พลังงานทดแทน

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน วิกฤตพลังงาน

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้มีข่าวใหญ่ที่หลายคนรอคอย นั่นคือ ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานที่กำลังรุมเร้าประเทศเรา ราคาน้ำมันพุ่ง ไฟฟ้าแพง เกษตรกรและ SME ลำบากกันถ้วนหน้า พ.ร.ก.ฉบับนี้จะช่วยให้รัฐบาลมีเครื่องมือจัดการปัญหาได้ทันท่วงที

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อแก้วิกฤตพลังงาน

วันที่ 9 พฤษภาคม 2566 (ตามเนื้อหา) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน พ.ศ. 2566 วงเงินสูงถึง 400,000 ล้านบาท! พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ลงวันที่ 4 พฤษภาคม

วิกฤตพลังงานครั้งนี้มาจากหลายปัจจัย เช่น สงครามยูเครนที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่ง สถานการณ์โควิดที่กระทบห่วงโซ่อุปทาน และการพึ่งพาพลังงานนำเข้าสูงของไทย ทำให้ค่าครองชีพพุ่งกระฉูด โดยเฉพาะประชาชนชายขอบ เกษตรกรที่ใช้น้ำมันดีเซลเยอะ และผู้ประกอบการโรงงานที่ไฟฟ้าแพง

วัตถุประสงค์หลักของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

มาตรา 3 ให้กระทรวงการคลังกู้เงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท ภายใน 30 ก.ย. 2567 เพื่อ:

  • ช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่เดือดร้อนจากวิกฤตพลังงาน เช่น อุดหนุนค่าน้ำมัน ค่าไฟ
  • ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านจากฟอสซิลสู่พลังงานทดแทน เช่น โซลาร์ ลม ไฮโดรเจน พัฒนาทักษะประชาชนและนวัตกรรม

เงินกู้ต้องใช้ตามแผนที่ ครม. อนุมัติเท่านั้น ห้ามใช้ผิดวัตถุประสงค์!

กลไกการบริหารจัดการเงินกู้

มีคณะกรรมการกลั่นกรองฯ นำโดยปลัดกระทรวงการคลัง หน้าที่กลั่นกรองโครงการ กำกับดูแล รายงานทุก 3 เดือน และสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะจัดการกู้-เบิก-ชำระ ทุกอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ ครม. สามารถปรับวงเงินย่อยได้แต่รวมไม่เกิน 4 แสนล้าน

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังต้องรายงานรัฐสภาทุกปี เรื่องการกู้ ผลลัพธ์ และประโยชน์ที่ได้รับ ถือเป็นมาตรการที่รัดกุมดีมาก

ความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย

พ.ร.ก.นี้ไม่ใช่แค่กู้เงิน แต่เป็นการลงทุนอนาคต ช่วยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไม่ให้ถดถอย สร้างโอกาสงานใหม่ในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ลดการพึ่งพานำเข้า ลดคาร์บอนฟุตพริ้นต์ สอดคล้อง BCG Economy ที่รัฐผลักดัน ถ้าทำสำเร็จ ไทยจะก้าวสู่พลังงานยั่งยืนได้เร็วขึ้น

แต่ก็ต้องระวังเรื่องหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น รัฐต้องบริหารให้ดีเพื่อไม่ให้ภาระตกทับประชาชนในอนาคต

สรุปแล้ว ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน นี้เป็นข่าวดีที่ตอบโจทย์สถานการณ์เร่งด่วน ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนทันทีและวางรากฐานระยะยาว คุณคิดว่ามาตรการนี้จะช่วยแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานได้จริงไหม? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะ สนับสนุนให้ติดตามข่าวเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัพเดทสำคัญ!

ที่มา – ราชกิจจานุเบกษา ประกาศแล้ว พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน

“ศิริกัญญา” มองเงินกู้คนละครึ่งกู้คะแนน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันแบบชิลๆ เรื่องการเมืองเศรษฐกิจที่กำลังร้อนฉ่าเลยนะ โดยเฉพาะประเด็นที่ “ศิริกัญญา” มองรัฐบาลใช้เงินกู้ทำคนละครึ่ง หวังกู้คะแนนนิยม ครม.เงา แนะเยียวยามุ่งเป้า นี่เป็นมุมมองที่น่าสนใจมาก เพราะตอนนี้รัฐบาลกำลังจะกู้เงินก้อนโต 400,000 ล้านบาท ผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานจากสงครามและราคาน้ำมันพุ่ง แต่หลายคนตั้งคำถามว่ามันจะช่วยประชาชนจริงหรือแค่ซื้อคะแนน?

“ศิริกัญญา” มองรัฐบาลใช้เงินกู้ทำคนละครึ่ง หวังกู้คะแนนนิยม ครม.เงา แนะเยียวยามุ่งเป้า

มาดูกันแบบละเอียดเลยนะ วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน และหัวหน้าทีมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) ด้านปฏิรูปรัฐ ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน เธอบอกว่ามาตรการเยียวยาที่ผ่านมา มันยังไม่ครอบคลุม ไม่ทั่วถึง และน้อยเกินไป โดยเฉพาะกลุ่มที่เดือดร้อนหนักอย่างคนขับรถขนส่ง หรือชาวประมงพื้นบ้านที่ยังรอไม่เคยได้สักบาท!

ที่สำคัญ รัฐบาลวางแผนใช้เงินกู้ 200,000 ล้านบาท แจกด่วนภายใน 4 เดือน โดยส่วนใหญ่เทลงโครงการ “คนละครึ่ง” ซึ่งศิริกัญญามองว่าเป็นการหว่านแหสุดๆ คิดดูสิ เพื่อนๆ คนที่เดือดร้อนจริงๆ อาจพลาดไป แต่คนที่ไม่เดือดร้อนกลับได้รับเต็มๆ แบบนี้มันแก้ปัญหาได้จริงเหรอ? ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าวิกฤตพลังงานยืดเยื้อ สงครามไม่จบ ราคาน้ำมันยังแพง รัฐจะกู้ใหม่รอบสองได้ไหม ในเมื่องบการคลังตอนนี้แทบหมดทางแล้ว ดังนั้น “ศิริกัญญา” มองรัฐบาลใช้เงินกู้ทำคนละครึ่ง หวังกู้คะแนนนิยม ชัดๆ เลย

ครม.เงาเสนอทางออก: เยียวยามุ่งเป้า ไม่หว่านแห

ศิริกัญญาไม่ขัดข้องเรื่องกู้เงินแผนแรก 200,000 ล้าน เพื่อเยียวยาด่วน เพราะจำเป็นจริงๆ แต่แผนสองอีก 200,000 ล้าน สำหรับปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว เช่น สนับสนุนพลังงานสะอาด ลดพึ่งพาน้ำมันฟอสซิล นี่ไม่เร่งด่วนขนาดต้องออก พ.ร.ก. ควรทำเป็น พ.ร.บ. ให้สภาฯ ตรวจสอบได้ ใช้เวลาแค่ 3 เดือนเอง

  • ปรับเยียวยาให้มุ่งเป้า: ช่วยเฉพาะกลุ่มเดือดร้อนจริง เช่น ขนส่ง ประมง
  • ไม่หว่านแห: อย่าแจกแบบสุ่ม ต้องมีเกณฑ์ชัด
  • ไม่สอดไส้โครงการยาว: แยกเยียวยาด่วนออกจากโครงสร้างระยะยาว
  • แผนชำระหนี้โปร่งใส: แสดงให้ประชาชนเห็นหมดเปลือก

เพื่อนๆ ลองคิดดูนะ การกู้เงินครั้งนี้ ถ้าไม่ระวังอาจกลายเป็นภาระหนี้สินก้อนโตให้ลูกหลานแบก ถ้ารัฐบาลใส่ใจประชาชนจริง ควรฟังเสียงครม.เงาบ้าง อย่าคิดแค่อุดหนุนคะแนนก่อนเลือกตั้ง มันจะยั่งยืนกว่าเยอะ

ส่วนตัวผมเห็นด้วยกับศิริกัญญา เพราะจากประสบการณ์ โครงการแจกเงินแบบคนละครึ่ง มันช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นได้ แต่ไม่แก้ต้นตอวิกฤตพลังงาน ถ้าจะเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดจริง ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้ถูกที่ เช่น ส่งเสริมรถ EV หรือพลังงานหมุนเวียนในท้องถิ่น จะดีกว่าแจกเงินวนลูป

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นงบการคลังที่เสี่ยงด้วย ตอนนี้หนี้สาธารณะใกล้เพดานแล้ว ถ้ากู้เพิ่มโดยไม่วางแผนชำระ มันอาจนำไปสู่ปัญหาแบบกรีซหรืออาร์เจนตินาได้นะ คำถามใหญ่คือ รัฐบาลจะรับผิดชอบยังไงถ้าสถานการณ์ไม่ดีขึ้น?

สรุปแล้ว “ศิริกัญญา” มองรัฐบาลใช้เงินกู้ทำคนละครึ่ง หวังกู้คะแนนนิยม ครม.เงา แนะเยียวยามุ่งเป้า เป็นมุมมองที่สมเหตุสมผล ช่วยให้เราคิดทบทวนนโยบายได้ คุณคิดยังไงล่ะ? มาคอมเมนต์แชร์ความเห็นกันด้านล่างเลยนะ จะได้แลกเปลี่ยนไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดให้ประเทศดีขึ้น!

ที่มา – “ศิริกัญญา” มองรัฐบาลใช้เงินกู้ทำคนละครึ่ง หวังกู้คะแนนนิยม ครม.เงา แนะเยียวยามุ่งเป้า

พลังงานแสงอาทิตย์บูมในปากีสถาน ทางรอดวิกฤติ

วิกฤติพลังงานกำลังถาโถมเข้าปากีสถานอย่างหนักหน่วง ทั้งไฟดับนานๆ และก๊าซขาดแคลน ทำให้ พลังงานแสงอาทิตย์บูมในปากีสถาน กลายเป็นแสงสว่างแห่งความหวัง ครัวเรือนและเกษตรกรหันมาผลิตไฟฟ้าใช้เอง ลดการพึ่งพารัฐและราคาน้ำมันที่พุ่งปรี๊ด

พลังงานแสงอาทิตย์บูมในปากีสถาน

ในแคว้นปัญจาบ เกษตรกรเผชิญปัญหาใหญ่เมื่อราคาดีเซลแพงหูฉี่ ไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้อีกต่อไป พวกเขาจึงหันมาติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์แทนเครื่องปั๊มน้ำดีเซล ระบบโซลาร์ช่วยลดต้นทุนการผลิตลงกว่าครึ่ง และยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ตอนนี้ฟาร์มหลายแห่งในพื้นที่เปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดทั้งหมด ลดการปล่อยคาร์บอนและเพิ่มกำไรให้เจ้าของฟาร์ม

ครัวเรือนและธุรกิจในเมืองใหญ่หันใช้พลังงานแสงอาทิตย์บูมในปากีสถาน

ไม่ใช่แค่เกษตรกรนะครับ แม้แต่ในเมืองใหญ่อย่างอิสลามาบัดและราวัลปินดี บ้านเรือนและอาคารพาณิชย์ก็ติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาเป็นว่าเล่น ช่วยประหยัดค่าไฟมหาศาล โดยเฉพาะช่วงไฟดับบ่อยๆ ที่รัฐบาลแก้ไม่ทัน การเติบโตของ พลังงานแสงอาทิตย์บูมในปากีสถาน นี้ ทำให้ประเทศลดการนำเข้าเชื้อเพลิงได้หลายพันล้านดอลลาร์ ลดผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกที่ผันผวน

คาลิด วาลีด จาก Sustainable Development Policy Institute บอกว่าพลังงานแสงอาทิตย์คือกันชนสำคัญ ป้องกันไม่ให้วิกฤติพลังงานรุนแรงยิ่งกว่านี้ ปากีสถานโชคดีที่มีแสงแดดจัดจ้านเกือบทั้งปี ทำให้โซลาร์เซลล์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

  • ลดต้นทุนพลังงานสำหรับเกษตรกรและครัวเรือน
  • เพิ่มความมั่นคงพลังงานแห่งชาติ
  • ลดการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล
  • เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดโลกร้อน

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัด โซลาร์ผลิตไฟได้เฉพาะกลางวัน พอตกกลางคืนหรือฤดูร้อนที่ใช้ไฟพีค ก็ยังต้องพึ่งโรงไฟฟ้า LNG และถ่านหินที่นำเข้าจากต่างชาติ โดยเฉพาะเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ที่อากาศร้อนอบอ้าว ความต้องการไฟฟ้าพุ่งสูง

ผู้เชี่ยวชาญชี้ทางแก้คือระบบกักเก็บพลังงานหรือแบตเตอรี่ คูร์รัม ดัสต์กีร์ อดีตรัฐมนตรีพลังงาน ระบุว่าราคาแบตเตอรี่ลดลงรวดเร็ว ทำให้ตอนนี้ติดโซลาร์คู่แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ได้ในราคาคุ้มค่า บ้านและธุรกิจจะมีไฟใช้ 24 ชั่วโมง ไม่ต้องกลัวดับอีกต่อไป

นอกจากนี้ รัฐบาลปากีสถานยังมีนโยบายสนับสนุน เช่น ให้เงินอุดหนุนติดตั้งโซลาร์ และลดภาษีนำเข้าแผงเซลล์ ทำให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ในอนาคต พลังงานแสงอาทิตย์บูมในปากีสถาน จะยิ่งขยายตัว กลายเป็นแบบอย่างให้ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ

จากข้อมูลล่าสุด การติดตั้งโซลาร์ในปากีสถานเพิ่มขึ้น 200% ในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะภาคครัวเรือนที่คิดเป็น 60% ของตลาด เกษตรกรอีก 30% และธุรกิจ 10% แบบนี้ช่วยให้ GDP โตขึ้นเพราะลดค่าใช้จ่ายพลังงาน

สำหรับประเทศไทย เราก็ควรเรียนรู้จากปากีสถานครับ แสงแดดเราก็มีเพียบ วิกฤติพลังงานโลกกำลังมา ถ้าคุณกำลังคิดติดโซลาร์ ลองศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม เริ่มจากหลังคาบ้านตัวเอง อนาคตพลังงานสะอาดคือทางออกที่ยั่งยืน

คุณล่ะพร้อมหันมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์หรือยัง? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดไลค์แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้กันครับ!

ที่มา – พลังงานแสงอาทิตย์บูมในปากีสถาน ครัวเรือน-เกษตรกรหันผลิตไฟใช้เอง หลังวิกฤติพลังงาน

นักวิชาการเรียกร้องปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องร้อนๆ ในวงการพลังงานไทยกันดีกว่า ปัญหาน้ำมันแพงกำลังเป็นประเด็นใหญ่ที่ทุกคนเจอ โดยเฉพาะตอนนี้ที่ราคาพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดมีนักวิชาการชื่อดังมาระดมสมองในงานเสวนา “6 บาทที่ต้องตอบ…ผู้นำไทยจะพาประเทศออกจากวิกฤตพลังงานอย่างไร?” ที่มหาวิทยาลัยรังสิต นักวิชาการเรียกร้องปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ เพื่อแก้ปัญหาการกำหนดราคาที่ไม่โปร่งใส ซึ่งเป็นรากเหง้าของปัญหาทั้งหมด

นักวิชาการเรียกร้องปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ

ในงานเสวนาวันที่ 27 มีนาคม 2569 มีผู้เชี่ยวชาญอย่าง รศ.สุริยะใส กตะศิลา, รศ.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ, รศ.ชิตตะวัน ชนะกุล และ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี มาร่วมพูดคุย รศ.สุริยะใส ชี้ว่าปัญหาน้ำมันแพงครั้งนี้เหมือนภูเขาน้ำแข็งที่ซ่อนวิกฤติการจัดการไว้ รัฐบาลดูแลไม่ดี หน่วยงานเบี่ยงประเด็นไปเทียบราคากับเพื่อนบ้าน แต่ไม่บอกว่าจะแก้ยังไง ท่านตั้งคำถามแรงๆ ว่า “มีรัฐบาลไว้ทำไม ถ้าประชาชนต้องปลูกกล้วยเลี้ยงไก่เอง” และเรียกร้องให้ นักวิชาการเรียกร้องปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ โดยเฉพาะนำ ปตท. กลับมาเป็นของรัฐ เพื่อความเป็นธรรม

แก้ปัญหากำหนดราคาไม่โปร่งใส

ม.ล.กรกสิวัฒน์ ย้อนประวัติศาสตร์วิกฤตน้ำมันไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2520 ที่พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ จัดตั้ง ปตท. เพื่อถ่วงดุลบริษัทต่างชาติ ต่อมาพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ใช้ส่วนแบ่งผลผลิตแทนเงินสด แต่ปัจจุบันรัฐเสียอำนาจควบคุมโรงกลั่นไปมาก ปัญหาหลักคือโครงสร้างราคาตั้งแต่ปี 2540 อิงราคาสมมุติจากสิงคโปร์ บวก “ต้นทุนทิพย์” อย่างค่าขนส่ง ค่าประกัน ที่ทำให้ราคาแพงขึ้น ทุก 1 บาทที่ขึ้น ประชาชนแบกภาระ 36,000 ล้านบาทต่อปี! ยังไม่มีหน่วยงานรัฐไหนกล้าแก้จริงจัง

รศ.ชิตตะวัน เสริมว่าความขัดแย้งโลกทำให้ราคาผันผวน แม้ไทยไม่แพงสุด แต่โครงสร้างเศรษฐกิจและคอร์รัปชันทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก การตรึงราคาแล้วปล่อยขึ้นทีเดียวกระทบหนัก อาจนำไปสู่เงินเฟ้อ ว่างงาน เศรษฐกิจถดถอย แนะรัฐตัดงบไม่จำเป็น เอา 100,000-200,000 ล้านมาอุดค่าไฟแทนการกู้เพิ่ม

แนวทางแก้ไขวิกฤตพลังงานไทย

รศ.ณรงค์ มองว่าสถานการณ์สงครามชิงทรัพยากรน้ำมันจะยืดเยื้อเป็นปี เพราะจีน รัสเซีย ไม่ยอมให้สหรัฐครองซัพพลาย เสนอไทยประกาศภาวะฉุกเฉิน ห้ามส่งออกน้ำมัน ใช้กลไกผู้ถือหุ้น ปตท. (กระทรวงการคลัง 51.38%) อุดหนุนราคา คล้าย PETRONAS ของมาเลเซีย และเร่งพลังงานทดแทน เช่น น้ำมันจากยางพารา ถ่านหิน

  • อัปเกรด ปตท. เป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติ ดูแลน้ำมัน ก๊าซ พลังงานหมุนเวียนครบวงจร
  • นำ ปตท. กลับรัฐ โดยซื้อหุ้นคืน ใช้กฎหมาย หรือตั้งบริษัทใหม่แข่ง
  • Zero Import Energy ใช้ทรัพยากรในประเทศ เช่น เอทานอลจากมันสำปะหลัง ข้าวโพด น้ำมันจากขยะพลาสติกด้วย pyrolysis

ม.ล.กรกสิวัฒน์ ชี้ไทยมีพลังงานบนดินเยอะ แต่ทุนพลังงานครอบงำนโยบาย เช่น ไม่นำ Flex Fuel Car จากบราซิลมาใช้ เพราะกระทบอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ถ้าเอทานอลราคา 40 บาท/ลิตร รายได้หมุนในประเทศ เศรษฐกิจดี ลดขาดแคลน

รศ.ชิตตะวัน ทิ้งท้ายว่าต้องตัดสินใจชัด ปตท. เป็นรัฐหรือเอกชน 100% ไม่ควรกึ่งกลาง และตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติใหม่ จัดระบบพลังงานใหม่ทั้งหมด

มุมมองอนาคตและคำแนะนำ

จากเสวนานี้เห็นชัดว่า นักวิชาการเรียกร้องปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ เป็นทางออกเดียวที่จะหยุดวิกฤตนี้ได้ รัฐต้องโปร่งใส ตรวจสอบสต๊อกน้ำมันจริงจัง อย่าปล่อยให้เอกชนกินรวบ คุณล่ะคิดยังไงกับเรื่องนี้? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ หรือติดตามข่าวพลังงานเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตนะครับ สุดท้ายแล้ว การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากเราทุกคนที่กดดันนโยบายให้ดีขึ้น

ที่มา – นักวิชาการเรียกร้องปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ แก้ปัญหากำหนดราคาไม่โปร่งใส

3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ชงรัฐเร่งดัน E20 เป็นเชื้อเพลิงหลัก ฝ่าพลังงานผันผวน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน ในยุคที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งปรี๊ดและพลังงานผันผวนสุดๆ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ชงรัฐเร่งดัน E20 เป็นเชื้อเพลิงหลัก ฝ่าพลังงานผันผวน เพื่อช่วยลดการนำเข้าน้ำมัน ลดปัญหาฝุ่น PM2.5 และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยกว่า 4 แสนครัวเรือน นี่คือข่าวดีที่เราควรติดตามกันนะครับ

3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ชงรัฐเร่งดัน E20 เป็นเชื้อเพลิงหลัก ฝ่าพลังงานผันผวน

จากข้อมูลล่าสุด ดร.สมชาย หาญหิรัญ ประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย (TSMC) เสนอให้รัฐบาลยกระดับพลังงานทดแทนจากอ้อยเป็นวาระแห่งชาติ เพราะไทยยังพึ่งพาน้ำมันและก๊าซนำเข้าถึง 60-70% ทำให้เสี่ยงต่อความผันผวนของตลาดโลก แต่เรามีอ้อยกว่า 92 ล้านตันต่อปี สามารถผลิตเอทานอลและไฟฟ้าชีวมวลได้เต็มที่

ทำไมต้องเร่งดัน E20 จาก 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ชงรัฐเร่งดัน E20

ปัจจุบันเราใช้น้ำมันรวม 124-154 ล้านลิตรต่อวัน แต่เอทานอลผสมแค่ 3.5 ล้านลิตรใน E10 ถ้าดัน E20 เป็นหลัก ความต้องการเอทานอลจะพุ่งเป็น 6.4 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่ม 2.9 ล้านลิตร ลดนำเข้าน้ำมันดิบ 1,058 ล้านลิตรต่อปี เม็ดเงินหมื่นล้านบาทไหลกลับมาสู่เกษตรกร ราคาอ้อยปรับขึ้น เศรษฐกิจฐานรากแข็งแกร่งขึ้นทันที

นอกจากนี้ ยังช่วยลดปัญหาการเผาใบอ้อยที่เป็นต้นเหตุฝุ่น PM2.5 โดยโรงงานน้ำตาลรับซื้อใบอ้อยทำไฟฟ้าชีวมวล 650 MW ทดแทนก๊าซธรรมชาติ รายได้เกษตรกรเพิ่ม 1,200 ล้านบาทต่อปี Win-Win ทุกฝ่ายเลยครับ

  • ลดนำเข้าน้ำมัน: เกือบ 1 พันล้านลิตรต่อปี
  • เพิ่มรายได้เกษตรกร: 420,000 ครัวเรือน
  • แก้ฝุ่น PM2.5: ลดการเผาใบอ้อย
  • หนุน Net Zero: พลังงานสะอาดจากเกษตร

ดูตัวอย่างบราซิลใช้ E27 มานาน ลดพึ่งพาน้ำมันได้มาก อินเดียก็ไล่ตาม E20 เหมือนไทย เราเป็นผู้ผลิตอ้อยอันดับ 3-4 ของโลก พร้อมลุยเลย!

ไฟฟ้าชีวมวลและ BCG Economy จากอ้อย

ไม่ใช่แค่ E20 แต่กากอ้อย ใบอ้อย ทำไฟฟ้าได้ 650 MW ช่วยลดก๊าซนำเข้า สอดคล้อง BCG และ Net Zero อ้อยยังต่อยอดพลาสติกชีวภาพ สารเคมีเขียวได้อีก รัฐเพิ่งปรับ B100 เป็น 7% และลดราคา E20-E85 3 บาทต่อลิตร ก้าวแรกดี แต่ต้องมีนโยบายยาวๆ

3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ชงรัฐเร่งดัน E20 เป็นเชื้อเพลิงหลัก ฝ่าพลังงานผันผวน คือทางรอดของไทย ลดเสี่ยงเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคงพลังงานยั่งยืน ในมุมผม นี่คือโอกาสทองที่รัฐต้องคว้าไว้ ช่วยเกษตรกรและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน คุณลองเปลี่ยนมาใช้ E20 ดูไหม? ประหยัดและช่วยชาติ ลองแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือกดแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รู้จักกันครับ!

ที่มา – 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ชงรัฐเร่งดัน E20 เป็นเชื้อเพลิงหลัก ฝ่าพลังงานผันผวน

รมว.พลังงานยันน้ำมันสำรอง 95 วัน ไม่ขาดแคลน

รมว.พลังงาน ยันน้ำมันสำรองหาได้เพิ่ม มีใช้ 95 วัน การันตีน้ำมัน-ก๊าซ-ไฟฟ้าไม่ขาดแคลน เป็นข่าวดีที่ทำให้ประชาชนโล่งใจท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ ในวันที่ 5 มีนาคม 2569 นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้แถลงข่าวหลังประชุมหารือมาตรการพลังงานที่ทำเนียบรัฐบาล ยืนยันชัดเจนว่าน้ำมันสำรองของไทยมีเพียงพอ ไม่ต้องกังวลเรื่องขาดแคลน

รมว.พลังงาน ยันน้ำมันสำรองหาได้เพิ่ม มีใช้ 95 วัน การันตีน้ำมัน-ก๊าซ-ไฟฟ้าไม่ขาดแคลน

จากตัวเลขเดิมที่เคยระบุไว้ 60 วัน ล่าสุดอัปเดตเป็น 65 วัน หากไม่มีน้ำมันนำเข้าจากภายนอกเลย แต่ที่สำคัญคือ เรายังมีแหล่งน้ำมันเพิ่มเติมจากสหรัฐอเมริกา แอฟริกาใต้ และมาเลเซีย อีก 30 วัน รวมแล้ว น้ำมันสำรองใช้ได้ถึง 95 วัน ปตท. มีเครือข่ายคู่ค้าที่แข็งแกร่ง สามารถขอซื้อเพิ่มได้ทันวิกฤต ไม่ใช่แค่นับวันหมดแล้วจบ แต่จะมีการเติมเข้ามาเรื่อยๆ

มาตรการระงับส่งออกและเพิ่มสำรองน้ำมัน

เพื่อความมั่นคง รัฐบาลเตรียมมีคำสั่งนายกรัฐมนตรีระงับการส่งออกน้ำมัน ยกเว้น สปป.ลาว และเมียนมา ที่พึ่งพาพลังงานซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ ยังเพิ่มสัดส่วนน้ำมันสำรองของผู้ค้าน้ำมัน จาก 1% เป็น 3% เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

  • ระงับส่งออก ยกเว้นเพื่อนบ้าน 2 ประเทศ
  • เพิ่มสำรองน้ำมันเป็น 3%
  • จัดการกำลังผลิตส่วนเกินมาสำรอง

สถานการณ์ปั๊มน้ำมันที่ประชาชนแห่เติม ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะเป็นพฤติกรรมชั่วคราว เมื่อข้อมูลชัดเจน คนจะกลับมาใช้ปกติ กระทรวงพลังงานสั่งกำชับทุกจังหวัด ห้ามกักตุน และประสานผู้ค้าน้ำมันให้ส่งมอบเพียงพอ คาดปัญหาคลี่คลายใน 1-2 วัน

ตรึงราคาน้ำมันดีเซล 15 วัน ด้วยกองทุนน้ำมัน

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยเต็มที่ ตรึงราคาดีเซล 15 วัน น้ำมันเบนซินช่วยบางส่วน กองทุนเคยติดลบหนัก แต่ตอนนี้บริหารจนเป็นบวก พร้อมรับมือวิกฤต ครบ 15 วัน จะประเมินสถานการณ์ใหม่ หากสงครามยืดเยื้อ จะใช้กลไกต่อ

สำหรับก๊าซและไฟฟ้า ไม่ต้องห่วง ก๊าซ 50-60% มาจากท่อเมียนมาและไทย อีกส่วน LNG จากกาตาร์ กกพ. อนุมัติหาแหล่งใหม่ ปตท. คอนเฟิร์มสัปดาห์หน้า น้ำมันก๊าซไฟฟ้าครบวงจร

แผนสำรองเพิ่มเติม: พลังงานทางเลือกและประหยัด

เดินหน้าผลิตไฟฟ้าจากแหล่งต่างๆ พลังงานน้ำจากลาว ก๊าซอ่าวไทยร่วมมาเลเซีย ถ่านหินเพิ่มจาก กฟผ. และเตรียมรณรงค์ประหยัดพลังงานเข้าครม. 10 มี.ค. หากจำเป็น ปรับสูตรไบโอดีเซลเพิ่มสัดส่วน B100 ลดสเปกน้ำมันเพื่อนำเข้าจากหลายแหล่ง

ข่าวนี้ช่วยลดความตื่นตระหนกได้ดี ประชาชนควรติดตามข้อมูลจากแหล่ง官方 อย่าตกเป็นเหยื่อข่าวลือ ใช้พลังงานอย่างประหยัดเพื่อชาติ

คำแนะนำ: ตรวจสอบราคาน้ำมันล่าสุดที่ปั๊มใกล้บ้าน และวางแผนการใช้รถให้เหมาะสม ติดตามอัปเดตจากกระทรวงพลังงานเพื่อความอุ่นใจ

ที่มา – รมว.พลังงาน ยันน้ำมันสำรองหาได้เพิ่ม มีใช้ 95 วัน การันตีน้ำมัน-ก๊าซ-ไฟฟ้าไม่ขาดแคลน

Scroll to top