พรรครวมไทยสร้างชาติ

กล้าธรรมดินเนอร์ริมเจ้าพระยา ก่อนโหวตนายกฯ

ข่าวใหญ่! พรรคกล้าธรรมจัดดินเนอร์หรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนการโหวตนายกฯ พรุ่งนี้ (5 ก.ย.) งานนี้มีเซอร์ไพรส์ เมื่อ “เสธ.หิ-สัญญา” โผล่มาร่วมงานด้วย สร้างความฮือฮาให้กับวงการการเมืองเป็นอย่างมาก มาดูกันว่าบรรยากาศในงานเป็นอย่างไร และการปรากฏตัวของทั้งสองท่านมีความหมายสำคัญอย่างไรต่อพรรคกล้าธรรมในการเลือกตั้งครั้งหน้า

เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานถึงความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาของพรรคกล้าธรรม (กธ.) โดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ได้นำ สส. ของพรรคมาร่วมรับประทานอาหารค่ำสุดพิเศษ ณ ร้านอาหารชื่อดังริมแม่น้ำเจ้าพระยา สถานที่ที่มองเห็นทัศนียภาพอันงดงามของกรุงเทพฯ ในยามค่ำคืน การนัดพบครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนหน้าการประชุมสภาScheduled for the momentous event of electing the 32nd Prime Minister on September 5th.

แต่ที่สร้างความสนใจเป็นพิเศษคือการปรากฏตัวของ ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้อำนวยการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และ นายสัญญา นิลสุพรรณ สส.นครสวรรค์ พรรค รทสช. ที่มาร่วมวงรับประทานอาหารด้วย ทำให้เกิดกระแสข่าวลือหนาหูว่าทั้งสองท่านอาจกำลังพิจารณาที่จะย้ายมาร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการสู้ศึกในการเลือกตั้งครั้งถัดไป การเข้าร่วมของบุคคลทั้งสองนี้ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจ ซึ่งอาจบ่งบอกถึงทิศทางและยุทธศาสตร์ใหม่ๆ ของพรรคกล้าธรรมในอนาคต

กล้าธรรมดินเนอร์ริมเจ้าพระยา ก่อนโหวตนายกฯ

การพบปะสังสรรค์ในบรรยากาศสบายๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างสมาชิกพรรคและการเปิดกว้างในการพูดคุยกับบุคคลภายนอกพรรค การมี “เสธ.หิ-สัญญา” มาร่วมงาน ทำให้เกิดคำถามมากมายว่าการเคลื่อนไหวนี้จะส่งผลต่อการตัดสินใจในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้หรือไม่ และจะมีผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองโดยรวมอย่างไรบ้าง?

ทำไมการดินเนอร์ของพรรคกล้าธรรมครั้งนี้ถึงสำคัญ?

การดินเนอร์ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การพบปะสังสรรค์ธรรมดา แต่เป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองที่สำคัญหลายประการ ดังนี้:

  • การรวมตัวของสมาชิกพรรค: เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความพร้อมเพรียงของสมาชิกพรรคกล้าธรรม ก่อนการลงมติที่สำคัญ
  • การดึงดูดบุคคลภายนอก: การปรากฏตัวของ “เสธ.หิ-สัญญา” บ่งบอกถึงความน่าสนใจของพรรคกล้าธรรม ในสายตาของนักการเมืองจากพรรคอื่น
  • การสร้างพันธมิตร: การพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น อาจนำไปสู่การสร้างความร่วมมือและพันธมิตรทางการเมืองในอนาคต

สถานการณ์ทางการเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองต่างๆ อย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจถึงทิศทางและอนาคตของประเทศมากยิ่งขึ้น พรรคกล้าธรรมเป็นอีกหนึ่งพรรคการเมืองที่น่าจับตามอง และการตัดสินใจของพวกเขามีผลต่อการเมืองไทยอย่างแน่นอน

ต้องรอดูกันต่อไปว่า พรรคกล้าธรรม จะมีบทบาทอย่างไรในการเมืองไทยหลังจากนี้ และการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ จะมีผลออกมาเป็นอย่างไร อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้พลาดทุกความเคลื่อนไหวที่สำคัญ

ความเห็นส่วนตัว: การที่พรรคกล้าธรรมเปิดตัวและสร้างความสัมพันธ์กับนักการเมืองจากพรรคอื่นเป็นเรื่องที่ดี เพราะแสดงให้เห็นถึงความเปิดกว้างและพร้อมที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่นเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการยึดมั่นในหลักการและอุดมการณ์ของตนเอง เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม

ที่มา – “กล้าธรรม” ดินเนอร์ร้านริมเจ้าพระยา ก่อนโหวตนายกฯ มี “เสธ.หิ-สัญญา” โผล่แจม

“เฮ้ง” นัดทานข้าว! โหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯ

“สุชาติ ชมกลิ่น” นัดกลุ่ม 16 สส.ทานมื้อเย็น เตรียมใช้เอกสิทธิ์ สส. โหวตหนุน “อนุทิน” นั่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 มีรายงานความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในส่วนของกลุ่ม 16 สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ที่มีนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ สส.บัญชีรายชื่อ เป็นแกนนำหลัก เมื่อเวลา 18.00 น. กลุ่ม 16 สส. ได้ร่วมรับประทานอาหารเย็นกันอย่างพร้อมเพรียง ที่ห้องอาหารจีนไดนาสตี้ ภายในโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ ลาดพร้าว การนัดพบครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อพูดคุยหารือและเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 5 กันยายน 2568 ซึ่งมีวาระสำคัญเร่งด่วนในการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ประเด็นสำคัญของการพูดคุยในครั้งนี้คือ การที่กลุ่มของนายสุชาติจะใช้เอกสิทธิ์ สส. ในการโหวตเลือก นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 จากพรรคภูมิใจไทย การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงจุดยืนที่ชัดเจนของกลุ่ม 16 สส. ในการสนับสนุนนายอนุทินให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

การประชุมสภาในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการตัดสินใจเลือกผู้นำประเทศ และการใช้เอกสิทธิ์ของ สส. แต่ละคนถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประชาธิปไตย

สำหรับรายชื่อ สส. ทั้ง 16 ท่าน ที่ร่วมทานมื้อเย็นในครั้งนี้ ประกอบด้วย:

  1. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค
  2. นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค
  3. นายเกรียงยศ สุดลาภา สส.บัญชีรายชื่อ
  4. นายชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ สส.บัญชีรายชื่อ
  5. นายศาสตรา ศรีปาน สส.สงขลา เขต 2
  6. นายวัชระ ยาวอหะซัน สส.นราธิวาส เขต 1
  7. นายปรเมษฐ์ จินา สส.สุราษฎร์ธานี เขต 5
  8. นายถนอมพงษ์ หลีกภัย สส.ตรัง เขต 1
  9. นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง สส.ชลบุรี เขต 4
  10. นายพิพิธ รัตนรักษ์ สส.สุราษฎร์ธานี เขต 2
  11. นายพันธ์ศักดิ์ บุญแทน สส.สุราษฎร์ธานี เขต 4
  12. นางธิวัลรัตน์ อังกินันท์ สส.เพชรบุรี เขต 1
  13. จ.อ.อภิชาติ แก้วโกศล สส.เพชรบุรี เขต 3
  14. น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี เขต 1
  15. น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.นครศรีธรรมราช เขต 10
  16. นายสันต์ แซ่ตั้ง สส.ชุมพร เขต 2

“เฮ้ง” นัดกลุ่ม 16 สส.ทานมื้อเย็น จ่อใช้เอกสิทธิ์ สส. โหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯ

จะเห็นได้ว่า สส. ทั้ง 16 ท่านนี้ มาจากหลากหลายพื้นที่และมีบทบาทสำคัญในพรรค แสดงให้เห็นถึงการรวมตัวของกลุ่มบุคคลที่มีอิทธิพลในการตัดสินใจทางการเมืองครั้งสำคัญ

ทำไมการ “เฮ้ง” นัดกลุ่ม 16 สส.ทานมื้อเย็น จ่อใช้เอกสิทธิ์ สส. โหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯ จึงสำคัญ

การที่กลุ่ม 16 สส. มารวมตัวกันเพื่อหารือและวางแผนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรวมกลุ่มและการสร้างความร่วมมือในทางการเมือง การตัดสินใจของกลุ่มนี้อาจมีผลต่อทิศทางทางการเมืองของประเทศในอนาคต การใช้เอกสิทธิ์ของ สส. ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นกระบวนการที่สำคัญตามระบอบประชาธิปไตย และเป็นการแสดงออกถึงเจตจำนงของประชาชนผ่านผู้แทนที่พวกเขาเลือกเข้ามา

การ “เฮ้ง” นัดกลุ่ม 16 สส.ทานมื้อเย็น จ่อใช้เอกสิทธิ์ สส. โหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯ นั้น เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าจับตามอง และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในอนาคตอันใกล้นี้

สิ่งที่น่าสนใจคือ ท่าทีของพรรคการเมืองอื่นๆ และผลลัพธ์ของการลงมติในสภาผู้แทนราษฎรจะเป็นอย่างไร การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่การตัดสินใจของ สส. แต่ละท่านจะมีความหมายต่ออนาคตของประเทศอย่างแน่นอน

การที่กลุ่ม 16 สส. ตัดสินใจสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาในการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน การ “เฮ้ง” นัดกลุ่ม 16 สส.ทานมื้อเย็น จ่อใช้เอกสิทธิ์ สส. โหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่พวกเขามีต่อนายอนุทิน และความคาดหวังว่าเขาจะสามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถเข้าใจถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่ซับซ้อน และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอนาคตของประเทศ

อนาคตทางการเมืองไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป การตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญหรือไม่ เราคงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

การ “เฮ้ง” นัดกลุ่ม 16 สส.ทานมื้อเย็น จ่อใช้เอกสิทธิ์ สส. โหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯ แสดงให้เห็นถึงพลังของการรวมกลุ่มและการตัดสินใจร่วมกันในการขับเคลื่อนประชาธิปไตย

ที่มา – “เฮ้ง” นัดกลุ่ม 16 สส.ทานมื้อเย็น จ่อใช้เอกสิทธิ์ สส. โหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯ

รัฐบาลเสียงข้างน้อย: สั่นคลอนประชาธิปไตยไทย

การเมืองไทย ณ ปัจจุบัน อาจนิยามได้ว่าตกอยู่ในสภาวะไม่ปกติอย่างสมบูรณ์แบบ หลังผ่านนายกรัฐมนตรีมาแล้วถึง 2 คนภายในวาระเดียว ในวันที่ 5 กันยายน 2568 รัฐสภากำลังจะลงมติเลือกผู้นำประเทศเป็นครั้งที่ 4 ท่ามกลางสถานการณ์ที่บีบคั้นให้ประเทศไทยอาจได้นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ภายใต้การนำของพรรคอันดับสาม และที่น่าจับตาที่สุดคือการเกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคฝ่ายค้านอันดับหนึ่งอย่างพรรคประชาชน

ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค
ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค

ปรากฏการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์การเมืองและศรัทธาของประชาชนต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างไร ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้วิเคราะห์ถึงสถานการณ์อันน่ากังวลนี้ไว้อย่างน่าสนใจ

ความผิดเพี้ยนที่ไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์

แม้ในอดีตการเมืองไทยเคยมีรัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคเสียงข้างน้อยในสภา เช่นในยุคของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ แต่ ผศ.ดร.วีระ ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญว่า “ในอดีต เมื่อมีการรวมเสียงกับพรรคร่วมต่างๆ แล้ว เสียงรวมในสภาจะเกินกึ่งหนึ่งตั้งแต่วันแรกเสมอ” แต่สถานการณ์ปัจจุบันกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง นี่คือการจัดตั้งรัฐบาลที่เริ่มต้นด้วยเสียงข้างน้อยอย่างแท้จริง โดยอาศัยเสียงจากพรรคที่ประกาศตัวเป็นฝ่ายค้านมาโหวตให้ แต่ไม่เข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งถือเป็น “ปรากฏการณ์ใหม่” ที่ไม่เคยเกิดขึ้นและขัดต่อหลักการพื้นฐานของระบบรัฐสภา

ไม่ใช่แค่ทำงานไม่ได้ แต่อยู่ไม่ได้ตั้งแต่แรก

อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

อาจารย์วีระวิเคราะห์ว่า สภาพของรัฐบาลเช่นนี้ไม่ใช่แค่ ทำงานไม่ได้ แต่แทบจะอยู่ไม่ได้ตั้งแต่แรก เพราะแม้พรรคประชาชนจะโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าจะให้การสนับสนุนการออกกฎหมายสำคัญอื่นๆ

“ถ้ารัฐบาลอยากจะทำนโยบายอะไรก็ต้องออกมาเป็นกฎหมาย ถ้าสุดท้ายพรรคประชาชนจะโหวตแค่นายกฯ แต่ตั้งใจโหวตให้กฎหมายอื่นตกไป พรรคภูมิใจไทยก็ทำงานไม่ได้”

สถานการณ์นี้จะนำไปสู่สภาวะทางตัน (Deadlock) ทันทีที่รัฐบาลเริ่มทำงาน กลายเป็นรัฐบาลที่เข้าสู่ภาวะชะงักงัน และไม่สามารถผลักดันนโยบายใดๆ ได้เลย

เมื่อฝ่ายค้านคือผู้มอบฉันทานุมัติ

วิกฤตศรัทธาจากรัฐบาลเสียงข้างน้อย

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการพังทลายของกลไกการตรวจสอบถ่วงดุล เมื่อฝ่ายค้านซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล กลายเป็นผู้มอบฉันทานุมัติให้รัฐบาลเข้ามามีอำนาจเสียเอง ผศ.ดร.วีระ มองว่านี่คือสภาวะ “ผิดฝาผิดตัว” ที่จะสร้างปัญหาในระยะยาว

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน

“หากรัฐบาลอนุทินทำผิดพลาดในอนาคต พรรคประชาชนจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะคุณเอา 150 เสียงที่มาจากประชาชน ไปโหวตให้เขาฟรีๆ แล้วไม่ต้องรับผิดชอบ แบบนี้พรรคประชาชนควรจะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก”

อาจารย์วีระยังฉายภาพให้เห็นถึงสถานการณ์ที่น่ากระอักกระอ่วนใจในอนาคต “เรานึกภาพได้เลยว่าในอนาคตพรรคภูมิใจไทยทำอะไรผิด ก็คงจะบอกว่า ก็คุณมาโหวตให้ผมเอง”

สำหรับกรณีคล้ายกันในต่างประเทศ ผศ.วีระระบุว่า เท่าที่ทราบ กรณีฝ่ายค้านมีบทบาทชี้ขาดในการโหวตตั้งรัฐบาลโดยที่ตัวเองไม่ร่วมรัฐบาล เคยเกิดขึ้นราว 70 ปีก่อนในสหราชอาณาจักร แต่ในการเมืองสมัยใหม่ นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หลักการคือฝ่ายบริหารต้องมีเสียงเกินกึ่งหนึ่ง หากรวมเสียงไม่ได้ก็มักยื้อกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล ไปจนกว่าจะได้เสียงพอ (เช่นในเบลเยียมและเยอรมนี) มากกว่าที่ฝ่ายค้านจะไปโหวตให้อีกฝ่ายขึ้นเป็นรัฐบาลแล้วตัวเองถอยไปเป็นฝ่ายค้าน

เมื่อการเมืองกลายเป็นเรื่องโกหกนำมาสู่จุดจบของศรัทธา

ผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดจากปรากฏการณ์นี้ คือการกัดเซาะความไว้วางใจ (Trust) ของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองทั้งหมด ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่เคยผิดหวังกับการ “ตระบัดสัตย์” ของพรรคเพื่อไทย ก็จะได้เห็นภาพซ้ำรอยกับพรรคประชาชนหรือไม่ ทำให้การเมืองกลายเป็นเพียง “ละครหนึ่งฉาก” ที่นักการเมืองพร้อมจะละทิ้งอุดมการณ์เพื่อแลกกับผลประโยชน์เฉพาะหน้า

ในทางกลับกัน อาจารย์วีระตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า พรรคภูมิใจไทยซึ่งไม่เคยชูธงอุดมการณ์ในระดับชาติ แต่เน้นการดูแลพื้นที่และประสานประโยชน์ในแบบ “นักการเมืองบ้านใหญ่” อาจกลายเป็นพรรคที่ดูเหมือน “รักษาสัญญา” ได้ดีที่สุดในสายตาประชาชนบางส่วน ซึ่งอาจนำไปสู่แนวโน้มที่น่าเศร้า คือประชาชนจะเลิกโหวตเชิงอุดมการณ์ และหันกลับไปสู่การเมืองแบบอุปถัมภ์ที่ดูเพียงผลประโยชน์ระยะสั้นในพื้นที่ของตัวเองเป็นหลักหรือไม่

ทางออกที่เหลืออยู่ คืนอำนาจสู่ประชาชน

อาจารย์วีระสรุปทางออกที่ดีที่สุดต่อระบอบประชาธิปไตยคือ
อาจารย์วีระสรุปทางออกที่ดีที่สุดต่อระบอบประชาธิปไตยคือ “การยุบสภาโดยเร็วที่สุด”

ท้ายที่สุด อาจารย์วีระสรุปว่า ภายใต้สถานการณ์ที่สภาไม่สามารถทำงานได้ตามกลไกปกติ และประเทศขาดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเช่นนี้ ทางออกที่ดีที่สุดต่อระบอบประชาธิปไตยคือ “การยุบสภาโดยเร็วที่สุด” เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนได้ตัดสินใจใหม่อีกครั้ง

การยื้อให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ผิดหลักการนี้ดำรงอยู่ต่อไป ไม่เพียงแต่จะทำให้ประเทศชาติเสียโอกาส แต่ยังเป็นการทำลายศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตยที่อาจต้องใช้เวลาอีกนานในการฟื้นฟู

รัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย การสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต้องเริ่มต้นจากการเคารพหลักการประชาธิปไตยและเสียงของประชาชน

ที่มา – รัฐบาลเสียงข้างน้อย ภาวะผิดปกติ สั่นคลอนศรัทธาประชาธิปไตยไทย

“ธนกร” จี้ “ภูมิธรรม-รัฐบาล” ชี้แจงยุบสภา

“ธนกร” จี้ “ภูมิธรรม-รัฐบาล” เร่งแจงประชาชนให้ชัดหลังมีข่าวยุบสภาถูกตีกลับ ลั่นถ้าขัดรธน.ต้องยืดอกรับผิดชอบ ชี้ ควรเห็นแก่ปชช. ก่อนห่วงฐานอำนาจ ย้ำ อย่ายื้อเวลาทำประเทศเสียหาย

วันที่ 3 ก.ย. 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ รองหัวหน้าพรรค และ สส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าหนังสือทูลเกล้าฯ ขอยุบสภาฯ ของนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีถูกตีกลับว่า นายภูมิธรรมและรัฐบาลต้องเร่งออกมาชี้แจงเรื่องดังกล่าวให้ชัดเจนโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบที่ไม่เหมาะสม ซึ่งกระบวนการต่างๆ รัฐบาลควรต้องตระหนักให้ดีและรอบคอบที่สุดในข้อกฎหมาย หากสุ่มเสี่ยงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญก็เป็นสิ่งที่ไม่สมควรกระทำ ซึ่งหากขัดต่อรัฐธรรมนูญจริง นายภูมิธรรมและรัฐบาลต้องรับผิดชอบ

ทั้งนี้นายธนกร มองว่า ควรใช้ระบบสภา ในการแก้ปัญหาตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ เพราะต้นเหตุของปัญหาอยู่ที่นายกรัฐมนตรีก็ควรจะต้องแก้ให้ตรงจุดคือการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่มาแทนเนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ทำผิดอะไร

“ปัญหาที่สำคัญของประเทศขณะนี้ค่อนข้างหนักหน่วง เรื่องเศรษฐกิจปากท้อง หนี้สิน และความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ภาษีทรัมป์ก็รออยู่ รวมถึงปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชายังต้องรีบดำเนินการแก้ไข การที่พรรคเพื่อไทยและรัฐบาลเดินเกมแบบนี้ถือเป็นการยื้อเวลาเพราะหวงอำนาจ คิดถึงแต่การเมืองแต่ไม่นึกถึงเลยว่า พี่น้องประชาชนและประเทศจะเสียหาย เสียโอกาสแค่ไหน สุดท้ายจะเกิดประโยชน์อะไร หากมุ่งแต่เอาชนะคะคานกันทางการเมือง แต่กลับกลายเป็นชัยชนะบนซากปรักหักพัง” นายธนกร กล่าว

“ธนกร” จี้ “ภูมิธรรม-รัฐบาล” ชี้แจงประชาชนให้ชัดหลังมีข่าวยุบสภาถูกตีกลับ

จากกระแสข่าวเรื่องการยุบสภาที่ถูกตีกลับ ทำให้เกิดคำถามมากมายในสังคมถึงความโปร่งใสและความถูกต้องตามกฎหมายของกระบวนการต่างๆ นายธนกร วังบุญคงชนะ ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลภายใต้การนำของนายภูมิธรรม เวชยชัย เร่งดำเนินการชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนได้รับทราบโดยเร็ว เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความสับสนที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความละเอียดอ่อน การตัดสินใจใดๆ ของรัฐบาลจึงต้องเป็นไปอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ การเร่งรีบดำเนินการโดยไม่ตรวจสอบให้ถี่ถ้วน อาจนำไปสู่ปัญหาที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม

ความรับผิดชอบต่อรัฐธรรมนูญ

นายธนกรได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด หากกระบวนการยุบสภาขัดต่อรัฐธรรมนูญจริง ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าว การหลีกเลี่ยงหรือละเลยความรับผิดชอบ จะยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลลดน้อยลง

นอกจากนี้ นายธนกรยังได้กล่าวถึงปัญหาสำคัญที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องของประชาชน ปัญหาหนี้สิน รวมถึงปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน การที่รัฐบาลมุ่งเน้นแต่เรื่องการเมือง โดยไม่คำนึงถึงปัญหาที่แท้จริงของประชาชน จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

การยุบสภาควรเป็นทางเลือกสุดท้าย หากการแก้ไขปัญหาด้วยกลไกปกติไม่สามารถทำได้ การใช้ระบบสภาในการแก้ไขปัญหาตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ ควรเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก การตัดสินใจที่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้องมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม จะนำพาประเทศไปสู่ความเสียหายอย่างไม่คาดฝัน

ดังนั้น รัฐบาลควรเปิดเผยข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการยุบสภาให้ประชาชนได้รับทราบอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเข้าใจที่ถูกต้อง การหลีกเลี่ยงการตอบคำถามหรือการปกปิดข้อมูล จะยิ่งทำให้เกิดความสงสัยและความไม่ไว้วางใจ

การเมืองควรเป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศและแก้ไขปัญหาของประชาชน ไม่ใช่เครื่องมือในการแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ส่วนตน รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นอันดับแรก เพื่อสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศชาติ

ที่มา – “ธนกร” จี้ “ภูมิธรรม-รัฐบาล” ชี้แจงประชาชนให้ชัดหลังมีข่าวยุบสภาถูกตีกลับ

เปิด 16 สส.รทสช. หนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ คนที่ 32

มาดูกันว่ามีใครบ้าง! เปิดรายชื่อ 16 สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กลุ่ม 18 นำโดย “สุชาติ ชมกลิ่น” ร่วมลงชื่อสนับสนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

เมื่อวันที่ 3 กันยายน มีรายงานว่า จากรายชื่อ สส. ทั้งหมด 146 คน ที่ร่วมลงมติสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นั้น ปรากฏว่ามี สส. จากกลุ่ม 18 พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) จำนวน 16 คน ร่วมลงชื่อสนับสนุนด้วย

เปิด 16 สส.รทสช. กลุ่ม 18 “เฮ้ง” นำทีมลงชื่อหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ คนที่ 32

รายชื่อ สส. ทั้ง 16 ท่าน ประกอบด้วย:

  1. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค
  2. นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค
  3. นายเกรียงยศ สุดลาภา สส.บัญชีรายชื่อ
  4. นายชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ สส.บัญชีรายชื่อ
  5. นายศาสตรา ศรีปาน สส.สงขลา เขต 2
  6. นายวัชระ ยาวอหะซัน สส.นราธิวาส เขต 1
  7. นายปรเมษฐ์ จินา สส.สุราษฎร์ธานี เขต 5
  8. นายถนอมพงษ์ หลีกภัย สส.ตรัง เขต 1
  9. นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง สส.ชลบุรี เขต 4
  10. นายพิพิธ รัตนรักษ์ สส.สุราษฎร์ธานี เขต 2
  11. นายพันธ์ศักดิ์ บุญแทน สส.สุราษฎร์ธานี เขต 4
  12. นางธิวัลรัตน์ อังกินันท์ สส.เพชรบุรี เขต 1
  13. จ.อ.อภิชาติ แก้วโกศล สส.เพชรบุรี เขต 3
  14. น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี เขต 1
  15. น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.นครศรีธรรมราช เขต 10
  16. นายสันต์ แซ่ตั้ง สส.ชุมพร เขต 2

ทำไมถึงต้องเปิด 16 สส.รทสช. กลุ่ม 18 “เฮ้ง” นำทีมลงชื่อหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ คนที่ 32 ?

การที่ สส. กลุ่ม 18 พรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมลงชื่อสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือและความเป็นเอกภาพภายในพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งอาจมีผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองในอนาคต

การตัดสินใจของ สส. เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางและความเชื่อมั่นของพรรคต่อการนำของนายอนุทิน และอาจส่งผลต่อการตัดสินใจของ สส. ท่านอื่นๆ ในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในอนาคต การจับตาดูท่าทีของแต่ละพรรคการเมือง รวมถึงการวิเคราะห์เหตุผลเบื้องหลังการสนับสนุน จึงเป็นสิ่งสำคัญในการทำความเข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

การสนับสนุนจากกลุ่ม 18 รทสช. นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรีคนต่อไป และเป็นข้อมูลที่ประชาชนควรทราบเพื่อประกอบการพิจารณาและตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของประเทศ

การเปิดเผยรายชื่อ 16 สส.รทสช. ที่สนับสนุนนายอนุทิน ถือเป็นข้อมูลสำคัญที่สะท้อนถึงการรวมตัวของกลุ่มการเมืองต่างๆ และอาจนำไปสู่การวิเคราะห์เจาะลึกถึงปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจทางการเมืองครั้งนี้ต่อไป

การที่ สส. กลุ่ม 18 พรรครวมไทยสร้างชาติ จำนวน 16 ท่าน ร่วมลงชื่อสนับสนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” นั่งนายกฯ คนที่ 32 ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญทางการเมืองที่น่าจับตามอง

ที่มา – เปิด 16 สส.รทสช. กลุ่ม 18 “เฮ้ง” นำทีมลงชื่อหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ คนที่ 32

“ธนกร” ชื่นชมทหารกล้าดูแลจิตใจหลังเหตุปะทะ

“ธนกร” ห่วงทหารชายแดนไทย-กัมพูชา ฝาก สธ. ผนึกกองทัพส่งทีมจิตแพทย์ดูแลหลังเหตุปะทะ ขอครอบครัว-ชุมชนช่วยซัพพอร์ตจิตใจ ชื่นชมทุกนายกล้าหาญเสียสละปกป้องอธิปไตย

วันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวว่า ภายหลังเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมาหลายวัน เกิดการสูญเสียชีวิตเจ้าหน้าที่ทหารและพลเรือน และได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างบาดแผลผลกระทบในความรู้สึกและจิตใจต่อบุคคลในครอบครัวผู้สูญเสีย ทั้งทหารและประชาชนทั่วไปทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนตัวรู้สึกเป็นห่วงอย่างมาก จำเป็นที่ทั้งครอบครัว ชุมชน ต้องช่วยกันให้กำลังใจ สนับสนุนให้ความช่วยเหลือทุกด้านในทันที โดยเฉพาะด้านจิตใจ

ทั้งนี้ ตนขอฝากทางกระทรวงสาธารณสุข ช่วยส่งทีมจิตแพทย์ทุกระดับ เร่งลงพื้นที่สำรวจและประเมินสภาพจิตใจของประชาชนทั้ง 7 จังหวัดชายแดนที่รับผลกระทบ ร่วมกับกองทัพบกที่ได้ส่งทหารเหล่าแพทย์ทีม M-MCATT ไปดูแลกำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนามชายแดน ประเมินสภาพจิตใจหลังการสู้รบอย่างต่อเนื่องแล้ว

“ขอให้ทั้งกระทรวงสาธารณสุขร่วมกันกับทีมแพทย์จากกองทัพบกลงไปดูแลทั้งกำลังพลและพี่น้องประชาชนในพื้นที่ 7 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากเหตุสู้รบให้เกิดความทั่วถึง เพราะหลังการปะทะนอกจากความสูญเสียทางกายแล้ว สิ่งสำคัญมากไม่แพ้กันคือบาดแผลทางจิตใจที่เกิดขึ้นกับทั้งพี่น้องคนไทย กลุ่มเปราะบาง เด็ก คนชรา ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการรักษา ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทีมแพทย์และทหารกล้าทุกนายเสียสละปกป้องอธิปไตย ทำเพื่อประเทศมาโดยตลอด หลังการสู้รบรัฐบาลและทุกหน่วยงานต้องเร่งเข้าไปดูแลทุกด้านทันที”

“ธนกร” ชื่นชมทหารกล้าปกป้องชาติ ฝาก สธ. ร่วม ทบ. ส่งทีมแพทย์ดูแลจิตใจหลังเหตุปะทะ

จากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อจิตใจของทั้งทหารและประชาชนในพื้นที่ การได้รับการดูแลช่วยเหลือด้านจิตใจอย่างทันท่วงทีจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นายธนกร วังบุญคงชนะ ได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าว และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือ เพื่อบรรเทาผลกระทบทางจิตใจที่เกิดขึ้น

ความสำคัญของการดูแลจิตใจหลังเหตุปะทะ

เหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ มักทิ้งบาดแผลในใจให้กับผู้ที่ประสบเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์โดยตรง หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบทางอ้อม การดูแลจิตใจจึงเป็นกระบวนการที่สำคัญในการฟื้นฟูสภาพจิตใจและช่วยให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

  • การพูดคุยและระบายความรู้สึก: การเปิดโอกาสให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบได้พูดคุยและระบายความรู้สึกออกมา จะช่วยให้พวกเขาสามารถจัดการกับอารมณ์และความเครียดที่เกิดขึ้นได้
  • การให้ความรู้และข้อมูลที่ถูกต้อง: การให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จะช่วยลดความวิตกกังวลและความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นได้
  • การสนับสนุนทางสังคม: การได้รับความช่วยเหลือและสนับสนุนจากครอบครัว เพื่อนฝูง และชุมชน จะช่วยให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้อยู่คนเดียวและได้รับการดูแล
  • การเข้าถึงบริการทางจิตเวช: ในกรณีที่ผู้ที่ได้รับผลกระทบมีอาการรุนแรง ควรได้รับการประเมินและรักษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช

นายธนกรได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและกองทัพบก ในการส่งทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชลงพื้นที่ เพื่อให้การดูแลสามารถเข้าถึงผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมือจากครอบครัวและชุมชนในการให้กำลังใจและสนับสนุนผู้ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้พวกเขาสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

การดูแลจิตใจหลังเหตุปะทะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำเพื่อให้สังคมกลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง การสนับสนุนและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน จะเป็นพลังสำคัญในการสร้างสังคมที่สงบสุขและมีความเอื้ออาทร

การที่นายธนกรออกมาแสดงความห่วงใยและกระตุ้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิตของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เปราะบางเช่นนี้ เราหวังว่าการดำเนินการตามข้อเรียกร้องของนายธนกร จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบและช่วยให้พวกเขากลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้โดยเร็ววัน “ธนกร” ชื่นชมทหารกล้าปกป้องชาติ ฝาก สธ. ร่วม ทบ. ส่งทีมแพทย์ดูแลจิตใจหลังเหตุปะทะ

ที่มา – “ธนกร” ชื่นชมทหารกล้าปกป้องชาติ ฝาก สธ. ร่วม ทบ. ส่งทีมแพทย์ดูแลจิตใจหลังเหตุปะทะ

“ธนกร” ขอบคุณคนไทยซัพพอร์ตกองทัพภาค 2

“ธนกร” ขอบคุณคนไทยซัพพอร์ตลวดหนามหีบเพลง ลั่น แม่ทัพภาคที่ 2 ยึดความปลอดภัยกำลังพล แนะรัฐบาลลดขั้นตอนจัดซื้อให้ทันสถานการณ์ ตำหนิ “โรม” ใจแคบมีอคติ ย้อนดูพรรคตัวเองก็เปิดรับบริจาคทำกิจกรรม

วันที่ 14 สิงหาคม 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตำหนิกองทัพภาคที่ 2 ที่เปิดรับบริจาคลวดหนามหีบเพลงจากประชาชนว่าไม่เหมาะสม ว่า ที่ผ่านมานายรังสิมันต์ก็ได้เห็นภาพความสูญเสียจากเหตุการณ์ปะทะกันบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชามาแล้ว ซึ่งขณะนี้มีบริเวณพื้นที่ครอบคลุมถึง 7 จังหวัดแล้ว ส่งผลให้พี่น้องประชาชนพลเรือนต้องบาดเจ็บล้มตายและอพยพหลายแสนคน

นายธนกร ระบุต่อไป การเปิดรับบริจาคของกองทัพภาคที่ 2 ครั้งนี้ เป็นการขอรับบริจาคลวดหนามหีบเพลงเพื่อใช้ในพื้นที่สำคัญที่เป็นอธิปไตยของไทยอย่างเร่งด่วน จึงเป็นเหตุผลในการเปิดรับการสนับสนุนลวดหนามหีบเพลงในครั้งนี้ เนื่องจากความเร่งด่วนฉุกเฉินเฉพาะหน้าที่จำเป็นต้องใช้ทันที หากจะต้องรอระบบราชการ ขั้นตอนการจัดซื้อที่มีความละเอียดรอบคอบซึ่งต้องใช้เวลาราว 1 เดือนจึงไม่ทันการที่จะป้องกันความสูญเสียหรือความเสียหายได้

แต่การออกมาตำหนิกองทัพภาคที่ 2 ว่าทำเรื่องไม่เหมาะสมนั้น ตนมองว่า นายรังสิมันต์ มองเรื่องนี้ด้วยใจคับแคบ มีอคติ ทั้งที่ควรจะมองถึงความปลอดภัยในชีวิตของเจ้าหน้าที่ทหาร การออกมาตำหนิลักษณะนี้ถือว่าไม่สร้างสรรค์ แต่กลับกันเมื่อมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่พรรคประชาชนของนายรังสิมันต์ได้ขับเคลื่อนมาตลอดนั้น พบว่ามีการเปิดระบบรับบริจาคเงินจากประชาชนแบบรายเดือนเพื่อนำไปจัดกิจกรรมพรรคอยู่เป็นระยะ ทั้งที่ก็มีงบประมาณจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อยู่แล้ว จึงขอตั้งคำถามย้อนไปถึงนายรังสิมันต์ว่า การขอรับบริจาคจากพี่น้องประชาชนในลักษณะนี้เป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้วหรือไม่

ขณะเดียวกัน นายธนกร ยังได้ขอบคุณพี่น้องคนไทยทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ที่ให้การสนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 ในการป้องกันอธิปไตยของไทยมาโดยตลอด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญและเหมาะสมอย่างยิ่งที่คนไทยเราทุกคนจะลุกขึ้นร่วมแรงร่วมใจสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวกับกองทัพ สิ่งไหนที่สามารถร่วมด้วยช่วยกันได้เราก็พร้อมยินดีสนับสนุน ส่งเสริมให้กองทัพได้ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องพื้นแผ่นดินไทยอย่างเต็มกำลัง ตนในฐานะ สส. ขอเป็นอีกแรงสนับสนุนให้มีการปรับยุทธวิธีใช้อาวุธยุทโธปกรณ์และนวัตกรรมที่ทันสมัยเข้ามาใช้แทนการเดินลาดตระเวนซึ่งมีความเสี่ยงสูงของเจ้าหน้าที่ทหาร ส่วนจุดไหนที่จะต้องมีการเดินลาดตระเวนก็ควรจะมีอุปกรณ์เคลียร์พื้นที่ก่อนเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีทุ่นระเบิด จึงขอฝากให้รัฐบาลสนับสนุนกองทัพอย่างเต็มที่ด้วยเช่นกัน

“กรณีนี้ถือเป็นกรณีสถานการณ์ฉุกเฉิน รัฐบาลเองควรมีส่วนเร่งช่วยหาช่องทางลดขั้นตอนการจัดซื้อที่ใช้เวลานานลง และแก้ปัญหาให้กับกองทัพภาคที่ 2 เป็นการเร่งด่วน เพราะแม่ทัพภาคที่ 2 เล็งเห็นความสำคัญของชีวิตกำลังพลทุกนายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสียอีกต่อไป ถือว่าเหมาะสมแล้ว ไม่ควรที่จะมีบางพรรคการเมืองออกมาตำหนิ เพราะสิ่งที่กองทัพภาคที่ 2 ได้ทำ ไม่ได้ขอรับบริจาคเพื่อตัวเอง แต่เป็นการทำเพื่อปกป้องประเทศชาติ”

“ธนกร” ขอบคุณคนไทยซัพพอร์ตกองทัพภาค 2

นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ออกมาแสดงความขอบคุณพี่น้องประชาชนชาวไทยที่ให้การสนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 อย่างต่อเนื่องในการปกป้องอธิปไตยของชาติ พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งลดขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อให้กองทัพสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างทันท่วงที

ทำไมนายธนกรถึงขอบคุณคนไทยที่ซัพพอร์ตกองทัพภาค 2

เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนที่มีความตึงเครียด การสนับสนุนจากประชาชนเป็นกำลังใจสำคัญให้กองทัพ และยังสะท้อนให้เห็นถึงความรักชาติ ความสามัคคีของคนในชาติอีกด้วย การที่นายธนกร “ธนกร” ขอบคุณคนไทยซัพพอร์ตกองทัพภาค 2 จึงเป็นการแสดงความสำนึกในน้ำใจของประชาชน

นอกจากนี้ นายธนกรยังวิพากษ์วิจารณ์การออกมาแสดงความคิดเห็นของนายรังสิมันต์ โรม ที่ตำหนิกองทัพภาคที่ 2 ว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม โดยมองว่านายรังสิมันต์มีอคติและใจแคบ ควรจะมองถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ทหารเป็นสำคัญ

นายธนกรยังกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลควรให้การสนับสนุนกองทัพอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในเรื่องของอาวุธยุทโธปกรณ์และนวัตกรรมที่ทันสมัย เพื่อลดความเสี่ยงในการปฏิบัติหน้าที่ของทหาร และควรเร่งแก้ไขปัญหาขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างที่ล่าช้า เพื่อให้กองทัพสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว

สิ่งที่ “ธนกร” ขอบคุณคนไทยซัพพอร์ตกองทัพภาค 2 นั้นแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ประเทศชาติต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ การรวมพลังของคนในชาติเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถก้าวผ่านอุปสรรคไปได้

การที่นายธนกรออกมาชื่นชมและสนับสนุนการทำงานของกองทัพภาคที่ 2 รวมถึงการเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานของกองทัพนั้น เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำหน้าที่ผู้แทนของประชาชนอย่างแท้จริง

“ธนกร” ขอบคุณคนไทยซัพพอร์ตกองทัพภาค 2 เป็นการส่งสัญญาณว่าทุกภาคส่วนในสังคมจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างความมั่นคงและความเจริญก้าวหน้าให้กับประเทศชาติ และกองทัพก็เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

ดังนั้นการสนับสนุนและให้กำลังใจแก่กองทัพจึงเป็นสิ่งที่สมควรทำอย่างยิ่ง เพื่อให้กองทัพสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ และปกป้องรักษาอธิปไตยของชาติให้คงอยู่สืบไป

ที่มา – “ธนกร” ขอบคุณคนไทยซัพพอร์ตกองทัพภาค 2 ขอ รบ.เร่งลดขั้นตอน ติง “โรม” ใจแคบ-อคติ

รทสช. มั่นใจสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 แน่นอน!

พรรครวมไทยสร้างชาติมั่นใจสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 อย่างแน่นอน! นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กำชับ สส. เข้าร่วมประชุมพร้อมเพรียง ไม่หวั่นฝ่ายค้านท้วงติงเรื่องงบประมาณฯ พร้อมรับมือภาษีทรัมป์ มั่นใจรัฐบาลเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดราชบุรี เขต 4 ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ออกมาเปิดเผยถึงการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 ที่กำลังจะมาถึง โดยระบุว่าจากการที่สภาผู้แทนราษฎรจะมีการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ในวันที่ 13-15 สิงหาคม 2568 นั้น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้เน้นย้ำให้ สส.ของพรรคทุกคนเข้าร่วมการพิจารณางบประมาณโดยพร้อมเพรียงกัน เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจให้กับพี่น้องประชาชนในภาวะที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังชะลอตัว

รทสช. มั่นใจสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569

สำหรับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ในวาระที่ 2 และ 3 นั้น สส. พรรครวมไทยสร้างชาติได้มีการแปรญัตติปรับลดงบประมาณในหลายกระทรวง โดยเป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ที่ได้มีการปรับลดงบประมาณในส่วนที่ไม่มีความจำเป็น เพื่อให้งบประมาณของภาครัฐมีประสิทธิภาพสูงสุด และสามารถตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนได้มากที่สุดในหลากหลายกระทรวง เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม รวมถึงในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ส่วนข้อกังวลของพรรคร่วมฝ่ายค้านที่แสดงความเห็นว่า การแปรญัตติงบประมาณรายจ่ายประจำปีในครั้งนี้อาจจะไม่สามารถตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากภาษีตอบโต้ (Tariff) ของสหรัฐอเมริกานั้น พรรครวมไทยสร้างชาติมีความเห็นสอดคล้องกับรัฐบาลว่า ผลกระทบที่เคยคาดการณ์ว่าจะรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจของไทยนั้น มีโอกาสที่จะไม่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากอัตราภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ กำหนดต่อประเทศไทยนั้น เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียนแล้ว ถือว่าอยู่ในระดับใกล้เคียงกันคือประมาณ 19-20% ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศมากนัก ดังเช่นที่ได้มีการประเมินไว้ก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีชุดข้อมูลที่ใช้ในการประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้านและครบถ้วน

ทำไม รทสช. ถึงมั่นใจสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569

ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีการแปรญัตติงบประมาณไปยังภาคส่วนที่มีความจำเป็นมากกว่า หรือหากเกิดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจขึ้นจริง รัฐบาลยังมีเครื่องมืออื่นๆ ที่สามารถนำมาใช้ได้ เช่น งบกลาง ซึ่งสามารถใช้ได้ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน หรืออาจจะพิจารณาเสนองบกลางปีเพิ่มเติม ซึ่งการแปรญัตติในวงเงินงบประมาณ 8.92 พันล้านบาทนี้ รัฐบาลได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว เพื่อที่จะได้จัดสรรงบประมาณไปแก้ไขปัญหาที่จำเป็นเร่งด่วนของชาติและประชาชน

“พรรครวมไทยสร้างชาติมั่นใจว่า ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 จะสามารถผ่านการพิจารณาได้อย่างราบรื่น และจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง” เราเชื่อว่าการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลและ สส. จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน และสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนทุกคน

งบประมาณปี 2569 นี้จะเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และสร้างโอกาสให้ทุกคนในสังคม

ที่มา – รทสช. มั่นใจสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 ไม่หวั่นฝ่ายค้านท้วงไม่แปรงบฯ รับมือภาษีทรัมป์

Scroll to top