พรรครวมไทยสร้างชาติ

รทสช.ย้ำ! “เลือกตั้ง-ประชามติ” ต้องใช้สิทธิ

“ศศิกานต์” รองโฆษก รทสช. ย้ำลงทะเบียนล่วงหน้า “เลือกตั้ง-ประชามติ” ต้องไปใช้สิทธิให้ครบ พลาดวันเดียวถูกตัดสิทธิการเมือง 2 ปี

นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยว่า จากการประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่กำหนดให้มีการลงทะเบียนขอใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า ทั้งนอกเขตเลือกตั้งและนอกราชอาณาจักร รวมถึงการออกเสียงประชามติ ระหว่างวันที่ 20 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2569 นั้น พบว่าประชาชนจำนวนมากยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับขั้นตอนและวันเวลาในการไปใช้สิทธิ จึงขอเน้นย้ำกำหนดการสำคัญเพื่อให้ประชาชนเตรียมตัวให้พร้อม โดยการใช้สิทธิลงคะแนนล่วงหน้าในครั้งนี้ถูกแบ่งออกเป็น 2 วัน คือ

  1. วันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ล่วงหน้า สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนนอกเขตเลือกตั้ง หรือนอกราชอาณาจักรไว้
  2. วันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันออกเสียงประชามติ สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนขอใช้สิทธินอกเขตพื้นที่ไว้

ประชาชนที่ได้ทำการลงทะเบียนขอใช้สิทธิล่วงหน้าไว้ทั้งสองส่วน จำเป็นต้องเดินทางไปลงคะแนนให้ครบทั้ง 2 วัน หากผู้ที่มีชื่อในบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยเฉพาะผู้ที่ลงทะเบียนนอกเขตไว้ ไม่เดินทางไปใช้สิทธิในวันออกเสียงประชามติ คือ วันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 และไม่ได้ดำเนินการแจ้งเหตุจำเป็น หรือแจ้งความประสงค์ งดออกเสียง ตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด จะส่งผลให้ผู้นั้นถูกจำกัดสิทธิทางการเมืองเป็นระยะเวลานานถึง 2 ปี

รทสช.ย้ำ! “เลือกตั้ง-ประชามติ” ต้องใช้สิทธิ

การพลาดการใช้สิทธิเพียงครั้งเดียวในการเลือกตั้งและประชามติ อาจนำมาซึ่งผลกระทบต่อสิทธิทางการเมืองของคุณอย่างมาก ดังนั้นการเตรียมความพร้อมและทำความเข้าใจในกระบวนการเลือกตั้ง รวมถึงการออกเสียงประชามติจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

พรรครวมไทยสร้างชาติเน้นย้ำถึงความสำคัญของการไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งและประชามติ เพื่อให้เสียงของทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศ การที่ประชาชนแต่ละคนออกมาใช้สิทธิของตนเองอย่างเต็มที่ จะทำให้เกิดการตัดสินใจที่สะท้อนความต้องการของสังคมโดยรวมอย่างแท้จริง

ทำไมการ “เลือกตั้ง-ประชามติ” ถึงสำคัญ?

การเลือกตั้งเป็นกระบวนการที่ประชาชนเลือกผู้แทนของตนเข้าไปทำหน้าที่ในสภา เพื่อออกกฎหมายและบริหารประเทศ การออกเสียงประชามติก็เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่ช่วยให้ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นสำคัญต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อประเทศชาติโดยรวม ทั้งสองกระบวนการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

การใช้สิทธิในการเลือกตั้งและประชามติ ไม่ได้เป็นเพียงการทำตามหน้าที่พลเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสังคม และการมีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน การที่ประชาชนละเลยหรือไม่ให้ความสำคัญกับการใช้สิทธิของตนเอง อาจทำให้เกิดการตัดสินใจที่ไม่เป็นไปตามความต้องการของสังคมส่วนใหญ่ และส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ดังนั้น การที่พรรครวมไทยสร้างชาติออกมาเน้นย้ำให้ประชาชนไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งและประชามติ จึงเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิและหน้าที่ของตนเอง และเป็นการกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์และมีความหมาย

อย่าลืมตรวจสอบสิทธิของท่าน เตรียมตัวให้พร้อม และไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งและประชามติ เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศไทยของเรา

ที่มา – รองโฆษก รทสช. ย้ำ “เลือกตั้ง-ประชามติ” ต้องไปใช้สิทธิให้ครบ พลาดวันเดียวถูกตัดสิทธิการเมือง 2 ปี

รทสช. ยัน! ออกรบรับ 2 แสน ยกระดับพลทหาร

พรรครวมไทยสร้างชาติ ยันนโยบายออกรบ รับ 2 แสน ทำได้จริง ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตพลทหารแนวหน้าทั่วประเทศ เผยใช้งบฯ 4.2 พันล้าน คุ้มกว่าผลาญทุ่มทำอีเวนต์

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์นโยบายค่าตอบแทนการออกรบ 200,000 บาทให้ทหาร ว่า นโยบายดังกล่าวเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์ของพลทหาร โดยเฉพาะพลทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในแนวหน้าตะเข็บชายแดนไทยทั่วประเทศราว 20,000 นาย ส่วนใหญ่คือ พลทหารและทหารพรานที่เป็นลูกหลานชาวบ้านรายได้น้อย ที่ต้องรับภารกิจปกป้องอธิปไตยด้วยชีวิต นโยบายนี้คือการสร้างหลักประกันและคืนขวัญกำลังใจที่จับต้องได้จริง เพื่อให้ในวันที่เหล่าพลทหารหาญซึ่งต้องออกไปเสี่ยงตายเพื่อคนไทยทั้งประเทศ ครอบครัวของเขาจะต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ในส่วนของงบประมาณที่จะนำมาใช้กับโครงการนี้ พรรคจะบริหารราชการด้วยความโปร่งใส เพื่อดึงเม็ดเงินคืนจากขบวนการทุจริตคอร์รัปชันในภาครัฐที่สูญเสียไปกว่าปีละ 1.5 ล้านล้านบาท จากจำนวนงบประมาณรายจ่ายประจำปีฯ เฉลี่ยปีละ 3.3 ล้านล้านบาท เพื่อเปลี่ยน “เงินโกง” กลับมาเป็นสวัสดิการควบคู่ไปกับการสร้างรายได้ใหม่จากการยกระดับจังหวัดเมืองรองทั่วไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ เพื่อดึงดูดการลงทุนที่จะนำมาขับเคลื่อนสวัสดิการภาคความมั่นคงได้อย่างยั่งยืน

น.ส.ศศิกานต์ กล่าวต่อว่า นโยบายเพิ่มสวัสดิการออกรบของพลทหารนี้ จะใช้งบประมาณ 4,250 ล้านบาท ใกล้เคียงกับงบประมาณหลายๆ อีเวนต์ใหญ่ที่รัฐบาลใช้ไป และบางอีเวนต์อาจไม่คุ้มค่าด้วย หากนำเงินจำนวนที่ใกล้เคียงกันนี้มาดูแลชีวิตของทหารถือเป็นเรื่องดี เพราะการสร้างความมั่นคงในอธิปไตยและการดูแลสวัสดิภาพให้แก่รั้วของชาติ คือรากฐานสำคัญของประเทศ หากนำมาหารเฉลี่ยกับจำนวนประชาชนคนไทยทั้งประเทศจะตกอยู่ที่คนละประมาณ 60 บาทเท่านั้น นับว่าไม่มาก เมื่อเทียบกับการปกป้องความมั่นคงและป้องกันภัยคุกคามทุกรูปแบบทั้ง ยาเสพติด หรือ สแกมเมอร์ พรรครวมไทยสร้างชาติขอยืนยันว่า หากได้เป็นรัฐบาลจะบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด เพื่อให้ทุกบาททุกสตางค์จากภาษีประชาชนไปถึงมือผู้เสียสละตามแนวชายแดนอย่างแท้จริง

รทสช. ยันนโยบายออกรบ รับ 2 แสน ทำได้จริง ยกระดับคุณภาพชีวิตพลทหาร

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ยืนยันหนักแน่นถึงความเป็นไปได้ของนโยบาย ออกรบรับ 2 แสน ทำได้จริง ยกระดับคุณภาพชีวิตพลทหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่มุ่งเน้นการตอบแทนและดูแลผู้เสียสละเพื่อชาติ พรรคฯ มองเห็นความสำคัญของการยกระดับคุณภาพชีวิตของทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในแนวหน้า ซึ่งส่วนใหญ่มักมาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจน การให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมถือเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจที่สำคัญยิ่ง

ทำไมนโยบายออกรบรับ 2 แสน ยกระดับคุณภาพชีวิตพลทหารจึงสำคัญ?

การปกป้องอธิปไตยของชาตินั้นต้องแลกมาด้วยความเสียสละอย่างใหญ่หลวงของเหล่าทหารหาญ การที่พรรคการเมืองให้ความสำคัญกับสวัสดิการของทหารแสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงคุณค่าและความทุ่มเทของพวกเขา นโยบาย ออกรบรับ 2 แสน ทำได้จริง ยกระดับคุณภาพชีวิตพลทหาร ไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลข แต่เป็นการแสดงออกถึงความห่วงใยและใส่ใจต่อผู้ที่เสี่ยงชีวิตเพื่อพวกเราทุกคน

นอกจากนี้ นโยบายดังกล่าวยังมีส่วนช่วยในการดึงดูดให้คนรุ่นใหม่สนใจเข้ารับราชการทหารมากขึ้น เมื่อพวกเขามั่นใจได้ว่าชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองและครอบครัวจะได้รับการดูแลอย่างดี ก็จะเป็นแรงจูงใจสำคัญในการตัดสินใจเลือกเส้นทางอาชีพนี้

พรรครวมไทยสร้างชาติยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการงบประมาณอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เม็ดเงินทุกบาททุกสตางค์ถึงมือผู้ที่เสียสละอย่างแท้จริง พรรคฯ มั่นใจว่าการลงทุนในสวัสดิการของทหารเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะความมั่นคงของชาติคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน

นโยบาย ออกรบรับ 2 แสน ทำได้จริง ยกระดับคุณภาพชีวิตพลทหาร จึงเป็นมากกว่านโยบายหาเสียง แต่เป็นพันธสัญญาที่พรรค รทสช. มีต่อเหล่าทหารกล้าและประชาชนชาวไทยทุกคน

การที่ รทสช. กล้าประกาศนโยบายที่ชัดเจนเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงและยกระดับคุณภาพชีวิตของทหารอย่างแท้จริง การสนับสนุนนโยบายนี้จึงเป็นการสนับสนุนอนาคตที่มั่นคงและสดใสของประเทศ

ที่มา – รทสช. ยันนโยบายออกรบ รับ 2 แสน ทำได้จริง ยกระดับคุณภาพชีวิตพลทหาร

สมัครเลือกตั้ง สส.พัทลุง: วันแรกสุดเข้มข้น!

สมัครเลือกตั้ง สส.พัทลุง วันแรกดุเดือดพรรคใหญ่ส่งครบ 3 เขต ปูดหัวคะแนนเริ่มเคลื่อนไหว

บรรยากาศการสมัครเลือกตั้ง สส.พัทลุง วันแรกของการรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดพัทลุง คึกคักเป็นพิเศษ พรรคใหญ่จัดทัพส่งผู้สมัครครบทั้ง 3 เขตเลือกตั้ง พร้อมด้วยพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กที่พร้อมลงชิงชัย มีทั้งผู้สมัครหน้าใหม่และหน้าเก่าที่คุ้นเคยสนามเลือกตั้งเป็นอย่างดี ทยอยเดินทางมาลงชื่อสมัครรับเลือกตั้งที่หอประชุมจังหวัดพัทลุง ซึ่งใช้เป็นสถานที่รับสมัคร สส.เขตเลือกตั้งที่ 1, 2 และ 3 ทำให้ กกต. ต้องดำเนินการจับสลากเพื่อจัดลำดับก่อน-หลัง และจับหมายเลขผู้สมัคร ท่ามกลางกองเชียร์ที่มาให้กำลังใจอย่างเนืองแน่น เสียงเชียร์ดังกึกก้องทั้งภายในและภายนอกอาคาร

การเลือกตั้งครั้งนี้ จังหวัดพัทลุงยังคงเป็นพื้นที่ที่น่าจับตา มีการย้ายพรรคของอดีต สส. และนักการเมืองบ้านใหญ่อย่างเข้มข้น

ศึกชิงเก้าอี้ สส.พัทลุง แต่ละเขตเลือกตั้ง

เขตเลือกตั้งที่ 1: นางสุพัชรี ธรรมเพชร อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ลงสมัครในนามพรรคกล้าธรรม เปิดศึกกับ น.อ.อธิคุณ คงมี จากพรรคภูมิใจไทย

เขตเลือกตั้งที่ 2: นายณิติศักดิ์ ธรรมเพชร เดิมสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ เปลี่ยนมาลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทย เพื่อต่อสู้กับนายวรท เทอดวีระพงศ์ จากพรรคภูมิใจไทย ทำให้สนามเลือกตั้งเขตนี้เข้มข้นอย่างมาก

เขตเลือกตั้งที่ 3: หลังอดีต สส. นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ พรรคประชาธิปัตย์ ตัดสินใจไม่ลงสมัคร และหันไปร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย เปิดทางให้ นายเขมพล อุ้ยตยะกุล ลงสมัครในนามพรรคภูมิใจไทย อย่างไรก็ตาม นายจรัล จันทร์แก้ว ลงสมัครในนามพรรคกล้าธรรม เข้ามาท้าชิงในเขตนี้เช่นกัน

ภาพรวมวันแรกของการรับสมัคร พบว่ามีหลายพรรคส่งผู้สมัครครบทั้ง 3 เขตเลือกตั้ง ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคพลวัต พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และพรรครวมไทยสร้างชาติ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของจังหวัดพัทลุงในการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งหลังการสมัครเสร็จสิ้น ผู้สมัครจากแต่ละพรรคต่างลงพื้นที่หาเสียงทันที

นอกจากนี้ กลุ่มพลเมืองพัทลุงได้ออกมารณรงค์ต่อต้านการซื้อเสียงทุกรูปแบบ โดยย้ำว่าการเลือกตั้ง สส.พัทลุง ในหลายสมัยที่ผ่านมา ถูกจัดให้อยู่ในอันดับต้นๆ ของภาคใต้ในประเด็นการซื้อเสียง มีรายงานว่าเริ่มปรากฏความเคลื่อนไหวของหัวคะแนนในพื้นที่จดรายชื่อและขอเลขบัตรประจำตัวประชาชนจากชาวบ้านแล้ว ทำให้การสมัครเลือกตั้ง สส.พัทลุง ครั้งนี้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากหลายกลุ่ม ทั้งในแง่การแข่งขันทางการเมืองและความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้ง

การสมัครเลือกตั้ง สส.พัทลุง ในครั้งนี้จึงเป็นที่น่าติดตามอย่างยิ่ง ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร และพรรคใดจะสามารถครองใจชาวพัทลุงได้มากที่สุด การแข่งขันที่ดุเดือดและเข้มข้นเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของจังหวัดพัทลุงในเวทีการเมืองระดับชาติ

ที่มา – สมัครเลือกตั้ง สส.พัทลุง วันแรกดุเดือดพรรคใหญ่ส่งครบ 3 เขต ปูดหัวคะแนนเริ่มเคลื่อนไหว

รทสช.ชู “พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์” เป็นแคนดิเดตนายกฯ

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ อย่างเป็นทางการ ได้แก่ “พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์” พร้อมชูนโยบายเด่นมากมาย หวังพลิกโฉมประเทศไทย

“พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์” แคนดิเดตนายกฯ รทสช.

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ที่ทำการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้มีการแถลงข่าวเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค นำโดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค, นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค และนายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วยแกนนำพรรคและว่าที่ผู้สมัคร สส. อีกหลายท่าน

ในการแถลงข่าวครั้งนี้ พรรค รทสช. ได้ประกาศสโลแกนพรรคอย่างเป็นทางการคือ “เด็ดขาดแก้วิกฤติ พลิกโฉมประเทศ” พร้อมทั้งเปิดตัวนโยบายที่น่าสนใจหลายประการ ซึ่งมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาของชาติและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

นโยบายเด่นของพรรค รทสช. ที่ “พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์” พร้อมผลักดัน

พรรค รทสช. ได้เสนอนโยบายที่ครอบคลุมหลากหลายด้าน ดังนี้:

  • ด้านความมั่นคง: ยกเลิก MOU 43-44 สร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา, รับเบี้ยเลี้ยงออกรบ 200,000 บาท, เกณฑ์ทหารสมัครใจรับ 30,000 บาท, ทหารเกณฑ์ส่วนใหญ่รายได้น้อยและต้องดูแลครอบครัว ก็รับไปเลยเงินเดือนบวกเงินค่าครองชีพเดือนละ 15,000 บาท
  • ด้านการปราบปรามการทุจริต: ออกกฎหมายประหารชีวิตคนโกงชาติ, ลงโทษหนักสแกมเมอร์
  • ด้านพลังงาน: เสรีโซลาร์ ไม่ต้องขออนุญาต, ค่าไฟถูกได้อีก 33%, เบนซิน ดีเซล ไม่เกิน 30 บาท/ลิตร
  • ด้านเกษตรกรรม: ปุ๋ยรัฐ 500 บาท/กระสอบ, ศาลที่ดิน ข้าว 15,000 บาท/ตัน, ปาล์ม 6 บาท/กก.
  • ด้านการศึกษา: ใช้หนี้ กยศ. ด้วยการทำงาน ไม่ถูกฟ้องร้องอีก
  • ด้านการบริหารราชการ: ราชการ งานไว ลดอำนาจรัฐ เลิกหลายใบอนุญาต จบที่ 1 คำขอ

นายพีระพันธุ์กล่าวถึงการเลือกตั้งที่จะมาถึงว่า พรรควัดผลสำเร็จด้วยความตั้งใจจริงในการแก้ไขวิกฤติของชาติและปัญหาของประชาชน ไม่ได้วัดจากจำนวน สส. หรือขนาดของเงินทุน พร้อมทั้งยืนยันว่าพรรคจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคที่มีทุนสีเทา

เมื่อถามถึงเป้าหมายของพรรค รทสช. ในการเลือกตั้งครั้งนี้ นายพีระพันธุ์กล่าวว่า พรรคคาดหวังที่จะส่งผู้สมัคร สส. ครบทุกจังหวัด และในกรุงเทพมหานครส่งครบทั้ง 33 เขต

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังได้กล่าวถึงจุดยืนของพรรคในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า พรรคจะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ทางการเมือง แต่จะแก้ไขเพื่อทำให้ประเทศชาติมั่นคง สถาบันหลักของชาติเข้มแข็ง และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้มากยิ่งขึ้น

“พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์” พร้อมนำพาพรรค รทสช. สู่การเลือกตั้งด้วยความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาของชาติและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน พรรคมุ่งเน้นการทำงานเพื่อคนไทยทั้งชาติ และพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศให้ดียิ่งขึ้น

พรรค รทสช. ภายใต้การนำของ “พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์” ได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการเข้ามาแก้ไขปัญหาของชาติ และพร้อมที่จะเป็นทางเลือกใหม่ให้กับประชาชนในการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ ด้วยนโยบายที่ชัดเจนและการทำงานที่มุ่งเน้นประโยชน์ส่วนรวม

ที่มา – “พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์” แคนดิเดตนายกฯ รทสช. ชูนโยบายออกรบรับ 2 แสน

รทสช.ลุยเลือกตั้ง! เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ

รทสช. เครื่องร้อนพร้อมลุยเลือกตั้ง “พีระพันธุ์” ติวเข้มว่าที่ผู้สมัคร สส.ทั่วประเทศ  ย้ำจุดยืน “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ” 

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 ที่โรงแรม เลอ มอนเต้ เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) นำโดยนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค จัดกิจกรรมอบรมสัมมนา ว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ บางส่วนจากทั่วประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมและเสริมศักยภาพของผู้สมัคร ในการลงสนามสู้ศึกเลือกตั้ง

นายพีระพันธุ์ กล่าวถึงจุดยืนของพรรคว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ มีแกนสำคัญที่สุดคือยึดมั่น ‘ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์’ และไม่ว่านโยบายของพรรคจะปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ประเทศเพียงใด อุดมการณ์ปกป้องสถาบันหลัก จะยังคงสอดแทรกอยู่ในทุกภารกิจเสมอ และอีกหัวใจสำคัญในการทำงานของพรรคคือ แนวคิด “สู้ให้ทุกปัญหา พึ่งพาได้ทุกเรื่อง” เพราะสิ่งที่ประชาชนคาดหวังมากที่สุด คือ มีคนที่พร้อมแก้ไขปัญหา และพยายามเข้าไปช่วยเหลืออย่างจริงจัง และพรรคต้องการคนที่เข้ามาทำงาน ไม่ใช่มาเล่นการเมือง

โดยแนวนโยบายในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ มุ่งมั่นที่แก้ไขปัญหาวิกฤตของชาติด้วยความ “เด็ดขาด” เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงระดับ “พลิกโฉม” ประเทศ โดยเฉพาะวิกฤตความมั่นคงด้านอธิปไตย ปัญหาทุจริตงบประมาณ ทุนเทา สแกมเมอร์ ปัญหาเศรษฐกิจฐานราก  ปัญหาราคาพลังงาน  ปัญหาภาคเกษตร  และปัญหาคุณภาพชีวิตของประชาชน

“วิกฤตเกิดจากปัญหาที่ไม่มีใครแก้  วันนี้ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาหลายอย่างที่กลายเป็นวิกฤต โดยเฉพาะความมั่นคงชายแดน ถ้าเราไม่ทุบโต๊ะเด็ดขาด ไม่มีวันจบ ไม่เสริมกำลังกองทัพไม่จบ นโยบายเราคือ ยกเลิก MOU 43-44 ร้อยเปอร์เซ็นต์ทันที เราจำเป็นต้องมีมาตรการขั้นเด็ดขาด จัดการกับการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ และพวกสแกมเมอร์ โดยเสนอบทลงโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต เราจะค้ำจุนเศรษฐกิจฐานรากให้แข็งแกร่ง และเดินหน้ารื้อโครงสร้างระบบพลังงานต่อไป ทั้งไฟฟ้าและน้ำมัน เพื่อลดภาระค่าพลังงานของประชาชน เราพร้อมสร้างสังคมที่มีคุณภาพสำหรับคนทุกวัย และเตรียมผลักดันภาคเกษตรกรรมของไทยให้เป็นธุรกิจการเกษตรที่สามารถสร้างรายได้สู่กระเป๋าเกษตรกรอย่างยั่งยืน”  นายพีระพันธุ์ กล่าว

ด้านนายอรรถวิชช์  สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวสรุปประเด็น ด้านเศรษฐกิจ ที่เป็นแนวนโยบายของพรรคว่า ประเทศไทยถูกแช่แข็งมากว่า 20 ปี เนื่องจากไม่มีธุรกิจใหม่ที่เป็น New S-Curve อาทิ อุตสาหกรรมผลิตเซมิคอนดัคเตอร์ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมการเกษตรแบบโอลีโอเคมี ฯลฯ ทั้งหมดเหล่านี้ ต้องอาศัยการใช้พลังงานสะอาด ซึ่งต้องเกิดจากการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานที่ยังคงผูกขาดอยู่กับนายทุน รวมถึงการชูนโยบายลบประวัติเครดิตบูโร ที่สร้างปัญหาการแช่แข็งผู้มีรายได้น้อยไว้ 3 ปี ทำให้ไม่สามารถกู้เงินจากธนาคารเพื่อนำมาประกอบธุรกิจดำรงชีพได้ต่อไป  

ขณะที่ นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงนโยบายการยกระดับภาคเกษตรกรรมว่า จะลดต้นทุนของเกษตรกรด้วยการเร่งแก้ปัญหาพลังงาน ชูนโยบายโซลาร์เสรี ควบคู่กับการดูแลปัจจัยการผลิตทั้งที่ดิน ปุ๋ย และการจัดการน้ำ อีกทั้งแก้ปัญหาราคาผลผลิตผ่านการปฏิรูปสหกรณ์การเกษตร สร้างกลไกตลาดที่สมดุล ซึ่งรัฐต้องมีบทบาทเป็นคนกลาง ทั้งการสนับสนุนเครื่องจักรในการทำการเกษตร และรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรโดยตรง เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ ที่ทำให้เกษตรกรได้รับการส่งเสริมอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

สำหรับกิจกรรมช่วงบ่าย เป็นการทำเวิร์กช็อปยกระดับทักษะการสร้างสื่อประชาสัมพันธ์และเทคนิคการนำเสนอนโยบายเด่นในแต่ละพื้นที่ เพื่อสร้างมาตรฐานการสื่อสารที่เป็นเอกภาพทั่วประเทศ และในวันพรุ่งนี้ (19 ธ.ค. 68) จะให้ความรู้ด้านกฎหมายการเงินที่ใช้ในการเลือกตั้ง เพื่อเน้นย้ำความถูกต้องโปร่งใสตามระเบียบ กกต. พร้อมปิดท้ายด้วยการติวเข้มเทคนิคการหาเสียงเชิงรุก เตรียมความพร้อมในการลงพื้นที่เพื่อ “สู้ให้ทุกปัญหา” เป็นที่ “พึ่งพาได้ทุกเรื่อง” ของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

รทสช. ย้ำจุดยืน “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ”

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ประกาศความพร้อมในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเน้นย้ำจุดยืนที่ชัดเจนในการ “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ” พรรคฯ มุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาของชาติอย่างจริงจัง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นให้กับประเทศและประชาชน

นโยบายหลัก: เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ

นโยบายหลักของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ การ “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ” โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาสำคัญต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตความมั่นคง ปัญหาเศรษฐกิจ หรือปัญหาคุณภาพชีวิตของประชาชน

  • ความมั่นคง: รทสช. ให้ความสำคัญกับการรักษาความมั่นคงของชาติ และพร้อมที่จะใช้มาตรการที่เข้มงวดเพื่อจัดการกับภัยคุกคามต่างๆ
  • เศรษฐกิจ: พรรคฯ มีนโยบายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
  • คุณภาพชีวิต: รทสช. มุ่งมั่นที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา สาธารณสุข หรือสวัสดิการสังคม

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) มั่นใจว่าด้วยนโยบายที่ชัดเจนและการทำงานอย่างจริงจัง พรรคฯ จะสามารถ “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ” และนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

การเลือกตั้งครั้งหน้าเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้เลือกผู้แทนที่สามารถเข้ามาแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศได้อย่างแท้จริง พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ขอเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่อนาคตที่ดีกว่า

ที่มา – รทสช.เครื่องร้อนพร้อมลุยเลือกตั้ง ย้ำจุดยืน “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ”

“สุชาติ” นำอดีตสส. เข้าภูมิใจไทย จันทร์นี้

“สุชาติ ชมกลิ่น” เตรียมนำอดีตสส.กลุ่ม 16 จากพรรครวมไทยสร้างชาติ เข้าสมัครพรรคภูมิใจไทย 15 ธ.ค. นี้ ส่วน 10 เขตชลบุรีลงตัวกับบ้านคุณปลื้มแล้ว นี่คือข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นที่จับตามองในวงการการเมือง

วันที่ 14 ธ.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของกลุ่ม 16 ที่นำโดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกฯ และ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติ สมาชิกพรรคภูมิใจไทย(ภท.) ว่าในวันที่ 15 ธ.ค. เวลา 11.30 น. นายสุชาติ และนายธนกร วังบุญคงชนะ รมว.อุตสาหกรรม ซึ่งทั้ง 2 ท่านได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคภท.ไปก่อนหน้านี้แล้ว จะนำอดีตสส.จากพรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) ในกลุ่มเข้าร่วมด้วย โดยมีรายชื่อดังนี้:

  • นายเกรียงยศ สุดลาภา อดีตสส.บัญชีรายชื่อ
  • นายศาสตรา ศรีปาน อดีตสส.สงขลา เขต 2
  • นายวัชระ ยาวอหะซัน สส.นราธิวาส เขต 1
  • นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง สส.ชลบุรี เขต 4
  • นายพิพิธ รัตนรักษ์ สส.สุราษฎร์ธานี เขต 2
  • นายพันธ์ศักดิ์ บุญแทน สส.สุราษฎร์ธานี
  • นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี เขต 1
  • จ.อ.อภิชาติ แก้วโกศล สส.เพชรบุรี เขต 3
  • น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี เขต 1
  • น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.นครศรีธรรมราช เขต 10
  • พล.ต.ต.สุรพล บุญมา อดีตสส.นครนายก เขต 1

ทั้งหมดนี้จะสมัครเป็นสมาชิกพรรคภท.

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า 3 อดีตสส.ในกลุ่ม ได้แก่ นายสันต์ แซ่ตั้ง อดีตสส.ชุมพร เขต 2 นายชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ อดีตสส.บัญชีรายชื่อ และนายปรเมษฐ์ จินา สส.สุราษฎร์ธานี จะย้ายไปร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม(กธ.) เนื่องจากปัญหาเขตพื้นที่เลือกตั้งทับซ้อนกัน ในขณะที่นายถนอมพงศ์ หลีกภัย สส.ตรัง ได้ตัดสินใจหยุดพักการลงเลือกตั้งในครั้งนี้

“สุชาติ” เตรียมนำอดีตสส.กลุ่ม 16 เข้าภูมิใจไทยจันทร์นี้

สำหรับการจัดการพื้นที่ในจังหวัดชลบุรีทั้ง 10 เขตนั้น ถือได้ว่ามีความลงตัวเป็นอย่างดี โดยนายสนธยา คุณปลื้ม แกนนำกลุ่มบ้านใหญ่ชลบุรี และนายสุชาติ จะร่วมกันนำว่าที่ผู้สมัครสส.ชลบุรี ทั้ง 10 เขต เปิดตัวและสมัครเป็นสมาชิกพรรคภท.ในวันที่ 15 ธ.ค. นี้เช่นเดียวกัน โดยมีการวางตัวผู้สมัครในแต่ละเขตดังนี้:

  • นายสุชาติ จะลงสมัครในเขต 1
  • ร.อ.ธนวัฒน์ ภาวสุทธิ์ เขต 2
  • ร.ต.อ.สิทธิพัฒน์ ภาวสุทธิ์ เขต 3
  • นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง เขต 4
  • นายอนันต์ ปรีดาสุทธิจิตต์ เขต 5
  • นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ เขต 6
  • นายสงกรานต์ ภาชนะ เขต 7
  • นายเชาวลิตร แสงอุทัย เขต 8
  • นายแมน อินทร์พิทักษ์ เขต 9
  • นายพนธนกร ใคร่ครวญ เขต 10

ทำไมข่าว “สุชาติ” เตรียมนำอดีตสส.กลุ่ม 16 เข้าภูมิใจไทยจันทร์นี้ ถึงสำคัญ?

การย้ายเข้าพรรคภูมิใจไทยของกลุ่มอดีตสส.ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและศักยภาพในการแข่งขันของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึง การรวมตัวของนักการเมืองมากประสบการณ์ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรรค และเพิ่มโอกาสในการได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

นอกจากนี้ การที่ “สุชาติ” เตรียมนำอดีตสส.กลุ่ม 16 เข้าภูมิใจไทยจันทร์นี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงทิศทางทางการเมืองของนายสุชาติเอง ที่ได้ตัดสินใจที่จะมุ่งมั่นทำงานร่วมกับพรรคภูมิใจไทยต่อไปในอนาคต การตัดสินใจครั้งนี้ อาจมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองในระดับประเทศได้

การที่พื้นที่ชลบุรีทั้ง 10 เขตมีความลงตัว แสดงให้เห็นถึงการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างนายสุชาติ และกลุ่มบ้านใหญ่ชลบุรี ซึ่งจะช่วยให้พรรคภูมิใจไทยมีความได้เปรียบในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น การเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จในการแข่งขัน

ข่าว “สุชาติ” เตรียมนำอดีตสส.กลุ่ม 16 เข้าภูมิใจไทยจันทร์นี้ สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ นักการเมืองต้องปรับตัวและแสวงหาแนวทางที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง การตัดสินใจของนายสุชาติและกลุ่มอดีตสส.ในครั้งนี้ จะมีผลต่ออนาคตทางการเมืองของพวกเขาและของพรรคภูมิใจไทยอย่างแน่นอน

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์และสามารถตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลในการเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึง การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนทุกคน จะเป็นพลังสำคัญในการสร้างสรรค์สังคมและประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า

โดยภาพรวมแล้ว การย้ายพรรคและการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวในวงการการเมือง การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจสถานการณ์ จะช่วยให้เราเป็นพลเมืองที่ตื่นตัวและสามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “สุชาติ” เตรียมนำอดีตสส.กลุ่ม 16 เข้าภูมิใจไทยจันทร์นี้ ส่วน 10 เขตชลบุรีลงตัวแล้ว

รทสช. พร้อมส่ง สส. ทั่วประเทศ ซัดปมยุบสภา

พรรครวมไทยสร้างชาติ ออกแถลงการณ์ ชี้ การยุบสภาครั้งนี้เกิดจากผลประโยชน์การเมือง ไม่คิดถึงวิกฤติประเทศในปัจจุบัน ลั่น พร้อมส่งผู้สมัคร สส. ครบทั้งประเทศ ตั้งใจแก้ไขปัญหาให้ประชาชน

วันที่ 12 ธันวาคม 2568 พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ออกแถลงการณ์ถึงการยุบสภาผู้แทนราษฎรของนายกรัฐมนตรี ว่า การประกาศยุบสภาฯ ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาหนักรอบด้าน ทั้งความตึงเครียดจากสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ วิกฤติน้ำท่วมที่ทำให้พี่น้องประชาชนจำนวนมากยังคงประสบความทุกข์ยากอย่างหนัก วิกฤติเศรษฐกิจฐานรากที่กำลังพังทลาย และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่กดทับความเชื่อมั่นของประชาชนทั้งประเทศ ผลกระทบจากการตัดสินใจครั้งนี้ยิ่งซ้ำเติมความไม่แน่นอนทางการเมือง และสะท้อนอย่างชัดเจนว่าพรรคการเมืองให้ความสำคัญกับประโยชน์ทางการเมืองของตนเองมากกว่าการทุ่มเทกำลังเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่กำลังรอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

พรรครวมไทยสร้างชาติ เห็นว่าการยุบสภาฯ ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความจำเป็นของบ้านเมือง แต่เกิดจากผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเองล้วนๆ โดยที่ฝ่ายหนึ่งมุ่งเป้าหมายที่จะแก้รัฐธรรมนูญเท่านั้น ไม่คำนึงถึงวิกฤติประเทศในปัจจุบัน ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งต้องการแค่หลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ทั้งที่มีหน้าที่แก้ไขวิกฤติโดยตรง ข้อตกลงของสองฝ่ายทำให้การแก้ไขปัญหาวิกฤติประเทศสะดุดลง วิกฤติประเทศในขณะนี้จำเป็นต้องใช้ความจริงจังและเด็ดขาดในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ พรรครวมไทยสร้างชาติไม่ได้เข้ามาเล่นการเมืองเพื่อแสวงหาอำนาจหรือผลประโยชน์ เราตั้งใจเข้ามาทำงานแก้ไขปัญหาเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์ เราพร้อมลงมืออย่างเด็ดขาดเพื่อนำประเทศออกจากวงจรความไม่แน่นอนและความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานาน เราพร้อมที่จะนำพาประเทศก้าวผ่านวิกฤติครั้งนี้และมีความพร้อมในการส่งผู้สมัครครบ 77 จังหวัด ทั่วประเทศ

รทสช. พร้อมส่งผู้สมัคร สส. ทั่วประเทศ ซัดปมยุบสภา

จากแถลงการณ์ของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ทำให้เห็นถึงความพร้อมในการเข้าสู่สนามเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ พรรคฯ เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาของประชาชนเป็นสำคัญ โดยมองว่าการยุบสภา ที่เกิดขึ้นนั้น มาจากผลประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าความต้องการที่จะแก้ไขวิกฤตของประเทศอย่างแท้จริง

ทำไม รทสช. จึงมองว่าการยุบสภาฯ มาจากผลประโยชน์ทางการเมือง?

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) มองว่า การตัดสินใจยุบสภา ในครั้งนี้ ขาดความคำนึงถึงปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ สถานการณ์ชายแดน หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ การที่นักการเมืองมุ่งเน้นแต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ แทนที่จะร่วมมือกันแก้ไขปัญหา ทำให้พรรคฯ มองว่าเป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ รทสช. ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การยุบสภาในครั้งนี้

นอกจากนี้ รทสช. ยังแสดงความพร้อมอย่างเต็มที่ในการส่งผู้สมัคร สส. ครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนว่าพรรคฯ พร้อมที่จะเข้ามาทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาความเหลื่อมล้ำ หรือปัญหาอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน

สิ่งที่น่าสนใจคือ รทสช. เน้นย้ำถึงความตั้งใจที่จะเข้ามาทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง โดยไม่ได้มุ่งหวังอำนาจหรือผลประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งเป็นการประกาศจุดยืนที่แตกต่างจากนักการเมืองหลายคนที่มุ่งเน้นแต่ผลประโยชน์ของตนเอง การที่ รทสช. ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาของประชาชนเป็นอันดับแรก ถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจและน่าจับตามองอย่างยิ่ง

การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้ตัดสินใจว่าจะเลือกใครเข้ามาเป็นผู้แทนของตนเอง การที่พรรคการเมืองต่างๆ เสนอนโยบายและแสดงความพร้อมในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรพิจารณาให้รอบคอบว่าพรรคการเมืองใดที่สามารถไว้วางใจได้ และพรรคการเมืองใดที่มีความตั้งใจจริงที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนี้ อย่าปล่อยให้การตัดสินใจของท่านถูกชี้นำโดยข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง หรือโดยอคติส่วนตัว จงใช้สิทธิของท่านอย่างมีสติ และเลือกผู้แทนที่ท่านเชื่อว่าจะสามารถทำงานเพื่อท่านและประเทศชาติได้อย่างแท้จริง

ที่มา – รทสช. พร้อมส่งผู้สมัคร สส. ทั่วประเทศ ซัดปมยุบสภา เกิดจากผลประโยชน์การเมือง

กมธ. ขอถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังสภาตีตก


การประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2566 เป็นที่น่าจับตา เมื่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้ในการลงมติ ทำให้ต้องตัดสินใจ กมธ. ขอถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ออกจากการพิจารณาของสภา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากสมาชิกรัฐสภามีการนับคะแนนรายคนในมาตรา 256/28 ซึ่งเป็นมาตราที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผลปรากฏว่า กมธ.เสียงข้างน้อยเป็นฝ่ายชนะในการลงมติครั้งแรก แม้จะมีการนับคะแนนรอบสอง ผลลัพธ์ก็ยังคงเดิม คือ กมธ.เสียงข้างน้อยยังคงได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่า

จากผลการลงมติที่ไม่เป็นไปตามความคาดหมาย ในเวลา 22.07 น. นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ประธานกรรมาธิการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ได้แถลงต่อประธานสภาว่า เนื่องจากผลคะแนนเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับมาตราดังกล่าว กมธ. ขอถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ได้เสนอมา เพื่อนำกลับไปพิจารณาและปรับปรุงแก้ไขต่อไป

หลังจากนั้น นายจุติ ไกรฤกษ์ ส.ส.พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ประธานกรรมาธิการฯ ได้ปรึกษาหารือกับพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่ร่วมกันเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วหรือไม่ ซึ่งนายจาตุรนต์ ฉายแสง ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้ยืนยันว่า ได้มีการปรึกษาหารือกันในเรื่องนี้แล้วก่อนที่จะตัดสินใจ กมธ. ขอถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

กมธ. ขอถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ออกจากการพิจารณาของสภา

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและหลากหลายของความคิดเห็นในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การที่ กมธ. ตัดสินใจถอนร่างออกไป ถือเป็นการเปิดโอกาสให้มีการทบทวนและปรับปรุงเนื้อหา เพื่อให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมีความสมบูรณ์และได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายมากยิ่งขึ้น

เบื้องหลังการตัดสินใจถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การตัดสินใจถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ กมธ. ไม่ได้เกิดขึ้นโดยปราศจากเหตุผล การพ่ายแพ้ในการลงมติถึงสองครั้ง แสดงให้เห็นว่าร่างที่เสนอไปยังมีข้อบกพร่องหรือประเด็นที่ยังไม่ได้รับการเห็นพ้องจากสมาชิกรัฐสภาจำนวนมาก การถอนร่างจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อให้ กมธ. ได้มีเวลาในการปรับปรุงแก้ไขเนื้อหาให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของทุกฝ่ายมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การปรึกษาหารือกับพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่ร่วมกันเสนอร่าง ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรอบคอบและเป็นที่ยอมรับ การที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง ยืนยันว่าได้มีการปรึกษาหารือกันแล้ว แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างความเข้าใจและหาข้อสรุปที่ทุกฝ่ายสามารถยอมรับได้

อย่างไรก็ตาม การถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญออกไป ก็อาจก่อให้เกิดความผิดหวังในหมู่ประชาชนบางส่วนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ การชะลอหรือเลื่อนการพิจารณาออกไป อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองได้

ดังนั้น การที่ กมธ. จะนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญกลับมาพิจารณาอีกครั้ง จึงต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ เพื่อให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ออกมามีความสมบูรณ์ เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน

  • การรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน
  • การพิจารณาข้อดีข้อเสียของร่างแก้ไขอย่างรอบด้าน
  • การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การที่ กมธ. ตัดสินใจถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญออกจากการพิจารณาของสภา สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตทางการเมืองที่ซับซ้อน การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

แน่นอนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีความสำคัญต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของไทย การที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกถอนออกไป ไม่ได้หมายความว่าความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะสิ้นสุดลง กมธ. จะต้องนำบทเรียนที่ได้รับมาปรับปรุงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และนำกลับมาเสนอต่อสภาอีกครั้งในอนาคต

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความอดทน แต่หากทุกฝ่ายร่วมมือกันด้วยความจริงใจ เชื่อว่าประเทศไทยจะสามารถมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริงได้

ที่มา – กมธ. ขอถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญออกจากการพิจารณาของสภา หลังคะแนนเสียงแพ้

2 ธ.ค. “กล้าธรรม” เปิดขุนศึก สู้เลือกตั้ง

เตรียมตัวให้พร้อม! วันที่ 2 ธันวาคมนี้ พรรคกล้าธรรมเตรียมเปิดตัวขุนพลครั้งใหญ่ พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะมาถึง โดยมีทั้งบิ๊กเนมและ สส. จากต่างพรรคตบเท้าเข้าร่วมอย่างคึกคัก งานนี้ต้องจับตาดูให้ดีว่าจะมีใครบ้างที่ย้ายเข้าสังกัดพรรคกล้าธรรม โดยเฉพาะกระแสข่าวการย้ายพรรคของ “ประภัตร โพธสุธน” หลัง “วราวุธ” เปิดตัวร่วมงานกับภูมิใจไทยไปก่อนหน้านี้

แหล่งข่าวรายงานว่า ในวันที่ 2 ธันวาคม 2568 พรรคกล้าธรรม (กธ.) เตรียมจัดงานใหญ่เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) อย่างเป็นทางการ เพื่อแสดงความพร้อมในการลงสนามเลือกตั้ง 2569 ที่ศูนย์ประชุมไบเทค บางนา ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการเปิดตัว สส. ปัจจุบันของพรรคที่จะลงป้องกันแชมป์เท่านั้น แต่ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่การเปิดตัว สส. และกลุ่มการเมืองต่างๆ ที่ตัดสินใจย้ายมาร่วมอุดมการณ์กับพรรคกล้าธรรม

ก่อนหน้านี้ มีกระแสข่าวการย้ายพรรคของ สส. ในกลุ่มของ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และนายเดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา และอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งสร้างความฮือฮาไปแล้วระลอกหนึ่ง แต่ยังไม่หมดเท่านั้น เพราะยังมีชื่อของนายปริญญา ฤกษ์หร่าย สส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.), นายจักรัตน์ พั้วช่วย สส.เพชรบูรณ์ พรรคพลังประชารัฐ, นายสัญญา นิลสุพรรณ สส.นครสวรรค์ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และ พ.ท.สินธพ แก้วพิจิตร สส.นครปฐม พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่มีข่าวว่าจะมาร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมด้วย นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าวลือว่าจะมี สส. จากพรรคเพื่อไทย (พท.) บางส่วนมาร่วมเปิดตัวในงานนี้อีกด้วย

2 ธ.ค. “กล้าธรรม” ได้ฤกษ์เปิดขุนศึกครั้งใหญ่ บิ๊กเนม-สส.ต่างพรรคสู้เลือกตั้ง

นอกจากรายชื่อที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีรายงานข่าวที่น่าสนใจว่า นายประภัตร โพธสุธน สส.สุพรรณบุรี ในฐานะเลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ก็มีแนวโน้มที่จะมาร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมเช่นกัน โดยมีการพูดคุยกันในรายละเอียดมาระยะหนึ่งแล้ว ภายหลังจากการที่นายวราวุธ ศิลปอาชา สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ได้นำ สส. บางส่วนไปเปิดตัวร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งในวันนั้น นายประภัตร ไม่ได้เดินทางไปร่วมงานด้วย ทำให้เกิดกระแสข่าวลือเกี่ยวกับการย้ายพรรคของนายประภัตรอย่างหนาหู

ทำไมต้องจับตาการเปิดตัวขุนศึกพรรคกล้าธรรม 2 ธ.ค. นี้?

การเคลื่อนไหวของพรรคกล้าธรรมในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความพร้อมของพรรคในการสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะมาถึง การที่พรรคสามารถดึงดูด สส. จากหลากหลายพรรคการเมืองเข้ามาร่วมงานได้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความน่าสนใจของพรรคกล้าธรรมในสายตาของนักการเมือง

แน่นอนว่าการย้ายพรรคของ สส. เหล่านี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่ สส. เหล่านั้นมีฐานเสียงที่แข็งแกร่ง การย้ายพรรคอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจทางการเมืองในพื้นที่นั้นๆ ได้

ดังนั้น การเปิดตัวขุนศึกของพรรคกล้าธรรมในวันที่ 2 ธันวาคมนี้ จึงเป็นเหตุการณ์ที่ทุกสายตาต้องจับจ้อง เพราะอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทางการเมือง และอาจส่งผลกระทบต่อผลการเลือกตั้ง 2569 ในอนาคต หากพรรคกล้าธรรมสามารถสร้างกระแสและความนิยมได้อย่างต่อเนื่อง ก็อาจกลายเป็นหนึ่งในพรรคการเมืองที่น่าจับตามองในการเลือกตั้งครั้งหน้า

การที่พรรคกล้าธรรมสามารถดึงดูดนักการเมืองมากประสบการณ์จากหลากหลายพรรคได้ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และนโยบายที่น่าสนใจของพรรค ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคสามารถสร้างความแตกต่างและดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชนได้

อย่างไรก็ตาม การย้ายพรรคของนักการเมืองก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย การที่พรรคกล้าธรรมรวบรวมนักการเมืองจากหลากหลายขั้ว อาจทำให้เกิดความขัดแย้งทางความคิดภายในพรรคได้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็อาจทำให้พรรคมีความหลากหลายทางความคิดและสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้หลากหลายกลุ่มมากขึ้น

สุดท้ายแล้ว พรรคกล้าธรรมจะประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง 2569 หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการบริหารจัดการพรรค การสร้างนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าพรรคกล้าธรรมสามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

เตรียมติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปิดตัวขุนศึกของพรรคกล้าธรรม 2 ธ.ค. นี้ได้จากแหล่งข่าวต่างๆ และร่วมกันวิเคราะห์ว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้จะส่งผลต่อการเมืองไทยอย่างไร

การเปิดตัวขุนพล 2 ธ.ค. “กล้าธรรม” ครั้งนี้ จะเป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ทางการเมืองหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – 2 ธ.ค. “กล้าธรรม” ได้ฤกษ์เปิดขุนศึกครั้งใหญ่ บิ๊กเนม-สส.ต่างพรรคสู้เลือกตั้ง

Scroll to top