พรรคไทยศรีวิไลย์

ประวัติ “เต้ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์” พ่อลูก 4

ประวัติ “เต้ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์” พ่อลูก 4 ที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ หลังถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการพรรคทางเลือกใหม่ มาดูกันว่าชายคนนี้มีเส้นทางชีวิตและการเมืองอย่างไรบ้าง

ในช่วงวันที่ 24-25 กุมภาพันธ์ 2569 ชื่อของ นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือที่รู้จักกันในนาม “เต้ พระราม 7” กลับมาเป็นกระแสอีกครั้ง หลังจากหัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่ นายราเชน ตระกูลเวียง ออกคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เลขาฯ ชั่วคราว และห้ามเคลื่อนไหวใดๆ ในนามพรรค เหตุผลเชื่อมโยงกับการร้องเรียนเรื่อง “เลือกตั้งโมฆะ” ที่เต้ยืนกราน ซึ่งทำให้พรรคหวาดกลัว (อ่านเพิ่ม: ทางเลือกใหม่พักงาน “เต้ มงคลกิตติ์”)

ประวัติ “เต้ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์” พ่อลูก 4

ประวัติ “เต้ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์” ส่วนตัวและครอบครัว

ประวัติ “เต้ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์” เริ่มต้นตั้งแต่เกิดวันที่ 25 กันยายน 2524 ที่อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ปัจจุบันอายุ 45 ปี (ในปี 2569) เขาเป็นคุณพ่อลูก 4 คน คือ เจปัง, ผิงอัน, ชินเท็น และถิงถิง เรื่องครอบครัวของเต้ค่อนข้างซับซ้อน สมรสครั้งแรกปี 2549 กับน.ส.พัทธนันท์ ฤทธิ์ชัยเรืองเดช หย่าเมื่อ 2553 จากนั้นสมรสครั้งสองปี 2562 กับน.ส.ภคอร จันทรคณา หย่า 2561 ก่อนกลับมาคบหากับพัทธนันท์อีกครั้ง

ภาพครอบครัวประวัติ “เต้ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์”

ประวัติ “เต้ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์” การศึกษา

ด้านการศึกษา เต้จบ ปวช. สาขาเตรียมวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ จากนั้นปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมไฟฟ้ากำลัง จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ รัฐศาสตรมหาบัณฑิต (การเมืองการปกครอง) จากธรรมศาสตร์ และดุษฎีบัณฑิต รัฐประศาสนศาสตร จากมหาวิทยาลัยทักษิณ พื้นฐานวิศวะที่แข็งแกร่งช่วยให้เขาเข้าสู่แวดวงการเมืองได้อย่างมั่นใจ

ประวัติการศึกษาเต้ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์

เส้นทางการเมืองของประวัติ “เต้ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์”

เส้นทางการเมืองของเต้เริ่มปี 2550 ลงสมัคร ส.ส. กรุงเทพ พรรคประชาราช แต่สอบตก หลังรัฐประหาร 2557 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ชำนาญการ สปช. และ สปท. ต่อมาเปิดพรรคไทยศรีวิไลย์ ปี 2561 ลงเลือกตั้ง 2562 ได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 60,354 คะแนน ดำรงตำแหน่งโฆษกและกรรมาธิการการทหาร ส.ส. ชุด 25

  • 2562-2563: ฝ่ายรัฐบาล-ค้านอิสระ
  • 2563-2566: ฝ่ายค้าน

เลือกตั้ง 2566 พรรคไทยศรีวิไลย์ล้มเหลว ไม่ได้ที่นั่ง ลดบทบาทไปชั่วคราว กลับมา 2567 สมัครสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เป็นที่ปรึกษา แต่ลาออก 2568 หลังหัวหน้าพรรคลาออก ล่าสุดเข้าร่วมพรรคทางเลือกใหม่ เป็นเลขาฯ หาเสียงเลือกตั้ง 2569 ได้ว่าที่ ส.ส. บัญชีรายชื่อลำดับ 3 แต่ไม่ผ่าน แม้เจ้าตัวจะร้องเรียนเลือกตั้งไม่โปร่งใส จนถูกสั่งพักงาน

เส้นทางการเมืองประวัติ “เต้ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์”
เต้ มงคลกิตติ์ ในพรรคทางเลือกใหม่

ประวัติ “เต้ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในวงการเมือง แม้จะพลิกผันหลายครั้ง นโยบายแปลกใหม่ของเขามักดึงดูดความสนใจ แต่ก็สร้างความขัดแย้งได้เช่นกัน

คุณคิดอย่างไรกับประวัติและเส้นทางของเต้? เขาจะกลับมาทำอะไรต่อไป คอมเมนต์บอกเราด้วยนะ! ติดตามข่าวการเมืองล่าสุดที่นี่เพื่อไม่พลาดอัปเดต

ที่มา – ประวัติ “เต้ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์” พ่อลูก 4 ถูกสั่งหยุดหน้าที่เลขาฯ พรรคทางเลือกใหม่

“เต้ มงคลกิตติ์” แฉ! ย้ายพรรคเพราะไม่ผ่านสรรหา

“เต้ มงคลกิตติ์” ออกมาเปิดเผยถึงสาเหตุที่ย้ายจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ไปอยู่พรรคทางเลือกใหม่ โดยอ้างว่าไม่ผ่านกระบวนการสรรหาผู้สมัคร ส.ส. กทม. และถูก “สาธิต ปิตุเตชะ” ขีดชื่อออกจากการคัดเลือก นอกจากนี้ยังประกาศเตรียมผลักดัน พ.ร.บ. ผดุงเกียรติให้สำเร็จ

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคทางเลือกใหม่ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการข่าวว่า พรรคทางเลือกใหม่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2561 โดยได้รับการอนุญาตจากพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น และตนเองเคยสังกัดพรรคไทยศรีวิไลย์ ได้ ส.ส. มา 1 คน คือตัวเขาเอง จนได้รับฉายา “พี่เต้พระราม 7” ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น “เต้ 007” จากการตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นจนมีสายลับในทุกกระทรวง

เมื่อถูกถามถึงการที่เขาเคยเป็น ส.ส. ในปี 2562 แต่ไม่ได้รับเลือกตั้งในปี 2566 นายมงคลกิตติ์กล่าวว่า หลังจากว่างเว้นจากการเมืองไปหลายเดือน เขาได้หันไปทำธุรกิจส่วนตัว ก่อนที่จะย้ายไปสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งในขณะนั้นนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค และเขาได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาเป็นเวลา 1 ปีครึ่ง ต่อมาเมื่อเกิดความขัดแย้งภายในพรรค และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอีกครั้ง “เต้ มงคลกิตติ์” จึงได้เข้าสู่กระบวนการสรรหาผู้สมัคร ส.ส. กทม. ในเขตพระราม 7 (เขต 7 กทม.) จนกระทั่งผ่านเข้ารอบสุดท้าย แต่ทราบภายหลังว่านายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรค ซึ่งดูแลการเลือกตั้งในภาคกลาง เป็นผู้ขีดชื่อเขาออกจากการคัดเลือก เนื่องจากไม่ชอบพอนายเฉลิมชัย ทั้ง ๆ ที่นายสาธิตเคยได้รับความช่วยเหลือจากนายเฉลิมชัยมาก่อน

“เขาเรียกตนเองว่าคุณสมบัติต่ำกว่าเกณฑ์ พรรคเขาสูง ก็ลาออก พอลาออกพี่วัน อยู่บำรุง ก็โทรมา ให้มาอยู่พลังประชารัฐด้วยกันในวันที่ 18 ธันวาคม แต่ตอนนั้นไม่แน่ใจว่าลุงป้อมจะไปต่อหรือไม่ สุดท้ายพี่วันลาออกและขอพัก ตนเองก็บอกขอพัก จึงบอกพี่ๆ น้องๆ ปรากฏว่าพี่น้องทหารผ่านศึก ที่ตนเองเป็นที่ปรึกษา อยากให้ตนเองทำ พ.ร.บ. ผดุงเกียรติให้สำเร็จ ไปหาพรรคไหนก็ได้ แต่ตนเองบอกมันตั้งพรรคไม่ทัน ยอมรับพี่ต่อไม่ได้ชวนไปกล้าธรรม แต่พี่ธรรมนัสก็โทรมา แต่ตอนนั้นยังติดอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์” นายมงคลกิตติ์ กล่าว

นายมงคลกิตติ์ กล่าวต่อว่า ในตอนแรกเขาตั้งใจจะเว้นวรรคทางการเมืองและเดินทางไปญี่ปุ่น แต่ได้รับการร้องขอจากพี่น้องทหารผ่านศึกให้กลับเข้าสภาให้ได้ ส่วนนายราเชน ตระกูลเวียง จะเสนอชื่อเขาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคในวันพรุ่งนี้ เมื่อผู้ประกาศข่าวแซวว่าอาจจะต้องเรียกท่านนายกฯ แล้ว นายมงคลกิตติ์ตอบว่าอาจจะต้องเรียกจริง ๆ เพราะได้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อไปแล้ว 25 คน และสมัคร ส.ส. เขต อีก 80 เขต

“เต้ มงคลกิตติ์” แฉ! ย้ายพรรคเพราะไม่ผ่านสรรหา

การออกมาเปิดเผยเรื่องราวการย้ายพรรคของ “เต้ มงคลกิตติ์” ครั้งนี้ จุดประเด็นให้สังคมหันมาสนใจเรื่องกระบวนการสรรหาผู้สมัคร ส.ส. ของแต่ละพรรคการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่ผู้มีอำนาจในพรรคสามารถเข้ามาแทรกแซงการตัดสินใจได้ นอกจากนี้ ความมุ่งมั่นของนายมงคลกิตติ์ในการผลักดัน พ.ร.บ. ผดุงเกียรติ ก็เป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่าจะสามารถดำเนินการได้สำเร็จหรือไม่

ทำไม “เต้ มงคลกิตติ์” ถึงย้ายพรรค?

คำถามสำคัญคือ เหตุใด “เต้ มงคลกิตติ์” ถึงออกมาเปิดเผยเรื่องราวเหล่านี้ในช่วงเวลานี้? เป็นไปได้หรือไม่ว่า เขาต้องการสร้างความชอบธรรมให้กับการตัดสินใจย้ายพรรคของตนเอง หรือต้องการที่จะโจมตีพรรคประชาธิปัตย์เพื่อหวังผลทางการเมืองบางอย่าง? สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ “เต้ มงคลกิตติ์” แสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานทางการเมืองของเขาอย่างชัดเจน การประกาศตัวเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคทางเลือกใหม่ สะท้อนให้เห็นว่าเขามีความมั่นใจในศักยภาพของตนเอง และพร้อมที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ อย่างไรก็ตาม การเดินทางทางการเมืองของเขายังคงเต็มไปด้วยความท้าทาย และต้องเผชิญกับอุปสรรคอีกมากมาย

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวของ “เต้ มงคลกิตติ์” เป็นเครื่องเตือนใจว่า การเมืองเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลง และการปรับตัวอยู่เสมอ การตัดสินใจทางการเมืองแต่ละครั้ง อาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่ออนาคตของนักการเมืองเอง และต่อประเทศชาติโดยรวม

ที่มา – “เต้ มงคลกิตติ์” แฉ ย้ายจาก ปชป. เพราะไม่ผ่านกระบวนการสรรหา ถูก “สาธิต” ขีดชื่อออก

ราชกิจจาฯ ประกาศ “พรรคไทยศรีวิไลย์” สิ้นสภาพ!

ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง “พรรคไทยศรีวิไลย์” สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง อย่างเป็นทางการ

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างเป็นทางการ เรื่อง พรรคไทยศรีวิไลย์ สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง ซึ่งส่งผลให้พรรคดังกล่าวไม่สามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในนามพรรคได้อีกต่อไป

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2561 นายทะเบียนพรรคการเมือง โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ออกประกาศรับจดทะเบียนจัดตั้งพรรคไทยศรีวิไลย์ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

แต่ล่าสุด นายณรงค์ศักดิ์ เจียมกิจวัฒนา รองหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ รักษาการหัวหน้าพรรค ได้แจ้งต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2568 ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เลิกพรรคไทยศรีวิไลย์ ตามข้อบังคับพรรค ข้อ 113 ทำให้พรรค พรรคไทยศรีวิไลย์ สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง ตามมาตรา 91 วรรคหนึ่ง (7) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงประกาศให้ พรรคไทยศรีวิไลย์สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง ตามมาตรา 91 วรรคหนึ่ง (7) และวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 อย่างเป็นทางการ

ประกาศดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

พรรคไทยศรีวิไลย์ สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง

สำหรับรายละเอียดในประกาศราชกิจจานุเบกษา ระบุถึงขั้นตอนและเหตุผลในการสิ้นสภาพของพรรคไทยศรีวิไลย์อย่างชัดเจน โดยสรุปได้ดังนี้:

  • พรรคไทยศรีวิไลย์ได้แจ้งความจำนงในการเลิกพรรคต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง
  • คณะกรรมการบริหารพรรคมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เลิกพรรค
  • การเลิกพรรคเป็นไปตามข้อบังคับของพรรคเอง

การสิ้นสภาพของพรรคไทยศรีวิไลย์ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในภูมิทัศน์ทางการเมืองไทย ถึงแม้ว่าพรรคไทยศรีวิไลย์จะไม่ใช่พรรคการเมืองขนาดใหญ่ แต่การสิ้นสภาพของพรรคก็แสดงให้เห็นถึงพลวัตและความไม่แน่นอนในวงการการเมือง

ผลกระทบและความเป็นไปได้ในอนาคต

การสิ้นสภาพ ความเป็นพรรคการเมืองของ พรรคไทยศรีวิไลย์ อาจส่งผลกระทบต่อ:

  • สมาชิกพรรค: สมาชิกพรรคจะต้องหาพรรคการเมืองใหม่สังกัด หากต้องการมีส่วนร่วมทางการเมืองต่อไป
  • ผู้สนับสนุนพรรค: ผู้สนับสนุนพรรคจะต้องตัดสินใจว่าจะสนับสนุนพรรคการเมืองอื่นหรือไม่
  • ภาพรวมทางการเมือง: การแข่งขันทางการเมืองอาจมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย เนื่องจากการหายไปของพรรคไทยศรีวิไลย์

อย่างไรก็ตาม การสิ้นสภาพของพรรคการเมืองไม่ได้หมายความว่าอุดมการณ์หรือนโยบายของพรรคจะหายไป อาจมีกลุ่มการเมืองอื่นนำเอาแนวคิดเหล่านั้นไปสานต่อ หรืออาจมีการรวมตัวกันใหม่ในอนาคต ดังนั้น การติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การสิ้นสภาพของ พรรคไทยศรีวิไลย์ สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง เป็นเครื่องเตือนใจว่า การสร้างและรักษาพรรคการเมืองให้เข้มแข็งและยั่งยืนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย พรรคการเมืองจะต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และต้องตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อที่จะสามารถดำรงอยู่ได้ในระยะยาว

ที่มา – ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศ “พรรคไทยศรีวิไลย์” สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง

Scroll to top