พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์

ไทยติดอันดับ 8 ระบบสาธารณสุขดีที่สุดในโลก ปี 2026

เชื่อเลยว่าทุกคนต้องปลื้มใจไปกับข่าวดีล่าสุด เมื่อมีการจัดอันดับคุณภาพชีวิตระดับโลก โดยพบข้อมูลที่น่าภาคภูมิใจว่า ไทยติดอันดับ 8 ระบบสาธารณสุขดีที่สุดในโลก ปี 2026 ซึ่งถือเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่ามาตรฐานการบริการสุขภาพของบ้านเรานั้นก้าวไกลไปมาก และเป็นเบอร์หนึ่งในภูมิภาคอาเซียนอีกด้วยครับ

ไทยติดอันดับ 8 ระบบสาธารณสุขดีที่สุดในโลก ปี 2026

การจัดอันดับครั้งนี้มาจากเว็บไซต์ Numbeo ซึ่งเป็นฐานข้อมูลระดับโลกที่รวบรวมรีวิวจากผู้ใช้งานจริงทั่วทุกมุมโลก โดยพิจารณาจากหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพ คุณภาพชีวิต และที่สำคัญที่สุดคือคุณภาพของระบบสาธารณสุข ซึ่งประเทศไทยเราทำคะแนนได้สูงถึง 77.5 คะแนน แซงหน้าหลายประเทศในยุโรปและเอเชียขึ้นมาติด Top 10 ได้สำเร็จครับ

ทำไมไทยติดอันดับ 8 ระบบสาธารณสุขดีที่สุดในโลก ปี 2026 ถึงเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น?

สาเหตุหลักที่ทำให้เราได้รับคำชมเชยในระดับสากล ไม่ใช่แค่เรื่องของความทันสมัยของอุปกรณ์ทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการเข้าถึงบริการที่ครอบคลุม โดยเฉพาะนโยบายที่รัฐบาลพยายามผลักดันอย่างต่อเนื่อง:

  • สิทธิบัตรทองหรือ 30 บาทรักษาทุกที่: ช่วยให้คนไทยเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย
  • การยกระดับบริการด้วยเทคโนโลยี: การใช้บัตรประชาชนใบเดียวในการรักษาที่เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพทั่วประเทศ
  • ความเชี่ยวชาญของบุคลากรทางการแพทย์: แพทย์และพยาบาลไทยมีความเชี่ยวชาญเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ
  • โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม: มีโรงพยาบาลทั้งรัฐและเอกชนที่มีมาตรฐานสูงรองรับการรักษาโรคทั่วไปจนถึงโรคซับซ้อน

ด้วยระบบที่แข็งแกร่งนี้ ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) ที่ต้องการมาใช้บริการรักษาพยาบาลด้วยคุณภาพระดับโลกในราคาที่สมเหตุสมผล ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศอย่างมหาศาลครับ

ในมุมมองของผม ความสำเร็จนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของนโยบาย แต่เป็นความร่วมมือจากบุคลากรทางการแพทย์ทุกภาคส่วนที่เสียสละทำงานหนัก เพื่อให้คนไทยทุกคนเข้าถึงสุขภาพที่ดีได้ หากเปรียบเทียบกับนานาชาติแล้ว เราสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าการสาธารณสุขไทยคือหนึ่งในความภาคภูมิใจที่เราควรช่วยกันรักษาและพัฒนาต่อไปให้ดียิ่งขึ้น เพื่อก้าวไปสู่จุดที่สูงกว่านี้ในอนาคตครับ

ที่มา – รัฐบาลปลื้ม ไทยติดอันดับ 8 ระบบสาธารณสุขดีที่สุดในโลก ปี 2026 ตอกย้ำบริการคุณภาพ รักษาเข้าถึงทุกคน

เกาะสมุย คว้าอันดับ 1 เกาะที่ดีที่สุด ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

เชื่อเลยว่าข่าวนี้ต้องทำให้แฟนคลับการท่องเที่ยวไทยและคนรักทะเลต้องยิ้มแก้มปริแน่นอนครับ เพราะล่าสุด เกาะสมุย คว้าอันดับ 1 เกาะที่ดีที่สุด ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จากเวทีระดับโลกอย่าง Travel + Leisure Luxury Awards 2026 ซึ่งถือเป็นเครื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่าเกาะสมุยไม่ใช่แค่ที่เที่ยวธรรมดา แต่เป็นจุดหมายปลายทางระดับลักชัวรีที่ทั่วโลกให้การยอมรับอย่างแท้จริงครับ

ทำไมเกาะสมุย คว้าอันดับ 1 เกาะที่ดีที่สุด ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

การที่เกาะสมุย คว้าอันดับ 1 เกาะที่ดีที่สุด ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มาตรฐานการบริการที่เหนือระดับ และการบริหารจัดการพื้นที่ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือคู่รักที่มองหาความเป็นส่วนตัว

เปิดรายชื่อความสำเร็จที่ตอกย้ำความเป็นที่หนึ่ง

นอกจากรางวัลเกาะยอดเยี่ยมแล้ว ต้องบอกว่าโครงสร้างพื้นฐานบนเกาะก็ทำผลงานได้ดีเยี่ยมไม่แพ้กันครับ โดยเฉพาะรางวัลที่น่าสนใจมีดังนี้:

  • สนามบินสมุย: คว้าอันดับ 2 สนามบินที่ดีที่สุดในภูมิภาค ด้วยดีไซน์ที่กลมกลืนกับธรรมชาติและบริการที่ประทับใจ
  • รีสอร์ตระดับโลก: มีโรงแรมหรูบนสมุยถึง 5 แห่ง ที่ติดอันดับ Top 10 Best Beach + Island Resorts in Thailand เช่น Cape Fahn Hotel, Four Seasons, และ Kimpton Kitalay เป็นต้น

ความสำเร็จที่ทำให้เกาะสมุย คว้าอันดับ 1 เกาะที่ดีที่สุด ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมในการเป็นเดสติเนชันระดับไฮเอนด์ รัฐบาลเองก็พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เพื่อให้เกาะสวยๆ แห่งนี้คงความสมบูรณ์ไว้ให้ลูกหลานเราได้ชื่นชมต่อไปครับ สำหรับใครที่กำลังลังเลว่าจะไปพักผ่อนที่ไหนดีในช่วงวันหยุดยาว บอกได้คำเดียวว่าสมุยคือคำตอบที่คุณไม่ควรพลาดจริงๆ

หากคุณกำลังมองหาประสบการณ์การพักผ่อนแบบเหนือระดับ ต้องรีบจองตั๋วไปสัมผัสเสน่ห์ของสมุยด้วยตัวเองแล้วครับ แล้วคุณจะเข้าใจเลยว่าทำไมเกาะแห่งนี้ถึงครองใจคนทั่วโลกมาได้อย่างยาวนานขนาดนี้

ที่มา – เกาะสมุย คว้าอันดับ 1 “Best Islands” เกาะที่ดีที่สุด ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

“พลอยทะเล” โต้ ครม.เงา ย้ำแก้ไขปัญหาภูเก็ตคืบหน้า

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการการเมือง เมื่อ “พลอยทะเล” โต้ ครม.เงา ย้ำแก้ไขปัญหาภูเก็ตคืบหน้าเกิดผลเป็นรูปธรรม ไม่มีระบอบสีน้ำเงิน หลังจากที่พรรคประชาชนได้มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการโยกย้ายข้าราชการในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต โดยมองว่าอาจเป็นการสร้างอิทธิพลหรือเข้าข่าย “ระบอบสีน้ำเงิน” เพื่อครอบงำพื้นที่ วันนี้เราจะมาเจาะลึกรายละเอียดข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากมุมมองของฝ่ายรัฐบาลกันครับ

“พลอยทะเล” โต้ ครม.เงา ย้ำแก้ไขปัญหาภูเก็ตคืบหน้าเกิดผลเป็นรูปธรรม ไม่มีระบอบสีน้ำเงิน

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาทำหน้าที่ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ในจังหวัดภูเก็ตนั้น ไม่ใช่เรื่องของการเมืองหรือการสร้างอิทธิพล แต่เป็นการลงมือแก้ไขปัญหาโครงสร้างผู้มีอิทธิพลที่หยั่งรากลึกมาอย่างยาวนาน ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เดินหน้าจัดการปัญหาอย่างจริงจังและเป็นระบบ

ผลงานเชิงประจักษ์ของการแก้ปัญหาในภูเก็ต

รัฐบาลยืนยันว่าการทำงานในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตมีผลงานที่ตรวจสอบได้จริง ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างภาพตามที่ฝ่ายค้านกล่าวหา โดยผลการดำเนินงานล่าสุดที่น่าสนใจมีดังนี้:

  • ตรวจสอบพบนอมินีต่างชาติจำนวน 10 บริษัทที่ทำผิดกฎหมาย
  • ดำเนินการยึดอายัดที่ดินจำนวนรวมกว่า 56 แปลง มูลค่ากว่า 231 ล้านบาท
  • ศาลอนุมัติหมายจับชาวต่างชาติผู้กระทำความผิดถึง 12 รายจาก 13 หมายจับ
  • บูรณาการความร่วมมือระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกระทรวงมหาดไทยอย่างเข้มข้น

ด้วยตัวเลขเหล่านี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่า “พลอยทะเล” โต้ ครม.เงา ย้ำแก้ไขปัญหาภูเก็ตคืบหน้าเกิดผลเป็นรูปธรรม ไม่มีระบอบสีน้ำเงิน เพราะเป้าหมายสูงสุดของรัฐบาลคือการคืนความยุติธรรมและความโปร่งใสให้กับประชาชนชาวภูเก็ต ไม่ใช่การเข้ามาเพื่อยึดครองพื้นที่หรือวางตัวคนของพรรคการเมืองแต่อย่างใด

ในส่วนของกรณีการโยกย้ายข้าราชการ สภารัฐบาลได้ให้เหตุผลว่าเป็นการปรับโครงสร้างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้สอดคล้องกับการแก้ปัญหามาเฟียและกลุ่มอิทธิพลมืดในพื้นที่ หากพรรคประชาชนหรือภาคประชาชนมีเบาะแสเกี่ยวกับส่วยหรือการทุจริต รัฐบาลพร้อมรับฟังและดำเนินการตรวจสอบโดยไม่ละเว้นไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใครก็ตาม

ท้ายที่สุด การทำงานของรัฐบาลในครั้งนี้ถือเป็นการพิสูจน์ความตั้งใจจริง แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์จากฝั่งการเมือง แต่ผลลัพธ์ที่ปรากฏต่อสังคมคือการปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายที่ทำได้อย่างเป็นรูปธรรม และหวังว่าประชาชนชาวภูเก็ตจะได้รับประโยชน์จากมาตรการเหล่านี้อย่างแท้จริง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนนโยบายทุกอย่าง

ที่มา – “พลอยทะเล” โต้ ครม.เงา ย้ำแก้ไขปัญหาภูเก็ตคืบหน้าเกิดผลเป็นรูปธรรม ไม่มีระบอบสีน้ำเงิน

รัฐบาลลุยปราบพนันออนไลน์ช่วงบอลโลก 18 วันปิด 13,000 รายการ

ช่วงเทศกาลฟุตบอลโลก 2026 ถือเป็นช่วงเวลาที่คอบอลตื่นเต้นกันสุดๆ แต่ในขณะเดียวก็เป็นช่วงที่มิจฉาชีพและเว็บพนันออนไลน์พยายามเอาตัวเลขมาล่อตาล่อใจแฟนบอลได้มากที่สุด ล่าสุด รัฐบาลลุยปราบพนันออนไลน์ช่วงบอลโลก 18 วันปิด 13,000 รายการ ออกมาเผยผลการดำเนินงานที่น่าสนใจมากครับ

รัฐบาลลุยปราบพนันออนไลน์ช่วงบอลโลก 18 วันปิด 13,000 รายการ

หน่วยงานภาครัฐ นำโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้นำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยตรวจจับเว็บไซต์และสื่อสังคมออนไลน์ที่มีพฤติกรรมผิดกฎหมายอย่างเข้มข้น ผลจากการปฏิบัติงานเชิงรุกเพียง 18 วัน คือตั้งแต่วันที่ 1-18 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่สามารถปิดกั้น URL ที่เกี่ยวข้องกับการพนันไปได้แล้วกว่า 13,888 รายการเลยทีเดียวครับ ถือเป็นการสะท้อนว่า รัฐบาลลุยปราบพนันออนไลน์ช่วงบอลโลก 18 วันปิด 13,000 รายการ ได้อย่างเอาจริงเอาจังจริงๆ

ข้อควรระวังเรื่องลิขสิทธิ์และการพนัน

นอกจากเรื่องการพนันที่ต้องระวังแล้ว อีกประเด็นที่รัฐบาลเน้นย้ำคือเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดครับ หลายคนชอบนำสัญญาณภาพไปไลฟ์สดต่อในโซเชียลมีเดียของตัวเองเพื่อยอดวิวหรือหากินทางการค้า ซึ่งขอบอกเลยว่าอันตรายมาก เพราะมีโทษหนัก:

  • โทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 4 ปี
  • โทษปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 800,000 บาท
  • เสี่ยงโดนฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งแพ่งและอาญา

ดังนั้น การเชียร์บอลอย่างสร้างสรรค์และถูกช่องทางจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองต้องเดือดร้อนจากการกระทำที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ครับ

ในฐานะแฟนบอลคนหนึ่ง ผมมองว่าการเชียร์บอลให้สนุกคือการลุ้นไปกับเกม ไม่ใช่การลุ้นไปกับการพนัน เพราะนอกจากจะช่วยลดปัญหาสังคมแล้ว ยังช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมกีฬาไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนอีกด้วยครับ รัฐบาลเอาจริงแบบนี้ ใครที่คิดจะลองเสี่ยงหรือละเมิดลิขสิทธิ์ในช่วงบอลโลกบอกเลยว่าไม่คุ้มแน่นอน! หันมาเป็นแฟนบอลพันธุ์แท้ที่เชียร์อย่างถูกต้องดีกว่าครับ

ที่มา – รัฐบาลลุยปราบพนันออนไลน์ช่วงบอลโลก เผย 18 วัน ปิดกั้น URL พนันแล้ว 13,000 รายการ

กวาดล้างนอมินี ภูเก็ต กระบี่ พังงา ยึดคืนที่ดิน 49 ไร่

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสสังคมอยู่ในขณะนี้ เกี่ยวกับการปฏิบัติการครั้งสำคัญของรัฐบาลในการกวาดล้างนอมินี “ภูเก็ต กระบี่ พังงา” ยึดคืนที่ดิน 49 ไร่ มูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดระเบียบที่ดินของประเทศไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของกลุ่มทุนต่างชาติที่ใช้วิธีการไม่ถูกต้องตามกฎหมายครับ

เหตุผลสำคัญที่ต้อง กวาดล้างนอมินี ภูเก็ต กระบี่ พังงา ยึดคืนที่ดิน 49 ไร่

การดำเนินการเชิงรุกในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สนธิกำลังกว่า 500 นาย เข้าพื้นที่เป้าหมายเพื่อทลายเครือข่ายที่ใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “นอมินี” ซึ่งพฤติกรรมนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยวระดับโลกอย่างภูเก็ต กระบี่ และพังงา ที่ดึงดูดกลุ่มทุนต่างชาติให้เข้ามาหวังครอบครองที่ดินโดยมิชอบ

รายละเอียดการปฏิบัติการ กวาดล้างนอมินี ภูเก็ต กระบี่ พังงา ยึดคืนที่ดิน 49 ไร่

สำหรับผลการตรวจค้นในเฟสที่ 3 นี้ เจ้าหน้าที่ได้พบความผิดปกติในหลายจุด ดังนี้:

  • ภูเก็ต: ตรวจพบบริษัทนอมินี 10 แห่ง และบริษัทที่ต่างชาติถือหุ้นเกินสัดส่วนถึง 39 แห่ง มูลค่าที่ดินกว่า 231 ล้านบาท
  • พังงา: มีการยึดที่ดินมูลค่ากว่า 269 ล้านบาท พร้อมจับกุมผู้กระทำผิดชาวต่างชาติได้ทันที
  • กระบี่: ตรวจสอบพบความเชื่อมโยงของบริษัทนอมินีจำนวนมาก รวมมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมหาศาล

จากการปฏิบัติการครั้งนี้ สามารถยึดที่ดินได้รวมกันถึง 89 แปลง คิดเป็นพื้นที่กว่า 49 ไร่ มูลค่ารวมกว่า 1,053 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นแทนต่างชาตินั้นเป็นปัญหาเรื้อรังที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วนที่สุดครับ

นายกรัฐมนตรียังได้ให้คำมั่นว่าจะขยายผลการปราบปรามนี้ไปทั่วทุกพื้นที่ในประเทศไทย เพื่อให้แน่ใจว่าทรัพยากรที่ดินของชาติจะถูกใช้อย่างเหมาะสมตามกฎหมาย สำหรับใครที่พบเห็นความผิดปกติหรือการถือครองที่ดินที่ดูน่าสงสัย สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงครับ

ในมุมมองของผม การกวาดล้างครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการทวงคืนความถูกต้องทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนคนไทยว่า รัฐบาลกำลังเอาจริงเอาจังในการปกป้องสมบัติของชาติ ไม่ปล่อยให้กลุ่มทุนข้ามชาติใช้อภิสิทธิ์เหนือคนในประเทศ หวังว่ามาตรการนี้จะมีความต่อเนื่องเพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียมและตรวจสอบได้สำหรับทุกคนครับ

ที่มา – กวาดล้างนอมินี “ภูเก็ต กระบี่ พังงา” ยึดคืนที่ดิน 49 ไร่ มูลค่ากว่า 1,000 ล้าน

รัฐบาลจัดระเบียบกัญชาทางการแพทย์ 1 เดือน ผลงานเป็นอย่างไร?

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของภาครัฐในช่วงที่ผ่านมา กับนโยบายเข้มข้นในเรื่องการควบคุมการใช้กัญชาให้เป็นไปอย่างเหมาะสม วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นร้อนที่สำคัญภายใต้หัวข้อ รัฐบาลจัดระเบียบกัญชาทางการแพทย์ 1 เดือน ปชช.แจ้งเบาะแสทำผิด 73 เรื่อง ตรวจร้านกัญชา 1,200 ร้าน ให้ทุกคนได้เข้าใจภาพรวมกันแบบชัดๆ ครับ

รัฐบาลจัดระเบียบกัญชาทางการแพทย์ 1 เดือน ปชช.แจ้งเบาะแสทำผิด 73 เรื่อง ตรวจร้านกัญชา 1,200 ร้าน

ตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลโดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกได้เดินหน้าเต็มกำลังเพื่อจัดระเบียบให้กัญชาถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และเศรษฐกิจสุขภาพเท่านั้น โดยปฏิเสธกัญชาเพื่อสันทนาการอย่างสิ้นเชิง ซึ่งผลการดำเนินงานถือว่าทำได้ดีทีเดียวครับ

สถิติที่น่าสนใจจากการดำเนินงาน

ทางรัฐบาลได้เปิดเผยตัวเลขที่แสดงถึงความร่วมมือของประชาชนและการบังคับใช้กฎหมาย ดังนี้ครับ:

  • สายด่วนให้คำปรึกษา: มีประชาชนโทรเข้ามากว่า 209 สาย เพื่อสอบถามเรื่องการอบรมและใบอนุญาต
  • การแจ้งเบาะแส: ผ่านช่องทาง Traffy Fondue มีการแจ้งเรื่องทำผิดกฎหมายเข้ามาถึง 73 เรื่อง
  • การลงพื้นที่จริง: เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบสถานประกอบการกัญชาไปแล้วมากกว่า 1,200 ร้านทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ในส่วนของการตรวจพบผู้กระทำผิด ทางเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการทั้งในรูปแบบของการพักใช้ใบอนุญาต การจับกุม และการยึดของกลาง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าร้านกัญชาทุกแห่งในประเทศไทยต้องอยู่ในระเบียบที่ถูกต้องตามกฎหมาย และไม่ส่งผลกระทบต่อเยาวชนหรือคนในชุมชนครับ

วิธีตรวจสอบร้านกัญชาที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง

หากเพื่อนๆ ต้องการตรวจสอบว่าร้านไหนได้รับอนุญาตถูกต้องหรือไม่ ก่อนจะใช้บริการแนะนำให้ทำตามนี้ครับ:

  • ตรวจสอบร้านค้าและแปลงปลูกผ่านระบบ MC-GIS ที่เว็บไซต์ทางการของกรมการแพทย์แผนไทยฯ
  • เช็ควันหมดอายุของใบอนุญาตผ่าน Super App “หมอพร้อม”
  • หากพบเห็นการกระทำผิด สามารถแจ้งเบาะแสผ่าน Line @traffyfondue ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ท้ายที่สุดนี้ การที่ รัฐบาลจัดระเบียบกัญชาทางการแพทย์ 1 เดือน ปชช.แจ้งเบาะแสทำผิด 73 เรื่อง ตรวจร้านกัญชา 1,200 ร้าน สำเร็จได้ ส่วนหนึ่งเพราะความร่วมมือของพี่น้องประชาชนที่ช่วยกันเป็นหูเป็นตา เพื่อให้สังคมไทยปลอดภัยและกัญชาทำหน้าที่เป็นเพียงทางเลือกในการรักษาโรคอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – รัฐบาลจัดระเบียบกัญชาทางการแพทย์ 1 เดือน ปชช.แจ้งเบาะแสทำผิด 73 เรื่อง ตรวจร้านกัญชา 1,200 ร้าน

ครม. เคาะงบกลาง 14 ล้าน ให้ กกต. จ่ายค่าตอบแทนพิมพ์รายชื่อผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

เชื่อว่าหลายคนอาจจะกำลังสงสัยเกี่ยวกับข่าวการอนุมัติงบประมาณล่าสุดจากทางรัฐบาล ล่าสุดมีประเด็นที่น่าสนใจเมื่อ ครม. เคาะงบกลาง 14 ล้าน ให้ กกต. จ่ายค่าตอบแทนพิมพ์รายชื่อผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่อนำไปมอบให้กับเจ้าหน้าที่สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครองที่ทำหน้าที่อย่างหนักในช่วงที่ผ่านมาครับ

ครม. เคาะงบกลาง 14 ล้าน ให้ กกต. จ่ายค่าตอบแทนพิมพ์รายชื่อผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการเก็บตกงบประมาณจากการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติที่ผ่านมา โดยทางสำนักงาน กกต. ได้ชี้แจงว่าเนื่องจากงบประมาณเดิมที่ได้รับไปนั้นไม่เพียงพอสำหรับการครอบคลุมค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ ซึ่งเป็นงานที่ต้องอาศัยความละเอียดและใช้เวลามาก

รายละเอียดการอนุมัติงบประมาณจาก ครม.

สำหรับประเด็นที่ว่า ครม. เคาะงบกลาง 14 ล้าน ให้ กกต. จ่ายค่าตอบแทนพิมพ์รายชื่อผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง รายละเอียดที่สำคัญมีดังนี้ครับ:

  • งบประมาณที่อนุมัติเพิ่มเติมมีจำนวนทั้งสิ้น 14,863,864 บาท
  • นำไปจ่ายเป็นค่าตอบแทนให้เจ้าหน้าที่สำนักทะเบียนอำเภอและท้องถิ่น
  • ได้รับการอนุมัติในหลักการเพื่อนำไปใช้จ่ายให้ถูกต้องตามระเบียบของสำนักงบประมาณ

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมถึงต้องมีการจ่ายค่าตอบแทนนี้เพิ่มเติม คำตอบคือเนื่องจากภาระงานในการตรวจสอบและคัดกรองชื่อผู้ที่ไม่ได้ออกไปใช้สิทธิถือเป็นงานด้านเอกสารที่ต้องใช้ความแม่นยำสูงมาก เพื่อให้ข้อมูลที่ปรากฏเป็นไปตามความเป็นจริงและรองรับสิทธิทางการเมืองของประชาชนอย่างถูกต้องนั่นเองครับ ทั้งนี้ สำนักงบประมาณยังได้เน้นย้ำถึงเรื่องความคุ้มค่าและประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงินภาษีของประชาชนให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 อีกด้วย

ในมุมมองของผม การสนับสนุนงบประมาณส่วนนี้ถือเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการที่อยู่เบื้องหลังงานตรวจสอบรายชื่อผู้ที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งแม้จะเป็นงานเบื้องหลังแต่ก็มีความสำคัญมากต่อระบบประชาธิปไตย เพราะความถูกต้องของฐานข้อมูลรายชื่อนั้นเปรียบเสมือนหัวใจของการดำเนินงานของ กกต. ในแต่ละครั้งเลยก็ว่าได้ครับ หากเจ้าหน้าที่ได้รับการตอบแทนที่เหมาะสม ก็ย่อมจะทำงานด้วยความตั้งใจและแม่นยำมากขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อภาพรวมของประเทศครับ

ที่มา – ครม. เคาะงบกลาง 14 ล้าน ให้ กกต. จ่ายค่าตอบแทนพิมพ์รายชื่อผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

รัฐบาลแจงร่างแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติฯ มุ่งแก้ปัญหาสถานะบุคคลที่ค้างคามายาวนาน

รัฐบาลแจงร่างแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติฯ มุ่งแก้ปัญหาสถานะบุคคลที่ค้างคามายาวนาน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในโลกโซเชียล เมื่อมีกระแสข่าวลือเรื่องการแก้ไขกฎหมายสัญชาติที่ทำให้หลายคนเกิดความกังวลใจ วันนี้เรามาทำความเข้าใจให้ชัดเจนกับเรื่อง รัฐบาลแจงร่างแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติฯ มุ่งแก้ปัญหาสถานะบุคคลที่ค้างคามายาวนาน เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกจนเกินเหตุครับ

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ออกมาชี้แจงประเด็นนี้อย่างตรงไปตรงมาว่า การดำเนินงานในครั้งนี้ไม่ได้เป็นการมอบสัญชาติให้แรงงานต่างด้าวหรือผู้ที่ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายแต่อย่างใด แต่เป้าหมายหลักคือการจัดการปัญหาสถานะบุคคลตกหล่นที่มีตัวตนอยู่ในประเทศไทยมาเนิ่นนาน เพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและการดูแลจากภาครัฐได้อย่างเหมาะสม

ทำไมต้อง รัฐบาลแจงร่างแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติฯ มุ่งแก้ปัญหาสถานะบุคคลที่ค้างคามายาวนาน

หลายคนกังวลว่าหากมีการแก้ไขกฎหมาย จะทำให้คนกลุ่มนี้สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งหรือดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้หรือไม่ ทางรัฐบาลยืนยันชัดเจนว่า:

  • กฎหมายนี้ไม่ได้เปิดช่องให้คนทุกกลุ่มได้สัญชาติโดยง่าย
  • สิทธิในการลงสมัครรับเลือกตั้งยังคงต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญและกฎหมายเฉพาะอื่นๆ ตามเดิม
  • การได้มาซึ่งสัญชาติไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองได้โดยอัตโนมัติ

ความพยายามของ รัฐบาลแจงร่างแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติฯ มุ่งแก้ปัญหาสถานะบุคคลที่ค้างคามายาวนาน นี้ คือการแก้ปัญหาด้านมนุษยธรรมเพื่อคืนชีวิตให้แก่ผู้ที่ไร้ตัวตนในเชิงกฎหมาย ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในไทยมานานและมีประวัติชัดเจน การตรวจสอบในทุกขั้นตอนจะมีความรัดกุมตามกระบวนการของกระทรวงมหาดไทย

ในตอนนี้ กระทรวงมหาดไทยได้เปิดช่องทางให้ประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านโครงการรับฟังความคิดเห็นประกอบการแก้ไขพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ของกรมการปกครอง เพื่อให้ร่างกฎหมายนี้มีความรอบด้านและตอบโจทย์สังคมได้ดีที่สุด ดังนั้นประชาชนคนไทยท่านใดที่มีข้อสงสัย สามารถเข้าไปดูรายละเอียดและแสดงความเห็นผ่านระบบของรัฐได้เลยครับ

การรับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจจากข่าวลือที่อาจสร้างความเข้าใจผิด ความโปร่งใสของภาครัฐในกระบวนการนี้ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เรามั่นใจได้ว่ากฎหมายฉบับนี้จะถูกนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนและไม่เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติอย่างแน่นอน

ที่มา – รัฐบาลแจงร่างแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติฯ มุ่งแก้ปัญหาสถานะบุคคลที่ค้างคามายาวนาน

ลงทะเบียนบัตรคนจนแล้ว 11 ล้านราย รีบทำก่อน 21 มิ.ย.

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวอัปเดตที่สำคัญสำหรับผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาฝากกันครับ สำหรับใครที่ถามเข้ามาว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง รัฐบาลได้ออกมาเปิดเผยตัวเลขล่าสุดว่ามีพี่น้องประชาชนที่เข้ามาลงทะเบียนบัตรคนจนแล้ว 11 ล้านราย ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าสนใจมาก แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีอีกกว่า 1.3 ล้านรายที่ยังไม่ได้ดำเนินการ ดังนั้นต้องรีบตรวจสอบสิทธิ์กันด่วนๆ เลยนะครับ

ลงทะเบียนบัตรคนจนแล้ว 11 ล้านราย รีบทำก่อน 21 มิ.ย.

หลายๆ คนอาจจะยังกังวลว่าหากยังไม่ได้ดำเนินการจะต้องทำอย่างไร ซึ่งนางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ย้ำชัดเจนว่าผู้ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนยืนยันสิทธินั้น จะต้องรีบเข้ามาดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 21 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น. เท่านั้น หากช้ากว่านี้อาจจะเสียสิทธิ์ในการรับสวัสดิการได้ โดยเป้าหมายของการลงทะเบียนบัตรคนจนแล้ว 11 ล้านรายนี้ เป็นการยืนยันตัวตนเพื่อเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลใหม่ที่มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้นครับ

รายละเอียดการตรวจสอบข้อมูลหลังลงทะเบียน

สำหรับเพื่อนๆ ที่กังวลเรื่องข้อมูลผิดพลาด ไม่ต้องตกใจไปนะครับ หากท่านได้กรอกเลขบัตรประจำตัวประชาชนถูกต้อง แต่มีข้อมูลส่วนอื่นผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ทางคณะกรรมการฯ ได้มีมติให้ถือว่าการลงทะเบียนนั้นสมบูรณ์แล้ว ไม่ต้องแก้ไขใหม่ให้วุ่นวาย แต่ถ้าหากเป็นข้อมูลในส่วนของสาระสำคัญ ทางการจะเร่งดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขให้เองครับ ทั้งนี้ หากท่านยังลังเลใจว่าตัวเองต้องไปลงทะเบียนบัตรคนจนแล้ว 11 ล้านรายกับเขาด้วยหรือไม่ ก็แนะนำให้ลองเช็กสถานะผ่านช่องทางออนไลน์ได้เลยครับ

ช่องทางการเช็กผลและข้อมูลเพิ่มเติม:

  • เว็บไซต์หลักโครงการ: บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และ welfare.mof.go.th
  • แอปพลิเคชันเป๋าตัง และแอปพลิเคชันทางรัฐ
  • หน่วยรับลงทะเบียน ณ ธนาคารที่กำหนดทั้ง 5 แห่ง

สุดท้ายนี้ อย่าลืมปักหมุดวันสำคัญไว้นะครับ วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นี้ กระทรวงการคลังจะประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ใครที่ยื่นเอกสารเรียบร้อยแล้วก็เตรียมตัวรอฟังข่าวดีกันได้เลยครับ การรักษาสิทธิ์ของตนเองเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะฉะนั้นรีบจัดการธุระส่วนนี้ให้เรียบร้อยก่อนเส้นตาย 21 มิถุนายนนี้กันนะครับ

ที่มา – ลงทะเบียนบัตรคนจนแล้ว 11 ล้านราย แนะอีก 1.3 ล้านราย รีบทำให้เสร็จก่อน 21 มิ.ย.

Scroll to top