มติพรรค

จุลพันธ์เผยเพื่อไทยมีร่าง รธน. ใหม่แล้ว และยินดีชัชชาติชนะเลือกตั้ง

เชื่อว่าช่วงนี้หลายคนกำลังจับตามองความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญและความเคลื่อนไหวในกรุงเทพมหานคร ล่าสุด จุลพันธ์เผยเพื่อไทยมีร่าง รธน. ใหม่แล้ว และยินดีชัชชาติชนะเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างแรงกระเพื่อมได้เป็นอย่างดี วันนี้เราจะมาเจาะลึกรายละเอียดว่าพรรคเพื่อไทยเตรียมตัวอย่างไร และมุมมองต่อนโยบายเมืองหลวงจะเป็นไปในทิศทางไหน

จุลพันธ์เผยเพื่อไทยมีร่าง รธน. ใหม่แล้ว และยินดีชัชชาติชนะเลือกตั้ง

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของพรรคเพื่อไทย โดยระบุว่าขณะนี้ร่างดังกล่าวพร้อมแล้ว เหลือเพียงการรวบรวมรายชื่อ สส. ให้ครบถ้วนตามกฎหมายกำหนด ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะทันกรอบเวลาในการพิจารณาของรัฐสภาสมัยหน้าอย่างแน่นอน แม้จะมีประเด็นเรื่องความเห็นต่างภายในพรรคบ้าง แต่ทางพรรคจะยึดหลักการที่ได้ตกลงกันไว้เป็นสำคัญ

ก้าวต่อไปกับการเมืองระดับท้องถิ่น

ในประเด็นการเมืองกรุงเทพฯ นายจุลพันธ์ได้แสดงความยินดีกับ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. อีกหนึ่งสมัย โดยนายจุลพันธ์มองว่าเป็นเรื่องดีที่ประชาชนให้ความไว้วางใจ และพรรคเพื่อไทยพร้อมทำงานร่วมกับผู้ว่าฯ ชัชชาติ เพื่อขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่คนกรุงเทพฯ ในฐานะรัฐมนตรี ท่านยังเน้นย้ำถึงการประสานงานร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาปากท้องและพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน

หากสรุปใจความสำคัญของประเด็น จุลพันธ์เผยเพื่อไทยมีร่าง รธน. ใหม่แล้ว และยินดีชัชชาติชนะเลือกตั้ง จะเห็นได้ว่า:

  • พรรคเพื่อไทยมุ่งมั่นผลักดันร่างรัฐธรรมนูญให้เข้าสู่สภาตามกำหนดเวลา
  • มีการเตรียมความพร้อมภายในพรรคเพื่อสร้างฉันทามติที่ชัดเจน
  • แสดงจุดยืนชัดเจนในการทำงานร่วมกับผู้ว่าฯ กทม. เพื่อพี่น้องประชาชน
  • ไม่ทอดทิ้งผู้สมัคร สก. ที่ไม่ได้รับคัดเลือก แต่จะสนับสนุนการทำงานเพื่อสังคมต่อไป

ท้ายที่สุด การเมืองไทยไม่ว่าจะเป็นระดับประเทศหรือท้องถิ่น หากทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อเป้าหมายเดียวกันคือประโยชน์ของประชาชน ย่อมเป็นผลดีต่อประเทศชาติอย่างแน่นอน หวังว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น เราคนไทยต้องรอติดตามผลงานกันต่อไปว่าทั้งฝั่งนิติบัญญัติและผู้บริหารเมืองจะร่วมกันแก้ปัญหาที่คั่งค้างได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “จุลพันธ์” บอกเพื่อไทยมีร่าง รธน. ใหม่แล้ว รอรวมชื่อ สส. ยินดี “ชัชชาติ” ชนะเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

“วิสุทธิ์” เชื่อ หาก “สุดาวรรณ” ติดปัญหา ส่งคนแทนได้

การเมืองไทยในช่วงจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วประเทศ พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลเตรียมส่งรายชื่อว่าที่รัฐมนตรี 8 คนให้พรรคภูมิใจไทย ล่าสุด “วิสุทธิ์” เชื่อ หากชื่อ “สุดาวรรณ” ติดปัญหา ส่งคนในเครือข่ายดำรงตำแหน่งแทนได้ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้แสดงความมั่นใจในประเด็นนี้ โดยเชื่อว่ารายชื่อที่เสนอไปจะไม่มีปัญหาใหญ่โต แม้บางชื่อจะมีประเด็นคดีติดตัว

“วิสุทธิ์” เชื่อ หากชื่อ “สุดาวรรณ” ติดปัญหา ส่งคนในเครือข่ายดำรงตำแหน่งแทนได้

จากข้อมูลเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2567 นายวิสุทธิ์ เปิดเผยว่าพรรคกำลังรอความชัดเจนในการแจ้งรายชื่อทั้ง 8 คนในงานสัมมนาพรรคที่โรงแรมเอสซีปาร์ค เมื่อวันที่ 24 มีนาคมนี้ ซึ่งจะเป็นโอกาสที่สมาชิกพรรคจะได้ทราบรายชื่อจริงๆ หลังจากที่มีข่าวลือและรายชื่อปลอมหลุดออกมาหลายรอบในโซเชียลมีเดีย

ประเด็นร้อนที่หลายคนกังวลคือชื่อของ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งถูกเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม. แต่ น.ส.สุดาวรรณ กำลังเผชิญปัญหาคดีบุกรุกที่ดินของรัฐบริเวณหาดสวนยา อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้เรียกตัวไปรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว

หากชื่อ “สุดาวรรณ” ติดปัญหา จะเป็นอย่างไร

นายวิสุทธิ์ ยืนยันว่าไม่แน่ใจว่าปัญหานี้จะกระทบต่อการรับตำแหน่งหรือไม่ แต่หากเกิดปัญหาจริง พรรคก็พร้อมส่งชื่อบุคคลในเครือข่ายของ น.ส.สุดาวรรณ มาดำรงตำแหน่งแทนได้ทันที โดยระบุว่า “ทุกอย่างเป็นไปได้หมด” แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในการวางแผนของพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีบุคลากรที่พร้อมรอคิวอยู่แล้ว

นอกจากนี้ เมื่อถามถึงกระแสภายในพรรคต่อรายชื่อที่เสนอ นายวิสุทธิ์ มองว่าเป็นเรื่องปกติทางการเมืองที่จะมีความเห็นต่างกัน บางคนพอใจ บางคนไม่ แต่ทุกคนต้องเคารพมติพรรค และเชื่อว่าจะไม่เกิดแรงกระเพื่อมใดๆ ในพรรค โดยเฉพาะในกลุ่ม ส.ส. ส่วนใหญ่

โควตารัฐมนตรีเพื่อไทยและบทบาทของนิวเจน

ที่น่าสนใจคือ รายชื่อที่หลุดออกมามี ส.ส.รุ่นใหม่ หรือกลุ่มนิวเจนของพรรคเพื่อไทย ได้รับโควตาหลายที่นั่ง นายวิสุทธิ์ ให้ความเห็นว่า อาจเป็นเพราะกลุ่มนี้มีความสามารถสูงกว่า “คนเก่าๆ มืออาจไม่ถึง” แต่สุดท้ายขึ้นอยู่กับมติพรรค ซึ่งไม่มีปัญหาอะไร

  • พรรคเพื่อไทยส่งโควตา 8 ที่นั่งให้พรรคภูมิใจไทยตรวจสอบ
  • รอประกาศอย่างเป็นทางการในสัมมนา 24 มี.ค.
  • กรณีสุดาวรรณ: มีคดี DSI แต่พร้อมแผนสำรอง
  • ไม่มีแรงกระเพื่อมภายในพรรค
  • นิวเจนได้โอกาสแสดงศักยภาพ

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ของพรรคเพื่อไทยในการเตรียมพร้อมรับมือกับอุปสรรคทางกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องที่พบบ่อยในการเมืองไทย โดยเฉพาะคดีเก่าจากหน่วยงานรัฐที่อาจถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อขัดขวางการจัดตั้งรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ความมั่นใจจากนายวิสุทธิ์ ทำให้แฟนๆ พรรคเพื่อไทยโล่งใจ และจับตาดูการประชุมพรรคในวันดังกล่าว

สำหรับคดีหาดสวนยา เป็นคดีบุกรุกที่ดิน ส.ป.ก. ซึ่งเกิดขึ้นมานาน และยังอยู่ในขั้นสอบสวน หากศาลยังไม่ตัดสินขาด น.ส.สุดาวรรณ อาจยังมีสิทธิ์ดำรงตำแหน่งได้ตามกฎหมาย แต่เพื่อความปลอดภัย พรรคเลือกมีแผน B ไว้แล้ว

สุดท้ายนี้ “วิสุทธิ์” เชื่อ หากชื่อ “สุดาวรรณ” ติดปัญหา ส่งคนในเครือข่ายดำรงตำแหน่งแทนได้ เป็นตัวอย่างของความเป็นมืออาชีพในการเมืองไทยที่พรรคใหญ่ต้องมี พรรคเพื่อไทยแสดงศักยภาพในการปรับตัวได้ดี ท่ามกลางแรงกดดันจากฝ่ายตรงข้าม คุณคิดว่ารายชื่อสุดท้ายจะเป็นอย่างไร? หรือสุดาวรรณจะรอดพ้นปัญหาคดีได้หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามอัปเดตข่าวการเมืองล่าสุดกับเรา!

ที่มา – “วิสุทธิ์” เชื่อ หากชื่อ “สุดาวรรณ” ติดปัญหา ส่งคนในเครือข่ายดำรงตำแหน่งแทนได้

“ทวี” รับภูมิใจไทยต่อสายจีบร่วมรัฐบาล แทงกั๊กรอมติพรรค

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุหลังการเลือกตั้ง “ทวี” รับภูมิใจไทยต่อสายจีบร่วมรัฐบาล แทงกั๊กรอมติพรรค กลายเป็นประเด็นที่ทุกคนจับตา พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้เปิดใจอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับกระแสข่าวลือที่ว่า พรรคภูมิใจไทยได้ส่งสัญญาณเชิญชวนให้เข้าร่วมรัฐบาลใหม่นี้

“ทวี” รับภูมิใจไทยต่อสายจีบร่วมรัฐบาล แทงกั๊กรอมติพรรค

วันที่ 6 มีนาคม 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ได้เดินทางเข้ารายงานตัวในฐานะ ส.ส. และให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงเรื่องนี้ โดยยอมรับตรงๆ ว่าพรรคภูมิใจไทยได้ประสานงานผ่านเลขาธิการพรรคมาจริง แต่พรรคประชาชาติซึ่งเป็นพรรคขนาดเล็ก จะไม่ตัดสินใจเด็ดขาดโดยตัวบุคคล ต้องรอให้มีมติพรรคอย่างเป็นทางการก่อน เบื้องต้น พรรคเห็นว่าการเข้าร่วมรัฐบาลไม่ได้ขัดหลักการใดๆ และพร้อมที่จะทำงานเพื่อประชาชนหากได้รับคำเชิญอย่างชัดเจน

ไม่มีปมแค้นเก่าเรื่อง “เขากระโดง”

หนึ่งในประเด็นที่หลายคนสงสัยคือ ความขัดแย้งในอดีต โดยเฉพาะกรณีที่ พ.ต.อ.ทวี เคยตรวจสอบคดีฮั้วประมูล สว. และที่ดินเขากระโดงที่เกี่ยวข้องกับแกนนำพรรคภูมิใจไทย ทวีชี้แจงชัดเจนว่า ไม่มีปัญหาส่วนตัวใดๆ ทุกอย่างเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในขณะนั้นเท่านั้น สำหรับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น ถือเป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 124 ที่ไม่มีใครครอบงำได้ ที่ผ่านมาเคยร่วมงานกันมาก็มีความสนิทสนมเป็นธรรมดา แต่หากมีเรื่องทุจริตหรือแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม พรรคประชาชาติยอมรับไม่ได้เด็ดขาด

บทบาทฝ่ายค้านสำคัญกว่ารัฐบาลในรัฐธรรมนูญฉบับนี้

พ.ต.อ.ทวียังให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับโครงสร้างรัฐธรรมนูญปัจจุบัน โดยระบุว่า “บทบาทฝ่ายค้านสำคัญกว่ารัฐบาล” เพราะใช้เสียง ส.ส. เพียง 1 ใน 10 ก็สามารถยื่นตรวจสอบจริยธรรม จนนำไปสู่การถอดถอนนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจเสียอีก จุดยืนหลักของพรรคประชาชาติยังคงยึดมั่นในการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน ตามที่หาเสียงไว้กับประชาชน

สถานการณ์การเมืองไทยหลังเลือกตั้งกำลังเข้าสู่โหมดจัดตั้งรัฐบาล พรรคขนาดเล็กอย่างประชาชาติกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจ การที่ “ทวี” รับภูมิใจไทยต่อสายจีบร่วมรัฐบาล แทงกั๊กรอมติพรรค แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและยึดหลักประชาธิปไตยของพรรค หากมติพรรคออกมาเป็นบวก อาจส่งผลให้สมการรัฐบาลเปลี่ยนแปลงไปทันที

นอกจากนี้ พรรคประชาชาติภายใต้การนำของ พ.ต.อ.ทวี มีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในภาคอีสานและภาคเหนือ โดยเฉพาะกลุ่มที่รังเกียจการทุจริต การตัดสินใจครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่สะท้อนนโยบายหลักของพรรคในการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

  • รอ มติพรรคอย่างเป็นทางการก่อนตัดสินใจ
  • ยืนยันไม่มีแค้นส่วนตัวกับพรรคภูมิใจไทย
  • บทบาทฝ่ายค้านมีพลังตรวจสอบสูงในรัฐธรรมนูญใหม่
  • ยึดมั่นต่อต้านคอร์รัปชันเป็นหลัก

สำหรับพรรคภูมิใจไทยที่นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล ก็กำลังเร่งหาพันธมิตรเพื่อขยายฐานเสียงในรัฐบาล การต่อสายจีบพรรคเล็กๆ อย่างนี้เป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด แต่สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจของ “ทวี” จะเป็นตัวกำหนดทิศทาง

ผู้ติดตามการเมืองควรจับตาการประชุมพรรคประชาชาติในช่วงสัปดาห์หน้า เพราะอาจมีเซอร์ไพรส์ที่เปลี่ยนเกมการเมืองทั้งประเทศได้ ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวแบบนี้ช่วยเสริมสร้างความโปร่งใสในระบบพรรคการเมืองไทยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจของพรรคประชาชาติ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวสารการเมืองล่าสุด!

ที่มา – “ทวี” รับภูมิใจไทยต่อสายจีบร่วมรัฐบาล แทงกั๊กรอมติพรรค

ภูมิใจไทย ยัน 5 เสียงหนุนอนุทินนั่งนายก

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังร้อนระอุหลังการเลือกตั้ง เมื่อพรรคภูมิใจไทยออกมาแถลงข่าวสำคัญ โดยภูมิใจไทย ยัน 5 เสียงพรรคเศรษฐกิจ – ประชาธิปไตยใหม่ และพรรคใหม่ หนุน “อนุทิน” นั่งนายกรัฐมนตรี ทำให้โอกาสของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในการชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การประกาศครั้งนี้ไม่เพียงยืนยันการสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) 5 เสียง แต่ยังแสดงถึงพันธมิตรใหม่ที่เกิดขึ้นในเวทีการเมือง

ภูมิใจไทย ยัน 5 เสียงพรรคเศรษฐกิจ – ประชาธิปไตยใหม่ และพรรคใหม่ หนุน “อนุทิน” นั่งนายกรัฐมนตรี

การแถลงข่าวจัดขึ้นเมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 12 ก.พ. 2569 ณ สำนักงานพรรคภูมิใจไทย โดยมีนางสาวบุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย และนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค ร่วมแถลงเคียงข้างนายสุรทิน พิจารณ์ ว่าที่ ส.ส. พรรคประชาธิปไตยใหม่ และนางสาวนวินดา สวัสดิ์เดชดี ว่าที่ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคใหม่ นอกจากนี้ยังมีพลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ที่ยืนยันการสนับสนุนเช่นกัน

นางสาวบุณย์ธิดา กล่าวชัดเจนว่า ทั้งสามพรรคได้ยืนยันการสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 หลังจากสภาผู้แทนราษฎรเปิดประชุมและรับรองผลการเลือกตั้งเรียบร้อยแล้ว การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลที่เข้มข้น โดยพรรคภูมิใจไทยมองว่านี่คือก้าวสำคัญในการสร้างรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ

รายละเอียดการสนับสนุนจากแต่ละพรรค

นายสุรทิน พิจารณ์ ตัวแทนพรรคประชาธิปไตยใหม่ เน้นย้ำว่า พรรคมีมติชัดเจนสนับสนุนนายอนุทิน 100% โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น “เรามาด้วยหัวใจ ร้อยเปอร์เซ็นต์” คำกล่าวนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและไม่มีการต่อรองผลประโยชน์ทางการเมือง

  • พรรคเศรษฐกิจ: พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรค ยืนยันการสนับสนุนเต็มที่ เน้นนโยบายเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของพรรคภูมิใจไทย
  • พรรคประชาธิปไตยใหม่: นายสุรทิน พิจารณ์ และทีมงาน มองว่านายอนุทินคือผู้นำที่เหมาะสมในการนำพาประเทศ
  • พรรคใหม่: นางสาวนวินดา สวัสดิ์เดชดี ว่าที่ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ยืนยันการโหวตสนับสนุนในที่ประชุมใหญ่

การรวมตัวของ 5 เสียงนี้แม้จะดูน้อย แต่มีน้ำหนักในทางยุทธศาสตร์ เพราะเป็นการแสดงจุดยืนก่อนการโหวตนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า

บริบทการเมืองและผลกระทบ

หลังการเลือกตั้งทั่วไป พรรคภูมิใจไทยได้รับที่นั่ง ส.ส. จำนวนมาก และเสนอชื่อนายอนุทินเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีตั้งแต่แรก ปัจจุบันการเจรจาระหว่างพรรคใหญ่ๆ ยังคงดำเนินอยู่ โดยพรรคภูมิใจไทยพยายามรวบรวมเสียงสนับสนุนจากพรรคขนาดเล็กเพื่อเสริมความแข็งแกร่ง ภูมิใจไทย ยัน 5 เสียงพรรคเศรษฐกิจ – ประชาธิปไตยใหม่ และพรรคใหม่ หนุน “อนุทิน” นั่งนายกรัฐมนตรี จึงเป็นข่าวดีที่ช่วยเพิ่มคะแนนในสายตานักการเมืองและประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีกระแสวิเคราะห์จากนักการเมืองอาคารและถนนว่าการสนับสนุนไร้เงื่อนไขนี้อาจนำไปสู่การจัดสรรตำแหน่งคณะรัฐมนตรีในอนาคต โดยพรรคเศรษฐกิจและพรรคใหม่หวังได้บทบาทในรัฐบาลใหม่ หากนายอนุทินก้าวสู่ทำเนียบรัฐบาลได้สำเร็จ

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนายอนุทินในการดึงดูดพันธมิตรจากหลากหลายฝ่าย ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลใหม่มีฐานเสียงที่มั่นคง ลดความเสี่ยงจากการล้มรัฐบาลในอนาคต หากคุณเป็นคนติดตามข่าวการเมือง คงเห็นด้วยว่าการเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่เน้นผลประโยชน์ประชาชนมากขึ้น

อย่าลืมติดตามอัปเดตสถานการณ์การโหวตนายกรัฐมนตรีและข่าวการเมืองล่าสุดจากบล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวสำคัญ!

ที่มา – ภูมิใจไทย ยัน 5 เสียงพรรคเศรษฐกิจ – ประชาธิปไตยใหม่ และพรรคใหม่ หนุน “อนุทิน” นั่งนายกรัฐมนตรี

ด่วน! พรรคเป็นธรรม ปลด “กัณวีร์” พ้นเลขาธิการพรรค

เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใน “พรรคเป็นธรรม” เมื่อมีคำสั่งปลด “กัณวีร์” พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคอย่างกะทันหัน สาเหตุเนื่องมาจากการแอบอ้างมติพรรคสนับสนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ นอกจากนี้ “ปิติพงศ์” ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค ก่อนการประชุมใหญ่ที่จะมีขึ้นในวันที่ 21 ธันวาคมนี้

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 เวลา 17.30 น. เพจเฟซบุ๊กของพรรคเป็นธรรม (ปธ.) ได้โพสต์ข้อความสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์ภายในพรรค โดยระบุถึงสถานการณ์การเมืองที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ปัญหาปากท้องของประชาชนที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข การบริหารประเทศที่ไม่ทันต่อเหตุการณ์ และการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

ทางพรรคเห็นว่าการเตรียมความพร้อมและวางแผนยุทธศาสตร์เพื่อประชาชนเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้น พรรคเป็นธรรม จึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างภายในให้มีความพร้อมและเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ทั้งในส่วนของผู้นำและฝ่ายบริหาร เพื่อให้การตัดสินใจทางการเมืองเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เคารพข้อบังคับของพรรค มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถทำงานเพื่อรับใช้ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้วยเหตุนี้ ทางพรรคฯ จึงขอแจ้งให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 2 ประการ ได้แก่

  1. นายปิติพงศ์ เต็มเจริญ ได้แสดงความจำนงในการลาออกจากตำแหน่ง “หัวหน้าพรรคเป็นธรรม”
  2. พรรคมีมติให้ปลด นายกัณวีร์ สืบแสง ออกจากตำแหน่ง “เลขาธิการพรรคเป็นธรรม” โดยให้มีผลทันที เนื่องจากการกระทำที่ขัดต่อข้อบังคับพรรค คือการแอบอ้างมติพรรคในการสนับสนุนการเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งที่ผ่านมา โดยมิได้นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการบริหารพรรค ทั้งที่ข้อบังคับพรรคกำหนดให้ต้องได้รับมติจากคณะกรรมการบริหารพรรคในประเด็นการสนับสนุนบุคคลให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

พรรคยืนยันว่าจะดำเนินการตามข้อบังคับและมติพรรคอย่างเคร่งครัด ภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังจะมีการเลือกตั้งครั้งสำคัญ พรรคเป็นธรรม จะจัดการประชุมในวันที่ 21 ธันวาคม 2568 เพื่อคัดเลือกและแต่งตั้งผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีวิสัยทัศน์ เข้าดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และทีมบริหารชุดใหม่ เพื่อเป็นแกนนำในการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้ง และขับเคลื่อนอุดมการณ์ของพรรคต่อไป

ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา พรรคเป็นธรรม ยืนยันในความมุ่งมั่นและจุดยืนในการทำการเมืองใหม่อย่างสร้างสรรค์ โปร่งใส และยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

พรรคเป็นธรรม ปลด “กัณวีร์” พ้นเลขาธิการพรรค

ทำไมพรรคเป็นธรรมถึงปลดเลขาธิการพรรค?

สาเหตุหลักของการปลดนายกัณวีร์ สืบแสง ออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคเป็นธรรม เกิดจากการกระทำที่ขัดต่อข้อบังคับพรรค โดยเฉพาะการแอบอ้างมติพรรคในการสนับสนุนการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ได้ผ่านการพิจารณาและให้ความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารพรรคตามที่ข้อบังคับกำหนด การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดข้อบังคับและสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของพรรค

นอกจากนี้ สถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และใกล้การเลือกตั้ง ทำให้พรรคต้องเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ การปรับโครงสร้างภายในจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อให้การตัดสินใจทางการเมืองเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเปลี่ยนแปลงภายในพรรคครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ พรรคเป็นธรรม ในการยึดมั่นในหลักการและความโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และเป็นทางเลือกใหม่ในการเมืองไทย การเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าพรรคจะสามารถก้าวข้ามอุปสรรคและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนได้หรือไม่

ที่มา – “พรรคเป็นธรรม” ปลดฟ้าผ่า “กัณวีร์” พ้นเลขาธิการพรรค เหตุแอบอ้างมติพรรคหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ

“ศุภชัย” เตือนเพื่อไทย คิดดีดี เอา “ณัฐวุฒิ” ช่วย?

“ศุภชัย” เตือน “เพื่อไทย” คิดดีๆ เอา “ณัฐวุฒิ” มาช่วยกฎหมาย หลังอดีตเคยถูกไล่ออกจากอัยการ  ด้าน “ณัฐวุฒิ” ชี้มติพรรคต้องรวมทุกคน ส่ง 3 คำร้องให้เพื่อไทยถอดถอน “อนุทิน-เท้ง” พร้อม 212 สส.

วันที่ 16 ก.ย. 2568  ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย แถลงกรณีนายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ยื่นคำร้องให้กับพรรคเพื่อไทย ในการร้องต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เกี่ยวกับข้อตกลงทางการเมือง (MOA) ระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย ว่า วันนี้นักกฎหมายจำนวนมากที่มีความเห็นว่าผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าคิดว่าจะร้องก็ใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญที่ถูกต้อง ก็ร้องกันไป แต่อยากฝากไปถึงพรรคเพื่อไทย ว่าตนมีความเป็นห่วง ที่ผ่านมาท่านเป็นพรรคการเมืองใหญ่ องคาพยพสำคัญคือต้องมีฝ่ายกฎหมาย ซึ่งเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยมีนักกฎหมาย มีปรมาจารย์ มีครูกฎหมายมากมายอยู่ที่นั่น จึงไม่คิดว่าพรรคเพื่อไทยจะไปจ้างนายณัฐวุฒิให้ทำตรงนี้ แต่คิดว่านายณัฐวุฒิไปเสนอเขาเอง ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ตนไม่อยากจะพูดว่าผิดมารยาทของนักกฎหมายหรือมารยาททนายความ ในการเสนอตัวเข้าไปหาลูกความ

ย้อนต้องมือสะอาดก่อนตรวจสอบใคร

“มีสุภาษิตกฎหมายอยู่คำหนึ่ง one should come to Court with clean hands คุณจะไปศาล คุณจะต้องไปด้วยมือที่สะอาด หรือคุณจะต้องเป็นคนที่สะอาดพอที่จะไปศาล รวมถึงให้คำแนะนำตรงนี้ด้วย หัวหน้าพรรคเคยพูดว่า จะขึ้นธรรมาสน์เทศน์คนอื่นต้องล้างเท้าเสียก่อน“

เผยเคยถูกไล่ออกจากราชการ

นายศุภชัย กล่าวอีกว่า นายณัฐวุฒิเคยเป็นอัยการประจำกอง แต่เคยถูกไล่ออกจากราชการ เพราะประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง เรื่องรับสินบน 1.5 ล้านบาท ไปวิ่งเต้นคดีของพวกเลือกตั้ง ในฐานะนักกฎหมายเป็นสิ่งที่ห้ามกระทำอยู่แล้ว แต่ตอนนั้นท่านเป็นอัยการจนในที่สุดคณะกรรมการอัยการก็มีมติไล่ออกจากราชการด้วยเหตุผลนั้น

“ถ้าผมเป็นท่านจะอยู่อย่างสงบเสงี่ยม เพราะเคยถูกไล่ออกในการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ซึ่งท่านได้ไปร้องศาลปกครองสูงสุด แต่ในที่สุดศาลปกครองก็วินิจฉัยว่ายื่นไม่ได้ คดีตัวเองยังแพ้เลย จึงอยากฝากไปถึงพรรคเพื่อไทยว่าคิดดีๆ แต่ถ้าเป็นผมจะไม่ใช้วิชาความรู้จากนายณัฐวุฒิ ซึ่งแฝงด้วยความเป็นมือไม่สะอาดนั้น มาใช้ประโยชน์ด้วยหรือไม่”

มอบ 3 คำร้องชงเชือด“อนุทิน-เท้ง”

ก่อนหน้านี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ได้เดินทางไปมอบคำร้องฉบับแก้ไขในการร้องต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เกี่ยวกับข้อตกลงทางการเมืองระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย หรือ MOA หลังจากที่พรรคเพื่อไทยถอนร่างคำร้องจากนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร  ที่พรรคเพื่อไทย โดยมีนางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทยเป็นผู้รับ

เพิ่มเอาผิด 212 สส.

นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า คำร้องฉบับใหม่ ได้เพิ่มผู้ถูกร้อง จากนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นการร้องเอาผิดต่อ สส. 212 คน ของพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยด้วย และคำร้องฉบับใหม่ให้กับแกนนำพรรคเพื่อไทยเพื่อเข้าที่ประชุมฯ เพื่อดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อถอดถอนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพราะขาดคุณสมบัติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 วรรคหนึ่ง 3 คำร้อง ได้แก่

1.คำร้องส่งให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพความเป็นนายกรัฐมนตรีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 (4) ประกอบมาตรา 160(4)(5) โดยขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ตาม รธน. มาตรา 82 วรรคสอง ปมตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้ว สว.สีน้ำเงิน ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

2.คำร้องส่งให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กับ 212 ได้แก่ สส.พรรคประชาชน จำนวน 143 คน พรรคภูมิใจไทย จำนวน 69 คน ปมข้อตกลง MOA ฉบับลงวันที่ 3 กันยายน 2568 ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

และ3. คำร้องขอให้อัยการสูงสุดวินิจฉัยสั่งให้เลิกการกระทำการใช้สิทธิล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง ปมข้อตกลง MOA ฉบับลงวันที่ 3 กันยายน 2568 เพื่อเป็นสารตั้งต้นนำไปสู่การยุบพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย

ย้อน“สิริพงศ์”ไม่รู้กฏหมาย

ส่วนกรณีที่นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ระบุว่า MOA ไม่มีผลทางกฎหมาย นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ใครเป็นคนพูด นายสิริพงศ์ จบกฎหมายหรือไม่ ถ้าจบกฎหมายก็ต้องรู้ว่านิติกรรม 2 ฝ่าย มีผลผูกพันหากมีการลงชื่อ ก็มีผลก็ถือว่ามีผล เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา 114 ห้ามการครอบงำหรืออยู่ภายใต้อาณัติใดๆ ไม่สามารถกระทำได้ และหากว่ากันด้วยผลประโยชน์ส่วนตน ตามมาตรา 185 ห้ามสส.กระทำการลักษณะนี้ ซึ่งมีผลต่อการพ้นสมาชิกภาพ ตามมาตรา 101 (7)

มั่นใจเพื่อไทยยื่นศาลรธน.ได้

นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า เชื่อมั่นว่าหากพรรคเพื่อไทย และ สส. ใช้ช่องทางตามมาตรา 82 วรรค 1 สามารถยื่นคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ โดยเฉพาะมาตรา 82 วรรค 2 นอกจากยื่นได้แล้วยังขอคำสั่งให้ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนศาลพิพากษา ก็สามารถกระทำได้ ซึ่งศรนั้นก็ยังกลับมาที่ตนเอง เหมือนกรณีของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เราพูดกันตามเนื้อหา และพยานหลักฐาน เราไม่มีอะไรกับเขา พูดกันตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ปรากฏอย่างชัดแจ้ง

“ศุภชัย” เตือน “เพื่อไทย” คิดดีดี เอา “ณัฐวุฒิ” มาช่วยกฎหมาย หลังชง 3 คำร้องถอดถอน 212 สส.

“ศุภชัย” เตือน “เพื่อไทย” คิดดีๆ เรื่อง “ณัฐวุฒิ”

นายศุภชัย ใจสมุทร ออกมาเตือนพรรคเพื่อไทยให้คิดให้ดี ก่อนที่จะดึงนายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม เข้ามาช่วยเหลือด้านกฎหมาย โดยอ้างถึงประวัติในอดีตของนายณัฐวุฒิที่เคยถูกไล่ออกจากราชการ

เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เพราะเกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือและความเหมาะสมในการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองของบุคคลที่เคยมีประวัติด่างพร้อย การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่จะตามมา

การที่นายศุภชัยออกมาเตือนเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของพรรคภูมิใจไทยต่อการเข้ามามีบทบาทของนายณัฐวุฒิ ซึ่งอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างสองพรรคได้

นอกจากนี้ การที่นายณัฐวุฒิยื่น 3 คำร้องให้พรรคเพื่อไทยถอดถอนนายอนุทินและ สส. อีก 212 คน ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ทางการเมืองมีความซับซ้อนและน่าติดตามยิ่งขึ้น

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งและความไม่ไว้วางใจที่ยังคงมีอยู่ในการเมืองไทย การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยในเรื่องนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางทางการเมืองในอนาคต

การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยในการดึง “ณัฐวุฒิ” มาช่วยกฎหมาย จะส่งผลอย่างไรต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของพรรค คงต้องติดตามดูกันต่อไป

“ศุภชัย” เตือน “เพื่อไทย” คิดดีดี เอา “ณัฐวุฒิ” มาช่วยกฎหมาย หลังชง 3 คำร้องถอดถอน 212 สส. ประเด็นนี้ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม

ที่มา – “ศุภชัย” เตือน “เพื่อไทย” คิดดีดี เอา “ณัฐวุฒิ” มาช่วยกฎหมาย หลังชง 3 คำร้องถอดถอน 212 สส.

“ธรรมนัส” ปัดดีลแลก มท.1 ไม่เคลียร์ใจ “ทักษิณ”

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ปฏิเสธข่าวลือเรื่องดีลแลกตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.1) และงดตอบคำถามเรื่องการเคลียร์ใจกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ให้สัมภาษณ์ภายหลังการแถลงข่าวร่วมกับพรรคภูมิใจไทย ว่าตลอดชีวิตการเมืองที่ผ่านมา ตนเองเคยเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากมาแล้วหลายครั้ง และครั้งนี้ก็เช่นกัน ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า พรรคกล้าธรรมมีมติชัดเจนในการหาทางออกให้กับประเทศชาติ เช่นเดียวกับพรรคประชาชนที่ได้ตัดสินใจในวันนี้ และเชื่อว่าประชาชนจะเข้าใจในการตัดสินใจครั้งนี้

“เราอย่าไปวิพากษ์วิจารณ์ว่า เราหักหลังใคร หรือใครดีกับเรา ใครไม่ดีกับเรา นี่คือการเมือง” ร.อ.ธรรมนัส กล่าวย้ำ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นการเคลียร์ใจกับนายทักษิณ ชินวัตร ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า ตนเองเคารพการตัดสินใจและมติของพรรคกล้าธรรมในการหาทางออกให้กับประเทศชาติ เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ในการร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยในอนาคต ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนเองรู้จัก สส. ในสภาเกินครึ่ง และมีการพูดคุยกันอยู่เสมอในประเด็นการหาทางออกให้กับประเทศชาติ

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวเรื่องการดีลตำแหน่งรัฐมนตรี ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเพียงข่าวลือ และนายกรัฐมนตรียังไม่ได้มีการพูดคุยถึงเรื่องนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำถึงกระแสข่าวการเสนอตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.1) ให้กับตนเอง ร.อ.ธรรมนัส ปฏิเสธว่า “ไม่มี ไม่มีเสนอ” ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

“ธรรมนัส” ปัดมีดีลแลก มท.1 ไม่ตอบเคลียร์ใจ “ทักษิณ”

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่ผันผวนในปัจจุบัน การตัดสินใจของแต่ละพรรคการเมืองย่อมมีเหตุผลและความจำเป็นที่แตกต่างกันไป การที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ออกมาปฏิเสธข่าวลือเรื่อง “ธรรมนัส” ปัดมีดีลแลก มท.1 ไม่ตอบเคลียร์ใจ “ทักษิณ” แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะรักษาจุดยืนทางการเมืองของตนเองและพรรคกล้าธรรม

อะไรคือเบื้องหลังการปฎิเสธดีล มท.1 ของธรรมนัส?

การที่ ร.อ.ธรรมนัส ปฏิเสธข่าวเรื่องดีลแลก “ธรรมนัส” ปัดมีดีลแลก มท.1 ไม่ตอบเคลียร์ใจ “ทักษิณ” อาจมีหลายเหตุผลประกอบกัน ประการแรก อาจเป็นเพราะ ร.อ.ธรรมนัส ต้องการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นกับพรรคเพื่อไทยและนายทักษิณ ชินวัตร เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองยังมีความไม่แน่นอน การรักษาความสัมพันธ์กับทุกฝ่ายจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ประการที่สอง ร.อ.ธรรมนัส อาจต้องการแสดงให้เห็นถึงความเป็นอิสระในการตัดสินใจของพรรคกล้าธรรม โดยไม่ต้องการให้ถูกมองว่าอยู่ภายใต้อิทธิพลของพรรคใดพรรคหนึ่ง การปฏิเสธข่าวลือจึงเป็นการยืนยันถึงจุดยืนทางการเมืองของตนเอง

ประการที่สาม ร.อ.ธรรมนัส อาจมีเป้าหมายทางการเมืองอื่น ๆ ที่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้ การออกมาปฏิเสธข่าวลืออาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่วางไว้

อย่างไรก็ตาม การปฏิเสธข่าวเรื่อง “ธรรมนัส” ปัดมีดีลแลก มท.1 ไม่ตอบเคลียร์ใจ “ทักษิณ” ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และการตัดสินใจของ ร.อ.ธรรมนัส อาจส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองในอนาคต

สำหรับการงดตอบคำถามเรื่องการเคลียร์ใจกับนายทักษิณ ชินวัตร อาจเป็นเพราะ ร.อ.ธรรมนัส ต้องการหลีกเลี่ยงการให้ความเห็นที่อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ส่วนตัว หรืออาจเป็นเพราะยังมีประเด็นที่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้

บทสรุป

โดยสรุปแล้ว การออกมาปฏิเสธข่าวลือและการงดตอบคำถามของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นการแสดงออกถึงความระมัดระวังและรอบคอบในการตัดสินใจทางการเมือง ท่ามกลางสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความท้าทายและเปลี่ยนแปลง การรักษาจุดยืนและรักษาความสัมพันธ์กับทุกฝ่ายจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

การเมืองไทยยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “ธรรมนัส” ปัดมีดีลแลก มท.1ไม่ตอบเคลียร์ใจ “ทักษิณ” ของดวิจารณ์หักหลังใคร

“เดชอิศม์-ชัยชนะ” ยัน ปชป. อยู่กับเพื่อไทย 100%

“เดชอิศม์” ลั่น ปชป. ยังเหมือนเดิม อยู่กับเพื่อไทย 100% “ชัยชนะ” ยัน ปชป. อยู่ครบ 21 เสียง ไม่ถูกดูดซบภูมิใจไทย ย้ำจุดยืน “เข้าใจและไปต่อ” โหวตนายกฯ เอกสิทธิ์ของ สส. แต่ยังต้องยึดตามมติพรรค

วันที่ 30 ส.ค. 68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงการร่วมจัดตั้งรัฐบาลเดิมกับพรรคเพื่อไทยว่า พรรคประชาธิปัตย์ยังเหมือนเดิม และยังหนึ่งเดียว 

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า มีขั้วตรงข้ามติดต่อมาบ้างหรือไม่ นายเดชอิศม์ กล่าวว่า มีบ้าง ซึ่งจะอยู่กับฝั่งนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์ประชาธิปัตย์ทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์

“เดชอิศม์-ชัยชนะ” ยัน ปชป. อยู่กับเพื่อไทย 100%

“ชัยชนะ” ยัน ปชป. อยู่ครบ ไม่ถูกดูดซบภูมิใจไทย

ขณะที่ นายชัยชนะ เดชเดโช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยทาบทามพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล ว่า “ยังไม่มี” และยืนยันว่า พรรคยังเดินหน้าตามแนวทางของหัวหน้าพรรคภายใต้สโลแกน “เข้าใจและไปต่อ”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวที่ว่า สส. พรรคประชาธิปัตย์ย้ายไปแล้ว 4 คน โดยหนึ่งในนั้นเป็น สส.นครศรีธรรมราช นายชัยชนะยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง พร้อมระบุว่า สส.นครศรีธรรมราชยังอยู่ครบ และไม่อยากให้เอ่ยชื่อบุคคลใด เพราะทั้งหมดในพรรคยังอยู่ครบถ้วนเหมือนเดิม

ส่วนกระแสข่าวว่าพรรคเหลือ 21 เสียงนั้น นายชัยชนะย้ำว่า ทุกอย่างเป็นไปตามมติพรรค และมติพรรคยังคงเดิม ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ปล่อยข่าวดังกล่าว

สำหรับกรณีที่ นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีต สส.ประชาธิปัตย์ รวมถึงนายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา และ สส.รายอื่น ๆ ไปปรากฏตัวร่วมกับพรรคภูมิใจไทย นายชัยชนะระบุว่า เรื่องนี้ต้องไปสอบถามนายนิพนธ์โดยตรง

เมื่อถามถึงกรณีที่หากการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลยังไม่ลงตัว และมีการทาบทามพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง นายชัยชนะย้ำว่า พรรคยังคงอยู่กับพรรคเพื่อไทยตามที่หัวหน้าพรรคยืนยันไว้แล้ว พร้อมเผยว่า นายสมยศ พลายด้วง สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่าไม่มีปัญหาใด ๆ ในพรรค

ทั้งนี้ ในประเด็นการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี นายชัยชนะระบุว่า เป็นเอกสิทธิ์ของ สส. อยู่แล้ว แต่ก็ยังต้องยึดตามมติพรรคเช่นเดียวกัน

จุดยืนพรรคประชาธิปัตย์ต่อการร่วมรัฐบาลกับเพื่อไทย

จากคำยืนยันของทั้งนายเดชอิศม์และนายชัยชนะ ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ยังคงเหนียวแน่นกับพรรคเพื่อไทยในการร่วมรัฐบาล แม้จะมีกระแสข่าวลือต่างๆ นานาเกี่ยวกับการถูกทาบทามจากพรรคอื่น หรือการย้ายขั้วทางการเมืองก็ตาม การยืนยันดังกล่าวช่วยลดความสับสนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกพรรคและประชาชนทั่วไป

อนาคตของพรรคประชาธิปัตย์ในรัฐบาลผสม

การที่ ปชป. ยืนยันที่จะอยู่กับเพื่อไทย 100% นั้น ส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลผสมอย่างแน่นอน เพราะ ปชป. มี ส.ส. ในสภาถึง 21 เสียง ซึ่งถือเป็นจำนวนที่ไม่น้อย การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของ ปชป. จะช่วยให้รัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายต่างๆ ได้อย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การทำงานร่วมกันในรัฐบาลผสมที่มีหลายพรรค อาจมีความท้าทายในการประสานงานและหาจุดร่วมที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน

เอกสิทธิ์ ส.ส. กับมติพรรคในการโหวตนายกฯ

ประเด็นเรื่องการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น นายชัยชนะได้เน้นย้ำว่า เป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส. แต่ก็ต้องยึดตามมติพรรคด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสมดุลระหว่างความเป็นอิสระของ ส.ส. แต่ละคน กับการเคารพการตัดสินใจของส่วนรวม การรักษาสมดุลนี้เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้พรรคมีความเป็นเอกภาพและสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ล่าสุดของพรรคประชาธิปัตย์ที่ยืนยันว่าจะ “เดชอิศม์-ชัยชนะ” ยัน ปชป. อยู่กับเพื่อไทย 100% นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการร่วมรัฐบาลและสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลผสมต่อไป อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในการบริหารจัดการภายในพรรคและการทำงานร่วมกับพรรคอื่นๆ ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

การที่พรรคประชาธิปัตย์ยังคงยืนหยัดอยู่กับพรรคเพื่อไทยนั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะร่วมกันพัฒนาประเทศชาติให้ก้าวหน้าต่อไป แม้ว่าเส้นทางข้างหน้าอาจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ด้วยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกัน ก็จะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ไปได้อย่างแน่นอน พรรคประชาธิปัตย์จึงเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า

ที่มา – “เดชอิศม์-ชัยชนะ” ยัน ปชป. อยู่กับเพื่อไทย 100% โหวตนายกฯ ยึดตามมติพรรค

Scroll to top