พระบรมมหาราชวัง

กทม. เตรียมพร้อมงานพิธีฯ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

กรุงเทพมหานคร (กทม.) เร่งเตรียมความพร้อมในทุกด้านเพื่อรองรับประชาชนที่จะเข้าร่วมงานพิธีสำคัญเนื่องในโอกาสพิเศษของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยสูงสุดแก่ประชาชน

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 เวลา 16.00 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้จัดการประชุมผู้บริหารจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งดำเนินการเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการรองรับประชาชนที่จะเดินทางมาร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จในพิธีเคลื่อนพระบรมศพ การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการมอบหมายให้ทุกฝ่ายปฏิบัติงานด้วยความรอบคอบและรวดเร็ว โดยครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน การจัดพิธีการ และการสื่อสารประชาสัมพันธ์ เพื่อให้การจัดงานเป็นไปอย่างสมพระเกียรติและเป็นไปอย่างเรียบร้อยที่สุด

การเตรียมความพร้อมด้านเส้นทางและโครงสร้างพื้นฐาน

กทม. ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบและปรับปรุงเส้นทางเคลื่อนขบวนพระบรมศพ จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ไปยังพระบรมมหาราชวัง ซึ่งมีระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร โดยได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในคืนเดียว ได้แก่ การเร่งซ่อมแซมพื้นผิวถนนที่ชำรุดบนถนนอังรีดูนังต์และถนนพระรามที่ 4 การปรับฝาบ่อและฝาท่อระบายน้ำบนถนนพญาไทให้เรียบเพื่อความปลอดภัย และภายหลังเสร็จสิ้นพิธีการ หน่วยงานสาธารณูปโภคจะเข้าดำเนินการเก็บงานเพิ่มเติม

ในส่วนของภูมิทัศน์ ได้สั่งการให้ตัดแต่งกิ่งไม้ตลอดสองข้างทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นมะขามบริเวณสนามหลวงที่มีความเสี่ยงต่อการล้ม ให้ดำเนินการค้ำยัน พร้อมกันนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนต้นไม้และดอกไม้ให้เป็นโทนสีขาว-ดำ เพื่อให้เกิดความสง่างามและสมพระเกียรติ นอกจากนี้ ยังมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ทำความสะอาดจากหลากหลายหน่วยงาน เพื่อทำความสะอาดเส้นทางเคลื่อนขบวน

ด้านระบบไฟฟ้าและความปลอดภัย มีการตรวจสอบและซ่อมแซมโคมไฟให้ส่องสว่างเพียงพอ พร้อมทั้งตรวจสอบกล้อง CCTV ตลอดเส้นทางกว่า 276 จุด รวม 1,239 กล้อง ให้พร้อมใช้งาน และเชื่อมโยงสัญญาณกับกองอำนวยการร่วม นอกจากนี้ ยังมีการจัดเตรียมถังดับเพลิง รถดับเพลิง และเครื่องสำรองไฟฉุกเฉินประจำจุดต่างๆ

กทม. เร่งเตรียมความพร้อม รองรับประชาชนเข้าร่วมงานพิธีฯ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

การอำนวยความสะดวกและบริการประชาชน

กทม. ได้จัดเตรียมสถานที่ตั้งเต็นท์เพื่อรองรับประชาชนบริเวณท้องสนามหลวงจำนวน 2 จุด โดยสามารถรองรับได้จุดละประมาณ 5,000 คน และมีพัดลมไอเย็นในแต่ละจุดภายในเต็นท์รับรอง การลงทะเบียนและการจัดคิวประชาชนในการเข้า-ออกพื้นที่ อยู่ระหว่างการประสานงานกับกองอำนวยการร่วมเพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างเป็นระบบ

ในส่วนของอาหารและน้ำดื่ม ได้มีการจัดเตรียมครัวสนามของ กทม. เพื่อเสริมกับครัวพระราชทาน และมอบหมายให้มีการกำหนดหลักเกณฑ์สำหรับมูลนิธิหรือเอกชนที่นำอาหารมาแจกจ่าย เช่น การมีบ่อดักไขมัน/ถังดักไขมัน การจัดจุดรับบริจาคและประกอบอาหาร เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและลดปัญหามลภาวะหรือกลิ่นไม่พึงประสงค์

ด้านการแพทย์และสาธารณสุข มีทีมแพทย์ทั้งในระดับสูงและระดับพื้นฐานประจำจุดต่างๆ ตลอดเส้นทาง พร้อมด้วยจุดปฐมพยาบาลเพื่ออำนวยความสะดวกในเรื่องยาและเวชภัณฑ์ รวมถึงรถจักรยานยนต์กู้ชีพฉุกเฉิน (Motorlance) นอกจากนี้ ยังมีการจัดเตรียมรถสุขาเคลื่อนที่ตามจุดต่างๆ รวมถึงประสานงานกับห้างสรรพสินค้า โรงแรม และหน่วยงานรัฐในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ห้องน้ำได้เพิ่มเติม

สำหรับการจัดการขยะ ได้มีการเตรียมถังขยะและถุงขยะให้เพียงพอ พร้อมทั้งเน้นย้ำการคัดแยกขยะ เพื่อป้องกันปัญหามลภาวะและกลิ่นไม่พึงประสงค์ โดยมีการจัดเจ้าหน้าที่ดูแลจุดทิ้งขยะอย่างใกล้ชิด

การจัดการพิธีการและบุคลากร

ในการประชุม ได้มีการแจ้งแนวทางการไว้ทุกข์และการแต่งกายอย่างเป็นทางการ โดยหน่วยงานราชการจะลดธงครึ่งเสาเป็นเวลา 30 วัน และงดกิจกรรมรื่นเริงเป็นเวลา 30 วัน ข้าราชการจะไว้ทุกข์เป็นเวลา 1 ปี และขอความร่วมมือจากประชาชนในการแต่งกายไว้ทุกข์เป็นเวลา 90 วัน

นอกจากนี้ ยังได้แจ้งเรื่องการเข้าเฝ้าฯ ในพระบรมมหาราชวัง และแจ้งว่าในวันพรุ่งนี้ (26 ตุลาคม 2568) จะมีการเปิดให้ประชาชนเข้าสรงน้ำพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ณ ศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา 08.00 – 12.00 น. ผู้ว่าฯ ชัชชาติจึงได้กำชับให้ติดตามหมายกำหนดการอย่างใกล้ชิด

สำหรับการเฝ้าฯ รับเสด็จ ได้มีการเชิญชวนข้าราชการและบุคลากร รวมถึงประชาชนให้แต่งกายชุดดำไว้ทุกข์เข้าร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จตลอดเส้นทาง พร้อมทั้งจัดเจ้าหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน

การบริหารจัดการและการสื่อสาร

ที่ประชุมได้มีการเสนอร่างคำสั่งจัดตั้งคณะกรรมการภายใน กทม. เพื่อรับผิดชอบงานพระบรมศพ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและลดความซ้ำซ้อน

ในด้านการประชาสัมพันธ์ ผู้ว่าฯ ชัชชาติได้เน้นย้ำให้ฝ่ายประชาสัมพันธ์เร่งเผยแพร่ข้อมูลที่สำคัญแก่ประชาชนโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางการเดินทาง ทั้งจากรถไฟฟ้า (สถานีสนามไชย) ท่าเรือ ป้ายรถเมล์ จุดจอดรถส่วนตัว/แท็กซี่ จุดให้บริการห้องน้ำ รถสุขา จุดอาหารและน้ำดื่ม เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนการเดินทางได้อย่างสะดวก

ในส่วนของการสื่อสารภายใน ได้มีการจัดเตรียมวิทยุสื่อสารสำหรับเจ้าหน้าที่ภาคสนาม เพื่อให้สามารถรายงานสถานการณ์ได้แบบเรียลไทม์ พร้อมทั้งให้กรอกข้อมูลแผนงาน รายละเอียด และเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ เพื่อให้ผู้บริหารสามารถติดตามงานได้

และสำหรับโครงการต่างๆ ให้พิจารณาปรับกิจกรรมหรือโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินการให้เหมาะสมกับช่วงเวลา เพื่อให้เป็นไปอย่างเหมาะสมที่สุด กทม. มุ่งมั่นที่จะอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่เข้าร่วมงานพิธีฯ “สมเด็จพระพันปีหลวง”ให้ดีที่สุด

การเตรียมกทม. เร่งเตรียมความพร้อม รองรับประชาชนเข้าร่วมงานพิธีฯ “สมเด็จพระพันปีหลวง”ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของภาครัฐในการดูแลและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน เพื่อให้ทุกคนได้ร่วมกทม. เร่งเตรียมความพร้อม รองรับประชาชนเข้าร่วมงานพิธีฯ “สมเด็จพระพันปีหลวง”ได้อย่างราบรื่นและสมพระเกียรติ

ที่มา – กทม. เร่งเตรียมความพร้อม รองรับประชาชนเข้าร่วมงานพิธีฯ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

“อนุทิน” สักการะศาลหลักเมืองวัดพระแก้ว จ่อลงนาม ครม.

นายกฯ สักการะศาลหลักเมือง-วัดพระแก้ว ก่อนลงนามรายชื่อ “ครม.อนุทิน 1” ขึ้นทูลเกล้าฯ บอกเสร็จสิ้นภารกิจไปอีกเปราะ ขณะ “บิ๊กเล็ก” ว่าที่ รมว.กลาโหม รอรับ พลาดลื่นล้มแต่ไม่ได้รับบาดเจ็บ

เมื่อเวลา 14.20 น. วันที่ 16 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางมายังศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร หลังตรวจสอบรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสร็จสิ้นแล้ว โดยมีพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รอต้อนรับอยู่

โดยจุดแรกนายกรัฐมนตรีได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์บริเวณหอพระ ซึ่งระหว่างทางที่จะเดินขึ้นไปยังหอพระ พล.อ.ณัฐพล ที่เดินตามข้างหลังเกิดลื่นล้มบริเวณหน้าบันไดทางขึ้นหอพระ คาดว่าเป็นเพราะถุงเท้าทำให้ลื่น แต่ พล.อ.ณัฐพล ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วและไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร ขณะที่ผู้เห็นเหตุการณ์ร้องอุทานด้วยความตกใจ

ต่อมา นายอนุทิน ได้ผูกผ้าแพร 3 สี จากนั้นถวายพวงมาลัยศาลหลักเมือง และสักการะศาลเทพารักษ์ทั้ง 5 พร้อมเติมน้ำมันตะเกียงพระประจำวันเกิด ขณะที่ประชาชนที่มาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ศาลหลักเมืองต่างตะโกนให้กำลังใจนายอนุทิน ว่า “นายกฯ สู้ๆ” โดยนายอนุทินจะหันไปยกมือไหว้ขอบคุณ ก่อนที่จะเดินข้ามถนนจากศาลหลักเมืองมายังพระบรมมหาราชวัง (วัดพระแก้ว) และเดินเข้าทางประตูสวัสดิโสภา เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งใช้เวลาประมาณ 10 นาที ก่อนเดินทางออกมาพร้อมบอกผู้สื่อข่าวว่า “นำบุญมาฝาก” ผู้สื่อข่าวจึงกล่าวสาธุพร้อมกัน

เมื่อถามว่าเสร็จภารกิจจากวัดพระแก้วจะเดินทางไปที่ไหนต่อนั้น นายอนุทิน ระบุว่า ต้องรอลงนามรายชื่อคณะรัฐมนตรีเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ส่วนสถานที่จะใช่ทำเนียบรัฐบาลหรือไม่ ต้องรอให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรีแจ้งอีกครั้ง พร้อมกับปล่อยมุกและพูดติดตลกว่า “ไปร้านลาบมั้ง”

ทางด้านคำถามว่า วันนี้รู้สึกสดชื่นหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ก็วันนี้เสร็จภารกิจที่เกี่ยวกับการทูลเกล้าฯ คณะรัฐมนตรีแล้ว ก็ถือว่าผ่านไปอีกเปราะ แต่ก็ยังมีอื่นๆ อีกมากมายที่ยังต้องทำ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าระหว่างที่นายอนุทิน จะขึ้นรถออกจากบริเวณหน้าวัดพระแก้ว มีนักท่องเที่ยวชาวตุรกีที่เมื่อทราบว่านายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรีจึงเข้ามาขอถ่ายรูป และเมื่อรถเคลื่อนออกไปจากบริเวณหน้าวัดพระแก้ว นักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวยังได้โบกมือให้ด้วย.

สักการะศาลหลักเมือง-วัดพระแก้ว “อนุทิน” จ่อลงนามรายชื่อ ครม. ก่อนทูลเกล้าฯ

“อนุทิน” สักการะศาลหลักเมืองวัดพระแก้ว ก่อนลงนาม ครม.

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปสักการะศาลหลักเมืองและวัดพระแก้ว ก่อนที่จะลงนามในรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถือเป็นการเริ่มต้นการทำงานอย่างเป็นทางการของรัฐบาลใหม่ ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

การเดินทางไปสักการะศาลหลักเมืองและวัดพระแก้ว ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สำคัญของผู้นำประเทศ เพื่อความเป็นสิริมงคลและความสำเร็จในการบริหารประเทศ การที่นายอนุทินให้ความสำคัญกับพิธีกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรม แสดงให้เห็นถึงความเคารพต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทย

การลงนามในรายชื่อคณะรัฐมนตรี ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ หลังจากนี้จะต้องมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และเริ่มดำเนินงานตามนโยบายที่ได้วางไว้ ประชาชนต่างคาดหวังว่ารัฐบาลใหม่จะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ และนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

สำหรับใครที่ต้องการไปสักการะศาลหลักเมืองและวัดพระแก้ว สามารถเดินทางไปได้ทุกวัน แต่ควรแต่งกายสุภาพเรียบร้อย เพื่อเป็นการเคารพสถานที่ศักดิ์สิทธิ์

ที่มา – สักการะศาลหลักเมือง-วัดพระแก้ว “อนุทิน” จ่อลงนามรายชื่อ ครม. ก่อนทูลเกล้าฯ

Scroll to top