 3 ระบบ” ดูเหมือนจะยังไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งนายอัมพรได้เสนอให้มีการบังคับใช้กฎหมายและระบบอย่างจริงจังในทุกโรงเรียนทั่วประเทศ รวมถึงการตรวจสอบประสิทธิภาพของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ว่าสามารถสร้างอาชีพให้คนว่างงานได้จริงหรือไม่

ในมุมมองของผม สิ่งที่ท่าน สส.อัมพร ได้เสนอถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ผู้เกี่ยวข้องต้องรีบหันมาทบทวน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณที่ต้องถึงมือผู้เรียนอย่างแท้จริง หรือการสร้างความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายบุคลากรครู หากเราไม่เร่งปฏิรูปโครงสร้างการศึกษาในวันนี้ ความหวังที่จะเห็นเด็กไทยมีคุณภาพและเท่าเทียมก็คงทำได้ยากครับ เราควรสนับสนุนแนวคิดที่มุ่งเน้นการสร้างโอกาสแทนการลดจำนวนสถานศึกษา เพื่อให้เด็กทุกคนเข้าถึงการศึกษาได้อย่างแท้จริง

ที่มา – “สส.อัมพร” ชี้งบฯ เรียนฟรีไม่ตรงปก จี้เร่งปฏิรูปโครงสร้าง ศธ. แทนยุบโรงเรียน

พรรคประชาธิปัตย์เตรียมผลักดันร่าง พ.ร.บ. ป้องกันอาชญากรรมต่อเนื่อง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีเรื่องราวที่น่าสนใจและส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตประจำวันของพวกเราทุกคนมาอัปเดตกันครับ เมื่อเร็วๆ นี้ทางพรรคประชาธิปัตย์ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรม โดยทางพรรคได้ประกาศว่า พรรคประชาธิปัตย์เตรียมผลักดันร่าง พ.ร.บ. ป้องกันอาชญากรรมต่อเนื่อง เพื่อมาจัดการกับคดีร้ายแรงที่สร้างความหวาดระแวงให้กับสังคมไทยในปัจจุบันครับ

พรรคประชาธิปัตย์เตรียมผลักดันร่าง พ.ร.บ. ป้องกันอาชญากรรมต่อเนื่อง

หลายคนคงเคยได้ยินข่าวคดีสะเทือนขวัญต่างๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำซาก จนหลายครั้งเราตั้งคำถามว่ากฎหมายปัจจุบันยังมีช่องโหว่หรือไม่ การที่ พรรคประชาธิปัตย์เตรียมผลักดันร่าง พ.ร.บ. ป้องกันอาชญากรรมต่อเนื่อง ในครั้งนี้ จึงเป็นการมุ่งเน้นไปที่กลุ่มผู้กระทำความผิดซ้ำซากใน 3 ฐานความผิดร้ายแรง ได้แก่ คดีปล้น คดีฆ่า และคดีข่มขืน ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อความสงบสุขของประชาชนอย่างแท้จริงครับ

หลักการสำคัญในการผลักดันกฎหมาย

การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับมาตรการความปลอดภัย โดยมีหัวใจหลักที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • การควบคุมฐานความผิด: เน้นไปที่คดีฆ่า ข่มขืน และปล้น ที่มีผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างรุนแรง
  • มาตรการป้องกันการทำผิดซ้ำ: หากทำผิดครั้งที่ 2 จะไม่มีการลดโทษหรือขอพระราชทานอภัยโทษโดยเด็ดขาด
  • บทลงโทษขั้นสูงสุด: หากกระทำผิดครั้งที่ 3 ศาลจะสั่งลงโทษในอัตราสูงสุดโดยไม่มีการลดหย่อนใดๆ

นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า แม้กฎหมายฉบับนี้อาจจะดูเข้มงวดหรือไร้ความเมตตาในมุมมองของบางคน แต่หน้าที่สำคัญที่สุดของรัฐและกฎหมายคือการปกป้องชีวิตของคนบริสุทธิ์ไม่ให้ต้องตกเป็นเหยื่อซ้ำแล้วซ้ำเล่าครับ การที่ พรรคประชาธิปัตย์เตรียมผลักดันร่าง พ.ร.บ. ป้องกันอาชญากรรมต่อเนื่อง คือการส่งสัญญาณว่าสังคมไทยต้องการมาตรฐานความปลอดภัยที่จับต้องได้มากกว่าเดิม

ในฐานะประชาชน เราควรหันมาติดตามและแสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายนี้ให้มากขึ้น เพราะนี่คือเครื่องมือที่จะช่วยคืนความปกติสุขให้สังคม ไม่ต้องคอยระแวงภัยจากอาชญากรที่วนเวียนกลับมาก่อเหตุซ้ำอีก คุณล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรกับการที่พรรคการเมืองหันมาให้ความสำคัญกับการปิดช่องโหว่กฎหมายในลักษณะนี้? มาร่วมแชร์ความคิดเห็นกันได้เลยครับ เพราะเสียงของทุกคนมีส่วนช่วยให้กฎหมายฉบับนี้สมบูรณ์และบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดครับ

ที่มา – พรรคประชาธิปัตย์เตรียมผลักดันร่าง พ.ร.บ. ป้องกันอาชญากรรมต่อเนื่อง

ปชป. บี้สอบปม สก.ปชน. เสียบบัตรโหวตแทนกัน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภากรุงเทพมหานคร เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่กรณี ปชป. บี้สอบปม สก.ปชน. เสียบบัตรโหวตแทนกัน ซึ่งถือเป็นการละเมิดหลักการประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในการประชุมสภา กทม. ที่ผ่านมา โดยมีสมาชิกสภาฯ ตั้งข้อสังเกตถึงจำนวนผู้ลงคะแนนที่ไม่สัมพันธ์กับจำนวนสมาชิกที่นั่งอยู่ในห้องประชุม

เบื้องลึก ปชป. บี้สอบปม สก.ปชน. เสียบบัตรโหวตแทนกัน

นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยทีม สก. ของพรรค ได้ออกมาแถลงข่าวเปิดเผยพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของสมาชิกสภา กทม. จากพรรคประชาชน โดยระบุว่าในระหว่างการลงมติ มีการเสียบบัตรทิ้งไว้และมีการกดลงคะแนนแทนกัน ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ขัดต่อข้อบังคับและจริยธรรมของนักการเมืองท้องถิ่นอย่างชัดเจน นายนภาพล จีระกุล สก.เขตบางกอกน้อย ยืนยันว่าในห้องประชุมมีสมาชิกอยู่จริงเพียง 40 คน แต่กลับมีการลงมติถึง 41 เสียง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามีการกระทำผิดสำเร็จแล้ว

รายละเอียดการตรวจสอบและการดำเนินคดี

ทางด้าน น.ส.นิภาพรรณ จึงเลิศศิริ สก.เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ผู้เห็นเหตุการณ์โดยตรง ได้ระบุว่ามีการกดปุ่มโหวตของตนเองแล้วยังยื่นมือไปกดปุ่มของเพื่อนสมาชิกที่ไม่ได้อยู่ในห้องประชุม การอ้างว่ากดผิดหรือเครื่องเสียจึงฟังไม่ขึ้น เพราะหากเกิดข้อผิดพลาดจริง สมาชิกควรแจ้งประธานสภาฯ ทันที ไม่ใช่ปล่อยผ่านจนเกิดการทักท้วงเช่นนี้

ทางพรรคประชาธิปัตย์จึงได้เตรียมแผนดำเนินการอย่างจริงจังในกรณี ปชป. บี้สอบปม สก.ปชน. เสียบบัตรโหวตแทนกัน ดังนี้:

  • ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อเอาผิดตามมาตรา 157 และ พ.ร.บ. ป.ป.ช.
  • ส่งหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ตรวจสอบจรรยาบรรณของ สก. ผู้เกี่ยวข้อง
  • เรียกร้องให้ประธานสภา กทม. ดำเนินการชี้แจงและลงโทษผู้กระทำผิดอย่างโปร่งใส เพื่อรักษามาตรฐานสภา กทม. ให้เป็นที่ยอมรับของประชาชน

เหตุการณ์นี้นับเป็นบททดสอบสำคัญของความโปร่งใสในสภากรุงเทพมหานคร การใช้อำนาจที่ได้รับมอบหมายจากประชาชนไปในทางทุจริตเพียงเพราะความสะดวกหรือความมักง่าย ไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนผู้เสียภาษีจะยอมรับได้ หวังว่ากระบวนการตรวจสอบหลังจากนี้จะเป็นบรรทัดฐานที่ดี ไม่ให้เกิดเหตุการณ์เสียบบัตรโหวตแทนกันขึ้นอีกในอนาคต เพราะสภาควรเป็นพื้นที่แห่งความซื่อสัตย์และเคารพกฎกติกาเป็นสำคัญ

ที่มา – ปชป. บี้สอบปม สก.ปชน. เสียบบัตรโหวตแทนกัน ย้ำความผิดสำเร็จ จ่อยื่นร้อง ป.ป.ช.-มท.1

Scroll to top